สวดมนต์ออนไลน์วัดพุทธบูชา
Updated Feb 26, 2012, 7:36 AM
วัดพุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร เป็นวัดธรรมยุติแห่งแรกและแห่งเดียวในเขตทุ่งครุนี้
Use template

นวนิยายอิงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

สารบัญ 2

ผู้มาเยี่ยมชม

รัตนสูตรธิเบต

 
 
 
 

 
 
รัตนสูตร (รัตนปริต)

ว่าด้วยรัตนทั้ง ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ สวดเพื่อปัดเป่าอุปัทวันตรายให้หมดไป


ในสมัยพุทธกาล เมืองไพศาลี หรือเวสาลี นครหลวงแห่งอาณาจักรวัชชี มีการปกครองระบอบสามัคคีธรรม (คล้ายกับลักษณะสาธารณรัฐในปัจจุบัน)
เป็นเมืองที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์มีประชาชนอยู่หนาแน่นมีกำแพง ๓ ชั้น
ซึ่งเรียกว่า "ตรีบูร" แต่ละชั้นห่างกันประมาณ ๔ กิโลเมตร
มีปราสาทอุทยาน สระโบกขรณีเป็นจำนวนมาก
ทางตอนเหนือของเมืองไพศาลีมีป่าใหญ่เป็นพืดขึ้นไปทางเหนือจนจดทิวเขาหิมาลัย เรียกว่าป่ามหาวัน
มีผู้สร้างกุฏาคารศาลา (เรือนยอด) ถวายไว้เป็นที่ประทับพระพุทธเจ้า


ต่อมา เมืองไพศาลีเกิดข้าวยากหมากแพงฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าแห่งเหี่ยวตาย เกิดทุพภิกขภัยใหญ่
และมีโรคระบาด พวกคนยากคนจนอดอยากล้มตายลงเป็นจำนวนมาก
ซากศพถูกนำไปทิ้งไว้นอกเมืองก็ส่งกลิ่นเหม็นตลบไปทั่ว
พวกอมนุษย์ก็พากันเข้าเมือง
คนยิ่งล้มตายกันมากขึ้น เกิดอหิวาตกโรคตามมา

เมื่อเกิดภัย ๓ ประการคือ ทุพภิกขภัย (ข้าวยากหมากแพง) อมนุษยภัย (ภัยจากพวกอมนุษย์) และพยาธิภัย (ภัยที่เกิดจากโรคระบาด)
ขึ้นในเมืองไพศาลีอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กษัตริย์ลิจฉวีซึ่งมีจำนวนถึง ๗,๗๐๗ องค์ จึงให้ประชาชนประชุมพร้อมกันในสัณฐาคาร
(ห้องประชุมใหญ่) เพื่อร่วมกันพิจารณาสอดส่องความประพฤติของบรรดากษัตริย์ทั้งหลายว่า ได้ทำความผิดอันใดไว้จึงทำให้เกิดภัยต่าง ๆ ดังกล่าว

เมื่อไม่เห็นว่ากษัตริย์ทั้งหลายทำความผิดมีโทษอันใด จึงหาทางระงับภัย ๓ ประการนั้น
โดยเห็นร่วมกันว่าควรกราบทูลนิมนต์พระพุทธเจ้า ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่พระนครราชคฤห์ นครหลวงของอาณาจักรมคธ
จึงได้ส่งเจ้าลิจฉวี ๒ องค์ เป็นฑูตนำเครื่องราชบรรณาการไปถวายพระเจ้าพิมพิศาร ณ พระนครราชคฤห์ กราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ
และกราบทูลของอนุญาตินิมนต์พระพุทธเจ้าเสด็จนครไพศาลี พระเจ้าพิมพิสารได้ตรัสให้เจ้าลิฉวีไปกราบทูลนิมนต์ด้วยพระองค์เอง

เจ้าลิจฉวีทั้งสองจึงได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงรับนิมนต์แล้วจึงทูลขอเวลาตกแต่งหนทางตั้งแต่เมื่องราชคฤห์
ไปจนถึงฝั่งแม่น้ำคงคาเป็นระยะทางประมาณ ๘๐ กิโลเมตร และโปรดให้สร้างวิหารไว้สำหรับพักตามระยะทางอีก ๕ หลัง
พระเจ้าพิมพิสารโปรดให้กั้นเศวตฉัตร (ร่มขาว) ถวายพระพุทธเจ้า ๒ คันและกั้นถวายภิกษุสงฆ์ที่ติดตามอีก ๕๐๐ รูป รูปละ ๑ คัน
พระองค์ได้ตามเสด็จไปพร้อมด้วยข้าราชบริพาร ทรงถวายเครื่องสักการบูชา ของหอมและทรงบำเพ็ญกุศลถวายทานตลอดทาง
ไปจนถึงฝั่งขวาของแม่น้ำคงคาง และทรงส่งข่าวสารไปยังเมืองไพศาลีให้ทราบว่า บัดนี้พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาถึงฝั่งแม่น้ำคงคาแล้ว

พระเจ้าพิมพิสารโปรดให้จัดเรือ ๒ ลำ ตรึงขนานเข้าด้วยกันให้สร้างมณฑปขึ้นบนเรือขนาน
แล้วกราบทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นประทับพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป พระเจ้าพิมพิสารทรงพระดำเนินลงไปในน้ำ
ลึกจนถึงพระศอ (คอ) แล้วทรงกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า พรองค์จะรอคอยอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคานี้จนกว่า พระบรมศาสดาจะเสด็จกลับ

ทางเมืองไพศาลี ซึ่งตั้งอยู่ห่างฝั่งซ้ายของแม่น้ำคงคาขึ้นไปทางเหนือประมาณ ๔๐ กิโลเมตร
เมื่อทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว ก็เตรียมปราบทางให้ราบเรียบ ตั้งแต่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำคงคาไปจนถึงเมืองไพศาลี
และสร้างวิหารประจำไว้จำนวน ๓ หลัง เตรียมทำการบูชาเป็น ๒ เท่าของพระเจ้าพิมพิสารที่ทรงทำมาแล้ว
เรือขนานนำพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป มาในแม่น้ำคงคาเป็นระยะทาง ๑๖ กิโลเมตร ก็ถึงเขตเมืองไพศาลี
บรรดากษัตริย์ลิจฉวีก็พากันลุยนำลงรับเสด็จพระพุทธเจ้าในแม่น้ำคงคาลึกถึงพระศอเช่นกัน

ครั้นเรือขนาบเทียบถึงฝั่ง พอพระพุทธเจ้าทรงยกพระบาทแรกย่างเหยียบฝั่งแม่น้ำคงคา
กลุ่มเมฆมหึมาซึ่งแผ่กระจายตั้งเค้ามืดมิด ก็บันดาลให้ฝตตกลงมาห่าใหญ่ น้ำฝนไหลนองท่วมพื้นดินระดับน้ำสูงถึงเข่าบ้าง
ถึงสะเอวบ้าง ถึงคอบ้าง พัดพาเอาซากศพลอยลงแม่น้ำคงคาไปหมด ทำให้ภาคพื้นดินบริสุทธิ์สะอาดโดยทั่วไป

บรรดากษัตริย์สิจฉวีทั้งหลายก็นำเสด็จพระบรมศาสดาและภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูปเข้าพัก ณ วิหารที่สร้างไว้
แล้วถวายทานมากมายเป็น ๒ เท่าของพระเจ้าพิมพิสาร ให้กางเศวตฉัตรกั้นถวายพระพุทธเจ้า ๔ คันกั้นถวายพระภิกษุสงฆ์รูปละ ๒ คัน
น้ำเสด็จพระพุทธดำเนินเป็นเวลา ๓ วัน ก็ถึงพระนครไพศาลี ขณะนั้นพระอินทร์ได้เสด็จพร้อมด้วยเหล่าทวยเทพมาชุมนุมอยู่ด้วย
ทำให้พวกอมนุษย์ เกรงกลัวอำนาจพากันหลบหนีไป

พระพุทธเจ้าเสด็จถึงประตูเมืองไพศาลีในเวลาเย็น ได้ตรัสให้พระอานนท์เรียน "รัตนสูตร"
เพื่อเดินจาริกทำพระปริตไปในระหว่างกำแพง ๓ ชั้น (ตรีบูร) ในเมืองไพศาลีกับบรรดากุมารลิจฉวีแล้วตรัส "รัตนสูตร" ขึ้นในกาลครั้งนั้น
ที่เรียกพระสูตรนี่ว่า "รัตนะ" เพราะหมายถึง พระรัตนตรัย คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ

เมื่อพระอานนท์เรียนรัตนสูตรจากพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เอาบาตรของพระพุทธเจ้าใส่น้ำถือไปยืนที่ประตูเมือง
พลางรำลึกถึงพระพุทธคุณ ตั้งแต่ทรงตั้งความปรถนาที่จะได้บรรลุพระโพธิญาณ จนถึงทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตร
และโลกุตรธรรม ๙ (คือมรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ๑ ) แล้วเข้าไปภายในพระนคร เดินทำพระปริตไปในระหว่างกำแพงเมือง ๓ ชั้น
ทำให้พวกอมนุษย์ที่ยังหลวงเหลืออยู่บ้างพากันหนีออกจากเมืองไปหมด พวกชาวเมืองจึงออกจากบ้านของตนถือดอกไม้และของหอม
พากันตามบูชาพระอานนท์แห่ล้อมท่านมา พระอานนท์เดินทำพระปริตไปทั้งคืน

ประชาชนชาวเมืองไพศาลีได้พร้อมใจกันตกแต่งสัณฐาคาร กลางพระนคร ด้วยของหอมและผูกเพดานประดับด้วยรัตนชาติ
จัดตั้งอาสนะสำหรับพระพุทธเจ้า แล้วเชิญเสด็จพระบรมศาสดามาประทับในสัณฐาคาร พระภิกษุสงฆ์และกษัตริย์ลิจฉวี
ตลอดจนประชาชนชาวเมืองไพศาลี ได้พากันมานั่งล้อมพระพุทธเจ้า พระอินทร์พร้อมเทพบริวารก็มาเฝ้าด้วย
ครั้งพระอานนท์ทำพระปริตอารักขาทั่วพระนครแล้ว ก็กลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระบรมศาสดาจึงตรัสรัตนสูตรอีกครั้ง หนึ่งรวม ๑๔ คาถา
แล้วพระอินทร์ได้ผูกคาถา (ฉันท์) ต่ออีก ๓ คาถา

พระพุทธเจ้าได้ประทับอยู่ที่เมืองไพศาลี และตรัสเทศนารัตนสูตรทุกวันรวม ๗ วัน เมื่อทรงเห็นว่าภัยทุกอย่างสงบเรียบร้อยแล้ว
จึงตรัสลากษัตริย์ลิจฉวีและชาว วัชชีทั้งหลายเสด็จกลับราชคฤห์ครั้งนี้ มีประชาชนมาบูชาสักการะถวายแก่พระองค์เป็นการยิ่งใหญ่
เรียกว่า "คังโคโรหณสมาคม" คือการชุมนุมใหญ่ในโอกาสที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงแม่น้ำคงคา

บทสวดมีดังนี้ คือ

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
เหล่าภูตทั้งหลายทั้งที่อยู่ ณ ภาคพื้นก็ดี ทั้งที่อยู่ใน อากาศก็ดี ที่มาชุมนุมกันอยู่ ณ สถานที่นี้ก็ดี

สัพเพวะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุ
ขอหมู่ภูตทั้งปวงนั้น จงเป็นผู้มีใจดีเถิด

อะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง
และเชิญฟังคำสดุดีพระรัตนตรัย อันข้าพเจ้าจักกล่าวโดยเคารพเถิด

ตัสมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพ
ดูก่อนภูตทั้งหลาย เพราะเหตุทั้งแลขอท่านทั้งหลายทั้งปวงจงฟังข้าพเจ้าเถิด

เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ
ขอท่านทั้งหลาย จงหระทำเมตตาจิตในประชาชาวมนุษย์เถิด

ทิวา จะ รัตโต จะหะรันติ เย พะลิง
ซึ่งมนุษย์ทั้งหลาย ทำเทวตาพลีอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน

ตัสมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา
เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้ไม่ประมาท ช่วยคุ้มครองรักษาเขา เหล่านั้นด้วยเถิด

ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา
ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันใดอันหนึ่งในโลกนี้ก็ดี ในโลกหน้าก็ดี

สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง
หรือรัตนะอันใด อันประณีตในสวรรค์

นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ
ทรัพย์หรือรัตนะนั้น ๆ ที่จะเสมอด้วยพระคถาคตเจ้า ไม่มีเลย

อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้จัดเป็นรัตนคุณอันประณีตในพระพุทธเจ้า

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ด้วยคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง
พระศากยมุนีเจ้า ทรงมีพระหฤทัยดำรงมั่น

ยะทัชฌะคา สักยะมุนี สะมาหิโต
ได้ทรงบรรลุธรรมอันใด เป็นที่สิ้นกิเลส เป็นที่สิ้นราคะ เป็นอมตะธรรมอันประณีต

นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ
สิ่งใด ๆ ที่เสมอด้วยพระธรรมนั้น ย่อมไม่มี

อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้จัดเป็นรัตนคุณอันประณีตในพระธรรม

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
ด้วยคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริญสุด ทรงสรรเสริญแล้ว ซึ่งสมาธิอันใด, ว่าเป็นธรรมอันสะอาด

สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ
บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวถึงสมาธิอันใดว่าเป็นธรรมที่ให้ผลโดยลำดับ

สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ
สมาธิอื่นที่เสมอด้วยสมาธินั้น ย่อมไม่มี

อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้จัดเป็นรัตนคุณอันประณีตในพระธรรม

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
ด้วยคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัฏฐา
บุคคลเหล่าใด นับเรียงองค์ได้เป็น ๘

จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ
นับเป็นคู่ได้ ๔ คู่ อันสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว

เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา
บุคคลเหล่านั้น เป็นสาวกของพระสุคตเจ้าเป็นผู้ควรแก่ทักษิณาทาน

เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ
ทานทั้งหลาย ที่บุคคลถวายในท่านเหล่านั้นย่อมมีผลเป็นอันมาก

อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้ จัดเป็นรัตนคุณอันประณีตในพระสงฆ์

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
ด้วยคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดีจงบังเกิดมีเถิด

เย สุปปะยัตตา มะนะสา ทัฬเหนะ นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ
พระอริบุคคลทั้งหลายเหล่าใด มีใจอันมั่นคงไม่ยินดีในกามประกอบความเพียรดีแล้ว ในศาสนาพระโคดมเจ้า

เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ
พระอริบุคคลทั้งหลายเหล่านั้น บรรลุคุณอันควรบรรลุ คือพระอรหัตตผลแล้ว หยั่งเข้าสู่พระนิพพาน เป็นอารมณ์

ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา
ได้ซึ่งความดับกิเลสโดยเปล่า ๆ แล้วเสวยอยู่พระนิพพาน อันเป็นเครื่องดับแห่งกิเลส

อิทังปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้ จัดเป็นรัตนคุณอันประณีตในพระสงฆ์

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
ด้วยคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิโต สิยา
เสาเขื่อนที่ฝังลงดิน อย่างมั่นคงแล้ว

จะตุพภิ วาเตภิ อะสัมปะกัมปิโย
ลมทั้ง ๔ ทิศที่พัดมา ไม่พึงหวั่นไหวได้ ฉันใด

ตะถูปะมัง สัปปุริสัง วะทามิ โย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติ
บุคคลใดย่อมเห็นอริยสัจทั้งหลายโดยไม่หวั่นไหว เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นสัตบุรุษผู้ไม่หวั่นไหว อุปมาเหมือนเสาเขื่อนนั้น

อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้ จัดเป็นรัตนคุณอันประณีตในพระสงฆ์

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
ด้วยคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

เย อะริยะสัจจานิ วิภาวะยันติ คัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิ
บุคคลเหล่าใด ทำอริยสัจ ทั้งหลายอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระปัญญาอันลึกซึ้งทรงแสดงไว้ดีแล้ว ให้แจ่มแจ้งแก่ตนได้

กิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตา
บุคคลเหล่านั้น ถึงจะเป็นผู้ประมาทอยู่มาก

นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ
แต่ท่านก็ย่อมไม่ถือเอาภพมาเกิดในคำรพที่ ๘

อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้ จัดเป็นรัตนคุณอันประณีตในพระสงฆ์

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
ด้วยคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะ ตะยัส
สังโยชน์ ๓ ประการคือสักกายทิฐิ, วิจิกิจฉา

สุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติ สักกายะทัฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะ สีลัพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิ
และสีลัพพตปรามาส ซึ่งเป็นกิเลสเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ อันพระโสดาบันละได้แล้ว เพราะความถึงพร้อมแห่งญาณทัสนะ

จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต
อนึ่งพระโสดาบันเป็นผู้พ้นได้แล้วจากอบายภูมิทั้ง ๔

ฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง
ทั้งไม่อาจที่จะทำอภิฐาน คือกรรมอันหนัก ๖ ประการ

อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้ จัดเป็นรัตนคุณอันประณีตในพระสงฆ์

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
ด้วยคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ ปาปะกัง กาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา
พระโสดาบันนั้น ยังทำความผิดเล็กน้อยทางกาย ทางวาจาหรือทางใจ อยู่บ้างก็จริง

อะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ
พระโสดาบันนั้น ก็เป็นผู้ไม่ปกปิดความผิดนั้นไว้

อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา
ความที่บุคคลผู้เข้าถึงกระแสพระนิพพานแล้วเป็นผู้ไม่ควรปกปิดความผิดไว้นี้ อันเราตถาคตกล่าวแล้ว

อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้ จัดเป็นรัตนคุณอันประณีตในพะสงฆ์

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ด้วยคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเค คิมหานะมาเส ปะฐะมัสมิง คิมเห
พุ่มไม้ในป่า แตกยอดในเดือนต้นคิมหันต์แห่งคิมหันตฤดู ฉันใด

ตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
พระตถาคตเจ้า ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ

นิพพานะคามิง ปะระมังหิตายะ
ซึ่งเป็นหนทางให้ถึงพระนิพพาน เพื่อประโยชน์อย่างยิ่งแก่สัตว์ทั้งหลาย ก็มีอุปมาฉันนั้น

อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนคุณอันประณีตในพระพุทธเจ้า

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ด้วยคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร
พระตถาคตเจ้า ทรงเป็นผู้ประเสริฐ ทรงเป็นผู้รู้สิ่งอันประเสริฐ ทรงเป็นผู้ให้สิ่งอันประเสริฐทรงเป็นผู้นำมาซึ่งสิ่งอันประเสริฐ

อะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
ทรงเป็นผู้ไม่มีใครยิ่งกว่า ได้ทรงแสดงแล้วซึ่งพระธรรมอันประเสริฐ

อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนคุณอันประณีตในพระพุทธเจ้า

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
ด้วยคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง
กรรมเก่าของพระอริยบุคคลเหล่าใดสิ้นแล้วกรรมใหม่ที่จะเกิดในภพใหม่ย่อมไม่มี

วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง
พระอริยบุคคลเหล่าใด มีจิตอันหน่ายแล้วในภพต่อไป

เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา
พระอรหันต์เหล่านั้น มีพืชคือวิญญาณอันจะเกิดในภพต่อไปสิ้นแล้ว ไม่มีความพอใจที่จะเกิดอีกต่อไป

นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป
เป็นผู้มีปัญญา ย่อมนิพพาน เหมือนดังดวงประทีปที่ดับไป ฉะนั้น

อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
แม้ข้อนี้ จัดเป็นรัตนคุณอันประณีตในพระสงฆ์

เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ด้วยคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ภูตประจำถิ่นเหล่าใด ประชุมกันแล้วในพระนครก็ดี เหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี

ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง พุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
เราทั้งหลายจงนมัสการพระพุทธเจ้าผู้มาแล้ว ผู้ซึ่งเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสุขสวัสดีจงมีเถิด

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ภูตประจำถิ่นเหล่าใด ประชุมกันแล้วในพระนครก็ดี เหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี

ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง ธัมมัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
เราทั้งหลายจงนมัสการพระธรรมอันมาแล้ว อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสุขสวัสดีจงมีเถิด

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ภูตประจำถิ่นเหล่าใด ประชุมกันแล้วในพระนครก็ดี เหล่าใดประชุมกันแล้ว ในอากาศก็ดี

ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง สังฆัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
เราทั้งหลายจงนมัสการพระสงฆ์ผู้มาแล้ว ผู้ซึ่งเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสุขสวัสดีจงมีเถิด

Comments