ผู้บัญชาการกองพลปราบผี (Van Helsing’s Division)
องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน
https://www.facebook.com/thaigoldmedal

เปลว สีเงิน
Saturday, 19 April, 2014 - 00:00
'วุฒิภาวะศาล-องค์กรตาม รธน.'
การศึกษาสูงจากโรงเรียน-มหาวิทยาลัย ไม่ใช่สิ่งรับประกันว่าคนนั้นเป็นดี เพราะสถานศึกษาแค่ให้วิชาความรู้ หากแต่ พ่อ-แม่ ของแต่ละคนตะหาก เป็นผู้ให้ความเป็นคน ด้วยบ่มเพาะให้รู้จัก ชั่ว-ดี, ผิด-ถูก มาเป็นลำดับ จนสามารถแยกแยะความต่างระหว่าง "สัตว์มนุษย์" กับ "สัตว์เดรัจฉาน" ได้ในพฤติกรรม นั่นจึงเป็นสิ่งรับประกันถึงความเป็นคนดีของคนคนนั้น ด้วย "พ่อ-แม่" สั่งสอน!
    "คนเห็นผิดเป็นชอบ" ทรยศบ้าน-ทรยศเมือง รับใช้โจรล่มแผ่นดิน ทำถูกให้เป็นผิด ทำผิดให้เป็นถูก มีอำนาจวาสนาแทนที่จะรับใช้ชาติ กลับเนรคุณชาติ
    หรือ...มีพ่อ-แม่ใครสั่งสอนเช่นนี้?
 ครับ...ยุค "กระเบื้องเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยถอยจม" ไม่สามารถสรุปคนวันนี้ได้จากตำแหน่งสูง-การศึกษาสูง ก็อดคิดคำนึงด้วยสามัญสำนึกเช่นนี้ไม่ได้
    ยิ่งมอง "ความเป็นไป" ของบ้านเมือง ผ่านความเคลื่อนไหวของทั้งคนหลวงและคนราษฎร์ปัจจุบันบางกลุ่ม-บางคนด้วยแล้ว
    ต่อให้มียศ มีศักดิ์ มีตำแหน่ง เป็นดอกเตอร์ เป็นครูบาอาจารย์ เป็นข้าราชการ เป็นรัฐมนตรี เป็นมหาเศรษฐี และต่อให้เป็นอภิมหานายกรัฐมนตรีด้วย
    "ตำแหน่ง-ฐานะ-ยศถาบรรดาศักดิ์" ใช้เป็นเครื่องรับประกันในการ คิดดี-พูดดี-ทำดี ไม่ได้เลยจริงๆ!
    ตัวอย่างเปรียบเทียบชัดๆ อย่าง "ลุงเอี่ยม คัมภิรานนท์" ท่านเป็นคนพิการ นั่งขอทานหน้าโบสถ์หลวงพ่อวัดไร่ขิง ซึ่งถือว่าต่ำต้อย-ด้อยศักดิ์
    แต่ท่านนำเงินที่ "ขอทานได้" ถวายวัดปีละ ๑ ล้าน  ถวายไปแล้ว ๒ ปี ๒ ล้าน ด้วยจิตสำนึก "คืนสังคม"!
    แต่รัฐมนตรีบางคน ไม่เคยประกอบธุรกิจอะไร กินเงินเดือนอย่างเดียว อาศัยขึ้น "ลิฟต์ลับตึกชิน" บ่อย พอมาเป็นนักการเมือง ต้องแจ้งทรัพย์สิน ขนาดมิดเม้นแล้ว ยังปรากฏรวยเป็นร้อยล้าน-พันล้าน
    พวกนี้ เป็นพวกจิตคุด "หน้าคน-ใจสัตว์" ที่จะนำเงินทั้ง แจ้งที่มาไม่ได้-แจ้งได้ไปอุดหนุนจุนเจือสังคมบ้างนั้น
    เมินซะเถอะ!
    การปฏิรูปสังคมและการเมืองเที่ยวนี้ ต้องเรียกคนประเภทนี้มาแจงที่มา-ที่ไปให้กระจ่างเหมือนเงินของลุงเอี่ยม
    ทรัพย์สิน-สินทรัพย์ไหน แจงที่มา-ที่ไปไม่ได้ ริบเข้าหลวงให้หมด แล้วจับมันตอน "ตัดไข่-รังไข่" ทิ้งซะ
    เพราะพวกนี้มันเข้าตำรา...ยิ่งเรียน-ยิ่งโง่, ยิ่งโต-ยิ่งจัญไร, ยิ่งใหญ่-ยิ่งโกง และ ยิ่งลัก-ยิ่งชักดาบ
    กอบเอา โกยเอา ทั้งลับ-ทั้งแจ้ง ได้เงินมากมายขนาดนั้น แค่จะซื้อกระดูกให้หมาข้างถนนแทะซักดุ้น พอเป็นสะพานบุญไม่ต้องไปเกิดเป็นหมาชาติหน้า มันยังขอเป็นหมา ดีกว่าต้องควัก!?
    เข้าเรื่อง "หญิงขายชาติ ๒๕๕๗" ต่อจากเมื่อวานดีกว่า ที่ ศอ.รส.โดย "เฉลิม-สุรพงษ์-ชัยเกษม-ธาริต" ออกแถลงการณ์ ดังถูกประณามขรมเมืองขณะนี้
    เมื่อวาน (๑๘ เม.ย.๕๗) ศาลรัฐธรรมนูญ-ป.ป.ช.-เครือข่ายข้าราชการพลเรือน ก็แถลงการณ์ชี้แจง ผมจะนำบันทึกไว้ตามลำดับ ดังนี้
    แถลงการณ์ของศาลรัฐธรรมนูญ..........
    สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญขอเรียนว่า การออกแถลงการณ์ หรือการให้ข้อมูลข่าวสารของ ศอ.รส.ซึ่งเป็นศูนย์อำนวยการ หรือเป็นหน่วยงานของฝ่ายบริหาร มีลักษณะเป็นการก้าวก่าย และแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นองค์กรตุลาการ หนึ่งในอำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ
    โดย ศอ.รส.มีอำนาจหน้าที่หลักรับผิดชอบในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไข หรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑ 
    การแถลงการณ์ของ ศอ.รส.ดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในอนาคต และมีลักษณะคุกคาม ก้าวล่วงการใช้ดุลยพินิจของตุลาการและศาล ซึ่งมีผลเป็นการทำลายชื่อเสียง ความเชื่อถือศรัทธาของศาลรัฐธรรมนูญ
    จึงเป็นกระทำที่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ที่กำหนดให้ ศอ.รส.เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติเพื่อป้องกันภยันตรายอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศเท่านั้น
    ดังนั้น การพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระมหาปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ดังที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๗ วรรคหนึ่งได้บัญญัติไว้ และต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่

    การปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญย่อมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย หากการดำเนินการของ ศอ.รส.กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป จึงแถลงมาเพื่อโปรดทราบโดยทั่วกัน
    คำชี้แจงของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
    “ตามที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน  ๒๕๕๗ เรื่องข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่างๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในขณะนี้
    และได้มีข้อเรียกร้องถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการพิจารณาดำเนินคดีและมีคำวินิจฉัยต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในกรณีโครงการรับจำนำข้าวอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติเป็น ๒ มาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างคนของพรรคฝ่ายค้านกับพรรคฝ่ายรัฐบาล โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมอันเป็นมาตรฐานสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วย นั้น
    สำนักงาน ป.ป.ช. ขอเรียนชี้แจงข้อมูลในกรณีดังกล่าวดังนี้
    ๑.การดำเนินการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ย่อมอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๓ วรรค ๒ ที่ว่า “การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม”
    ซึ่งหมายถึงการไม่กระทำตามอำเภอใจ การใช้หลักเหตุผล หลักกฎหมายและหลักความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายเดียวกัน โดยเคร่งครัดปราศจากอคติ แม้จะถูกข่มขู่ คุกคาม ก้าวร้าวและมีการกระทำรุนแรงจากบุคคลบางกลุ่ม  คณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็ไม่เคยท้อถอย และละทิ้งต่อการทำหน้าที่ตามหลักนิติธรรม
    ๒.การที่ ศอ.รส.ได้ออกแถลงการณ์ดังกล่าว นับว่าเป็นการหมิ่นเหม่ต่อการที่อาจทำให้สาธารณชนเห็นได้ว่า มีการแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช.จากฝ่ายบริหาร อันไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม และกดดันให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.วินิจฉัย หรือใช้ดุลพินิจไปในทางที่ฝ่ายบริหารต้องการ ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ
    จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
    แถลงการณ์ เครือข่ายข้าราชการพลเรือน: สมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย เครือข่ายกลุ่มข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลุ่มข้าราชการกระทรวงแรงงาน กลุ่มรักกระทรวงพาณิชย์ และเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 
    จากการที่ ศอ.รส.ออกหนังสือเชิญประชุมปลัดกระทรวงทุกกระทรวง เพื่อซักซ้อมและกำชับการปฏิบัติของปลัดกระทรวง รวมทั้งผู้บริหารระดับสูง
    โดยกล่าวอ้างถึงการที่แกนนำกลุ่ม กปปส.ได้เดินทางไปยังสถานที่ราชการต่างๆ และปลัดกระทรวงยุติธรรมได้นำผู้บริหารระดับสูงลงมาให้การต้อนรับ เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและควรแก่การตำหนิ ซึ่ง ศอ.รส.ได้ออกมาให้ข่าวจนเป็นที่แพร่หลายในลักษณะการข่มขู่ เอาผิดกับข้าราชการที่มีความเห็นต่าง
        ทางเครือข่ายข้าราชการพลเรือนมีความเห็นว่า
    ๑.ปลัดกระทรวงทุกกระทรวง คือผู้บริหารสูงสุด ทำหน้าที่เป็นตัวแทนข้าราชการประจำ ที่ประกอบคุณงามความดี รับใช้แผ่นดินมายาวนาน มีเกียรติภูมิ มีศักดิ์ศรี และมีวิจารณญาณมากพอที่จะตัดสินใจได้ว่าสิ่งใดควรกระทำและไม่ควรกระทำ
    ๒.การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งรุนแรง เป็นสิ่งที่เหมาะสมและพึงกระทำที่สุด เหตุการณ์ที่ไม่ปกติทุกวันนี้ล้วนเกิดจากการไม่เคารพความคิดเห็นต่าง โดยเฉพาะจากผู้มีอำนาจ
    ๓.ในฐานะข้าราชการประจำ โดยเฉพาะผู้บริหารสูงสุด ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องเป็นหลักและร่วมหาทางออกให้กับบ้านเมือง การกระทำของ ศอ.รส.และผู้มีอำนาจ ถือเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของข้าราชการอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
    เครือข่ายข้าราชการพลเรือนขอยืนยันว่า เราจักยึดหลักความเป็นกลางทางการเมือง ด้วยการปฏิบัติหน้าที่ให้บริการแก่ประชาชนทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่แบ่งแยกว่าเป็นฝ่ายใด สามารถทำงานร่วมกับพรรคการเมืองทุกพรรคที่ได้รับเลือกเข้ามาทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง
    ขณะเดียวกัน ก็ไม่เข้าข้างพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง จะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ชอบด้วยกฎหมายและสอดคล้องกับหลักจริยธรรม
    "กลไกราชการเป็นกลไกสำคัญในการบริหารบ้านเมือง  ไม่ได้เป็นของพรรคการเมืองใด หรือกลุ่มบุคคลใด ข้าราชการจึงต้องปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดต่อ ประเทศชาติ จึงจะถือว่ามีความเป็นกลางทางการเมืองที่ถูกต้อง และเป็นการแสดงความกตัญญูต่อแผ่นดิน
    ถึงเวลาแล้วที่พี่น้องข้าราชการทุกท่านจักต้องร่วมกันธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของข้าราชการ ยึดมั่นในการกระทำสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่เกรงกลัวต่ออำนาจ คำข่มขู่และคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีเกียรติ สมศักดิ์ศรีของข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"

    ครับ...มี ๓ องค์กรออกมาแสดงท่าทีด้วยการโต้ตอบ ศอ.รส. ส่วนบก-เรือ-อากาศ-ความมั่นคง และตำรวจ เท่าที่รอฟังตลอดวาน ปรากฏว่า...........
    "เลขหมายที่ท่านเรียก ไม่มีสัญญาณตอบรับในขณะนี้"!
 ข้อความจาก >> http://www.thaipost.net/news/190414/89159