ตามที่ระบุไว้ใน “สาระสำคัญของพระราชบัญญัติ โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่2) พ.ศ.2535 อาจแยกได้ 2 วิธีคือ
                (1) แบ่งแยกโดยพิจารณาตามหลักกรรมสิทธิ์ คือ แบ่งเป็น
                                (1.1) โบราณสถานที่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย
                                (1.2) โบราณสถานที่ไม่มีเจ้าของ หรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย
                (2) แบ่งโดยพิจารณาจากหลักการขึ้นทะเบียน คือ แบ่งเป็น
                                (2.1) โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียน
                                (2.2) โบราณสถานที่มิได้ขึ้นทะเบียน
                อย่างไรก็ตาม ในบางครั้ง กรมศิลปากร ยังแบ่งประเภทโบราณสถานโดยใช้เงื่อนไขอื่นๆอีก เพื่อให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการโบราณสถาน ดังนี้


(1) แบ่งตามคุณค่าและความสำคัญ
               
1.1 โบราณสถานระดับชาติ ได้แก่
                                - โบราณสถานที่มีคุณค่าในด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ศิลปะ                 สถาปัตยกรรม วิชาการ สังคมหรือชาติพันธุ์วิทยา ฯลฯ ซึ่งมีความสำคัญไม่เฉพาะต่อชุมชนใดชุมชนหนึ่ง
                                - โบราณสถานที่มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์และราชสำนัก โดยมีหลักฐานบ่งชี้อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น พระราชวังโบราณ เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา
                                - โบราณสถานซึ่งมีลักษณะเด่น เป็นตัวแทนขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม หรือศิลปกรรมที่มีคุณค่าทางสุนทรียภาพเยี่ยมยอด หรือสามารถบ่งชี้ได้ถึงพัฒนาการทางศิลปะ สถาปัตยกรรม
                                - โบราณสถานที่มีลักษณะที่หาได้ยาก และมีเหลืออยู่น้อยแหล่ง เป็นตัวแทนของรูปแบบใดๆที่มีลักษณะเฉพาะ

5

                                -โบราณสถานที่ยังมิได้มีการสำรวจ ดำเนินการขุดค้น ขุดแต่งทางโบราณคดี หรือขึ้นทะเบียนโบราณสถาน
                                - ซากโบราณสถาน ซึ่งเป็นโบราณสถานร้างที่มีความเก่าแก่ และไม่มีการใช้งานในลักษณะที่สืบเนื่องจากประโยชน์ใช้สอยดั่งเดิมของโบราณสถาน

                1.2 โบราณสถานระดับท้องถิ่น  ได้แก่
                                - โบราณสถานที่มีคุณค่าในด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปะ สถาปัตยกรรม วิชาการ สังคม หรือชาติพันธุ์วิทยา ซึ่งมีความสำคัญผูกพันเป็นพิเศษเฉพาะต่อชุมชนในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเท่านั้น
                                - โบราณสถานซึ่งมีลักษณะที่นอกเหนือไปจากที่บ่งชี้ได้ถึงความเป็นโบราณสถานระดับชาติ


(2) แบ่งตามลักษณะที่ปรากฏ
               
2.1 โบราณสถานที่เห็นรูปทรงชัดเจน เช่น องค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐ
                2.2 ซากโบราณสถาน หมายถึง สิ่งก่อสร้างหรือสถาปัตยกรรมที่เคยมีรูปทรงและใช้ประโยชน์มาแต่อดีต แต่ปัจจุบันได้เสื่อมสภาพลงจนไม่เห็นรูปทรงที่ชัดเจน แต่ยังมีคุณค่าในฐานะที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ เช่น
                                - คูเมือง กำแพงเมืองโบราณ เป็นแนวเขตเมือง ในสมัยโบราณที่ใช้ป้องกันบ้านเมือง ในขณะเดียวกันก็อาจใช้ประโยชน์ในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ คูเมืองและกำแพงเมืองนี้ในสภาพปัจจุบันอาจเปลี่ยนสภาพไปแล้ว แต่เราสามารถเห็นร่องรอยได้อย่างชัดเจนในภาพถ่ายทางอากาศ
                                - ถนนโบราณ
                                - เนินดินที่ปกคลุมซากโบราณสถานต่างๆ ตัวอย่างเช่น เนินดินที่ปกคลุมซากเจดีย์ วิหาร สมัยอยุธยาที่ปรักหักพังแล้ว เมื่อทำการขุดแต่งลอกดินที่ทับถมออกด้เวยหลักวิชาทางโบราณคดี(ขุดแต่ง) ก็จะปรากฏซากสถาปัตยกรรมที่ถูกดินปกคลุมอยู่ได้


(3) แบ่งตามวัสดุก่อสร้าง
               
3.1 โบราณสถานที่สร้างด้วยดิน ได้แก่ กำแพงเมือง คันดิน คูเมือง
                3.2 โบราณสถานที่สร้างด้วยอิฐ ได้แก่ โบสถ์ วิหาร เจดีย์ ปรางค์ กำแพงเมือง ประตูเมือง เป็นต้น
                3.3 โบราณสถานที่สร้างด้วยหินและศิลาแลง ได้แก่ ปราสาทหรือสถาปัตยกรรมที่ได้อิทธิพลจากเขมร เช่น เจดีย์และโบสถ์วิหารในจังหวุดสุโขทัยและกำแพงเพชร เป็นต้น
                3.4 โบราณสถานที่สร้างด้วยไม้ ได้แก่ บ้าน กุฏิ ศาลาการเปรียญ หอไตร หอระฆัง โบสถ์ เป็นต้น


(4) แบ่งตามประโยชน์การใช้สอย
               
4.1 โบราณสถานร้าง หมายถึง สิ่งก่อสร้าง อาคาร สถาปัตยกรรมฯ ที่เป็นโบราณสถาน ที่ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามหน้าที่ใช้งานดั้งเดิมดังในอดีต จนกลายเป็นหลักฐานทางโบราณคดี เช่น วัดศรีมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี
                4.2 โบราณสถานที่ยังใช้ประโยชน์ เป็นโบราณสถานที่ยังคงมีการใช้ประโยชน์ตามหน้าที่ดั้งเดิมจนถึงทุกวันนี้ เช่น โบสถ์ วิหาร เจดีย์ ป้อมปราการ เป็นต้น