บุคคลตัวอย่าง

 

  
                                                                          โทมัส เอดิสัน นักประดิษฐ์ผู้ไม่เคยยอมแพ้

โทมัส อัลวา เอดิสัน : Thomas Alva Edison

เกิด        วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1847 เมืองมิลาน (Milan) มลรัฐโอไฮโอ (Ohio) ประเทศสหรัฐอเมริกา
เสียชีวิต  
วันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ.1931 ประเทศสหรัฐอเมริกา
ผลงาน
       - ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า
                  -
เครื่องเล่นจานเสียง
         -
กล้องถ่ายภาพยนตร์
         -
เครื่องขยายเสียง
         -
หีบเสียง
                  - เครื่องบันทึกเสียง


ชีวิตวัยเด็ก - การศึกษา

เอดิ สันเข้าเรียนในชั้นประถมขณะอายุ 8 ปี เป็นโรงเรียนเล็กๆในโบสถ์ มีนักเรียนเพียง 48 คน มีครูเพียงสองคนคือ นายเอ็งเกิล และนางเอ็งเกิล (Engle) แต่ด้วยความที่เอดิสันมีมีนิสัยสนใจในสิ่งรอบตัว ไม่ใช่เนื้อหาในตำราคร่ำครึ สิ่งที่เขาสนใจถามครูจึงไม่ใช่เรื่องที่ครูสอน แต่เป็นเรื่องนอกตำรา นายและนางเอ็งเกิล จึงมักเรียกเขาว่าเป็นเด็กที่หัวขี้เลื่อย เมื่อมารดาทราบเรื่อง จึงไปพูดคุยกับคุณครูที่โรงเรียน หลังการพูดคุย เอดิสันต้องออกจากโรงเรียน โดยมารดาของเขาจะเป็นผู้สอนเอดิสันด้วยตนเอง หลังจากเข้าโรงเรียนได้ 3 เดือนเท่านั้น

เอดิสัน ชื่นชอบหนังสือนอกเวลาเล่มหนึ่ง ซึ่งมีภาพและเนื้อหาการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้อ่านทดลองเองได้ เขามีความสนใจที่จะทำการทดลองในหนังสือ ใน ค.ศ. 1857 พ่อและแม่ของเขาจึงสร้างห้องใต้ดินเพื่อให้เอดิสันได้ทำการทดลองต่างๆ ในหนังสือ และเขาก็ได้ทำการทดลองมากมายในห้องใต้ดินนั้นค.ศ. 1859 เอดิสันทำงานหารายได้พิเศษโดยการขายลูกอมและหนังสือพิมพ์บนรถไฟ

        เอดิสันเคยถูกให้ออกจากโรงเรียนเนื่องจากว่าเขาไม่สามารถเรียนวิชา คณิตศาสตร์ได้ ครอบครัวของเขาจึงต้องนำเอดิสันไปเลี้ยงดูเองและปล่อยให้เขาได้เรียนรู้ด้วย ตนเอง ในช่วงอายุ12ปีเขาทำงานเป็นเด็ก เดินข่าวของรถไฟ ครั้ง หนึ่งเอดิสันทดลองเคมีทำให้เกิดเสียงระเบิดไฟไหม้ จนเขากลายเป็นคนหูหนวก โดยสาเหตุของการหูหนวกก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากอะไร บางแห่งก็ว่าเขาถูกตบแก้วหูทำให้แก้วหูหนวกและอื้อ  บางแห่งว่าเกิดเสียงระเบิดสนั่นทำให้เอดิสันกลายเป็นคนหูหนวก  แต่ตามที่เอดิสันแถลง เขากล่าวว่า  การที่เขาหูพิการเกิดจากเขาลื่นไถลลงไปใต้ท้องรถไฟจนเกือบจะ ถูกล้อทับ  ได้มีคนช่วยเหลือเขาไว้โดยจับหูเขาดึง ขึ้นมาบนรถ   

แม่ของเขา ได้เป็นผู้สอนหนังสือ ให้เขาและยอมให้เขาเรียนรู้ด้วยตนเอง กำลังใจจากแม่ ทำให้เอดิสันอ่านหนังสือมากขึ้น เขาสนุกสนานกับการทดลองต่างๆ
ที่เขา อ่านจากหนังสือ ความอยากรู้ อยากเห็น ทำให้เขาได้ทดลองวิทยาศาสตร์ต่างๆ มากมาย แม้การทดลองหลายครั้งจะมีความผิดพลาดและไม่ได้ผล แต่แม่คือผู้ที่พูดให้กำลังใจแก่เอดิสันอยู่เสมอ  ปลูกฝังให้เขา มีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน เอดิสันมองเห็นความผิดพลาดเป็นบทเรียน มากกว่าจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้เขาท้อถอย

ข้อคิด
เมื่อผู้ช่วยของเอดิสันกล่าวกับเขาว่า “เราทำการทดลองมา 700 ครั้งแล้ว แต่เรายังไม่มีคำตอบ เราล้มเหลวเสียแล้ว” แต่เอดิสันกลับตอบว่า

“เปล่าหรอก เรายังไม่ล้มเหลว เรารู้มากกว่าใครๆ ในโลกในเรื่องนี้ และเรายังรู้อีกว่ามี 700 วิธีที่ไม่ควรทำ อย่าเรียกว่า ความผิดพลาด แต่ให้เรียกว่า เป็นการเรียนรู้”

ความสำเร็จที่เขาได้รับนั้น 10% เกิดจากแรงบันดาลใจ อีก 90% มาจากความทุ่มเท ด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย

 

                 “ความล้มเหลวหลายๆ อย่างในชีวิต   เป็นเพราะคนเราไม่ตระหนักกว่า พวกเขาอยู่ใกล้ความสำเร็จแค่ไหน   ตอนที่เขายอมแพ้

                              

มีนักข่าวคนหนึ่งเคยถามเอดิสันว่า กว่าที่จะสามารถผลิตหลอดไฟได้ ต้องใช้ความพยายามลองผิดลองถูกกว่า 700 ครั้ง คุณไม่รู้สึกท้อและล้มเหลวบ้างหรือครับเอดิสันกล่าวว่า ไม่ครับ "ผมไม่รู้สึกท้อแท้และล้มเหลว เพราะผมได้เรียนรู้แล้วว่า การทดลองกว่า700ครั้งนั้นผิดพลาดเพราะอะไร และก็รู้ว่ามี700วิธีที่ไม่ใช่ ผมก็แค่หาวิธีผลิตหลอดไฟต่อจากนั้นเองครับ"

 
                                                                                                                     ที่มา http://www.siampower.net/board3/data/2/0103.html
 
 

 บิลเกต  Bill Gates

 


ประวัติ
"บิล เกตส์" หรือ "วิลเลียม เอช. เกตส์ ที่สาม"
 เกิด  
28 ตุลาคม พ.ศ.2498
 ครอบครัวตั้งรกรากอยู่ในนครซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา  บิดาประกอบอาชีพทนายความ ส่วนนางแมรี่ เกตส์ มารดา    ทำงานอาสาสมัครองค์กรการกุศล
 คู่สมรส  นางเมลินดา เกตส์   บุตร-ธิดา  3 คน

การศึกษา
เกตส์เป็นเด็กเรียนเร็ว เริ่มต้นชีวิตนักเรียนที่
"เลกไซด์" โรงเรียนสำหรับลูกผู้มีอันจะกิน และอายุน้อยกว่าเพื่อนร่วมชั้นราวๆ 2 ปี
สมัยเด็กๆ อายุได้เพียง 13
ปี เกตส์กับอัลเลนมักชอบแอบเข้าไปเล่นเครื่องพิมพ์ไฟฟ้า "เทเลไทป์" ของโรงเรียนเป็นประจำ ด้วยความหลงใหลในระบบอิเล็กทรอนิกส์และกลไกการทำงานต่างๆ ซึ่งเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ได้ จนในที่สุดสองสหายลงมือแก้ไขเขียน "โปรแกรม" ด้วยตัวเองเพื่อใช้ เทเลไทป์แก้ตารางเรียนของนักเรียนหญิงหน้าตาดีให้มาเข้าชั้นตรงกัน

 มหา"ลัยไม่ใช่คำตอบ

"ตอนผมอายุ 19 ผมมองเห็นอนาคตและตัดสินใจทำตามสิ่งที่เห็น ปรากฏว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้องเสียด้วยสิ!"
เกตส์ย้อนรำลึกถึงสาเหตุที่ตัดสินใจลาออกจาก "ฮาร์วาร์ด" สถาบันอุดมศึกษาอันดับต้นๆ ของสหรัฐ เอาไว้ในหนังสือเดอะโรด
อะเฮด

ก่อนเข้าฮาร์วาร์ด เกตส์มีพื้นฐานการเขียนภาษา "เบสิก" สำหรับคอมพิวเตอร์อยู่บ้าง เมื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยก็มีความคิดว่าในอนาคต "ซอฟต์แวร์" หรือ "โปรแกรม" จะต้องมีความสำคัญมากกว่า "ฮาร์ดแวร์" หรือพูดง่ายๆ ก็คือตัวเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเอง และบังเอิญว่าคิดถูกอย่างยิ่ง!
เริ่มแรกเกตส์เลือกเรียนวิชากฎหมาย แต่สักพักก็ทุ่มเทเวลาหมดไปกับการเรียนรู้คณิตศาสตร์ การเขียนโปรแกรม และเศรษฐศาสตร์
เรียนผ่านพ้นไปเพียง 2 ปี เกตส์ก็ทำให้ครอบครัวแทบช็อก เมื่อยื่นเรื่อง "ดร็อป" ขอพักการเรียน เพราะเชื่อว่ามหาวิทยาลัยไม่มีอะไรจะสอนเขาอีกต่อไป!

กำเนิด"ไมโครซอฟท์"

เมื่อเชื่อมั่นว่า "ซอฟต์แวร์คือขุมทรัพย์" เกตส์กับอัลเลนจึงจับมือกันเดินหน้าพัฒนาโปรแกรมชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์และติดต่อทำการตลาดอย่างจริงจัง  ก้าวแรกสู่วงการ เกิดขึ้นเมื่อบริษัท "เอ็มไอทีเอส" เตรียมวางตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) ใหม่ล่าสุด "Altair 8800" และตกลงจ้างทั้งคู่รับผิดชอบการพัฒนาโปรแกรม
กระทั่งปีพ.ศ.2518 สองสหายตั้งบริษัท "ไมโครคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์" หรือที่เรียกย่อๆ ว่า "ไมโครซอฟท์" ขึ้นมา มีบางช่วงเกตส์กลับไปเรียนฮาร์วาร์ด แต่ต้องหยุดกลางคันเช่นเดิมและไม่หวนกลับไปอีกเลยเมื่อเปิด "สำนักงานไมโครซอฟท์" แห่งแรกที่เมืองเบลล์วิล รัฐวอชิงตัน
ปี 2521 บริษัทเล็กๆ แห่งนี้มีรายได้เกิน 1 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 25 ล้านบาทถ้าเทียบกับค่าเงินสมัยก่อน
ถัดมา 1 ปี เกตส์ก็ว่าจ้าง "บัลเมอร์" เพื่อนรักสมัยฮาร์วาร์ด เข้าทำหน้าที่ "ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ" คนแรก

ในส่วนของบิลที่ ศึกษานอกระบบด้วยตนเองจนได้ดิบได้ดี บิลกล่าวว่า มีปัจจัย 4 ประการที่เขารู้สึกว่าเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จมาจนทุกวันนี้ คือ

ประการแรก ต้องเป็นคนรักการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เป็นคนสนใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเสมอและผลจากการที่เป็นคนใฝ่รู้ก็ก่อให้เกิดนิสัยอื่นๆ ตามมา

ประการที่สอง เป็นคนชอบอ่านหนังสือ

ประการที่สาม อยู่ในแวดวงพ่อแม่ ญาติมิตร และเพื่อนนักธุรกิจที่มีการศึกษา มีความรู้ และไอเดียดีๆ ข้อนี้คงเข้าทำนองที่ว่า คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผลบิล บอกว่า การที่อยู่ในแวดวงที่รายล้อมไปด้วยคนดีมีความรู้ ทำให้เขาได้เรียนรู้ ได้ลับความคิด ได้ฟังได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ซึ่งช่วยจุดประกายความคิดได้เป็นอย่างดี

และประการสุดท้ายคือ ต้องรักชอบ (Passion) ในสิ่งที่ทำ เพราะตัวบิลนั้นสนใจเรื่องคอมพิวเตอร์ การสร้างโปรแกรมต่างๆ มาตั้งแต่อายุวัยทีนแล้ว บิลบอกว่านักศึกษาควรค้นหาตนเองให้เจอว่าชอบทำอะไร แล้วก็ให้มุ่งไปทางนั้นอย่างมุ่งมั่น
              

    หลักการในการทำงาน  บิล เกตส์
                                                       1.  จับตลาดที่มีช่องทางเยอะแต่มีคู่แข่งน้อย
                                                       2.  เข้าไปให้เร็ว เข้าไปให้ใหญ่
                                                       3.  สร้างสิทธิบัตรคุ้มครอง
                                                       4.  คุ้มครองสิทธิ์ดังกล่าวโดยทุกวิธีทางที่ทำได้
                                                       5.  มุ่งกำไรสูงสุด
                                                       6.  ให้ของที่ลูกค้าไม่อยากปฏิเสธ

                                                       7.  ให้หุ้น  คือ  ใครทำงานดีให้หุ้น
                                                       8.  ให้อำนาจในการตัดสินใจ
                                                       9.  ให้แต้มการทำงานใครได้คะแนนสี่ ถือว่าเยี่ยม ใครได้คะแนนหนึ่ง ออก
                                                     10.  ให้ความเสมอภาค
                                                     11.  ให้ทุกคนมีอีเมล์

                   

บทเรียนอีกอย่างหนึ่งจากบิล เกตส์ สำหรับนักบริหารคนอื่นคือ

อย่าลืมว่าโลกภายนอกบริษัท หรือที่ทำงานก็ยังมี ถ้ามัวแต่วุ่นอยู่กับปัญหาธุรกิจของตัวเอง ก็อาจจะลืมคนทั่วไปที่จะให้การสนับสนุนเราได้

"ความสำเร็จเป็นครูที่แย่มาก เพราะมันทำให้คนเก่ง ๆ คิดว่า เขาล้มเหลวไม่ได้" ...

ด้านคุณธรรม

บิลลเกตต์ ไม่เพียงแต่เป็นนักธุรกิจตัวอย่าง เขายังได้ชื่อว่าเป็น แฟมิลี่แมน ที่ดีและเป็นตัวอย่างของสามีที่ดีเช่นกัน ภรรยาของเขาชื่อ Melinda ผู้ซึ่งรู้จักกันและแต่งงานกันตั่งแต่สมัยเขายังเป็นบุคคลที่ไม่เป็นรู้จักมากขนาดนี้ และ จนถึงปัจจุบัน Melinda ก็ยังเป็นเพียงผู้หญิงคนเดียวของเกตต์

 

เกตต์ ตระหนักถึงความสำคัญในการตอบแทนสังคม โดยการจัดตั้งมูลนิธีซึ่งมีมูลค่าถึง 28.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในการให้ความช่วยเหลือ และ สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาในด้านสุขภาพ และ การเรียนรู้สำหรับอนาคต

 ทั้ง เกตต์ และ มิลินด้า ได้ตลกลงที่จะบริจาคมากกว่า 3.6 พันล้านให้กับองค์กรอนามัยโลก และ มากกว่า 2 พันล้านเหรียญในการพัฒนาด้านการเรียนรู้ รวมทั้งมีห้องสมุดภายใต้ชื่อ Gates Libraryซึ่งจะมีงบประมาณซื้อคอมพิวเตอร์ และ อินเตอร์เนท รวมถึงการฝึกอบรมให้สำหรับชุมชนที่มีรายได้น้อย  และ มากกว่า 477 ดอลลาร์สหรัฐในโครงการ Pacific Northwest และ มากกว่า 488 ดอลล่าร์ ในโครงการพิเศษต่างๆ

ปัจจุบัน เกตต์ จัดว่าเป็นนักธุรกิจที่เป็นตัวอย่างในด้านการบริจาคเพื่อการกุศลและกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างแท้จริง

 
 
301px-Diego_Velasquez_Aesop (Small)aesop     
      "อีสป" เจ้าแห่งปรัชญาชีวิต...บุรุษที่คนทั้งโลกต้องรู้จัก
 
 

อีสป เป็นทาสชาวกรีกคนหนึ่งซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลา 560 – 620 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือ 208 ปี ก่อนพุทธศักราช (พระพุทธเจ้าประสูติเมื่อ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช) นับเวลาถึงปัจจุบันได้ 2,755 – 2,815 ปี เขาอาศัยอยู่ที่เมืองซาร์ดิส บนเกาะซามอสของประเทศกรีก เกาะนี้ตั้งอยู่ที่นอกชายฝั่ง ของประเทศตุรกีในปัจจุบัน ในสมัยกรีกโบราณชายฝั่งทะเลทั้งหมดของประเทศตุรกีก็มีชาวกรีก อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น อีสปเป็นคนพิการ ขี่เหร่ แต่เขามีจิตใจที่งดงาม ซึ่งตรงกันข้ามกับ สังขารของเขา เริ่มแรกนั้น อีสปมาจากเทรซซึ่งเป็นนครรัฐแห่งหนึ่งในสมัยโบราณ  อีสปไปทำงานเป็นทาสที่เกาะซามอสกับนายทาสชื่อ เอียดมอน ในระหว่างที่เป็นทาส อีสปได้นำชื่อเสียงมาสู่ตนเองและนายของเขาด้วยการเป็น นักเล่านิทานผู้มีความสามารถจนเป็นที่รู้จักกันดีในท้องถิ่นนั้น ในที่สุดอีสปก็ถูกปลดปล่อยให้ เป็นอิสระจากการเป็นทาส เนื่องจากความเป็นผู้ที่มีไหวพริบและสติปัญญาอันเฉียบแหลมของเขานั่นเอง

เมื่ออีสปได้รับอิสรภาพนั้น เขามีชื่อเสัยงโด่งดังในการเล่านิทานมากจนได้รับเชิญให้ไปทำงาน อยู่ในราชสำนักของกษัตริย์เครซุส ซึ่งทรงเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรลิเดียของ เอเซียไมเนอร์ ขณะนั้นราชสำนักแห่งนี้มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้ฉลาดรอบรู้อยู่แล้วหลายท่านเช่น โซลอน แห่งกรุงเอเธนส์ และเทลีส แห่งมิเลทัส เป็นต้น ในไม่ช้า กษัตริย์เครซุสก็ทรง โปรดปรานอดีตทาสผู้นี้อย่างรวดเร็ว เพราะทรงพอพระทัยในสติปัญญาอันเฉียบแหลมและไหวพริบ ตามธรรมชาติของเขา อีสปสามารถถวายทั้งความสนุกสนาน และแง่คิดในด้านต่างๆ แก่พระองค์ ทำให้ทรงเรียนรู้ความจริงหลายอย่างเกี่ยวกับการบ้านการเมืองของพระองค์จากการฟังนิทานของ อีสป มากกว่าจากการสนทนากับนักปราชญ์ประจำราชสำนักคนอื่นๆ

ขณะนั้นกษัตริย์เครซุสทรงเป็นประมุขแห่งนครรัฐเล็กๆ ทั้งหลายของกรีกด้วย พระองค์ทรงส่ง อีสปให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชทูตยังเมืองหลวงของนครรัฐเหล่านี้ อีสปใช้นิทานของเขาทำให้เกิด ความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวอย่างชาญฉลาด ที่เมืองโครินธ์ อีสปใช้นิทานของเขา เป็นสื่อตักเตือนชาวเมืองถึงภยันอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการใช้กฏหมู่ที่กรุงเอเธนส์ เขาใช้นิทาน เรื่อง “กบเลือกนาย” เป็นสื่อชักชวนให้ชาวเมืองเลื่อมใสในการปกครองของปีซัสเตรตัส เป็นผลสำเร็จ

อวสานชีวิตของอีสปมาถึง เมื่อกษัตริย์เครซุสส่งเขาไปปฏิบัติหน้าที่ราชทูตที่เมืองเดลฟิ ณ เมืองนี้ อีสปเล่านิทานโดยใช้สัตว์เป็นสัญาณบอกความจริงเกี่ยวกับความอยุติธรรมทางการเมืองให้ชาว เมืองรู้ การกระทำของเขาได้จุดไฟแห่งความโกรธแค้นให้ไหม้โหมกระหน่ำในหัวใจของนักการเมืองแห่งเมืองเดลฟิอย่างหนัก นักการเมืองเหล่านี้ จึงคิดแก้แค้นอีสปโดยการแอบเอาขันทอง ศักดิ์สิทธิ์แห่งวิหารเทพอะพอลโลไปใส่ไว้ในกระเป๋าสัมภาระของอีสป แล้วกล่าวหาว่าเขาเป็นขโมย ในที่สุด อีสปจึงถูกตั้งข้อหาว่ากระทำการลบหลู่และทำลายชาวเดลฟิอย่างร้ายแรง อีกทั้งเป็นคนป่า เถื่อนและดุร้าย อีสปถูกตัดสินประหารชีวิตโดยถูกโยนลงมาจากหน้าผาสูงจนถึงแก่ความตาย ไปอย่างน่าเสียดายในที่สุด…

การสร้างแนวคิด การอบรมสั่งสอน ให้คนมีความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งในสมัยเมื่อสามพันปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะนอกจากคนในสมัยนั้นยังมองเห็นโลกไม่กว้าง ไม่มีเรื่องราวของวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วการที่จะตั้งตัวว่าเป็นผู้รู้หรือที่เรียกกันว่าเป็นนักปราชญ์นั้น มีโทษอย่างร้ายแรงทีเดียว เพราะในสมัยนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้รู้ได้จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในศาสนาเท่านั้น หากคนนอกวัดแสดงตัวเป็นผู้รู้ โอกาสที่จะถูกพวก พระ พวกผู้นำทางศาสนากล่าวหาเอาเอาได้ว่าเป็นพวกพ่อมดหมอผีซึ่งมีโทษถึงตายทีเดียว

จะเป็นด้วยเจตนาที่อีสปสร้างเรื่องราว เพื่อสั่งสอนให้คนทำความดี รู้จักตัวเอง มีคุณธรรม แต่เขารู้ว่า เขาจะทำอย่างตรงๆไม่ได้เพราะจะมีภัยมาถึงตัว เขาจึงผูกเรื่องเพื่อการสั่งสอนของเขาออกเป็นเรื่องราว และใช้ตัวแสดงในเรื่องราวของเขาเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้คนฟังเข้าใจว่า เป็นเรื่องเล่าขานกันเพื่อความสนุกสนานอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับการสั่งสอนใคร

ด้วยเหตุนี้เอง การเล่าเรื่องของอีสป จึงไม่มีใครคิดว่า เขากำลังสั่งสอนให้คนอยู่ในศีลในธรรม แต่ทุกคนฟังเรื่องราวของเขาเพราะความสนุกสนานเรื่องราวของเขาจึงถูกเรียกขานกันในนามว่า “นิทาน”นิทานของอีสปได้รับความนิยมอย่างมากจากคนฟัง ชีวิตของเขาจึงทำงานด้วยการเล่านิทานเป็นกิจวัตร จนทำให้ทุกคนในท้องถิ่นที่เขาอยู่รู้จักเขาเป็นอย่างดี และทุกคนต่างก็อยากฟังนิทานของเขาไม่ว่าจะเป็นทั้งเด็กหรือผู้ใหญ่ชีวิตของอีสปจบสิ้นลงอย่างน่าเสียดายแค่ตรงนั้น แต่นิทานของอีสปยังถูกกล่าวขานกันอยู่ในหมู่ของผู้คนที่กระจายเพิ่มมากขึ้น จากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่ง

นิทานอีสปจึงไม่ตายไปพร้อมกับตัวของอีสปด้วย

esop

หลังจากที่อีสปตายไปไม่นานชาวเอเธนส์ผู้หนึ่งชื่อ ลีซิฟัสก็ได้ปั้นรูปของอีสปตั้งไว้ข้างหน้าของอนุสาวรีย์ยอดนักปราชญ์ ทั้งเจ็ดของชาวเอเธนส์ซึ่งถือได้ว่าอีสปได้รับการยกย่องเทียบเท่ากับยอดนักปราชญ์ ผู้โด่งดังของชาวเอเธนส์ในยุคนั้นทีเดียว นิทานอีสปได้รับการเผยแพรเรื่อยมาตลอดชั่วระยะเวลากว่าสามพันปี ผู้อพยพจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง จดจำนิทานอีสปไปเล่าขาน เรื่องราวเหล่านั้นจึงกระจายไปทั่วโลกและทุกมุมโลก ทุกคนเมื่อได้ฟังนิทานของอีสปแล้ว พวกเขาจะเกิดความรู้สึกสำนึกที่ดี ได้รับบทเรียน ได้รับรู้สิ่งที่ดีงาม และความชั่วร้ายไปพร้อมๆกับความสนุกสนาน

 
                                                                                                                                                 ที่มา http://www.sarut-homesite.net
 
 
              
                                                           สตีเว่น สปีลเบิร์ก
 
 สตีเวน สปีลเบิร์ก เกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ.1946
สปีลเบิร์กไม่ค่อยได้อยู่กับที่เท่าไหร่ มีการย้ายที่อยู่บ่อยๆ เพราะเกิดที่
เมืองซินซินเนติ รัฐโอไฮโอ ไปจบมหาวิทยาลัยที่แคลิฟอร์เนีย สเตท, ลองบีช ซึ่งปรากฏว่าไม่ได้เรียนวิชาภาพยนตร์จากที่มหาวิทยาลัยเลย อาศัยลงพื้นที่เรียนเอง โดยเมื่อตอนอายุ 16 ปี ได้ทำงานกับบริษัทสร้างหนังในท้องถิ่นที่เมืองฟินิกซ์ รัฐอริโซน่าและก็ทำหนังวิทยาศาสตร์ (ไซไฟ) ความยาว 2 ชั่วโมง เรื่อง "Firelihgt" ในปี ค.ศ.1969

สปีลเบิร์กก็ทำหนังสั้นเรื่อง
"Amblin" ไปเสนอกับฝ่ายโทรทัศน์ของบริษัทยูนิเวอร์แซลเป็นที่ถูกอกถูกใจ จนได้งานทำหนังสั้นออกมา 3 เรื่อง และหนึ่งในนั้นคือ "Duel" หนังเขย่าขวัญเรื่องราวของเซลส์แมนที่ถูกรถบรรทุกไล่บี้ตลอดเส้นทาง งานนี้สปีลเบิร์กแจ้งเกิด เพราะหนังได้รางวัลจากยุโรปแถมทำเงินอีกด้วย ชื่อเสียงของสปีลเบิร์กสูงขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2518 หนัง "จอว์ส" ฉลามยักษ์ไล่งาบคนก็ดังเป็นพลุแตก
 
 
 
 

 

                                                                                                                                 หลวงพ่อชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง   

ชาติภูมิ 
   
พระโพธิญาณเถระ (ชา สุภทฺโท) หรือ หลวงพ่อชา หรือ พระอาจารย์ชา เกิดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2461 ตรงกับ วันศุกร์ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย ณ บ้านจิกก่อ หมู่ที่ 9 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี บิดาชื่อนายมา ช่วงโชติ มารดาชื่อ นางพิมพ์ ช่วงโชติ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันจำนวน 10 คน
การศึกษา
  
หลวงพ่อชา ได้รับการศึกษาชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนบ้านก่อ ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ อุบลราชธานี จนจบชั้นประถมปีที่ 1 แล้วได้ลาออกจากโรงเรียนเพราะมีจิตใจใฝ่ทางบวชเรียน ภายหลังเมื่อบวชเรียนแล้วได้เรียนหนังสือธรรมเรียนบาลีไวยากรณ์ เรียนมูลกัจจายน์ จนสามารถอ่านแปลภาษาบาลีได้ และได้ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้ชั้นสูงสุดสายนักธรรม คือ สอบได้นักธรรมชั้น เอก
 
ชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์
   
เมื่ออายุ 13 ปี หลังจากลาออกจากโรงเรียนประถมศึกษาแล้ว โยมบิดาได้นำไปฝากกับเจ้าอาวาสเพื่อเรียนรู้บุพกิจเบื้องต้นเกี่ยวกับบรรพชาวิธี จึงได้รับอนุญาตให้บรรพชาเป็น สามเณรชา โชติช่วง เมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ. 2474 โดยมีท่านพระครูวิจิตรธรรมภาณี (พวง) อดีตเจ้าอาวาส วัดมณีวนาราม อุบลราชธานี เป็นอุปัชฌาย์สามเณรชา โชติช่วง ได้อยู่จำพรรษาและศึกษาพระปริยัติธรรม ตลอดจนอยู่ปฏิบัติครูอาจารย์ เป็นเวลา 3 ปี ได้เอาใจใส่ต่อภารกิจของสามเณรท่องสวดมนต์ ทำวัตร ศึกษาหลักสูตรนักธรรมปฏิบัติพระเถระ แล้วจึงได้ลาสิกขาบทมาช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา ทั้งนี้ด้วยความจำเป็นของครอบครัวแบบชาวไร่ชาวนาอีสานทั่วไป
 
ด้วยจิตใจที่ใฝ่ในการบวชเรียน จึงสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องอุปสมทบเป็นพระให้ได้ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ภายหลังเมื่อตกลงกับบิดามารดาและท่านทั้ง 2 ก็อนุญาติแล้วจึงได้ฝากตัวที่วัดก่อในที่ใกล้บ้าน แล้วได้รับอนุญาติให้อุปสมบทได้เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2482 เวลา 13.55 น. ณ พัทธสีมา วัดก่อใน ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ อุบลราชธานี
เมื่อพระชา สุภทฺโท สอบนักธรรมตรีได้แล้ว ก็อยากเรียนให้สูงขึ้นเพราะมีจิตใจรักชอบทางธรรมอยู่แล้ว แต่ขาดครูอาจารย์ในการสอนระดับสูงต่อไป นึกถึงภาษิตอีสานที่ว่า "บ่ออกจากบ้านบ่ฮู้ฮ่อมทางเทียว บ่เฮียนวิชาห่อนสิมีความฮู้"
 
ชีวิตช่วงนี้จะเห็นได้ชัดว่า พระชา สุภทฺโท มุ่งเรียนปริยัติธรรมให้สูงสุด จึงทุ่มเทให้การศึกษาทั้งนักธรรมและบาลี และผ่านสำนักต่างๆ มากมายจนในที่สุดก็สอบนักธรรมได้ครบตามหลักสูตร คือ สอบนักธรรมชั้นโทได้ ในสำนักของ พระครูอรรคธรรมวิจารณ์ สอบนักธรรมชั้นเอกได้ในสำนักวัดบ้านก่อนอกถิ่นเกิด
      
สู่การปฏิบัติธรรม 
     
เสร็จภารกิจการศึกษา ประกอบกับเกิดธรรมสังเวชคราวโยมบิดาเสียชีวิต จึงหันมาสู่การปฏิบัติธรรม โดยออกธุดงค์และศึกษาหาแนวทางปฏิบัติในสำนักต่างๆ ผ่านอาจารย์ก็มากมาย เช่น หลวงปู่กินรี ,หลวงปู่เถระชาวเขมร,อาจารย์คำดี,พระอาจารย์มั่น
 
พออินทรีย์แก่กล้าแล้วก็ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมต่อไปเรื่อยๆ โดยยังดำรงสมณเพศเป็นพระมหานิกายอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดได้รับอาราธนาจากโยมมารดาและพี่ชาย เพื่อกลับไปโปรดสัตว์ที่บ้านเกิด เมื่อ พ.ศ. 2497 ก็ได้ดำเนินการสร้างวัดป่าขึ้น ซึ่งเรารู้จักในปัจจุบัน คือ "วัดหนองป่าพง" และท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนี้มาโดยตลอด และถึงแก่มรณภาพเมื่อ 16 มกราคม 2535 เวลา 05.30 น. อย่างสงบท่ามกลางธรรมสังเวชของศิษยานุศิษย์จากทุกสารทิศ

คุณสมบัติพิเศษและความเชี่ยวชาญ

๑. เป็นผู้ที่มีทั้งพรสวรรค์และพรแสวง
๒. นอกจากจะเก่งภาษาอังกฤษแล้ว ยังเก่งภาษาแขกด้วย คือพอพูดถึงประเทศอะไร ท่านก็
สามารถที่ยกตัวอย่างเป็นภาษานั้นๆ ได้อย่างน่าทึ่งมาก
๓. แตกฉานในพระไตรปิฎก ทั้งบาลีและอรรถกถา เรียกว่าเป็นพระไตรปิฎกเคลื่อนที่
๔. ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานอยู่ที่ท่าน เรียกว่าเป็นขุมคลังแห่งปัญญาท้องถิ่นได้เลย เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพมาก
๕. แตกฉานเรื่องนิรุกติภาษา คือเวลาแสดงธรรมนั้น ท่านจะใช้ภาษาท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ และก็จะใช้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ควบคู่ไปด้วย เพื่อประยุกต์ให้เข้ากับกาลสมัย
๖. จากเหตุผลข้อที่ ๕ จึงทำให้ท่านแสดงธรรมได้อย่างชนิดที่กินใจ เข้าถึงอารมณ์ทั้งไทยและเทศ โดยเฉพาะไทยอีสาน ท่านแสดงธรรมได้ทุกระดับ ทั้งโวหารสำนวนและไหวพริบดีมาก
๗. เรียกว่าถ้าพูดถึงพระที่เพียบพร้อมไปด้วยปริยัติและปฏิบัติที่สมบูรณ์นั้น ท่านพระอาจารย์สมภพก็อยู่ในระดับแถวหน้า
๘. คุณธรรมของท่านคือ มีเมตตา กรุณา มีความเที่ยงตรง อดทน ยอมตายเพื่อธรรมะ มีเป้าหมายและหลักการที่ชัดเจน มีอุมการณ์ที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างชนิดที่ตัวตายก็ยอม
๙. ไม่สนใจในยศฐาบรรดาศักดิ์ ไม่มีตำแหน่งอะไรทางการปกครอง ไม่ได้เป็นมหา หรือพระครูใดๆ เป็นขวัญใจ และเป็นเพชรเม็ดงามของวงการพระพุทธศาสนารูปหนึ่งโดยแท้ 

                                                      ที่มา http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=19971


                                                                    
                                                                  ชิน โสภณพนิช
ิประวัติ
เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2453 ตรงกับในสมัยรัชกาลที่ 6 มีบิดาเป็นชาวจีนแต้จิ๋วอพยพ เกิดในบริเวณตลาดน้ำวัดไทร บางขุนเทียน ฝั่งธนบุรี
ถึงแก่กรรมในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2531 ด้วยโรคหัวใจและโรคไต ที่โรงพยาบาลบำรุง ราษฎร์

ชีวิตวัยเด็ก- การศึกษา

  ได้ศึกษาชั้นประถมที่ประเทศจีน รวมทั้งช่วยบิดาทำนาด้วย เมื่อเวลาฝนตก บิดาต้องตามตัวกลับมาจากโรงเรียนเพื่อให้ช่วยไถนา นายชินอยู่ในประเทศจีนเป็นระยะเวลานานถึง 12 ปี จนกระทั่งอายุ 17 ปี จึงเดินทางกลับมาสู่ประเทศไทย มีความรู้อ่านออก เขียนได้ดี ทั้งภาษาจีนและภาษาไทย

ประวัติการทำงาน
นายชิน เริ่มต้นอาชีพครั้งแรกด้วยการเป็นลูกจ้างในเรือโยงบรรทุกสินค้าทางการเกษตร ขึ้นล่องระหว่าง กรุงเทพ - อยุธยา จากนั้นจึงได้เปลี่ยนเป็นเสมียนของโรงไม้แห่งหนึ่ง ด้วยความเป็นคนเอาการเอางาน เรียนรู้ได้เร็ว ประกอบกับเป็นคนมีอัธยาศรัยดี เจ้าของโรงไม้จึงสอนการทำบัญชีให้แก่นายชิน รวมทั้งให้เป็นคนติดต่อลูกค้าให้ด้วย นายชินทำงานอยู่ที่นี่เป็นเวลา 3 ปี เมื่ออายุได้ 20 ปี เจ้าของโรงไม้ได้ขยายกิจการ โดยไปเปิดร้านใหม่ จึงยกสาขาเดิมนี้ให้แก่นายชิน โดยยกตำแหน่งผู้จัดการให้แก่นายชิน แต่หลังจากนี้กิจการของนายชินประสบปัญหา และเกิดไฟไหม้ ทำให้ต้องปิดกิจการลง

หลังจากนี้ นายชินได้เดินทางกลับสู่ประเทศจีนอีกครั้ง และได้ร่วมทำกิจการการเดินเรือระหว่างซัวเถากับเซี่ยงไฮ้ กับนักธุรกิจท้องถิ่น ซึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก ต่อมา นายชินได้กลับสู่ประเทศไทย จะได้รับการชักชวนจากนายแต้เก๋ง ฮุ้ง เจ้าของบริษัท เซียม เฮง ล้ง ซึ่งเป็นธุรกิจค้าขายวัสดุก่อสร้าง นายชินจึงตัดสินใจเข้าทำงานที่นี่ในปี พ.ศ. 2482 ซึ่งธุรกิจค้าขายวัสดุก่อสร้างนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก กล่าวกันว่าในครั้งนั้น ใครจะก่อสร้างอะไรทั้งภาครัฐและเอกชนก็ต้องมาซื้อของที่ เซียม เฮง ล้ง

จากนั้น นายชินจึงตัดสินใจเก็บรวบรวมเงินทั้งหมด เปิดร้านขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างของตัวเอง แถวโรงภาพยนตร์พัฒนาการ ถนนเจริญกรุง และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่นาน จึงจดทะเบียนเป็นบริษัท เอเซีย จำกัด สินค้าที่ขายส่วนใหญ่เป็นเหล็ก ด้วยอายุเพียง 29 ปี ซึ่งสถานการในขณะนั้น รัฐบาลมีนโนบายส่งเสริมการค้าขายของคนไทย บริษัทของนายชินประสบความสำเร็จอย่างดี จึงขยายกิจการออกไปอีก 2 บริษัท เป็นบริษัทค้าขายเครื่องเขียน และขายเครื่องกระป๋อง

ในปี พ.ศ. 2487 นายชิน ได้รับการชักชวนจากเพื่อนฝูง 15 คน ร่วมหุ้นก่อตั้งธนาคารกรุงเทพขึ้น ในเดือนธันวาคม ธนาคารกรุงเทพสาขาแรกได้เปิดทำการขึ้น ในเวลาบ่าย 2 โมง มีนายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นประธานเปิด นายชินเริ่มงานที่ธนาคารกรุงเทพด้วยการเป็นคอมประโดร์ (นายหน้า) หาลูกค้า และพิจารณาการออกเงินกู้ ซึ่งการทำหน้าที่ของนายชินสามารถทำกำไรให้แก่ธนาคารอย่างมาก โดยในกลางปี พ.ศ. 2488 ยอดเงินฝากของธนาคารกรุงเทพ มีจำนวนทั้งสิ้น 10.2 ล้านบาท แต่เมื่อนายชินเข้ามาทำหน้าที่นี้ยอดเงินเพิ่มขึ้นเป็น 18.5 ล้านบาท ในปลายปี จากนั้น กิจการธนาคารกรุงเทพได้เจริญเติบโตเป็นลำดับ และเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของไทยบด้วยที่มีสาขาเปิดในต่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2495 นายชินได้ขึ้นผู้จัดการธนาคารและครอบครองตำแหน่งได้นานที่สุดถึง 25 ปี

ข้อคิด
" ต้องทำงานด้วยหลักความซื่อสัตย์ ขยัน อดทนและกตัญญูรู้คุณคน โดยเฉพาะกับลูกน้อง ต้องดูแลเขาให้ดีทั้งในยามสุขและทุกข์ เพราะถ้าไม่มีเขา เราก็อยู่ไม่ได้ "

ในโลกธุรกิจ เงินทุนไม่สำคัญเท่าคน องค์กรที่ประสบความสำเร็จล้วนเกิดจากการรู้จักใช้และดูแลทรัพยากรบุคคล พูดง่ายๆ คือนอกจากจะต้องใช้คนให้ถูกงานแล้ว ยังต้อง ' แฟร์ ' กับลูกน้อง ไม่ใช่ได้ดีแล้วลืมคุณคนที่ช่วยเราให้โตขึ้นมาได้ น่าเสียดายที่องค์กรจำนวนมากไม่เคยสนใจสวัสดิการของพนักงาน มองลูกน้องเป็น ' ลูกจ้าง ' มากกว่า ' หุ้นส่วน '


ชีวิตของนายชิน เป็นที่รับรู้และยอมรับจากสังคมทั่วไปว่า เป็นผู้สร้างฐานะตนเองจากเสื่อผืนหมอนใบ จนเป็นตำนานของนักธุรกิจในประเทศไทยเป็นที่กล่าวขานกันมาจนปัจจุบัน
 



                                                                                                  
                                                                                                  พระยาอนุมานราชธน  (ยง เสฐียรโกเศศ) 

 ประวัติ
 เกิด               14 ธันวาคม พ.ศ. 2431
 ถึงแก่กรรม      12 กรกฎาคม พ.ศ. 2512
 คู่สมรส           คุณหญิงละไม เสฐียรโกเศศ

การศึกษา
เมื่ออายุราวห้าหกขวบได้เริ่มเรียนหนังสือกับบิดา โดยต้องตื่นตั้งแต่ตีห้ามาอ่านหนังสือ ครั้นอายุได้สักสิบขวบมารดาก็พาไปฝากเข้าโรงเรียบ้านพระยานานา อยู่แถวใต้ปากคลองวัดทองเพลง เป็นนิวาสถานเดิมของพระยานานาพิพิธ บุตรชายคนหนึ่งของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ โรงเรียนนี้สอนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เด็กชายยงเรียนได้เร็วมากกว่าคนอื่นเพราะได้เรียนหนังสือมาแล้วกับบิดา ต่อมาจึงเข้าเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ พ.ศ. 2443 สมัยนั้นเรียนเป็นภาษาอังกฤษ มีสอนภาษาไทยบ้างสัปดาห์ละสองชั่วโมงเท่านั้น ได้เล่าเรียนจบชั้นมัธยม 4 พอขึ้นชั้นมัธยม 5 ก็ต้องออกจากโรงเรียน เพราะครอบครัวมีฐานะไม่ดี
รวมทั้งมีพี่น้องหลายคนและพระยาอนุมานราชธนเป็นบุตรคนโต กระนั้นท่านกลับศึกษานอกระบบโรงเรียนและศึกษาตลอดชีวิต

การทำงาน

หลังออกจากโรงเรียนท่านได้เริ่มชีวิตการทำงานด้วยการไปฝึกหัดผสมยาที่ โอสถศาลาของรัฐบาล และได้เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมในตอนกลางคืน แต่เมื่อมิได้รับเบี้ยเลี้ยง จึงลาออกไปทำงานโรงแรมโอเรียนเต็ล ได้เงินเดือนๆ ละ 60 บาท ทำได้ไม่ถึงปีจึงลาออกไปทำงานที่กรมศุลกากรในตำแหน่งเสมียน เงินเดือนๆ ละ 50 บาท ทั้งนี้เพื่อมีเวลาพักผ่อนมากกว่าและรับยกเว้นเกณฑ์เข้าเป็นทหารด้วย ที่กรมศุลกากร พระยาอนุมานราชธนได้พบนายนอร์แมน แมกสแวล ผู้เป็นทั้งหัวหน้าและเป็นผู้สอนภาษาอังกฤษให้พระยาอนุมานราชธนจนแตกฉาน รับราชการก้าวหน้ามาโดยตลอด และได้เลื่อนตำแหน่งจากขุน เป็นหลวง เป็นพระ จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาเมื่ออายุได้ 36 ปี ในปี พ.ศ. 2467

ข้อคิด
นักปราชญ์คนหนึ่งของเมืองไทย
เป็นบุคคลที่มีความรอบรู้ในทุกๆด้านไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ วรรณคดี ภาษาศาสตร์หรือแม้แต่ขนบเนียมประเพณีต่างๆของไทย   และได้รับ การยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกทางวรรณศิลป์
- ความเป็นคนใฝ่รู้ของท่านแม้ ว่าท่านไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยแต่วิชาความรู้ของท่านนั้นทั้งอาจารย์รุ่น หลังและนักศึกษาต่างพากันยกย่องว่าเป็นศาสตราจารย์ชั้นยอดเยี่ยมคนหนึ่ง เพราะความที่ท่านเป็นคนใฝ่รู้ เรียนอะไรเรียนจริง และค้นคว้าอย่างจริงจัง หากท่านสงสัยในเรื่องใดท่านจะไม่อยู่นิ่งเฉย แต่ท่านจะไปค้นคว้าจากห้องสมุดและจากผู้รู้จนเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆโดยใช้หลัก สุ จิ ปุ ลิ  ท่านเป็นอนุสาวรีย์ อันยิ่งใหญ่ของการศึกษาตลอดชีวิต  อ่านและ เขียนเรียนรู้อย่างไม่เคยเหนื่อยหน่าย แสวงหาความรู้จากทุกแหล่งและทุกโอกาส สำหรับท่านหนังสือคือคลังแห่งความรู้  ความสุขของท่านคือการได้อ่านหนังสือ และเป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งทีเดียวค่ะที่ทำให้ท่านได้รับยกย่องเป็นนัก ปราชญ์เพราะท่านถือว่าการอ่านหนังสือก็เหมือนกับการคบหาคน ทำให้เราเห็นชีวิตกว้างขวางออกไป รู้จักสภาพความเป็นจริงและนิสัยใจคอของมนุษย์
 -
ท่าน เป็นทั้งนักเรียนและเป็นครูพร้อมกันตลอดชีวิต  สำหรับท่านความรู้ไม่มีขอบเขต ไม่มีพรมแดน คนทั้งโลกจะเรียนและสอนกันและกันได้  เพราะความรัก การอ่านและความสนใจใฝ่รู้ของท่านเมื่อทำงานท่านก็มุ่งพัฒนา จนสร้างความเจริญให้แก่หน่วยงานนั้นๆ  ตัวท่านเอง มิได้รับการศึกษาจากตะวันตก แต่ใครจะนำ ความรู้อย่างฝรั่งมาเผยแพร่ให้กว้างขวางในหมู่คนไทยยิ่งไปกว่าท่านก็หาไม่ ไม่ว่าจะเป็นลีลาทางการเขียนหรือสรรหาคำคม ที่แทรกไปด้วยอารมณ์ขัน หนังสือของท่านอ่านง่าย ได้ทั้งข้อคิดและความรู้ พระยาอนุมานราชธนช่วยทำให้คนไทยรักและเข้าใจในขนบธรรมเนียม ประเพณีไทย ประวัติศาสตร์ไทยและความเป็นไทยทั้งหมดที่ท่านถ่ายทอดจากความทรงจำผ่านงาน เขียน แม้มิได้มีโคตรตระกูลเป็นไทยแต่จะมีใครอีกเล่าที่อุทิศตนให้แก่ประเพณีไทย ประวัติศาสตร์ วรรณคดี ยิ่งไปกว่าพระยาอนุมานราชธน
 - แม้ว่าท่านจะมีความรู้มากแต่ ท่านก็เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ถือตัว ท่านถือว่าทุกคนมีความสำคัญเท่ากันหมด ท่านแสวงหาความรู้ได้จากทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กข้างถนน หรือแม้แต่คนรับใช้ 

ชาวต่างประเทศต่างก็ยกย่องท่าน ว่าเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่วงวิชาการของไทย ตลอดชีวิตของท่าน ท่านได้สนองคุณประเทศชาติ ด้วยน้ำพักน้ำแรง วิริยะ อุตสาหะ เพื่อให้ภาษาไทย ประวัติศาสตร์ไทย และวัฒนธรรมไทยได้เป็นที่ประจักษ์แก่โลก ทุกอย่างที่ท่านทำเป็นไปเพราะความรักประเทศชาติ และรักวิทยาการทั้งสิ้น

พระยาอนุมาน ราชธนเป็นสัญลักษณ์ของสยาม  เป็นสัญลักษณ์ของคุณงามความดี ที่ปุถุชนคนสามัญจะพึงมีได้ในสังคมไทย ที่เชื่อมต่อระหว่างอดีตกับปัจจุบัน แม้จะจบเพียง ม4 อัสสัมชัญ ไม่เคยไปยุโรปจนอายุ 70 ปี แต่ก็ขยันเขียนหนังสือให้ฝรั่งอ่านจนเป็นที่ยกย่องกันทั่วโลกเพราะท่านมี ปรัชญาชีวิตที่เป็นคติประจำใจอยู่ว่า

I have six honest serving men,

Who teach me all I know

Their names are What, and Where and When,

                                                And Why and How and Who

Comments