ด้านประชาธิปไตย


            3D คือ การจัดการศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน กระบวนการจัดการศึกษาที่สมบูรณ์จึงเปรียบเสมือนเหรียญสองด้านคือ ด้านหนึ่งเป็นการจัดการเรียนการสอนและจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาแต่ละช่วงชั้น เพื่อสร้างองค์ความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ มีทักษะการดำรงชีวิตที่เกิดจากการฝึกหัด สามารถใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาตนเองและประกอบอาชีพ อีกด้านหนึ่งคือเป็นการบ่มเพาะ กล่อมเกลา ปลูกฝัง และปลุกจิตสำนึก เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เกิดความตระหนักในบทบาทหน้าที่ขึ้นในจิตใจ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข สถานศึกษาทุกระดับ ทุกสังกัด และหน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนและร่วมจัดการศึกษา จึงมีส่วนสำคัญในการจัดการเรียนการสอน และจัดกิจกรรมที่จะส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาผู้เรียนอย่างเหมาะสม โดยการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นภารกิจทั้ง 3 ด้าน (3D) ได้แก่ ด้านประชาธิปไตย (Democracy) ด้านคุณธรรมจริยธรรม และความเป็นไทย (Decency) และด้านภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติด (Drug - Free)


ตัวอย่างกิจกรรม
 

กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย
    1)  กิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาและชุมชน เช่น เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้
         กิจกรรม อบต.น้อย/ เทศบาลน้อย จัดให้สถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้
    2)  การดำเนินงานสภานักเรียนนักศึกษา กรรมการนักเรียนนักศึกษา
    3)  การจัดค่ายประชาธิปไตย/ กิจกรรมประชาธิปไตยลงสู่ชุมชน

    4)  การส่งเสริมกิจกรรมสร้างสำนึกความรักชาติ
    5)  นำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารจัดการสถานศึกษา
  

    
 

 

     ส่งเสริมประชาธิปไตย

              ประชาธิปไตย (democracy) คือระบอบการปกครองของรัฐซึ่งบริหารอำนาจรัฐมาจากเสียงข้างมากของพลเมือง คำว่า democracy ในภาษาอังกฤษมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณว่า "ดีมอคระเทีย"  ซึ่งหมายถึง "การปกครองโดยประชาชน" (popular government) อันเป็นคำประสมระหว่างคำว่า "ดีมอส" หมายถึง ประชาชน และ "คราทอส" หมายถึง การปกครอง หรือพละกำลัง ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองที่เกิดขึ้น ณ นครรัฐกรีกโบราณในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรุงเอเธนส์ภายหลังการก่อจลาจลเมื่อ 508 ปีก่อนคริสตกาล ในทฤษฎีทางการเมือง คำว่า "ประชาธิปไตย" สามารถหมายถึงทั้งระบอบการ ปกครองและปรัชญา การเมืองซึ่งถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้ ประชาธิปไตยจะยังไม่มีการนิยามที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วกันก็ตามแต่ในปัจจุบัน ได้ปรากฏให้เห็นหลักการสองหลักการที่ให้การ นิยามคำว่า "ประชาธิปไตย" โดยประการแรกเห็นว่าบรรดาพลเมืองหรือสมาชิกในสังคมย่อม มีความเสมอภาคกันในการเข้า ถึงอำนาจส่วนประการที่สองนั้นเห็นว่าพลเมืองย่อมมีสิทธิและ เสรีภาพที่ได้รับการรับรองโดยเสมอกัน หรือที่เรามักจะรู้จักคำจำกัดความของระบอบประชาธิปไตย จากคำกล่าวของอดีตประธานาธิบดีแห่ง สหรัฐอเมริกา อับราฮัม ลินคอล์น ที่ว่า "การปกครองในระบอบประชาธปไตย หมายถึง การปกครอง โดยประชาชน ของประชาชน เพื่อประชาชน" ถึงแม้ว่าระบอบประชาธิปไตยจะมีจุดเริ่มต้นจากกรีซ โบราณก็ตาม ทว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้มีวิวัฒนาการสำคัญ ๆ ในวัฒนธรรมต่างชาติ อาทิ ในอินเดียโบราณสาธารณรัฐโรมัน ทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือและทวีปอเมริกาใต้มาจนถึง ปัจจุบันการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมักจะได้รับการพิจารณาโดยคน ส่วนใหญ่ว่าเป็นรูป แบบการปกครองที่ดีที่สุดในโลกยุคปัจจุบันเนื่องจากเป็นการมอบสิทธิและ เสรีภาพให้กับประชาชน ได้มากกว่าการปกครองในระบอบอื่น ทำให้ระบอบประชาธิปไตยได้ชื่อว่าเป็น "การปกครองระบอบ สุดท้าย"และได้แผ่ขยายไปทั่วโลกพร้อม ๆ กับมโนทัศน์ เรื่องการออกเสียงเลือกตั้ง (suffrage) อย่างไรก็ดี แม้การดำเนินการปกครองตามระบอบ ประชาธิปไตยแม้จะได้รับความนิยมมาก ในปัจจุบันแต่ก็ต้องเผชิญกับปัญหาหลายประการ อันเกิดขึ้นในปัจจุบัน อย่างเช่น ข้อพิพาทเกี่ยวกับดินแดน การอพยพเข้าเมือง และการ กีดกันกลุ่มประชากรบางชาติพันธุ์ เป็นต้น องค์การสหประชาชาติได้ประกาศกำหนดให้
วันที่ 15 กันยายน ของทุกปี เป็นวันประชาธิปไตยสากล
   
ระบอบประชาธิปไตยของไทย
     สาระสําคัญ อํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ คืออํานาจอธิปไตย การเมืองการปกครองในะบอบประชาธิปไตยของไทยเป็นแบบระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมีรัฐธรรมนูญเป็นกฏหมาย สูงสุดในการปกครองประเทศซึ่งอํานาจเหล่านี้มาจากประชาชน พระมหากษัตริย์็ทรงใช้พระราชอํานาจการบริหารผ่านทางคณะรัฐมนตรี ทรงใช้พระราช อํานาจนิติบัญญัติผ่านทางรัฐ สภาและทรงใช้พระราชอํานาตุลาการผ่านกระบวนการศาลนอกจากนั้นแล้วพระมหากษัตริย์ของไทยยังทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนทําให้การ ปกครองในระบอบนี้อยู่มาจนถึงปัจจุุบันและกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศไทย

รูปแบบการเมืองการปกครองของไทย ระบอบการปกครองของไทย ประกอบด้วยสาระสําคัญคือ
   1.  ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองแบบรัฐเดี่ยว หมายถึงประเทศไทยมีรัฐบาลบริหารประเทศเพียงรัฐบาลเดียว คือรัฐบาลกลาง ถึงแม้ว่า 
        จะมีการกระจายอํานาจการปกครองไปสู่ระดับท้องถิ่นให้มีการจัดการปกครองแบบองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในระดับจังหวัด ตําบล ก็ตาม 
        แต่ก็ยังถือ
        แต่ละจังหวัดเป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน และยังต้องรับนโยบาย และงบประมาณจากส่วนกลางเป็นหลักในการบริหารราชการ
   2.  ประเทศไทยมีรูปแบบของรัฐบาลเป็นแบบรัฐสภา รูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยเป็นแบบรัฐสภาซึ่งปัจจุบันประกอบ 
        ไปด้วยสภาอยู่ 2 สภา คือ 
   2.1 สภาผู้แทนราษฎร 
   2.2 วุฒิสภา

โครงสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย ประเทศไทยเราปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยแต่มีลักษณะโครงสร้างการปกครอง ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไทยที่แตกต่างจากชาติอื่นๆ ดังนี้
1. มีรัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
2. มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
3. มีอํานาจอธิปไตยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
3.1 อํานาจนิติบญญัติ โดยมีพระมหากษัตริย์ใช้อํานาจผ่านทางรัฐสภา
3.2 อํานาจบริหาร โดยมีพระมหากษัตริย์ใช้อํานาจผ่านทางคณะรัฐมนตรี
3.3 อํานาจตุลาการ โดยมีพระมหากษัตริย์ใช้อํานาจผ่านทางศาล

การจัดการบริหารราชการแผ่นดินแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
1. การบริหารราชการส่วนกลาง ประกอบด้วย กระทรวง และกรมต่างๆ
2. การบริหารราชการส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย จังหวัด อําเภอต่างๆ
3. การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตําบลเทศบาล การปกครองพิเศษ กรุงเทพฯ 
    และเมืองพัทยา

ลักษณะการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย
รัฐสภาไทยประกอบด้วย 2 สภา คือ
1. สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 2 ประเภท คือ 1. แบบแบ่งเขต 2. แบบสัดส่วน
2. วุฒิสภา เป็นสภาที่มีหน้าที่สําคัญคือ การกรองกฎหมาย

ลักษณะการปกครองของไทย แบ่ง ออกเป็น 3 ส่วน 
1. การปกครองส่วนกลาง หมายถึงการบริหาราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลกลางมีคณะรัฐมนตรี
      ทําหน้าที่ บริหารประเทศโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า แบ่งส่วนราชการเป็นดังนี้
1.1กระทรวง มีรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลนโยบายและมีปลัดกระทรวงเป็นหัวหน้า ข้าราชการประจํา
1.2 กรม มีอธิบดีเป็นหัวหน้าในการดูแลการปฏิบัติราชการของเจ้าหน้าที่ประจํา กรมต่างๆ
1.3 กองมีผู้อํานวยการกองเป็นหัวหน้าในการดูแลการปฏิบัติราชการของเจ้าหน้าที่ ประจํากองต่างๆ
2. การปกครองส่วนภูมิภาค จัดการปกครองออกเป็นจังหวัดต่างๆ จํานวน 75 จังหวัด
    (ไม่นับกรุงเทพฯ) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้า และแต่ละจังหวัดก็แบ่งออกเป็นอําเภอต่างๆ โดยมีนายอําเภอเป็นผู้รับผิดชอบดูแล ตําบล 
    และหมู่บ้านต่างๆ
3. การปกครองส่วนท้องถิ่น การปกครองส่วนท้องถิ่นนับเป้นการปกครองมีการกระจายอํานาจให้ประชาชน 
    ในท้องถิ่นปกครองและบริหารกันเองโดยแบ๋งออกเป้นรูปแบบต๋างๆ เช๋น
3.1 องคืการบริหารส๋วนจังหวัด มีนายก อบจ. เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร มี สมาชิกสภา อบจ.เป็นฝ่ายตรวจสอบการใช้อํานาจของฝายบริหาร
3.2 องค์การบริหารส่วนตําบล มีนายก อบต. เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร มี สมาชิกสภา อบต. เป็นฝ่ายตรวจสอบ การใช้อํานาจของฝายบริหาร
3.3 กรุงเทพมหานคร เป็นเขตการปกครองแบบพิเศษที่แตกต่างไปจากจังหวัดอื่นๆโดยมีผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ มาจากการเลือกตั้ง
3.4 เมืองพัทยา เป็นการปกครองพิเศษที่อยู่เฉพาะในเขตตัวเมือพัทยาเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สําคัญ มีนายกเมืองพัทยา ดูแลนโยบาย 
    และมีปลัดเมืองพัทยาเป็นหัวหน้าฝ่ายข้าราชการประจํา
3.5 เทศบาล เป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นในชุมชนเมืองแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ
  1. เทศบาลนคร
  2. เทศบาลเมือง
  3. เทศบาลตําบล โดยมีมีนายกเทศมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร มี สมาชิกสภาเทศบาล เป็นฝ่ายตรวจสอบ การใช้อํานาจของฝายบริหาร
    ระบบศาลไทย ศาลเป็นองค์กรที่ ดูแลเรื่องราวเกี่ยวกับความยุติธรรมเมื่อเกิดปัญหาในกรณีพิพาทต่างๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ศาล 
    คือ 1. ศาลรัฐธรรมนูญ 2. ศาลยุติธรรม 3. ศาลปกครอง 4. ศาลทหาร

บทบาทของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย สถาบันพระมหากษัตริย์นับเป็นสถาบัน
คู่บ้านเมืองของชาติไทยมาเป็นเวลายาวนานมาก จึงทําให้ฝั่งแน่นอยู่ในความรู้สึกของชาวไทยทุกคนถึงแม้ว่าปัจจุบันบาทบาทของพระมหากษัตริย์จะเปลี่ยนไปบ้างแต่ยังคงมีบทบาทที่สำคัญ เช่น
1. ทรงใช้อํานาจนิติบัญญัติผ่านรัฐสภา
2. ทรงใช้อํานาจการบริหารผ่านคณะรัฐมนตรี
3. ทรงใช้อํานาจตุลาการผ่านทางศาล
4. ทรงเป็นประมุขของประเทศ และเป็นศูนย์รวมน้ำใจของคนไทยทั้งชาติ


 

 


 


Comments