ข่าววิทยาศาสตร์

กำจัดเพลี้ยแป้งด้วยวิธีธรรมชาติ   
เพลี้ยแป้ง เป็นแมลงที่คอยดูดกินน้ำเลี้ยงตามต้นไม้ ยอดใบอ่อนหรือใต้พุ่มใบ โดยอาศัยมดคอยคาบเพลี้ยไปวางตามยอดไม้ แล้วคอยกินน้ำหวานที่เพลี้ยถ่ายออกมา ดังนั้น ควรกำจัดต้นตอ คือ ‘มด’ ออกไปเสียก่อน ถ้ายังมีเพลี้ยแป้งอยู่ก็ให้ตัดส่วนนั้นทิ้ง แต่หากเพลี้ยแป้งระบาดมากให้ฉีดสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช หรือใช้น้ำส้มสายชู 1 ฝา ผสมกับน้ำเปล่า 2-3 ลิตร พอให้เจือจาง นำไปผสมกับน้ำยาล้างจานอีกเล็กน้อย แล้วฉีดพ่นที่ตัวเพลี้ย ไม่นานเพลี้ยจะหายไป วิธีกำจัดเพลี้ยแป้งผสมสูตรง่าย ๆ ลองทำดู
 
พัฒนา"ดรายวอเตอร์"ดูดคาร์บอน-สู้โลกร้อน  

ในปัจจุบัน ทุกประเทศ ทั่วโลกต่างมีข้อตกลงกันที่จะลดการปล่อยก๊าซ "คาร์บอน" เพื่อป้องกันภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรง กลาง ที่ประชุมสมาคม เคมีอเมริกันแห่งชาติครั้งที่ 240 ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเส็ตต์ สหรัฐอเมริกา ดร.เบน คาร์เตอร์ จากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลของอังกฤษ แนะนำสิ่งที่เรียกว่า "ดรายวอเตอร์" หรือ "น้ำแห้ง" ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้กำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการต่อสู้รับมือกับการ เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก ดร.คาร์เตอร์ กล่าวว่า จากการทดลองดรายวอเตอร์ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกได้ดี กว่าน้ำธรรมดา 3 เท่า แม้จะชื่อว่า น้ำแห้งแต่ความจริงแล้ว ดรายวอเตอร์ประกอบด้วยน้ำที่เป็นของเหลวถึง 95% โดยแต่ละอนุภาคของดรายวอเตอร์ประกอบด้วยหยดน้ำที่หุ้มด้วยทรายซิลิก้า เทคโนโลยี ในการผลิต ดรายวอเตอร์ หรือการนำของเหลวมากกว่าสองชนิดที่ไม่สามารถผสมเป็นเนื้อเดียวกัน เช่น น้ำกับน้ำมัน มาผสมกันให้อยู่ในสถานะแห้ง ยังมีประโยชน์ในการประยุกต์ใช้เก็บรักษาและขนส่งของเหลวที่เป็นอันตราย เช่น มีเทนได้ด้วย

 

เตรียมดันวิทย์ให้เป็นยุทธศาสตร์หลักในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ  

คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ฯ เตรียมผลักดันให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสำคัญมากขึ้นในแผนพัฒนา เศรษฐกิจฉบับที่ 11 หลังจากที่ไม่เคยได้รับความสำคัญเลย พร้อมจัดแสดงผลงานวิจัยพร้อมลงจากหิ้งขึ้นสู่ห้างวันศุกร์ที่ 3 ก.ย.นี้ ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร นายพ้อง ชีวานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายในวาระการประชุมของคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 31 ส.ค.53 ณ อาคารรัฐสภา 3 ว่า ทางคณะกรรมาธิการต้องช่วยกันผลักดันให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็น ยุทธศาสตร์หลักในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ซึ่งเป็นฉบับถัดไป หลังจากที่ไม่เคยได้รับความสำคัญเลย ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการเห็นว่าประเทศไทยยังชาติขาดอีกหลายที่จะสนับสนุนการวิจัย โดยปัญหาของประเทศไทยที่เป็นอยู่ตอนนี้คือในแต่ละปีการจับงบประมาณลงไปให้ งานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังไม่เพียงพอ และงบประมาณแต่ละปีของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว นับว่าล้าหลังและอยู่ในอันดับท้ายๆ และตามดัชนีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประเทศไทย ปี 2551 นั้นไทยขาดดุลการค้าสินค้าเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2539-2548 ขาดดุลเฉลี่ยปีละ 70,000-80,000 ล้านบาท “นอกจากนั้นในปี 2550 ประเทศไทยขาดดุลชำระเงินทางเทคโนโลยี 132,689 ล้านบาท และขาดดุลค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ประมาณ 75,000 ล้านบาท อีกทั้งรายได้ของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและค่าบริการทางเทคโนโลยีที่เกิด จากธุรกิจและอุตสาหกรรมซึ่งมาจากการวิจัยและพัฒนาของเอกชนไทยนั้นยังมีสัด ส่วนต่ำ” นายพ้องกล่าว จากปัญหาดังกล่าวทางคณะกรรมาธิการฯ จึงได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช.จัดงานสัมมนา “การส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: จากหิ้งสู่ห้าง” ขึ้นในวันที่ 3 ก.ย.53 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย คลองหนึ่ง ปทุมธานี โดยข้อเสนอที่ได้จากงานสัมมนาจะนำเสนอรัฐบาลเพื่อกำหนดเป็นนโยบายต่อไป พร้อมกันนี้ยังมีการเสนอผลงานวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ ที่มีความพร้อมถ่ายทอดสู่เอกชน โดย รศ.ดร.สมชาย ฉัตรวัฒนา รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวถึงผลงานของ สวทช.ว่าได้นำผลงานที่เคยถ่ายทอดให้เอกชนมานำเสนอ 10 รายการ เช่น เครื่องตรวจบัตรเครดิตปลอม จมูกอิเล็กทรอนิกส์สำหรับวัดกลิ่นผงซักฟอกสูตรต่างๆ หรือกลิ่นกาแฟ โลหะฝังในที่ใช้ในโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติ และเอ็นไซม์หมักน้ำปลาให้ได้เร็วขึ้น เป็นต้น พร้อมกับผลงานอื่นๆ ที่พร้อมต่อยอดหรือต้องการความร่วมมือจากภาคเอกชนในการพัฒนาเพิ่ม “อยากให้ไปเห็นงานวิจัยที่ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ว่าเป็นอย่างไร” รศ.ดร.สมชายกล่าว ด้าน นายอนันต์ รุ่งพรทวีวัฒน์ รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจและการตลาด วว. กล่าวว่า เราพูดเรื่องจากหิ้งสู่ห้างมาได้ 7-8 ปีแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นคณะกรรมาธิการคงต้องระดมความคิดเพื่อแก้ปัญหาตรงนี้ ทั้งนี้วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานของสังคมแต่ตอนนี้งบ 100 บาท รัฐบาลแบ่งให้วิทยาศาสตร์แค่สลึงเดียว เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นแล้วเขาให้วิทยาศาสตร์ถึง 3 บาท และในส่วนของ วว.ได้นำผลงานที่พร้อมต่อยอดสู่ภาคเอกชนหลายผลงานไปนำเสนอ เช่น ครีมเห็ดแครง ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ โดยในวันเปิดตัวมีเอกชนถึง 6 รายมาขอซื้อใบอนุญาตใช้สิทธิบัตร เป็นต้น

 

Comments