โคราช‎ > ‎

สถานที่ท่องเที่ยว โคราช

       
 
         เขาแผงม้า : เข้าป่าซุ่มดูกระทิง
                       - มีบ้านพัก ที่กางเต้นท์ (มีเต้นให้เช่า)
                       - ควรนำกล้องส่องตา/คู่มือดูนกไปด้วย
                       - ควรติดต่อคนนำทาง
                       - โทร. 0-1907-8260 หรือ อบต.วังน้ำเขียว โทร.0-4422-8249
       
         เขาแผงม้าหรือเขาภูหลวงซึ่งเป็นเขาสูงชันเป็นแนวยาว เมื่อมองจากที่ไกลๆคล้ายสันคอม้า จึงเรียกว่า เขาแผงม้าเขาลูกนี้เคยปกคลุมไปด้วยป่า มีพื้นที่กว้างขวางกว่าแสนไร่ เป็นผืนป่าเดียวกับป่าดงพญาไฟอยู่ประชิด อช.เขาใหญ่ และ อช.ทับลาน มีสัตว์ป่าอย่างวัวกระทิงจากผืนป่าดังกล่าวมาหากินอยู่เป็นประจำ ต่อมามีการบุกรุกป่าและสัมปทานไม้ของเอกชน เขาแผงม้า ที่เคยรกครึ้มไปด้วยป่าจึงกลายเป็นเขาหัวโล้นในที่สุด
 
 
 
 
                มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ร่วมกับชาวบ้านได้ร่วมกันปลูกป่าถาวร ฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับคืนดีดังเดิม โดยเน้นความหลากหลายตามธรรมชาติของป่า ปัจจุบันเขาแผงม้าเขียวครึ้ม มีทัศนียภาพที่สวยงาม มีสัตว์ป่าโดยเฉพาะฝูงกระทิงซึ่งเป็นสัตว์หายากได้กลับสู่ป่าผืนนี้อีกครั้ง บ่งบอกถึงความอุดมสมบุรณ์ของป่าเขาแผงม้าที่กลับคืนมา ที่นี่จึงเป็นที่เฝ้าดูฝูงกระทิงและสัตว์ป่านานาชนิดของนักท่องเที่ยวที่นิยมธรรมชาติ
                ที่ตั้งและการเดินทาง  หมู่ 4 บ้านเขาแผงม้า ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว
                รถยนต์ส่วนตัว  หากเดินทางมาทางด้าน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี จะสะดวกกว่าโดยใช้เส้นทางหมายเลข 304 จนถึงแยกซ้ายบริเวณ กม.79 หนองคุ้ม ไปอีก 11 กม.จะเห็นป้ายโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯปากทางเข้าทางซ้ายมือ เลี้ยวเข้าไปราว 2 กม.จะถึงสำนักงานฯ
                รถประจำทาง  ขึ้นรถโดยสารโคราช-ระยอง ลงที่ตลาด 79 แล้วหารถเหมาขึ้นไป หรือจะให้สะดวกควรติดต่อนัดหมาย ให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิลงมารับตรงทางขึ้น
 
 
                ประวัติ   ในปี พ.ศ.2530 มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯ ได้เริ่มสำรวจพื้นที่ป่าเขาแผงม้าร่วมกับชาวบ้าน เพื่อฟื้นฟูป่าเขาแผงม้า ซึ่งถูกทำลายไปเมื่อคราวบริษ้ทเอกชนได้สัมปทานเข้าทำไม้ และชาวบ้านเข้าจับจองเป็นที่ทำกิน ต่อมาในปี พ.ศ.2537 จึงเริ่มโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯโดยมีพื้นที่โครงการ 11,250 ไร่ แต่มีพื้นที่เหมาะแก่การปลูกป่าเพียง 5,000 ไร่
 

    

 แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท : พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง
 เข้าชมฟรี แต่มีกล่องรับบริจาคบำรุงสถานที่
 มีชาวบ้านนำชมช่วงเวลา 08.00-16.00 น.
 มีร้านเครื่องดื่มและขายของฝาก
 มีที่พักแบบโฮมเสตย์ 40 หลังคาเรือนพักได้ 3คน/หลังราคา 300 บาท/หลัง/คืน
 ติดต่อชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โบราณคดี หมู่ 7บ้านปราสาทใต้ ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง จังนครราชสีมา 30240 โทร.0-4436-7075

 หรือโรงเรียนบ้านธาร     

ปราสาท โทร.0-4436-7062 หรือสำนักงาน ททท.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเขต 1 (นครราชสีมา) โทร.0-4421-3666,0-4421-3030

            เป็นแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ ที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคอีสานได้พบโครงกระดูกโบราณถึง 60 โครง พร้อมกับภาชนะดินเผาแบบต่างๆและเครื่องประดับทั้งที่ทำจากเปลือกหอยและสำริดจำนวนมาก กรมศิลปากรได้รับเงินงบประมาณสนับสนุนจาก ททท.ภายใต้โครงการอีสานเขียวพัฒนาแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งขึ้นเป็นแห่งที่ 2 ของภาคอีสานหลังจากเปิดพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานีมาก่อนหน้านี้  หมู่บ้านปราสาทใต้มีที่พักแบบโฮมเสตย์บริการ สำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้วิธีชีวิตชุมชน
          ที่ตั้งและการเดินทาง : หมู่ 7 บ้านปราสาทใต้ ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง ห่างจากตัวเมืองโคราชประมาณ 45 กม.
          รถยนต์ส่วนตัว จากตัวเมืองโคราชใช้ทางหลวงหมายเลข 2 หรือถนนมิตรภาพ(โคราช-ขอนแก่น) ถึงหลัก กม.44 จะมีทางแยกซ้ายมือเห็นป้ายบอกชัดเจน ปากทางเข้ามีศาลาที่พักและคิวรถมอเตอร์ไซค์ เลี้ยวซ้ายเข้าไปตามถนนลาดยางประมาณ 2 กม.
           รถประจำทาง นั่งรถสายโคราช-พิมาย ลงตรงปากทางเข้าแล้วต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 30 บาท (ไป-กลับ) โดยคนขับจะนำชมหลุมขุดค้นทั้งสามแห่งด้วย
           ประวัติ : นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าบริเวณบ้านปราสาทใต้เป็นที่ตั้งชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์สมัยทวารวดี ดังปรากฎหลักฐานที่กู่ธารปราสาท ซึ่งเป็นศาสนสถานสมัยทวารวดีราวพุทธศตวรรษที่ 13 ต่อจากนั้นบ้านปราสาทใต้ก็ได้รับอิทธิพลขอมที่แผ่เข้ามาในภูมิภาคนี้ ได้พบโบราณวัตถุศิลปะเขมรในบริเวณหมูบ้านด้วย บ้านปราสาทได้มีพัฒนาการไม่ต่างจากไม่ต่างจากชุมชนโบราณอื่นๆในแอ่งอารยธรรมโคราช โดยเฉพาะยุคประวัติศาสตร์ซึ่งได้พบโบราณวัตถุที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน
           สิ่งที่น่าสนใจ : หลุมทั้งสามตั้งอยู่ใกล้กัน อีกทั้งมีข้อมูลเกี่ยวกับพิธีกรรมฝังศพและข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ยกเว้นหลุมขุดค้นที่สอง มีข้อมูลไม่มากนัก
           หลุมขุดค้นที่หนึ่ง เป็นหลุมขนาดใหญ่ แผนผังของหลุมเป็นรูปตัวแอล พบโครงกระดูกฝังอยู่ในระดับความลึกของชั้นดินที่ต่างกันตามระยะเวลาต่างๆ
ระยะแรก อายุเก่าสุดและอยู่บนชั้นดินลึกสุด พบโครงกระดูกนอนหงาย หันศรีษะไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แขนวางแนบลำตัวมีทั้งที่มัดเข่าและมัีดข้อเท้า มีภาชนะดินเผาเคลือบน้ำดินสีแดงวางอยู่เหนือศรีษะและปลายทาง พบเครื่องประดับเป็นกำไล ลูกปัดทำจากหินและเปลือกหอย  ระยะที่สอง อยู่ในระดับที่ตื้นขึ้นมา พบโครงกระดูกนอนหงาย ศรีษะหันไปทางทิศต่างๆกันข้างลำตัวนอกจากมีภาชนะดินเผาเหมือนระยะแรกแล้ว ยังพบหม้อลายเชือกทาบด้วยแต่พบเครื่องประดับไม่มาก ที่น่าสนใจได้พบการฝังศพเด็กไว้ในภาชนะดินเผาด้วย ระยะสุดท้าย โครงกระดูกอยู่ในลักษณะนอนหงาย แขนแนบลำตัวมัดเข่าและข้อเท้า ภาชนะดินเผาที่พบเปลี่ยนเป็นแบบพิมายดำ ซึ่งมีผิวสีดำขัดมันวางไว้บริเวณข้างลำตัวและปลายเท้า เครื่องประดับส่วนใหญ่ทำจากสำริด ลูกปัดมีทั้งทำจากแก้ว และหิน ดินเผา เป็นต้น และพบศพเด็กในภาชนะดินเผาเหมือนระยะที่สอง
          หลุมขุดค้นที่สาม อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน โครงกระดูกที่พบมีลักษณะนอนหงายหันศรีษะไปทางทิศตะวันออกแขนแนบลำตัว ภาชนะดินเผาเคลือบน้ำดินสีแดง มีสภาพแตกหัก สันนิษฐานว่ามีการทุบให้แตกแล้วฝังไปกับศพ ส่วนเครื่องประดับอยู่กับโครงกระดูกที่มีเพียงศพเดียวเท่านั้น  ที่น่า่สนใจคือพบกระดูกตีนหมูฝังไว้ข้างศรีษะหรือบางศพวางไว้ที่ปลายเท้า ดินเทศเป็นแร่ฮีมาไทต์มักพบในหลุมฝังทั้งเป็นผงและก้อนสีแดง  แต่ส่วนใหญ่พบแบบก้อน และยังพบว่าแร่ฮีมาไทต์นี้ใช้เป็นวัตถุดิบในการเขียนภาพบนผนังถ้ำของมนุษย์ยุคนั้นด้วย

 อนุสรณ์วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์

 
           ทุ่งสัมฤทธิ์เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์อีกแห่งของโคราช ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่ย่าโมนำชาวโคราชสู้รบกับกองทัพเวียงจันทร์จนได้ชัยชนะ ลักษณะเป็นทุ่งโล่งอย่างที่เห็นทั่วไป  ชาวบ้านทุ่งสัมฤทธิ์ ได้ร่วมกันสร้างศาลสถิตดวงวิญญาณนางสาวบุญเหลือ และวีรชนชาวโคราชเอาไว้บริเวณทุ่งสัมฤทธิ์ เพื่อกราบไว้สักการะ ปัจจุบันได้มีการสร้างอาคารหลังใหม่ขยายให้โอ่โถงขึ้น   
           ที่ตั้งและการเดินทาง : หมู่ 1 บ้านสัมฤทธิ์ตะวันออก ตำบลสัมฤทธิ์ ห่างจากตัวเมืองโคราชประมาณ 46 กม.
           รถยนต์ส่วนตัว จากตัวโคราชใช้ทางหลวงหมายเลข 2 หรือถนนมิตรภาพ ไปทางอำเภอพิมาย จนถึงช่วงหลัก กม.43-44 จะมีทางแยกขวาเข้าไปประมาณ 3 กม.
           รถประจำทาง ขึ้นรถโดยสารสายโคราช-พิมาย บางเที่ยวจะตัดผ่านทุ่งสัมฤทธิ์ ต้องใช้วิธีถามจากคนรถ
           ประวัติ : เล่ากันว่า เมื่อคราวย่าโมเป็นผู้นำชาวโคราชเข้าต่อสู้กับฝ่ายเจ้าอนุวงศ์จนได้ชัยชนะ ณ ทุ่งสัมฤทธิ์ มีสตรีผู้กล้าหาญร่วมต่อสู้อีกท่านหนึ่งคือ นางสาวบุญเหลือ ซึ่งเป็นผู้พลีชีพด้วยการจุดไฟทำลายเกวียน ที่บรรทุกดินระเบิดจนตัวตาย เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2369 ชาวบ้านทุ่งสัมฤทธิ์และชาวโคราชได้ให้ความเคาำรพนับถือ ไม่ยิ่ง่ย่อนกว่าย่าโมและเรียกนางบุญเหลือว่า ย่าเหลือ



             สิ่งน่าสนใจ : อนุสรณ์สถานวีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์ เป็นศาลสถิตดวงวิญญาณนางสาวบุญเหลือหรือย่าเหลือ และวีรชนชาวโคราชสร้างเป็นศาลาทรงไทย
แบบจัตรุมุข ขนาดกว้าง 5 ม.ยาว 5 ม.ชาวทุ่งสัมฤทธิ์ร่วมกันสร้างขึ้นใน พ.ศ.2531 ภายในศาลมีรูปปั้นนางสาวบุญเหลือ ขนาดย่อมยืนอยู่ในท่าถือคบเพลิงที่นำไปจุดเกวียนบรรทุกดินระเบิดของทหารลาวตามเรื่องราวในอดีตที่เล่ากันมา ข้างๆนางสาวบุญเหลือมีรูปปั้นและภาพวาดของย่าโมหรือท้าวสุรนารี ใ่นแต่ละวันจะมีชาวบ้านทุ่งสัมฤทธิ์และคนจากที่อื่นแวะเวียนมากราบไหว้บูชาบนบานศาลกล่าว เพราะเชื่อว่าดวงวิญญาณย่าเหลือยังสถิตอยู่ ณ ทุ่งสัมฤทธิ์ ชาวบ้านทุ่งสัมฤทธิ์จะพร้อมใจกันจัดงานรำลึกถึงวีรกรรมในวันที่ 4 มีนาคมของทุกปี

ปราสาทหินพิมาย


ปราสาทหินพิมาย : ปราสาทหินใหญ่ที่สุดในประเทศ   เปิดเวลา 08.30-18.00 น.  ค่าเข้าชมคนไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 40 บาท   โทร. 0-4447-1568

                                                                                                  


              เป็นปราสาทหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีรูปแบบศิลปกรรมขอมแบบบาปวนและนครวัดที่มีความงดงาม เชื่อว่าเป็นต้นแบบในการสร้างนครวัดในเขมรปราสาทหินแห่งนี้ตั้งอยู่กลางเมืองพิมายซึ่งเป็นเมืองโบราณที่สำคัญของภูมิภาค มีเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกับเมืองสำคัญทางตอนเหนือของลาวและทางตอนใต้ของขอม เมื่อชมปราสาทหินพิมายแล้วควรแวะชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย ซึ่งจัดเก็บโบราณวัตถุที่สำคัญจากปราสาทแห่งนี้ไว้ พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่บริเวณใกล้กัน
             ประวัติ : สร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธสถานในลัทธิมหายาน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในยุคที่อาณาจักรขอมแผ่อิทธิพลมายังภูมิภาคนี้ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724-1761)มหาราชองค์สุดท้ายของอาณาจักรขอมใน พ.ศ. 2479 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติและเริ่มบูรณะในปี พ.ศ.2494และ พ.ศ.2497กรมศิลปากรได้บูรณะองค์ปรางประธานอีกครั้ง โดยได้รับเงินงบประมาณจากรัฐบาลฝรั่งเศษ จนแล้วเสร็จในช่วงปี พ.ศ.2507-2512  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 ได้กำหนดให้เมืองโบราณพิมายและปราสาทหินพิมายเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ ในปี พ.ศ.2529 โดยมีการอนุรักษ์และบูรณะเป็นอย่างดี
            ที่ตั้งและการเดินทาง : อำเภอพิมายห่างจากโคราชประมาณ 60 กม.
            รถยนต์ส่วนตัวจากตัวเมืองโคราชใช้ถนนมิตรภาพ หรือทางหลวงหมายเลข 2โคราช-ขอนแก่น
ประมาณ 50 กม.พบทางแยกตลาดแคให้เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 206 อีก 10 กม.จะถึงปราสาทหินพิมายซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองพิมาย
             รถประจำทาง ขึ้นรถโดยสารโคราช-พิมาย ที่สถานีขนส่งแห่งที่ 2 ในตัวเมืองโคราชมีทั้งรถปรับอากากาศและรถธรรมดา รถจอดหน้าปราสาทหินพิมาย
            สิ่งน่าสนใจ : ปราสาทหินพิมาย หันหน้าไปทางทิศใต้ไปทางที่ตั้งของเมืองพระนคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรขอม ปราสาทหินพิมายมีแบบแปลนเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 565 ม.ยาว1,030 ม.ล้อมรอบด้วยคูน้ำมีประตูเมืองทั้งสี่ทิศ ภายในบริเวณปราสาทหิน มีโบราณสถานที่น่าสนใจหลายแห่งโดยเริ่มตั้งแต่ทางเข้าตามลำดับดังนี้
            คลังเงิน จากประตูชัยเข้าไปก่อนถึงตัวปรางค์จะเห็นคลังเงินอยู่ทางทิศตะวันตก หรือทางด้านซ้ายมือปัจจุบัน อาคารคลังเงินเหลือเพียงซากฐานอาคารขนาดใหญ่ ที่เรียกอาคารหลังนี้ว่า คลังเงิน เพราะเคยพบเหรียญสำริดโบราณซึ่งด้านหนึ่งเป็นรูปครุฑหรือหงส์อีกด้านอีกด้านเป็นอักษรโบราณ นอกจากนี้ยังพบทับหลังจำหลักเป็นรูปคนกำลังหลั่งน้ำมอบม้าแก่พราหมณ์
             สะพานนาค เป็นทางที่ทอดนำไปสู่ตัวปรางค์มีนาคทอดตัวยาวเป็นราวบันได ชูเศียรทั้งเจ็ดแผ่พังพานเปล่งรัศมีอย่างสวยงาม นาคเป็นสัตว์มงคลที่พบตามโบราณสถาน ที่ได้รับอิทธิพลจากคติของศาสนาฮินดู หรือพราหมณ์ซึ่งเชื่อว่านาคทอดร่างเป็นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์
ที่เชิงบันไดนาคทั้งสองข้างมีสิงห์จำหลักจากหินประดับอยู่ข้างละตัว สิงห์มีท่าทางองอาจเสมือนเป็นผู้พิทักษ์โบราณสถานลักษณะทางศิลปกรรมของสิงห์และนาคนี้ คล้ายศิลปะที่นครวัดที่สร้างในช่วงรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1656-1688) 
ซุ้มประตู หรือโคปุระชั้นนอก มีทั้งหมดสี่ด้านอยู่กึ่งกลางแนวกำแพงลักษณะสร้างเหมือนกันทุกด้าน คือมีฐานกว้างสามคูหามีเสาศิลา ช่องลมประดับข้างละสองช่อง เคยพบทับหลังชิ้นหนึ่งที่โคปุระทิศตะวันตก สลักเป็นรูปขบวนแห่พระพุทธรูปนาคปรกประดิษฐานบนคานหาม ทับหลังชิ้นนี้ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย



             พระระเบียง เมื่อมาถึงระเบียงก็ถือว่าเข้าสู่เขตชั้นในของปราสาทหินแล้ว พระระเบียงแต่ละด้านมีซุ้มประตูหรือโคปุระชั้นในอยู่กึ่งกลางที่น่าสนใจ คือกรอบประตูด้านทิศใต้ที่มีจารึกบนแผ่นหินเป็นอักษรเขมรโบราณกล่าวถึงการสร้างเมืองพิมาย และการสร้างรูปเคาพร จากพระระเบียงจะเข้าสู่ชั้นใน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของปราสาทพิมาย มีปรางค์สามองค์ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน คือปรางค์ประธานปรางค์พรหมทัต และปรางค์หินแดง
             ปรางค์ประธาน มีขนาดใหญ่ที่สุด สร้างขึ้นช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-17 หันหน้าไปทางทิศใต้ต่างจากปราสาทขอมแห่งอื่นๆ สันนิษฐานว่าหันไปทางเมืองพระนคร สลักลวดลายต่างๆ เช่น ลายกลีบบัว ลายประจำยาม ก่อด้วยหินทรายสีขาวทำเป็นชั้นซ้อนขึ้นไปห้าชั้น ส่วนยอดสลักเป็นรูปครุฑแบกทั้งสี่ทิศ เหนือขึ้นไปสลักเป็นรูปเทพประจำทิศต่างๆและรูปดอกบัว ทับหล้งและหน้าบันที่ประดับองค์ปรางค์ประธานส่วนใหญ่เล่าเรื่องรามายณะ และคติความเชื่อในศาสนาฮินดูหรือพราหมณ์ เช่นหน้าบันทิศใต้ หรือด้านหน้าก่อนเดินเข้าในองค์ปรางค์เป็นภาพศิวนาฏราชหรือพระศิวะฟ้อนรำ 108 ท่าในศาสนาฮินดูเชื่อว่า  เมื่อใดที่พระศิวะฟ้อนรำผิดจังหวะ เมื่อนั้นโลกจะเกิดกลียุค นอกจากนี้ยังมีทับหลังที่จำหลักภาพอันเป็นหลักฐานสำคัญว่าปราสาทหินพิมาย เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา คือภาพพุทธประวัติตอน " มารวิชัย"  และพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน
              ปรางค์พรหมทัต ก่อด้วยศิลาแลง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724-1761) เมื่อคราวที่พระองค์ทรงบูรณะปราสาทหินพิมาย ภายในปรางค์พบประติมากรรมศิลารูปบุคคลขนาดใหญ่นั่งขัดสมาธิ ชาวบ้านเรียกกันว่าท้าวพรหมทัต แต่นักโบราณคดีเชื่อว่าเป็นพระบรมรูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และพบผู้หญิงนั่งคุกเข่าที่ชาวบ้านเรียกว่า  นางอรพิมพ์ ในตำนานอรพิมพ์ ปาจิตต ซึ่งเป็นเรื่องเล่าในท้องถิ่น จนกลายเป็นชื่อบ้านนามเมืองในย่านพิมาย เช่นคำว่า"พี่ชายมา"ในเรื่องที่จะเล่าต่อไปก็เชื่อกันว่าเป็นที่มาของชื่อ "พิมาย" นางอรพิมพ์ เป็นลูกสาวชาวบ้านหน้าตาสะสวย เมื่ออายุได้ 16 ปีได้อยู่กินกับปาจิตต แห่งเมืองพรหมพันธุ์นคร ระหว่างที่สามีไม่อยู่ พรหมทัตกุมารกษัตริย์เมืองแห่งหนึ่ง ได้เสด็จประพาสป่ามา พบนางอรพิมพ์โดยบังเอิญ จึงไดเอานางไปอยู่ด้วย แต่เมื่อพรหมทัตกุมารเข้าใกล้นางจะร้อนเป็นไฟ เมื่อปาจิตตกุมารกลับมาได้ออกตามหาและได้ใช้อุบายว่า เป็นพี่ชายมาพบน้องสาว นางอรพิมพ์จึงบอกกับพรหมทัตกุมารว่า" พี่ชายมา"และสามารถปลิดชีวิตพรหมทัตกุมารได้สำเร็จแล้วพากันหนีออกมาได้ จึงเป็นเรื่องเล่าขานกันสืบมา

 

             ปรางค์หินแดง ตั้งอยู่ด้านขวาของปรางค์ประธาน ก่อด้วยหินทรายสีแดง มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 ในสมัยพระเจ้าวรมันที่ 2 ซึ่งนับถือศาสนาพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกายและ ได้พบศิวลึงค์ในหอพราหมณ์ซึ่งตั้งอยู่ติดกับปรางค์หินแดงถึงเจ็ดองค์ จึงสันนิษฐานว่าจะเป็นสถานที่ที่ประกอบพิธีทางศาสนาพราหมณ์
บรรณาลัย เป็นอาคารก่อด้วยหินทราย สีแดงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายกพื้นสูง ตั้งอยู่ใกล้ซุ้มประตูทิศตะวันตก นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเป็นที่เก็บรักษาตำราทางศาสนา หรืออาจจะเป็นที่ประทับของกษัตริย์ที่เสด็จมาทรงประกอบพิธีกรรม
              สระน้ำ หรือบาราย โบราณสถานเขมรมักมีสระน้ำหรือภาษาเขมรเรียกว่า บาราย เป็นสระที่ขุดขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้อุปโภคบริโภค บางคนก็เชื่อว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมบริเวณเมืองพิมายมีบารายอยู่หลายแห่ง ที่อยู่ในกำแพงเมืองคือ สระแก้ว สระพรุ่ง และสระขวัญ นอกกำแพงเมืองคือ สระเพลง อยู่ทางทิศตะวันออก สระโบสถ์ อยู่ทางทิศตะวันตก
               ประตูชัย เป็นหนึ่งในประตูเมืองซึ่งมีอยู่ทางสี่ทิศ ประตูชัยอยู่ทางด้านทิศใต้ของปราสาทหินพิมายรับกับถนนโบราณที่ทอดมาจากเมืองพระนครในเขมร มีแผนผังการก่อสร้างเหมือนกันทุกประตู คือเจาะเป็นช่องสูงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อด้วยศิลาแลงด้านข้างทั้งสองด้านของประตูมีห้องอยู่สามห้อง เทคนิคการสร้างอยู่ในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และสันนิษฐานว่าคงได้รับการก่อสร้างเพิ่มเติมขึ้นภายหลังสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7


อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

      

ท่องป่า : เขาใหญ่เป็นที่นิยมของนักท่องป่านับแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน เป็นป่าดงดิบผืนสุดท้ายของดงพญาไฟที่เหลืออยู่
               -ด่านตรวจเขาใหญ่ 1 เปิดเวลา 06.00-21.00 น.
               -ค่าธรรมเนียมผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท รถยนต์ 50 บาท
               -มีบ้านพัก โรงนอน ที่กางเต้นท์ที่ผากล้วยไม้ มีร้านอาหารบริเวณที่ทำการฯและตามน้ำตกต่างๆ
               -มีรถส่องสัตว์ตอนกลางคืนบริการ 300/คัน (นั่งได้ 10 คน)
               -อช.เขาใหญ่ ตู้ ปณ.9 ปท.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130 โทร.0-3731-9002 หรืออุทยานแห่งชาติฯโทร.0-2579-7223,0-2579-5734,0-2561-4292-4 ต่อ 724,725

               เขาใหญ่มีทัศนียภาพที่สวยงาม ทั้งทุ่งหญ้า ป่าเขา น้ำตก โดยเฉพาะสัตว์ป่าที่พบเห็นได้ง่ายไม่ว่าจะเป็น เก้ง กวาง นกนานาชนิด ฝูงกระทิง รวมทั้งฝูงช้างที่ออกมาหากินริมถนน จากสภาพป่าที่สมบูรณ์ประกอบด้วยเทือกเขาสูงอากาศบนอุทยานเขาใหญ่จึงเย็นสบายตลอดปีแม้กระทั่งฤดูร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยฤดูร้อนประมาน 23 องศาเซลเซียส  ช่วงฤดูหนาวราวเดือนต.ค.-ก.พ.อากาศจะหนาวจัด    การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ไปได้สะดวกทั้งทางปากช่องและปราจีนบุรี ที่เที่ยวบางแห่งเช่น น้ำตกเหวนรก ผาเดียวดาย  เขาเขียวไปทางปราจีนสะดวกกว่า สำหรับเส้นทางด้านปากช่อง (ถ.ธนะรัชต์) เป็นเสันทางแรกที่ตัดขึ้นสู่เขาใหญ่แม้จะไกลกว่าเส้นทางด้านปราจีนบุรีเล็กน้อย แต่ถนนดีกว่าและเป็นเส้นทางที่สวยงาม ถนนไต่ลัดเลาะไปตามไหล่เขาที่ค่อนข้างชัน ทัศนียภาพสองข้างทางร่มรื่นไปด้วยป่าเขียวครึ้มริมถนนธนะรัชต์ ก่อนถึงด่านตรวจเขาใหญ่ 1 เป็นที่ตั้งของที่พักหลากหลายบรรยากาศ ทั้งรีสอร์ต บ้านพัก บังกะโล ให้นักท่องเที่ยวเลือกได้ตามรสนิยม เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย     นอกจากนี้ที่ทำการฯศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่เที่ยวบางแห่ง เช่่น น้ำตกผากล้วยไม้ หอดูสัตว์หนองผักชีมาทางด้านปากช่องจะสะดวกกว่าทางปราจีนบุรี
                การเดินทาง รถยนต์ส่วนตัว ไปตามถ.พหลโยธิน ผ่านรังสิต ประตูน้ำพระอินทร์ สระบุรีเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2 หรือถนนมิตรภาพก่อนถึง อ.ปากช่องให้เลี้ยวขวาไปตามทางต่างระดับทางหลวงหมายเลข 2090 (ถ.ธนะรัชต์) เข้าไปประมาณ 25 กม.จะถึงด่านตรวจเขาใหญ่ 1 ไปอีก 12 กม.ก็จะถึงที่ทำการฯ รวมระยะทางจากกรุงเทพฯประมาณ 200 กม.
รถประจำทาง นั่งรถโดยสารกรุงเทพฯ-นครราชสีมาที่สถานีขนส่งหมอชิตใหม่ ไปลงที่ขนส่งปากช่อง จากนั้นข้ามถนนต่อรถสองแถวไปเขาใหญ่ จอดริมถนนมิตรภาพ ติดกับร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ไปถึงด่านตรวจเขาใหญ่ 1ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.ค่าโดยสารคนละ 12 บาท (มีรถตั้งแต่ 06.00-07.00น.) จากนั้นรอขอโดยสารรถที่ผ่านด่านขึ้นไปที่ทำการฯหรือ ผากล้วยไม้ ขากลับรอสองแถวโดยสารที่ด่านตรวจเดิม(รถขากลับเที่ยวสุดท้ายเวลา 15.00 น.)หรือเหมารถสองแถวที่จอดอยู่บริเวณด่านตรวจขึ้นไปก็ได้ ค่าจ้างประมาณ 300 บาทต่อเที่ยว

 
 
 

 

 

 

 
 



 

 

 



 

Comments