หน้าแรก

ศรัทธา

ศรัทธา (สันสกฤต: ศฺรทฺธา) หรือสัทธา (บาลี: สทฺธา) หมายถึงความเชื่อ ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล
 

ศรัทธาในทางพระพุทธศาสนามีสี่อย่าง คือ

  • กัมมสัทธา เชื่อกรรม เชื่อกฎแห่งกรรม เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง คือ เชื่อว่า เมื่อทำอะไรโดยมีเจตนา คือ จงใจทำทั้งรู้ ย่อมเป็นกรรม คือ เป็นความชั่วความดีมีขึ้นในตน เป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดผลดีผลร้ายสืบเนื่องต่อไป การกระทำไม่ว่างเปล่า และเชื่อว่าผลที่ต้องการ จะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ มิใช่ด้วยอ้อนวอนหรือนอนคอยโชค เป็นต้น
  • วิปากสัทธา เชื่อวิบาก เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าผลของกรรมมีจริง คือ เชื่อว่ากรรมที่ทำแล้วย่อมมีผล และผลต้องมีเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมดี ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว
  • กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน เชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของ จะต้องรับผิดชอบเสวยวิบาก เป็นไปตามกรรมของตน
  • ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มั่นใจในองค์พระตถาคต ว่าทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ทรงพระคุณทั้ง 9 ประการ ตรัสธรรม บัญญัติวินัยไว้ด้วยดี ทรงเป็นผู้นำทางที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ คือเราทุกคนนี้ หากฝึกตนด้วยดีก็สามารถเข้าถึงภูมิธรรมสูงสุด บริสุทธิ์หลุดพ้นได้ ดังที่พระองค์ทรงบำเพ็ญไว้


ศรัทธา หรือ สัทธาเป็นองค์ประกอบในหลายๆหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่
พละ ๕ และ อินทรีย์ ๕ (สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา)
สมชีวิธรรม ๔ (สมสัทธา สมสีลา สมจาคา สมปัญญา)
เวสารัชชกรณธรรม ๕ (ศรัทธา ศีล พาหุสัจจะ วิริยารัมภะ ปัญญา)
อริยวัฑฒิ หรือ อารยวัฑฒิ ๕ (ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา)
อริยทรัพย์ ๗ (ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา)
สัปปุริสธรรม ข้อแรก คือ สัทธัมมสมันนาคโต ประกอบด้วยธรรมเจ็ดประการ อันได้แก่ มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ เป็นพหูสูต มีความเพียรอันปรารภแล้ว มีสติมั่นคง มีปัญญา

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บทสรรเสริญพระพุทธคุณ
 
อิติปิ โส ภะคะวา ( เพราะเหตุอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น )

อะระหัง ( เป็นผู้ไกลจากกิเลส )

สัมมาสัมพุทโธ ( เป็นผู้ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง )

วิชชาจะระณะสัมปันโน ( เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ )

สุคะโต ( เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี )

โลกะวิทู ( เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง )

อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ ( เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า)

สัตถา เทวะมนุสสานัง ( เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย )

พุทโธ ( เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม )

ภะคะวาติ. ( เป็นผู้มีความจำเริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้ )
 
บทสรรเสริญ พระธรรมคุณ
 

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ( พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ) สันทิฏฐิโก ( เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง ) อะกาลิโก ( เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล ) เอหิปัสสิโก ( เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ) โอปะนะยิโก ( เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว ) ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ. ( เป็นสิ่งที่ผู้รู้ พึงรู้ได้เฉพาะตน ดังนี้ ฯ )

 

บทสรรเสริญ พระสังฆคุณ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติดีแล้ว ) อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติตรงแล้ว ) ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว ) สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติสมควรแล้ว ) ยะทิทัง ( ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ ) จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา ( คู่แห่งบุรุษสี่คู่ นับเรียงตัวได้แปดบุรุษ ) เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ) อาหุเนยโย ( เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา ) ปาหุเนยโย ( เป็นผู้ควรแก่สักการะที่จัดไว้ต้อนรับ ) ทักขิเณยโย ( เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน ) อัญชะลีกะระณีโย ( เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี ) อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ. ( เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้ )

 


ปฏิทินวันพระ และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ตลอดปี 2555
 
 
 
 
เดือนมกราคม
วัน อาทิตย์ที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 2
วัน อาทิตย์ที่ 8 มกราคม เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 2
วัน จันทร์ที่ 16 มกราคม เป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 2
วัน จันทร์ที่ 23 มกราคม เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 2
วัน อังคารที่ 31 มกราคม เป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 
 
เดือนกุมภาพันธ์
วัน อังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3
วัน พุธที่ 15 กุมภาพันธ์ เป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3
วัน อังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ เป็นวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 3
วัน พุธที่ 29 กุมภาพันธ์เป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน4
 
เดือนมีนาคมวัน
พุธที่ 7 มีนาคมเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4
วัน พฤหัสบดีที่ 15 มีนาคมเป็นวันขึ้นแรม  8 ค่ำ เดือน 4
วัน พฤหัสบดีที่ 22  มีนาคม เป็นวันแรม 15 ค่ำ เดือน 4
วัน ศุกร์ที่ 30  มีนาคม เป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 5
 
เดือนเมษายน
วัน ศุกร์ที่ 6 เมษายนเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5
วัน เสาร์ที่ 14 เมษายนเป็นวันแรม 8 ค่ำ เดือน 5
วัน ศุกร์ที่ 20 เมษายนเป็นวันแรม 14 ค่ำ เดือน 5
วัน เสาร์ที่ 28 เมษายน เป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6
 เดือนพฤษภาคม
วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคมเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
วัน อาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคมเป็นวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6
วัน อาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคมเป็นวันแรม 15 ค่ำ เดือน 6
วัน จันทร์ที่ 28 พฤษภาคม เป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 7
 เดือนมิถุนายน
วัน จันทร์ที่ 4 มิถุนายนเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7
วัน อังคารที่ 12 มิถุนายนเป็นวันแรม 8 ค่ำ เดือน 7
วัน จันทร์ที่ 18 มิถุนายนเป็นวันแรม 14 ค่ำ เดือน 7
วัน อังคารที่ 26 มิถุนายนเป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8
 เดือนกรกฎาคม
วัน อังคารที่ 3 กรกฎาคมเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8
วัน พุธที่ 11 กรกฎาคมเป็นวันแรม 8 ค่ำ เดือน 8
วัน พุธที่ 18 กรกฎาคมเป็นวันแรม 15 ค่ำ เดือน 8
วัน พฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคมเป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8
 เดือนสิงหาคม
วัน พฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคมเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 (2)
วัน ศุกร์ที่ 10 สิงหาคมเป็นวันแรม 8 ค่ำ เดือน 8 (2)
วัน ศุกร์ที่ 17 สิงหาคมเป็นวันแรม 15 ค่ำ เดือน 8 (2)
วัน เสาร์ที่ 25 สิงหาคมเป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 9

 เดือนกันยายน
วัน เสาร์ที่ 1 กันยายนเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9
วัน อาทิตย์ที่ 9 กันยายนเป็นวันแรม 8 ค่ำ เดือน 9
วัน เสาร์ที่ 23 กันยายนเป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 10
วัน อาทิตย์ที่ 30 กันยายนเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10

 เดือนตุลาคม
วัน จันทร์ที่ 8 ตุลาคมเป็นวันแรม 8 ค่ำ เดือน 10
วัน จันทร์ที่15 ตุลาคมเป็นวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10
วัน อังคารที่ 23 ตุลาคมเป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 11
วัน อังคารที่ 30 ตุลาคมเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11

 เดือนพฤศจิกายน
วัน พุธที่ 7 พฤศจิกายนเป็นวันแรม 8 ค่ำ เดือน 11
วัน จันทร์ที่ 13 พฤศจิกายนเป็นวันแรม 14 ค่ำ เดือน 11
วัน อังคารที่ 21 พฤศจิกายนเป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12
วัน พุธที่ 28 พฤศจิกายนเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12

 เดือนธันวาคม
วัน พฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคมเป็นวันแรม 8 ค่ำ เดือน 12
วัน พฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคมเป็นวันแรม 15 ค่ำ เดือน 12
วัน ศุกร์ที่ 21 ธันวาคมเป็นวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 1
วัน ศุกร์ที่ 28 ธันวาคมเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 1

 


ปฏิทินวันพระ >


หน้าที่พุทธบริษัท ๔

๑. พุทธบริษัท ๔ ต้องเป็นผู้รู้ เข้าใจ และสามารถปฏิบัติธรรมได้ถูก ต้องตาม พระพุทธธรรมคำสอน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
๒. พุทธบริษัท ๔ ต้องสามารถ แนะนำ สั่งสอนผู้อื่น ให้ปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง ตามพระธรรมวินัย ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
๓. เมื่อมีผู้ใดกล่าว ติเตียน จ้วงจาบ แสดงคำสอน ผิดพลาด พุทธบริษัท ๔ต้องสามารถ ชี้แจง แก้ไข ให้ถูกต้อง ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา
    ดังพระผู้มีพระภาค เจ้าตรัสกับพระยามาราธิราชว่า
 
"ดูก่อนมารผู้มีบาป ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็น สาวก สาวิกา ของตถาคตยังไม่ฉลาด ไม่ได้รับแนะนำ ยังไม่แกล้วกล้า
ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์
ของตน จักบอก จักแสดง จักบัญญัติ จักแต่งตั้ง จักเปิดเผย จักจำแนก จักทำให้ตื้น จักแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่
ปรับปวาทที่เกิดขึ้น ให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้ เพียงใด ดูก่อนมารผู้มีบาป ตถาคตจักยังไม่ปรินิพพาน เพียงนั้น"

ขอบคุณบทความจากhttp://www.tong9.com/main/index.php/2010-04-03-01-28-48/contentgeneral/4

 
    


บูรพกษัตรยาธิราช ราชวงศ์จักรี

1

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

 

 

 

2

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

 

 

 

 

3

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว(ข้อมูลเพิ่ม)

 

4.

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(ข้อมูลเพิ่ม)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

5

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

(สมเด็จพระปิยมหาราช)

 

 

 

6

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

(พระมหาธีรราชเจ้า)

 

 

 

7

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

 

 

 

8

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

(พระอัฐมรามาธิบดินทร)

 

 

 

 

9

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

(สมเด็จพระภัทรมหาราช) 

 



 
 สามัคคีเภทคำฉันท์ ตอนเริ่มบทกวี สัททุลวิกีฬิตฉันท์19
 
 
 

 
ขอบคุณ
พจนานุกรมพุทธศาสตร์
ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
 
 
 
 
 
 

อริยสัจจ์ 4
(ความจริงอันประเสริฐ, ความจริงของพระอริยะ, ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ - The Four Noble Truths)
       1. ทุกข์ (ความทุกข์, สภาพที่ทนได้ยาก, สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง, ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์ - suffering; unsatisfactoriness)
       2. ทุกขสมุทัย (เหตุเกิดแห่งทุกข์, สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา - the cause of suffering; origin of suffering)
       3. ทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป, ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกต้อง ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือนิพพาน - the cessation of suffering; extinction of suffering)
       4. ทุกขนิโรธคามีนิปฏิปทา (ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์, ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยอัฏฐังคิกมรรค หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง มรรคมีองค์ 8 นี้ สรุปลงในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา - the path leading to the cessation of suffering)



       อริยสัจจ์ 4 นี้ เรียกกันสั้นๆ ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค การแสดงอริยสัจ 4 นี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สามุกกังสิกา ธรรมเทศนา (เช่น องฺ.อฏฺฐก. 23/102/190) แปลตามอรรถกถาว่า พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงหยิบยกขึ้นถือเอาไว้ด้วยพระองค์เอง คือ ทรงเห็นด้วยพระสยัมภูญาณ (= ตรัสรู้เอง) ไม่สาธารณะแก่ผู้อื่น (แต่ตามที่อธิบายกันมา มักแปลว่า พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นแสดงเอง โดยไม่ต้องปรารภคำถามหรือการทูลขอร้องของผู้ฟัง อย่างการแสดงธรรมเรื่องอื่นๆ; ความจริง จะแปลว่า พระธรรมเทศนาขั้นสุดยอดก็ได้ ซึ่งสมกับเป็นเรื่องที่ทรงแสดงท้ายสุดต่อจาก อนุปุพพิกถา 5 คำแปลอย่างหลังนี้ พึงเทียบ องฺ.ทสก. 24/95/208)
 
 
[205] กิจในอริยสัจจ์ 4 (หน้าที่อันจะพึงทำต่ออริยสัจ 4 แต่ละอย่าง, ข้อที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นในอริยสัจ 4 แต่ละอย่าง จึงจะชื่อว่ารู้อริยสัจหรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว - functions concerning the Four Noble Truths)
       1. ปริญญา (การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ตามหลักว่า ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ ทุกข์ควรกำหนดรู้ คือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา - comprehension; suffering in to be comprehended)
       2. ปหานะ (การละ เป็นกิจในสมุทัย ตามหลักว่า ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ สมุทัยควรละ คือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา - eradication; abandonment; the cause of suffering is to be eradicated)
       3. สัจฉิกิริยา (การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ตามหลักว่า ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ นิโรธควรทำให้แจ้ง คือ เข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่การเข้าถึงสภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ - realization; the cessation of suffering is to be realized)
       4. ภาวนา (การเจริญ เป็นกิจในมรรค ตามหลักว่า ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ มรรคควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่การลงมือแก้ไขปัญหา - development; practice; the path is to be followed or developed)



       ในการแสดงอริยสัจจ์ ก็ดี ในการปฏิบัติธรรมตามหลักอริยสัจจ์ ก็ดี จะต้องให้อริยสัจจ์แต่ละข้อ สัมพันธ์ตรงกันกับกิจแต่ละอย่าง จึงจะเป็นการแสดงและเป็นการปฏิบัติโดยชอบ ทั้งนี้ วางเป็นหัวข้อได้ดังนี้
       1. ทุกข์ เป็นขั้นแถลงปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจและรู้ขอบเขต (ปริญญา) - statement of evil; location of the problem.
       2. สมุทัย (เป็นขั้นวิเคราะห์และวินิจฉัยมูลเหตุของปัญหา ซึ่งจะต้องแก้ไขกำจัดให้หมดสิ้นไป (ปหานะ) - diagnosis of the origin.
       3. นิโรธ เป็นขั้นชี้บอกภาวะปราศจากปัญหา อันเป็นจุดหมายที่ต้องการ ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป็นไปได้ และจุดหมายนั้นควรเข้าถึง ซึ่งจะต้องทำให้สำเร็จ (สัจฉิกิริยา) - prognosis of its antidote; envisioning the solution.
       4. มรรค เป็นขั้นกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติในการลงมือแก้ปัญหา (ภาวนา) - prescription of the remedy; program of treatment.

       ความสำเร็จในการปฏิบัติทั้งหมด พึงตรวจสอบด้วยหลัก [73] ญาณ 3*

Vin. I. 10;
S.V.422.
วินย. 4/15/20;
สํ.ม.
19/1666/529

http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อริยสัจ

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพ์ครั้งที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖
http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อริยสัจ
http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=%CD%C3%D4%C2%CA%D1%A8


 
 
 

ความหมายคำน่าสนใจ
 พระปัจเจกพุทธเจ้า
  พระแสงขรรค์
 
 
วัฏจักร
พจนานุกรมพุทธศาสนา


อัตตา เป็นศัพท์ภาษาบาลี แปลว่า ตัวตน, ร่างกาย, รูปลักษณะ, ตัวเอง (ดูอัตภาพ) (ภาษาสันสกฤตใช้ อาตฺมัน) หมายถึงอาตมัน, วิญญาณ ตามทฤษฎีของผู้นับถือลัทธิว่าชีวิตเกิดขึ้นด้วยวิญญาณหรืออัตมัน ซึ่งชาวอินเดียทางภาคเหนือได้ยึดถือเช่นนั้น ในคัมภีร์อุปนิษัทอธิบายไว้ว่า อัตตาเป็นตัวตนเล็กๆ รูปร่างเหมือนคน อาศัยอยู่ในหัวใจเวลาปกติ และหนีออกจากร่างกายไปในเวลานอนหลับ หรือในเวลาสงบแน่นิ่ง เมื่ออัตตานั้นกลับมาสู่ร่างเหมือนเดิม ชีวิตและการเคลื่อนไหวจึงเกิดขึ้นเป็นไปตามเดิม ในเวลาตายอัตตาก็จะหนีออกจากร่าง ไปใช้ชีวิตในอมตะของตนเองวนเวียนไปอย่างนีโดยไม่มีสิ้นสุด แต่ทฤษฎีนี้พระพุทธศาสนาไม่ยอมรับทั้งหมด (นัยพจนา. บาลี-อังกฤษ ของสมาคมบาลีปกรณ์)
อัตตาในคำไทยทั่วไปใช้ในรูป อัตต, อัต เช่น อัตตาธิปไตย อัตชีวประวัติ อัตภาพ อัตโนมัติ
พีเดีย สารานุกรมเสรี 

  

 
รวมบทสวดมนต์มากมาย

   http://dir.sanook.com/tags/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C/

http://www.dhammajak.net 

mylifeandwork/video/25370
 

 

 

 ธรรมมะการครองเรือน


 

 
  
 


มนุษย์นั้นสามารถที่พ้นกรรมได้หรือไม่...
นั้นเป็นจริงอย่างยิ่งที่เราควรเรียนรุ้ความเป็นมาเป็นไปเรื่องเหตุและผลเป็นสิ่งสำคัญหลักที่พระพุทธเจ้านำมาโปรดประทานสั่งสอนพุทธบริษัทอยู่เสมอที่เราได้ยินมาคือให้เราฝึกฝนจิตใจเราให้เรารู้เท่าทันกิเลสควบคุมจิตใจตนเองให้อยู่ในศีลธรรมเลือกสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมปรับปรุงและเปลี่ยนเเปลงสัญญาเดิมระลึกรู้ทันอารมณ์นำอดีตมาสร้างสรรค์อนาคตก็ปรับเปลี่ยนผังเดิม(แผนที่กรรมเดิมจะติดตัวเรามาดูได้จากวันเดือนปีเกิดและชีวิตครอบครัวแวดล้อมรูปร่างหน้าตาร่างกายและอื่นๆของแต่ละคน)ที่วางไว้ด้วยกรรมในกาลก่อนทั้งที่เรารู้และไม่รู้ได้สามารถปรับปรุงให้ดีได้อย่างเเน่นนอนอย่างที่พระอริยะสงฆ์หลายๆ ท่าน เช่น
หลวงปู่พระผู้ปรามมาร(หลวงปู่สด จันทรสโร)
นั้นสอนให้เราเรามีสติ มีศีล มีสมาธิ มีปัญญาปราบกิเลสในใจเรานั่นเอง^^
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
เราสามารถสร้างชีวิตในโลกหน้าให้ดีอย่างไรก็ได้ หาอ่านได้หนังสือชีวิตนี้สำคัญนัก
แม้ว่าจะมีเวลาเพียงน้อยนิดข้อมูลดีดีมีมากมายผู้เขียนนำข้อมูลดีๆมาจาก


แห่งกรุงลงกา........
 อสูรกษัตริย์
 
 
..เทพ เทวาน่าศึกษา..
 
ยินดีที่ได้พบเพื่อน  ที่เข้ามาที่ไซต์นี้
นะคะ  เป็นผู้เขียนฝึกใหม่ที่อยากจะ
เเบ่งบันประสบการความสุข ความทุกข์ ของเพื่อนๆนะคะ หากถ้ามีอะไรที่เพื่อนๆที่เข้ามาพบมีข้อบกพร้อง ก็ตำหนิติเตียน ได้นะคะยินดีค่ะ เพราะอาจจะเป็นคนที่เพิ่งเรียนรู้อะไรๆในเรื่องดวงดาวและเรื่องเกี่ยวกับการพยากรณ์ และคงเป็นได้แค่นักเขียนและนักฝึกหัดพยากรณ์สมัครเล่น เขียนไซต์นี้เพื่อ พบปะพูดคุยเเบ่งปัน ประสบประการณของตนเอง  นะคะและก็อยากมีเพื่อนๆ มาพูดคุยเเนะนำความรู้ในหลากหลายด้าน นะคะ ^^
 

ตำนานเทพกรีกโบราญ
เทพในชั้นรองของยุคกรีก
 
สอดคล้องกับไพ่ทาโร่ และเทียบเทพ
กรีกกับเทพไทยไปวิเคราะห์กันได้นะคะ^^
 
 ตำนานเทพเจ้ากรีก(ตอนที่1)
:เปิดตัวเทพโอลิมปัสและเทพชั้นรอง
จาก http://www.indepencil.com

พระวิษณุกรรม
 
 
 
 
 
 
 
 

   

อินทร์
จันทร์ 
 
มั่น
คง
เถียร,ถิร
ว. มั่นคง, แข็ง, แข็งแรง. (แผลงมาจาก ถิร).

อยู่
ยั่ง

ยืน
ยงค์

 
 
 
 วันนี้คุณยิ้มแล้วหรือยัง 
 วันนี้คุณยิ้มแล้วหรือยัง 
                วันนี้คุณยิ้มแล้วหรือยัง 
 วันนี้คุณยิ้มแล้วหรือยัง 
                   ^^ 
 
 
 

 

 

 


 

 

 
 

 

 
 
 
 
 
 
 

 

 
 





 
 
  

บุญ

ความหมายตามพุจนานุกรมพุทธศาสน์ของพระราชวรมนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

กล่าวว่า บุญ คือเครื่องชำระสันดาน ความดี กุศล ความสุข ความประพฤติชอบทางกาย วาจาและใจ กุศลธรรม
บารมี คือคุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด เพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง

วิธีสร้างบุญบารมีในพระพุทธศาสนามีอยู่ ๓ ขั้นตอน คือ การให้ทาน การถือศีล และการเจริญภาวนา ที่นิยมเรียกกันว่า "ทาน ศีล ภาวนา" ซึ่งการให้ทานหรือการทำทานนั้นเป็นการสร้างบุญที่ต่ำที่สุด ได้บุญน้อยที่สุด ไม่ว่าจะทำมากอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากไปกว่าการถือศีลไปได้ การถือศีลนั้นแม้จะมากอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากเกินไปกว่าการเจริญภาวนาไปได้ ฉะนั้น การเจริญภาวนานั้น จึงเป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุด ได้มากที่สุด ในทุกวันนี้เรารู้จักกันแต่การให้ทานอย่างเดียว เช่น การทำบุญตักบาตร ทอดกฐิน ผ้าป่า สละทรัพย์สร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ส่วนการถือศีลแม้จะได้บุญมากกว่าการทำทาน ก็ยังมีการทำกันเป็นส่วนน้อย เพื่อความเข้าใจอันดี จึงขอชี้แจงการสร้างบุญบารมีอย่างไรจึงจะเป็นการลงทุนน้อยที่สุด แต่ได้บุญบารมีมากที่สุด ดังนี้คือ

การทำทาน
๑. "วัตถุทานที่ต้องบริสุทธิ์"
๒. "เจตนาในการให้ทานต้องบริสุทธิ์"
(๑) ระยะก่อนที่จะให้ทาน ก่อนที่จะให้ทานก็มีจิตโสมนัสร่าเริงเบิกบานยินดีที่จะให้ทาน เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขเพราะทรัพย์สิ่งของของตน
(๒) ระยะที่กำลังลงมือให้ทาน ระยะที่กำลังลงมือทำทานอยู่นั้นเอง ก็ทำด้วยจิตโสมนัสร่าเริงยินดีและเบิกบานในทานที่ตนกำลังทำให้ผู้อื่น
(๓) ระยะหลังจากที่ได้ให้ทานไปแล้ว ครั้นเมื่อได้ให้ทานไปแล้วเสร็จ หลังจากนั้นก็ดี นานมาก็ดี เมื่อหวนคิดถึงทานที่ตนได้กระทำไปแล้วครั้งใด ก็มีจิตโสมนัสร่าเริงเบิกบานยินดีในทานนั้นๆ

 ๓ "เนื้อนาบุญต้องบริสุทธิ์"





ทำบุญให้ถูกกับดวงหรือเนื้อนาบุญ..............?
คำว่า "เนื้อนาบุญ" ในที่นี้ได้แก่บุคคลผู้รับการทำทานของผู้ทำทานเอง นับว่าเป็นองค์ประกอบข้อที่สำคัญที่สุด เปรียบเหมือนกับการหว่านเมล็ดข้าวเปลือกลงในพื้นนา ๑ กำมือ แม้เมล็ดข้าวนั้นจะเป็นพันธุ์ดีที่พร้อมจะงอกงาม (วัตถุทานบริสุทธิ์) และผู้หว่านคือกสิกรก็มีเจตนาจะหว่านเพื่อทำนาให้เกิดผลิตผลเป็นอาชีพ (เจตนาบริสุทธิ์) แต่หากที่นานั้นเป็นที่ที่ไม่สม่ำเสมอกันเมล็ดข้าวที่หว่านลงไปก็งอกเงยไม่เสมอกัน โดยเมล็ดที่ไปตกในที่เป็นดินดี ปุ๋ยดี มีน้ำอุดมดี ก็จะงอกเงยมีผลิตผลที่สมบูรณ์ ส่วนเมล็ดที่ไปตกบนพื้นนาที่แห้งแล้ง มีแต่กรวดกับทรายและขาดน้ำก็จะแห้งเหี่ยวหรือเฉาตายไป
เชื่อกันว่า
เวลาเช้าราศีอยู่ที่หน้า
 เวลากลางวันราศีอยู่ที่หน้าอก
ทำไมต้องดูดวง
 
ตามที่ครูอาจารย์ได้สอนมาว่าดวงนั้นหมายถึงดวงจิตดวงใจของเราที่มีความแช่มชื่นอิ่มเอิบ หากเราสบายใจคิดดีเรื่องดีเรื่องบุญเรื่องที่ไม่ทำให้ขุ่นข้องหมองใจคิดในเเง่บวกเราก็จะมีความสว่างภายในใจถ้าเราเศร้าหมองใจใจขุ่นมีเรื่องที่คิดเเล้วไม่ปล่อยวางออกไปเราจะเป็นคนที่ขุ่นมัว ออกมา จากภายนอกออกมาที่ใบหน้าไม่สดใสดวงบุญ ยังมีครูอาจารย์ได้สั่งสอนไว้คือดวงจิตแห่งความดีความไม่ดีไม่มีวันดับสลายเวียนเกิดตายหลายภพหลายชาติส่งผลถึงการมีชีวิตที่ แตกต่างกันของผู้คนในโลกนี้และหากได้รับการดูแลจิตใจอย่างดีหล่อเลี้ยงด้วยเหตุและผล แล้วมีการปรับจิตฝึกจิตให้มีความแจ่มใสอยู่เสมอจะทำให้มีสุขภาพ  และกำลังกายใจในการดำรงค์    ชีวิตที่ดีต่อไป พร้อมที่จะเผชิญกับชีวิตซึ่งเราก็ทราบกันหากเรา
ได้มองอย่างลึกซึ้งแล้วคือ   การครองชีวิตที่ยาก   ที่จะมี สุขสบาย ตลอดได้เพราะมนุษย์เรายังมี  ความกังวลในจิตใจมีความกลัวสิ่งที่ยังไม่มาถึงและสิ่งที่เราไม่สามารถคาดการได้ล่วงหน้า บ้างก็มี  การค้นคว้าหาเหตุสิ่ง ต่างๆ สถิติต่างๆมารวบรวมเรียบเรียงประกอบทำให้ ดำเนินชีวิตไปอย่าง ไม่ประมาทกับสิ่งที่จะเกิดต่อไปดังพุทธวัจนะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เมตตาประทานไว้ก่อนปรินิพพาน ไว้เตือนพุทธ คือความไม่ประมาทนั่นเอง

ภิกษุ ท.! บัดนี้เราจะเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า
   สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
พวกเธอทั้งหลาย
จงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด
(มหาปรินิพพานสูตร)

แต่การดูดวงชะตาราศีก็หมายถึงการถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทประกอบกับการพยายามใคร่ในสิ่งที่บันทึกตามสถิติสภาพของสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเท่านั้นเองมีความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ประกอบด้วยตัวเราเองทำกรรมใหม่ในปัจจุบันอย่างไร สภาพแวดล้อมและดวง(แผนที่หรืผังชีวิตที่เราอาจวางเอาไว้เอาหรือก่อกรรมทำไว้ในอดีตที่เราอาจระลึกไม่ได้การพ้นจากดวงก็อาจหมายถึงเรามีสติดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท หาสิ่งแวดล้อมที่ดีกับตัวเราและเราต้องศึกษาหาความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมเพื่อจะได้มีความวิชชารู้ แก้ไขอวิชชาได้อย่างถูกต้องแม้ว่าหากเพื่อนๆจะเคยพบเคยได้ยินคำว่า*วิบากกรรมมาบ้าง ก็ตามก็คิดเสียว่ามันเป็นการตั่งเป้าหมายมาเองของเรา ต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรค์ต่างๆก็คงสบายใจดีนะคะ^^ เวลากลางคืนราศีอยู่ที่เท้า.

-----------------------------------------