ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์

"คำขวัญจังหวัดสุรินทร์"

 

"สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม"

 

สุรินทร์ :  เป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานจังหวัดหนึ่ง แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่นอนว่ามีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างไร อาศัยเพียงข้อสันนิษฐานของนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี ตลอดจนคำบอกเล่าของผู้สูงอายุที่เล่าต่อๆ กันมา โดยเชื่อกันว่าเมืองสุรินทร์ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 2,000 ปีล่วงมาแล้ว ในสมัยที่พวกขอมมีอำนาจอยู่ในบริเวณนี้ เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลงเมืองสุรินทร์ได้ถูกทิ้งร้างจนกลายเป็นป่าดงอยู่นาน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2306 จึงปรากฏหลักฐานว่าหลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุม) ซึ่งเดิมเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเมืองที ได้ขอให้เจ้าเมืองพิมายกราบบังคมทูลขอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ย้ายหมู่บ้านจากบ้านเมืองที มาตั้งอยู่บริเวณบ้านคูประทาย บริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองสุรินทร์ในปัจจุบันนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นบริเวณที่มีชัยภูมิเหมาะสม มีกำแพงค่ายคูล้อมรอบ 2 ชั้น มีน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การประกอบอาชีพและอยู่อาศัย ต่อมาหลวงสิรินทรภักดีได้กระทำความดีความชอบเป็นที่โปรดปราน จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านคูประทายเป็น เมืองประทายสมันต์และเลื่อนบรรดาศักดิ์หลวงสุรินทรภักดี เป็นพระสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง ให้เป็นเจ้าเมืองปกครองในปี พ.ศ. 2329 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อ เมืองประทายสมันต์เป็น เมืองสุรินทร์ตามสร้อยบรรดาศักดิ์ของเจ้าเมืองสุรินทร์อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ โดยทางรถยนต์ประมาณ 457 กิโลเมตร และโดยทางรถไฟประมาณ 420 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ 8,124 ตารางกิโลเมตร
 
                                                                                                    

ตราประจำจังหวัดสุรินทร์ : รูปพระอินทร์ทรงช้าง

 

ชื่อของจังหวัด :  เป็นคำสนธิของคำสองคำ คือ สุระ กับ อินทร
หมายถึง :  พระอินทร์ผู้เก่งกล้าสามารถ
ตราจังหวัด: กำหนดสัญญลักษณ์ประกอบด้วย พระอินทร์ ประทับขัดสมาธิบนหลังช้าง หัตถ์ขวาทรงตรี หัตถ์ซ้ายทรงพระแสงขอช้าง มีภาพปราสาทสลักปรักหักพังเป็นฉากเบื้องหลัง
   

                                                                                                                  รูปธง สีประจำจังหวัด

     

                                                                                                    ดอกไม้ประจำจังหวัด:ดอกกันเกรา
 

     

                                                                                               ต้นไม้ประจำจังหวัด: ชื่อพรรณไม้ ดอกกันเกรา
                                                                                             ชื่อวิทยาศาสตร์ : Fagraea fragrans Roxb
 
ที่ตั้ง อาณาเขต ภูมิประเทศ
 
สภาพทางภูมิศาสตร์
จังหวัดสุรินทร์ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเนื้อที่ประมาณ 8,124.056 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 5,077,535 ไร่) ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 450 กิโลเมตร
ทิศเหนือ        ติดต่อกับจังหวัดร้อยเอ็ด  และจังหวัดมหาสารคาม
ทิศตะวันออก  ติดต่อกับจังหวัดศรีสะเกษ
ทิศตะวันตก   ติดต่อกับจังหวัดบุรีรัมย์
 ทิศใต้ : ติดต่อกับจังหวัดอุดรมีชัย ราชอาณาจักรกัมพูชา  ในพื้นที่ 4 อำเภอ คือ บัวเชด สังขะ กาบเชิง และพนมดงรัก ความยาวตลอดแนวชายแดนประมาณ 90 กิโลเมตร

ตำบลในเขตอำเภอเมืองสุรินทร์
01  ต.ในเมือง
ตำบลในเขตอำเภอเขวาสินรินทร์
01  ต.เขวาสินรินทร์
ตำบลในเขตอำเภอโนนนารายณ์
01  ต.หนองหลวง

ภูเขา
จังหวัดสุรินทร์ มีเทือกเขาพนมดงรักทอดยาวตามแนวเขตแดนไทย – กัมพูชา ทางด้านตอนใต้ของจังหวัด มีเขาสวายหรือพนมสวายในเขต ต.นาบัว อ.เมืองสุรินทร์ เป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว มียอดเตี้ย ๆ 3 ยอด  ยอดที่ 1 ชื่อยอดเขาชาย (พนมเปราะ) เป็นที่ตั้งของวัดพนมสวาย และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสุรินทร มงคล ปางประทานพร ภปร. ยอดที่ 2 ชื่อยอดเขาหญิง (พนมซแร็ย) เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ขนาดกลาง ยอดที่ 3 ชื่อยอดเขาคอก (พนมกรอล) พุทธสมาคมจังหวัดสุรินทร์ ได้สร้างศาลาอัฏฐะมุข     เพื่อเป็นอนุสรณ์ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง และสถูปบรรจุอัฐิพระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์  อตุโล)  เกจิอาจารย์ที่ชาวสุรินทร์เคารพนับถือ ปัจจุบันเขาสวายได้รับการประกาศเป็น "วนอุทยานพนมสวาย"

แหล่งน้ำธรรมชาติ
จังหวัดสุรินทร์มีลำน้ำธรรมชาติที่สำคัญ 8 สาย คือ แม่น้ำมูล ลำน้ำชีน้อย ลำห้วยอารีย์ ลำห้วยพลับพลา ลำห้วยระวี ลำห้วยทับทัน ลำห้วยสำราญ และลำห้วยแก้ว เป็นลำน้ำที่ทำประโยชน์แก่จังหวัดนอกจากนั้นยังมีแหล่งน้ำอื่น ๆ ในเขตอำเภอต่าง ๆ รวมถึงแหล่งน้ำอื่นที่ไม่เอื้อประโยชน์มากนัก เนื่องจากในฤดูแล้งไม่มีน้ำอีกเป็นจำนวนมาก

 

                                                       ภาพที่ 2  แสดงสภาพลุ่มน้ำที่สำคัญของจังหวัดสุรินทร์

อ่างเก็บน้ำของจังหวัดสุรินทร์มีหลายแห่งที่สำคัญคือ

    1. อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง  ตั้งอยู่ระหว่างบ้านเฉนียงกับบ้านโคกกะเพอ ต.เฉนียง อ.เมือง มีความจุ ที่ระดับเก็บกัก 20.022 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำ ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 เท่ากับ 13.980 ล้านลูกบาศก์เมตร (69.82% ของระดับเก็บกัก) ส่งน้ำเพื่อการเกษตรพื้นที่ชลประทาน 45,500 ไร่ เป็นแหล่งน้ำสำคัญในการผลิตน้ำประปาของจังหวัด ปีละประมาณ 8.67 ล้านลูกบาศก์เมตร และเป็นที่ตั้งของอาคารที่ประทับ  เรือนรับรองเมื่อคราวพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
    2. อ่างเก็บน้ำอำปึล  ตั้งอยู่ที่บ้านอำปึล หมู่ที่ 9 ต.เทนมีย์ อ.เมือง มีความจุที่ระดับเก็บกัก 27.675 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำ ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 เท่ากับ 12.220 ล้านลูกบาศก์เมตร (44.16% ของระดับเก็บกัก) เป็นแหล่งน้ำสำคัญเพื่อรองรับความต้องการน้ำของอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง ส่งน้ำเพื่อการเกษตรพื้นที่ชลประทาน 3,680 ไร่ และรองรับการใช้น้ำในการอุตสาหกรรม ปีละประมาณ 540,000 ลูกบาศก์เมตร

ทรัพยากรธรรมชาติ
จังหวัดสุรินทร์ มีป่าสงวนแห่งชาติทั้งหมด 29 ป่า มีพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นเขตป่า  ตามกฎกระทรวง จำนวน 1,115,284 ไร่ (ร้อยละ 21.97 ของพื้นที่จังหวัด) มอบ สปก. จำนวน 967,056.61 ไร่  คงเหลือพื้นที่ป่าสงวนในปัจจุบัน จำนวน 148,227.39 ไร่ (ร้อยละ 13.29 ของพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นเขตป่าฯ) มีวนอุทยานจำนวน 2 แห่ง คือ วนอุทยานพนมสวาย อ.เมืองสุรินทร์ เนื้อที่ 1,975 ไร่ และวนอุทยานป่าสนหนองคู อ.สังขะ เนื้อที่ 625 ไร่ มีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 1 แห่ง  คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน – ห้วยสำราญ อยู่ในพื้นที่อำเภอพนมดงรัก, กาบเชิง, สังขะ และ บัวเชด รวมเนื้อที่ 313,750 ไร่ (502 ตารางกิโลเมตร) (แหล่งข้อมูล สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสุรินทร์ ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2553)
พื้นที่ป่าไม้ของจังหวัดสุรินทร์ ส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดบริเวณเทือกเขาพนมดงรักในเขตอำเภอสังขะ บัวเชด กาบเชิง และ พนมดงรัก และยังมีป่าไม้กระจัดกระจายเป็นหย่อม ๆ ในเขตอำเภอปราสาท  เมืองสุรินทร์ ท่าตูม รัตนบุรี ลำดวน และ ศีขรภูมิ ต้นไม้ที่มีอยู่โดยทั่วไปในจังหวัดสุรินทร์ ได้แก่ ต้นเต็ง รัง ยาง ประดู่ พะยูง ตาด แดง กะบาก และอื่น ๆ รวมทั้งต้นมันปลา หรือต้นกันเกรา ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสุรินทร์ จากการที่ป่าไม้ถูกทำลายมาก จึงมีการปลูกป่าทดแทน หรือปลูกไม้โตเร็วเพื่อการใช้สอย เช่น ต้นกระถินณรงค์ และต้นยูคาลิปตัส เกือบทุกอำเภอ นอกจากนั้นมีการปลูกต้นยางพาราที่อำเภอกาบเชิง พนมดงรัก และ ศรีณรงค์ บางอำเภอสามารถกรีดยางได้แล้ว  ส่วนทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ที่มีอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ ได้แก่ บ่อหินลูกรัง (อ.ท่าตูม  อ.สำโรงทาบ  อ.สังขะ) และทรายแม่น้ำมูลที่นำมาใช้ในการก่อสร้าง  (อ.ท่าตูม  อ.ชุมพลบุรี)
เกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์ส่วนใหญ่จะเลี้ยงโค กระบือ สุกร เป็ด ไก่ ส่วนสัตว์ชนิดอื่น ๆ เช่น แพะ  แกะ ไก่งวง ห่าน มีการเลี้ยงน้อยมาก การเลี้ยงสัตว์นั้นจะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมเกือบทุกครัวเรือน โดยเลี้ยงสัตว์หลาย ๆ  ชนิดรวมกันในบริเวณบ้านหรือใต้ถุนบ้าน  เป็นการเลี้ยงแบบดั้งเดิมตามที่บรรพบุรุษเคยเลี้ยงมา     ไม่ค่อยมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มากนัก  แต่ที่พิเศษกว่าจังหวัดอื่น  คือ  การเลี้ยงช้าง  ซึ่งเลี้ยงกันมาก        ที่หมู่บ้านช้าง (บ้านตากลาง)  อ.ท่าตูม
ส่วนสัตว์น้ำที่มีอยู่ในจังหวัดสุรินทร์  ส่วนมากเป็นปลาน้ำจืดที่มีอยู่ทั่วไปเหมือนกับจังหวัดอื่น ๆ  เช่น  ปลาดุก  ปลาช่อน  ปลาหมอ  รวมทั้งปลาน้ำจืดอื่น ๆ ที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดสุรินทร์  เพาะเลี้ยงและให้การสนับสนุน  ส่วนทรัพยากรแร่ธาตุต่าง ๆ นั้น  ยังไม่มีการพบแต่อย่างใด  คงมีเพียงหินสีต่าง ๆเท่าน

การเดินทางเข้าสู่จังหวัดสุรินทร์

รถยนต์ 
จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) แล้วแยกเข้าสู่เส้นทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ที่จังหวัดสระบุรีและเดินทางเข้าเส้นทางโชคชัย-เดชอุดม (ทางหลวงหมายเลข 24) ผ่านอำเภอนางรอง อำเภอปราสาท จากอำเภอปราสาทแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 214 ถึงตัวเมืองสุรินทร์ รวมระยะทาง 450 กิโลเมตร หรืออาจเดินทางจากกรุงเทพฯไปจังหวัดนครราชสีมา ต่อด้วยเส้นทางหมายเลข 226 ผ่านอำเภอจักราช ห้วยแถลง ลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ สู่จังหวัดสุรินทร์ รวมระยะทาง 434 กิโลเมตร

รถโดยสารประจำทาง 
จากกรุงเทพฯ มีรถโดยสารประจำทางออกจากสถานีขนส่งหมอชิตใหม่ไปสุรินทร์ทุกวัน สอบถามรายละเอียดโทร. 0 2936-2852-66
จากสถานีขนส่งจังหวัดสุรินทร์ ถนนจิตรบำรุง มีรถโดยสารประจำทางหลายสายดังนี้ -
สายสุรินทร์-รัตนบุรี, สุรินทร์-กาบเชิง-ช่องจอม, สุรินทร์-โคกกระชาย (อำเภอปราสาท), สุรินทร์-ร้อยเอ็ด (สายเก่า), สุรินทร์-ร้อยเอ็ด (สายใหม่) , สุรินทร์-ยโสธร, สุรินทร์-นครราชสีมา, สุรินทร์-ศรีสะเกษ (ผ่านศรีขรภูมิ), สุรินทร์-กระโพ-นากลาง, สุรินทร์-พัทยา (มีทั้งรถธรรมดา รถปรับอากาศและวีไอพี) ติดต่อ บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร. 0 4451 1756 
สายสุรินทร์-กรุงเทพฯ ติดต่อ เศรษฐีทัวร์ โทร. 0 4451 1496 กิจการราชสีมาทัวร์ โทร. 0 4451 2161
สายอุบลราชธานี-สุรินทร์-นครราชสีมา-ระยอง ติดต่อ นครชัยแอร์ โทร. 0 4451 5151 www.transport.co.th 

รถไฟ 
มีรถไฟออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (สถานีหัวลำโพง) และสถานีบางซื่อ มีรถธรรมดา รถเร็ว และรถด่วนสายกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี แวะจอดที่จังหวัดสุรินทร์ และรถดีเซลราง กรุงเทพฯ-สุรินทร์ สอบถามรายละเอียด โทร. 0 2223 7010 และ 0 2223 7020, 1690 สถานีรถไฟจังหวัดสุรินทร์ โทร. 0 4451 1295, 0 4451 5393 www.railway.co.th 

 

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

หมู่บ้านช้างตากลาง 

หมู่บ้านช้างจังหวัดสุรินทร์ ตั้งอยู่ที่ ม.ที่ 9 และะ 13 บ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม อยู่ห่างจากจังหวัดสุรินทร์ไปทางทิศเหนือ ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 214 (สุรินทร์-ร้อยเอ็ด) ก่อนถึงอำเภอท่าตูม จะมีทางแยกซ้ายตรงหลักกิโลเมตรที่ 36 เข้าปากทางบ้านกระโพ ตรงเข้าไปตามถนนราดยางอีกประมาณ 22 กิโลเมตร ก็จะถึงเขตหมู่บ้านพื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตนี้จะเป็นที่นาและป่าละเมาะสลับกับป่าโปร่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด บริเวณนี้จึงเหมาะสมกับการเลี้ยงช้างอย่างที่สุด 

     

 

ชาวบ้านตากลางดั้งเดิมเป็นชาวส่วยหรือกูยหรือกวยที่มีความชำนาญในการคล้องช้างป่า ฝึกหัดช้าง และเลี้ยงช้าง ส่วนมากต้องเดินทางไปคล้องช้างบริเวณชายแดนต่อเขตประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย ปัจจุบันสภาวะการเมืองระหว่างประเทศทำให้ชาวบ้านตากลางไม่สามารถไปคล้องช้างเช่นแต่ก่อนได้ แต่ชาวบ้านตากลางยังคงเลี้ยงช้างและฝึกช้างเพื่อไปร่วมแสดงในงานช้างของจังหวัดทุกปี การเลี้ยงช้างของชาวบ้านตากลางไม่เหมือนการเลี้ยงช้างไว้เป็นเพื่อน นอนร่วมชายคาเดียวกับตน ดังนั้นถ้าท่านได้ไปที่บ้านตากลาง นอกจากจะได้เห็นสภาพโรงช้างดังกล่าวแล้ว ยังจะได้สัมผัสการดำรงชีวิตของชาวส่วยพร้อมทั้งจะได้พบปะพูดคุยกับหมอช้างที่มีประสบการณ์ในการคล้องช้างมาแล้วหลายครั้งได้ตลอดเวลา และยังสามารถเดินทางชมจุดบริเวณที่แม่น้ำชีและแม่น้ำมูลไหลมารวมกัน ซึ่งห่างออกไปเพียง 3 กิโลเมตร มีทัศนียภาพที่งดงามน่าพักผ่อนหย่อนใจและชวนให้ศึกษาในเชิงของธรรมชาติด้วย

 
        นอกจากนี้ทางจังหวัดยังได้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ช้างขึ้นในหมู่บ้านด้วย โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อเก็บรวบรวมประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับช้าง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการคล้องช้าง และให้ความรู้ในเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับช้าง และจะมีการแสดงช้างให้ชมเป็นประจำทุกๆวัน วันละ 2 รอบ เช้า-บ่าย รอบเช้า เวลา 10.00 น. รอบบ่ายเวลา 14.00 น. ที่บริเวณลานแสดงของศูนย์คชศึกษา อัตราค่าเข้าชม ชาวไทยผู้ใหญ่คนละ 50 บาท เด็ก 20 บาท นักเรียน นักศึกษาในเครื่องแบบฟรี ช่าวต่างประเทศ คนละ 100 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและจองการแสดงล่างหน้าได้ที่ ศูนย์คชศึกษา โทร 0-4451-7461, นายธงชัย มุ่งเจริญพร นายก อบจ.สุรินทร์ โทร.0-1877-4324, นางสิรีนาถ เกิดเหมาะ ผู้จัดการศูนย์คชศึกษา โทร.0-1879-2773, นายกฤตพล ศาลางาม ผู้ช่วยจัดการศูนย์ศชศึกษา โทร.0-1977-5319, องค์การบริหารส่วนตำบลกระโพ โทร.0-4450-3703, 0-1878-5264
 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุรินทร์

       พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุรินทร์ ตั้งอยู่ที่ถนนสุรินทร์-ปราสาท หมู่ที่ 13 ตำบลเฉนียง มีการจัดแสดงเป็น ส่วน คือ อาคารที่ 1เป็นโถงทางเข้าและทางเดิน อาคารที่ เป็นส่วนการศึกษา ประกอบด้วย ห้องประชุม ห้องกิจกรรม ห้องรับรอง ห้องสมุด อาคารที่ 3เป็นอาคารจัดแสดงและสำนักงาน ประกอบด้วย ห้องนิทรรศการถาวร ห้องนิทรรศการชั่วคราว ห้องทำงานเจ้าหน้าที่ อาคารที่ เป็นคลังพิพิธภัณฑ์ ประกอบด้วย ห้องคลังโบราณวัตถุ ห้องปฏิบัติการอนุรักษ์และสงวนรักษา เนื้อหาการจัดแสดงในห้องนิทรรศการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ กรมศิลปากรได้รับความร่วมมือจากผู้ทรงคุณวุฒิในท้องถิ่นช่วยค้นคว้าและรวบรวม โดยการจัดแสดงแบ่งออกเป็น เรื่อง คือ ธรรมชาติวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์เมือง ชาติพันธุ์วิทยา และมรดกดีเด่นประจำจังหวัด โดยจัดแสดงในอาคารที่ ดังนี้

       ชั้นล่าง จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติวิทยาในด้านต่างๆ ประวัติศาสตร์โบราณคดีตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ประวัติศาสตร์เมืองตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน และมรดกดีเด่นในเรื่องการเลี้ยงช้าง 
       ชั้นบน จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับชาติพันธุ์ของชาวไทยเชื้อสายเขมร ชาวไทยเชื้อสายลาว ชาวไทยเชื้อสายกูย และชาวไทยโคราช ที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ และมรดกดีเด่นในงานหัตถกรรมและศิลปะการแสดงพื้นบ้านในด้านต่างๆ
       1. ธรรมชาติวิทยา ในส่วนนี้จัดแสดงเรื่องกายภาพของจังหวัดสุรินทร์ เนื้อหาประกอบด้วย สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ลักษณะทางธรณีวิทยา ปฐพีวิทยา ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ เช่น ดิน น้ำ ป่าไม้ สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ เป็นต้น นอกจากนี้ยังจัดแสดงเรื่องข้าวและการทำนาด้วย เนื่องจากพื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์ เป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพดีแห่งหนึ่ง โดยใช้เทคนิคการจัดแสดงที่น่าสนใจ เพื่อให้ผู้ชมมีความเข้าใจเนื้อหา และเกิดความเพลิดเพลินในการเข้าชม 
       2. ประวัติศาสตร์โบราณคดี มีเนื้อหาเกี่ยวกับพัฒนาการของผู้คน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบหลักฐานในจังหวัดสุรินทร์ตั้งแต่เมื่อประมาณ 2,000 - 1,500 ปีมาแล้ว สมัยวัฒนธรรมทวารวดีซึ่งเริ่มประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 สมัยวัฒนธรรมขอมมีอายุประมาณตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 - 18 จนถึงสมัยวัฒนธรรมล้านช้าง-อยุธยาในพุทธศตวรรษที่ 24 ในการจัดแสดง จะจำลองสภาพชีวิตและพิธีกรรมการฝังศพครั้งที่สองในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุสมัยทวารวดี ขอม และอยุธยา-ล้านช้าง ที่พบในจังหวัดสุรินทร์ หุ่นจำลองโบราณสถานประกอบการฉายวีดีทัศน์ เพื่อให้ผู้ชมได้เกิดความเข้าใจในการศึกษาทางด้านโบราณคดี และประวัติศาสตร์ศิลปะที่พบในจังหวัดสุรินทร์ 
       3. ประวัติศาสตร์เมือง เนื้อหาในส่วนนี้นำเสนอเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของจังหวัดสุรินทร์ โดยเริ่มจากชาวกูยช่วยจับช้างเผือกที่หลุดมาจากกรุงศรีอยุธยา และได้รับความดีความชอบตั้งเป็นบ้านเมือง การปฏิรูปการปกครองมาเป็นระบบเทศาภิบาลและระบอบประชาธิปไตย ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ สังคม ประชากร และการศึกษา ในการจัดแสดง จะจำลองเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์เมืองสุรินทร์ เช่น การจับช้างเผือก การเดินรถไฟมาถึงจังหวัดสุรินทร์ สภาพตลาดการค้าในยุคแรกๆ สภาพการศึกษาในอดีต โดยจำลองลงในตู้จัดแสดง ให้ผู้ชมสามารถซึมซับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเมืองสุรินทร์ในอดีต จนมาเป็นจังหวัดสุรินทร์ปัจจุบัน 
       4. ชาติพันธุ์วิทยา เนื้อหาจะกล่าวถึงประชากรในจังหวัดสุรินทร์ ที่ประกอบด้วยชน กลุ่มใหญ่ คือ ชาวกูย กลุ่มชนที่มีความสามารถในการจับและฝึกช้าง ชาวเขมร กลุ่มชนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุรินทร์มานานแล้ว ชาวลาว กลุ่มชนที่อพยพเข้ามาอยู่หลังสุด และชาวไทยโคราช เป็นชนที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่แถบจังหวัดนครราชสีมา ในการจัดแสดง จะจำลองให้เห็นวิถีชีวิตของคนกลุ่มต่างๆ โดยการจำลองบ้านเรือน หุ่นจำลองการประกอบพิธีกรรมของชาวไทยกูย ไทยเขมร ภาพถ่ายและภาพวาดเกี่ยวกับขนบประเพณี และสภาพความเป็นอยู่ของชาวไทยลาวและชาวไทยโคราช ซึ่งจะสื่อถึงสภาพวิถีชีวิต ลักษณะเด่นทางวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชน ที่ประกอบกันเป็นคนสุรินทร์ในปัจจุบันนอกจากนี้ ยังมีข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องบรรจุอยู่ใน Computer Touchscreen ให้ศึกษาค้นคว้าได้โดยละเอียด 
       
5. มรดกดีเด่น เนื้อหาจะกล่าวถึงมรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัดสุรินทร์ที่โดดเด่น และเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป คือ งานศิลปหัตถกรรม ได้แก่ การทำเครื่องประดับเงินและการทอผ้าไหม ศิลปการแสดงพื้นบ้าน ได้แก่ การแสดงเรือมต่างๆ การละเล่นเจรียงแบบต่างๆ รวมถึงดนตรีพื้นบ้าน เช่น วงกันตรึม และการเลี้ยงช้าง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ในส่วนการจัดแสดง จะใช้หุ่นจำลอง ภาพถ่าย และวีดีทัศน์ เป็นสื่อให้เห็นถึงการผลิตและใช้ประโยชน์จากงานหัตถกรรม หุ่นจำลองและวีดีทัศน์เรื่องการจัดแสดงศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ฉากจำลองบรรยากาศหมู่บ้านเลี้ยงช้าง และวีดีทัศน์ ให้ผู้เข้าชมได้ทราบถึงมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นสุรินทร์ที่มีมาในอดีต และยังคงรับใช้ชุมชนอยู่ในปัจจุบัน โบราณวัตถุที่จัดแสดง จัดแสดงตัวอย่างพันธุ์พืชและสัตว์ เครื่องมือ เครื่องใช้สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ประติมากรรมและชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมเขมร อาวุธโบราณ เครื่องประดับเงิน ผ้าไหม ฯลฯ พิพิธภัณฑ์นี้เปิดทุกวัน เวลา 09.00-16.00 น. เว้นวันจันทร์-อังคาร และวันนักขัตฤกษ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 4451 3358 หรือ http://www.thailandmuseum.com


 



 

หมู่บ้านทอผ้าไหมยกทอง จันทร์โสมา
อำเภอเมือง จ.สุรินทร์

         หมู่บ้านทอผ้าไหมยกทอง จันทร์โสมา บ้านท่าสว่าง หมู่บ้านที่ได้รับการยกย่องว่า"ทอผ้าไหมหนึ่งพันสี่ร้อยสิบหกตะกอ" เมื่อครั้งทอผ้ายกทองทูลเกล้าฯถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จากการริเริ่มผลงานศิลปหัตกรรมของกลุ่มทอผ้ายกทอง"จันทร์โสมา" ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูการทอผ้ายกทองชั้นสูงแบบราชสำนักไทยโบราณ โดยมี อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นแกนนำและเป็นผู้รวบรวมชาวบ้านท่าสว่าง มารวมกลุ่มกันทำงานทอผ้ายามว่างจากงานไร่งานนา ด้วยการออกแบบลวดลายที่สลับซับซ้อนงดงามและศักดิ์สิทธิ์ ผสมผสานกันระหว่างลวดลายการทอแบบราชสำนัก กับเทคนิคการทอผ้าแบบพื้นบ้าน จนกลายเป็นผ้าทอที่มีความงดงามอย่างมหัศจรรย์และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ผลงานที่โดดเด่นของที่นี่คือการได้รับการคัดเลือกจากรัฐบาล ให้ทอผ้าสำหรับตัดเสื้อผู้นำและผ้าคลุมไหล่สำหรับคู่สมรสผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจที่มาร่วมประชุมผู้นำเอเปกเมื่อปลายปี 2546 จนเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในชื่อ"หมู่บ้านทอผ้าเอเปก"และรางวัล OTOP ระดับ ดาว ของประเทศ 
       ความโดดเด่นของผ้าไหมยกทอง "จันทร์โสมา" เกิดจากการเลือกเส้นไหมน้อยที่เล็กและบางเบานำมาผ่านกรรมวิธีฟอก ต้มแล้วย้อมสีธรรมชาติด้วยแม่สีหลักสามสีคือสีแดงจากครั่ง สีเหลืองจากแก่นแกแลและสีครามจากเมล็ดคราม สอดแทรกการยกดอกด้วยไหมทองที่ทำจากเงินแท้มารีดเป็นเส้นเล็กๆปั่นควบกับเส้นด้าย ใช้ตะกอเส้นพุ่งพิเศษที่ทำให้เกิดลายจำนวนตะกอมากกว่าร้อยตะกอ จนกระทั่งการวางกี่บนพื้นดินธรรมดามีความสูงไม่พอ ต้องขุดดินบริเวณนั้นให้เป็นหลุมลึกไป2-3 เมตร เพื่อรองรับความยาวของตะกอที่ห้อยลงมาจากกี่ให้เป็นระเบียบ ให้คนสามารถอยู่ในหลุมเพื่อสอดตะกอไม้ได้ด้วย เนื่องจากไม้ตะกอมีจำนวนมาก จึงต้องใช้คนทอถึง 4-5 คน คือจะมีคนช่วยกตะกอ 2-3 คน คนสอดไม้ คนและคนทออีก คน และความซับซ้อนทางด้านเทคนิคการทอ จะได้ผลงานเพียงวันละ 6-7 เซนติเมตรเท่านั้น 
การเดินทางจากตัวเมืองสุรินทร์ใช้เส้นทางหลวงชนบท สร.4026 ประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยางตลอด



วัดบูรพาราม
อำเภอเมือง จ.สุรินทร์

                 วัดบูรพาราม ตั้งอยู่ที่ถนนกรุงศรีใน ตำบลในเมือง ใกล้กับศาลากลางจังหวัด เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาสูงสุดของจังหวัด คือ หลวงพ่อพระชีว์ (หลวงพ่อประจี) เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ศอก สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาพร้อมกับวัดบูรพาราม นอกจากนี้ผู้มาเยือนยังได้แวะนมัสการรูปเหมือนหลวงปู่ดูลย์ อตุโลอีกด้วยวัดบูรพารามนี้เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี หรือในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีอายุประมาณ 200 ปี เท่ากับอายุเมืองสุรินทร์ สร้างโดยพระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง (ปุม) และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดบูรพารามขึ้นเป็นพระอารามหลวงตั้งแต่วันที่ กุมภาพันธ์  2520

 

 

อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง

ห้วยเสนง เป็นอ่างเก็บน้ำของโครงการชลประทาน อยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ไปทางถนนสุรินทร์-ปราสาท (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 214) ประมาณ 5 กิโลเมตร (บริเวณหลัก ก.ม. ที่ 5-6 ) แยกซ้ายมือไปางถนนริมคลองชลประทาน ประมาณ 4 กิโลเมตร ห้วยเสนงเป็นอ่างเก็บน้ำที่มีสันเขื่อนสูง สันเขื่อนเป็นถนนราดยาง เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองสุรินทร์ ภายในที่ทำการชลประทานมีพระตำหนักที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และมีที่พักให้นักท่องเที่ยวที่สนใจ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ หัวหน้าโครงการชลประทานจังหวัดสุรินทร์ อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง อ.เมือง จ.สุรินทร์ โทร. 044-511966

 
 
ปราสาทเมืองที 

ปราสาทเมืองที ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 1 ตำบลเมืองที ห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองทางทิศตะวันออกประมาณ 16 กิโลเมตร 

ตามเส้นทางสายสุรินทร์-ศีขรภูมิ (ทางหลวงหมายเลข 226) จนถึงบ้านโคกลำดวน แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าวัดจอมสุทธาวาส ปราสาทตั้งอยู่ภายในวัดทางด้านซ้ายมือ 

ปราสาทเมืองทีเป็นปราสาทแบบเขมรแห่งหนึ่งที่ได้รับการดัดแปลงในสมัยหลัง เช่นเดียวกับราสาทศรีขรภูมิ อ.ศรีขรภูมิ ปราสาทก่อด้วยอิฐ ฉาบปูน มี 5 หลัง สร้างรวมกันเป็นหมู่ คือ หลังหนึ่งอยู่ตรงกลาง และอีกสี่หลังอยู่ที่มุมทั้งสี่ ตั้งอยู่บนฐานอิฐอันเดียวกัน ปัจจุบันหักพังเหลือเพียง 3 หลัง คือ หลังกลาง หลังที่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ปรางค์ทั้งสามมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้สิบสอง หลังกลางมีขนาดใหญ่สุด ตั้งอยู่บนฐานสูง และมีบันไดทางขึ้นทั้งสี่ด้าน แต่ตัวเรือนธาตุตันทึบ ไม่มีประตูเนื่องจากการดัดแปลงในชั้นหลัง ส่วนหลังคาทำเป็นชั้นมี 3 ชั้น เลียนแบบตัวเรือนธาตุ ส่วนยอดบนหักหาย 

ปรางค์บริวารที่เหลือ 2 องค์นั้น มีขนาดและลักษณะเดียวกัน ทรงสอบมี 3 ชั้น ตัวเรือนธาตุแต่เดิมมีประตู มาก่อทึบในสมัยหลังเช่นเดียวกับปรางค์หลังกลาง จากแผนผังและลักษณะของสถาปัตยกรรม ปราสาทเมืองทีนับเป็นโบราณสถานเขมรอีกแบบหนึ่งที่นิยมสร้าง คือ มีปราสาทหลังกลางเทียบเท่าเขาพระสุเมค มีปรางค์มุมทั้งสี่ตามความเชื่อในลัทธิศาสนาหราหมณ์ แต่จะสร้างขึ้นเมื่อใดไม่อาจบอกได้ ด้วยไม่พบจารึกหรือลวดลายทางศิลปะที่สามารถเปรียบเทียบได้ 

ปราสาทยายเหงา 

ปราสาทยายเหงา ตั้งอยู่ที่บ้านสังขะ ตำบลสังขะ ห่างจากที่ว่าการอำเภอไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 4 กิโลเมตร อยู่ริมถนนสายโชคชัยเดชอุดม (ทางหลวงหมายเลข 24) ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 189 - 190 จะมีป้ายบอกทางจากถนนใหญ่เข้าไปเป็นทางลูกรังปนทราย ประมาณ 800 เมตร 
ปราสาทยายเหงาเป็นศาสนสถานแบบขอมที่ประกอบด้วยปรางค์ 2 องค์ ตั้งอยู่เรียงกันในแนวทิศเหนือ - ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก องค์ปรางค์ก่อด้วยอิฐ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลง มีการแกะสลักอิฐลวดลายเช่นที่กรอบหน้าบันเป็นรูปมกร (สัตว์ผสมระหว่างสิงห์ ช้าง และปลา) คาบนาค 5 เศียร   

จากลักษณะแผนผังของอาคารปราสาทยายเหงา น่าจะประกอบด้วยปรางค์ 3 องค์ ตั้งเรียงกัน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 2 องค์เท่านั้น ภายในบริเวณปราสาท พบกลีบขนุนยอดปรางค์ เสาประดับขอบประตู ฯลฯ แกะสลักจากหินทราย จัดแสดงไว้อย่างเป็นระเบียบบริเวณด้านหน้าปราสาท 

 
 

ปราสาทภูมิโปน 

ปราสาทภูมิโปน ตั้งอยู่ที่บ้านภูมิโปน ตำบลดม อำเภอสังขะ การเดินทางจากจังหวัดสุรินทร์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 2077 (สุรินทร์-สังขะ) ระยะทาง 49 กิโลเมตร จากแยกอำเภอสังขะเข้าทางหลวงหมายเลข 2124 (สังขะ-บัวเชด) ตรงต่อไปจนถึงชุมชนบ้านภูมิโปน ระยะทางอีก 10 กิโลเมตร จะเห็นปราสาทตั้งอยู่ริมถนนด้านซ้ายมือ 

ปราสาทภูมิโปนประกอบด้วยโบราณสถาน 4 หลัง คือ ปราสาทก่ออิฐ 3 หลัง และศิลาแลง 1 หลัง มีอายุการก่อสร้างอย่างน้อย 2 สมัย ปราสาทก่ออิฐหลังใหญ่และหลังทางทิศเหนือสุด นับเป็นปราสาทแบบศิลปะเขมรทีมีอายุเก่าที่สุดในประเทศไทยคือราวพุทธศตวรรษที 13 ส่วนปราสาทอิฐหลังเล็กที่ตั้งตรงกลางและปราสาททีมีฐานศิลาแลงด้านทิศใต้นั้นสร้างขึ้นในสมัยหลัง 

ปราสาทภูมิโปนคงจะสร้างขึ้นเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ไศวนิกายเช่นเดียวกับศาสนสถานอื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน แม้จะไม่พบรูปเคารพซึ่งควรจะเป็นศิวลึงค์อยู่ภายในองค์ปรางค์แต่ที่ปรางค์องค์ใหญ่ยังมีท่อโสมสูตร คือท่อน้ำมนต์ที่ต่อออกมาจากแท่นฐานรูปเคารพในห้องกลางติดอยู่ที่ผนังในระดับพื้นห้อง 

 
 

ปราสาทศีขรภูมิ 

ปราสาทศีขรภูมิ (หรือปราสาทระแงง) ตั้งอยู่ทีตำบลระแงง อำเภอศีขรภูมิ ห่างจากอำเภอเมืองสุรินทร์ 34 กิโลเมตร ตามเส้นทางสุรินทร์-ศีขรภูมิ (ทางหลวงหมายเลข 226) ห่างจากที่ว่าการอำเภอศีขรภูมิไปอีกประมาณ 1 กม.

ปราสาทศีขรภูมิประกอบด้วยปรางค์อิฐ 5 องค์ องค์กลางเป็นปรางค์ประธาน มีปรางค์บริวารล้อมรอบอยู่ทีมุมทั้งสี่สร้างบนฐานเดียวกัน ก่อด้วยหินทรายและศิลาแลง ปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออกมีบันไดทางขึ้นและประตูทางเข้าเพียงด้านเดียวคือ ด้านทิศตะวันออกเช่นกัน

 ปรางค์ทั้ง 5 องค์ มีลักษณะเหมือนๆ กันคือ องค์ปรางค์ไม่มีมุข มีประตูทางเข้าเพียงด้านเดียว มีชิ้นส่วนประดับทำจากหินทรายสลักเป็นลวดลายต่างๆ ทั้งส่วนที่เป็นทับหลังเสาประดับกรอบประตู เสาติดผนัง และกลีบขนุนปรางค์ ส่วนหน้าบันเป็นอิฐประดับลวดลายปูนปั้น องค์ปรางค์ประธานมีทับหลังสลักเป็นรูปศิวนาฎราช(พระอิศวรกำลังฟ้อนรำ) บนแท่นมีหงส์แบก 3 ตัวอยู่เหนือเศียรเกียรติมุข มีรูปพระคเนศ พระพรหม พระวิษณุ และนางปารพตี (นางอุมา) อยู่ด้านล่าง เสาประตูสลักเป็นลวดลายเทพธิดาลายก้ามปูและรูปทวารบาล

ส่วนปรางค์บริวารพบทับหลัง 2 ชิ้น ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย เป็นภาพกฤษณาวตาร ทั้งสองชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นภาพพระกฤษณะฆ่าช้างและคชสีห์ ส่วนอีกชิ้นหนึ่งเป็นภาพพระกฤษณะฆ่าคชสีห์

 
 
จากลวดลายทีเสารและทับหลังของปรางค์ประธานและปรางค์บริวารทั้ง 4 องค์ มีลักษณะปนกันระหว่างรูปแบบศิลปะขอมแบบบาปวน (พ.ศ.1550-1650) และแบบนครวัด ( พ.ศ.1650-1700) จึงอาจกล่าวได้ว่า ปราสาทแห่งนี้คงสร้างขึ้นในราวกลางพุทธศตวรรษที 17 หรือต้นสมัยนครวัด โดยสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย และคงถูกดัดแปลงให้เป็นวัดในพุทธศาสนาตามที่มีหลักฐานการบูรณะปฏิสังขรณ์ในราวพุทธศตวรรษที่ 22 ในสมัยอยุธยาตอนปลาย

 ปราสาทศีขรภูมิเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 07.30-18.00 น. อัตราค่าเข้าชมชาวไทย คนละ 10 บาท ชาวต่างประเทศคนละ 30 บาท

 
หมายเหตุ:ปราสาทของจังหวัดสุรินทร์มีเยอะมากมายจึงนำมาเสนอเพียงเท่านี้

หมู่บ้านทำเครื่องเงิน 

ประเกือม เครื่องเงิน บ้านโชค คำว่าประเกือม เป็นภาษาเขมร ซึ่งใกล้เคียงกับภาษาไทยว่า ประคำ ใช้เรียกเม็ดเงิน เม็ดทองชนิดกลม ที่นำมาร้อยเป็นเครื่องประดับ ประเกือม สุรินทร์ เป็นลูกกกลมทำด้วยเงิน เช่นเดียวกับที่อื่นๆ แต่สิ่งที่แตกต่าง คือมีหลากหลายรูปแบบและลวดลาย เนื่องจากทำด้วยแผ่นเงินบางๆ ที่ตีเป็นรูปต่างๆ พร้อมกับอัดครั่งไว้ภายใน ทำให้สามารถแกะลายได้สะดวก

 

             

                   ประเกือมมีตั้งแต่ขนาดเล็กที่สุดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณครึ่งเซ็นติเมตร ไปจนถึงขนาดใหญ่ประมาณ 2.5 - 3 เซ็นติเมตร มีหลายลวดลาย เช่น ถุงเงิน หมอนแปดเหลี่ยม กรวย แมงดา มะเฟือง ตะโพน ฟักทองจารย์ (ตะกรุด) ส่วนใหญ่จำลองมาจากธรรมชาติ เช่น ลายตาราง ลายกลีบบัว ลายดอกพิกุล ลายดอกจันทร์ ลายพระอาทิตย์ ลายดอกทานตะวัน ลายตากบ ประเกือมส่วนใหญ่จะรมดำเพื่อให้ลายเด่นชัด ความสวยงามของประเกือมจึงอยู่ที่ลายที่แกะด้านนอก และความแวววาวของเนื้อโลหะเงิน

หมู่บ้านโชคตำบลเขวาสินรินทร์ กิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์ นับเป็นหมู่บ้านแรกที่ทำประเกือมขึ้น เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว เชื่อว่าสืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่อพยพมาจากเขมร โดยสมัยก่อนมีการทำทั้งเครื่องเงิน และเครื่องทองด้วย

บ้านโชคอยู่เลยบ้านทอผ้าไหมเขวาสินรินทร์เพียง 2 กิโลเมตร ดังนั้นที่บ้านผ้าไหมนอกจากจะมีผ้าไหมให้ซื้อแล้ว ยังมีประเกือมหลากรูปแบบเป็นกำไลข้อมือ สร้อยประคำ ที่ใช้ประเกือมแบบเดียวกันล้วนๆ หรือหลายชนิดผสมกัน หรือผสมกับวัตถุชนิดอื่นๆ เช่น มุก นิล ลูกปัดหิน ให้เลือกซื้อด้วย แต่ถ้าอยากชมการทำเครื่องเงิน ก็ต้องไปดูที่หมู่บ้านโชค ถ้าไม่ตรงกับงานเทศกาลหรือฤดูกาลทำนา ก็จะพบเห็นชาวบ้านทำประเกือมกันเป็นกลุ่มๆ ตามบ้าน

 

 

หมู่บ้านทอผ้าไหม 

ถิ่นผ้าไหม บ้านสวาย บ้านจันรม บ้านเขวาสินรินทร์ ผ้าไหมที่นี่เด่นด้วยลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากเขมร ลายดอก ลายขิด มัดหมี่จึงไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังนิยมใช้ไหมหนึ่งหรือไหมน้อยที่เขมรเรียกว่า"โชคซัก"เป็นไหมเส้นเล็กละเอียด นุ่ม เงางาม มีคุณภาพดีที่สุด ซึ่งกว่าจะได้ต้องสาวไหมจากเปลือกไหมที่มีปุ่มปนมาก เรียกว่าไหมสาม ไหมสอง เสียก่อนจะมาเป็นไหมหนึ่ง

การทอผ้าไหม

 

ส่วนการย้อมสีใช้สีธรรมชาติ เช่นสีแดงจากเปลือกประดู่ ครั่ง รากยอป่า มะไฟ สีเหลืองจากหัวขมิ้นชัน รวมถึงการทอที่มีความแน่น ใช้ความประณีตละเอียดอ่อนในการทอ รวมถึงการผสมผสานลวดลายต่างๆ เข้าด้วยกัน หมู่บ้านที่เป็นแหล่งทอผ้าสำคัญคือ บ้านเขวาสินรินทร์ กิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์ บ้านจันรม ตำบลตาอ๊อง อำเภอเมือง และบ้านสวาย ตำบลสวาย อำเภอเมือง

ในหมู่บ้านผ้าไหมสุรินทร์นั้น ถือว่าผ้าโฮลเป็นผ้าไหมที่ดีที่สุด โฮล คือ ไหมมัดหมี่ แต่พิเศษแตกต่างจากมัดหมี่ทั่วไปตรงการคัดเลือกเส้นไหม การมัดย้อม การทอส่วนใหญ่ประกอบด้วยสีเทา แดง ขาว เขียว และเหลือง ว่ากันว่าผ้าโฮลของแท้นั้น ถ้านำไปรองน้ำ น้ำจะไม่รั่ว คนสุรินทร์แต่โบราณนิยมทอผ้าโฮลมอบไว้เป็นมรดกเฉพาะทายาทคนพิเศษที่สุด เนื่องจากต้องลงทุน ลงแรง และใช้เวลานานชาวบ้านมักนำมาใช้เฉพาะในโอกาสสำคัญๆ เช่น งานแต่งงาน งานบุญ เท่านั้น 

วนอุทยานพนมสวาย 

วนอุทยานพนมสวาย อยู่ห่างจากตัวจังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 22 กิโลเมตร (ถนนลาดยางสายสุรินทร์ - ปราสาท 14 กิโลเมตร และถนนผิวจราจรลูกรัง 8 กิโลเมตร) อยู่ในเขตพื้นที่ ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เป็นภูเขาเตี้ยๆ มียอดเขาอยู่ 3 ยอดที่ 1 มีชื่อว่ายอดเขาหญิง(พนมสรัย) ทางวัดได้จัดสร้างพระพุทธรูปองค์ขนาดกลางประดิษฐานบนยอดเขา ยอดที่ 2 มีชื่อว่ายอดเขาชาย(พนมเปราะ) เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสุรินทรมงคล ยอดที่ 3 มีชื่อว่าเขาคอก(พนมกรอล) มีศาลาอัฐมุขสร้างเป็นอนุสรณ์ฉลองครบรอบ 200 ปี แห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง และยังมีสถูปบรรจุอัฐิหลวงปู่ดุลย์ ซึ่งเป็นพระเถระสายวิปัสนากรรมฐาน ที่มีชื่อเสียง และเป็นที่เคารพนับถือของชาวสุรินทร์ 

 

บรรพบุรษชาวสุรินทร์ถือว่า วนอุทยานพนมสวาย เป็นสถานที่แสวงบุญ โดยการเดินทางไปขึ้นยอดเขาในวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 ของทุกปี ซึ่งเป็นวันหยุดตามประเพณีของชาวสุรินทร์มาแต่โบราณ มีการทำบุญตักบาตร และไปนมัสการพระพุทธบาทจำลอง สักการะสถูปหลวงปู่ดุลย์ อตุโล พระพุทธสุรินทรมงคล(นามพระราชทาน) และยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์

 

ตลาดการค้าช่องจอม

อำเภอกาบเชิง จ.สุรินทร์

       ตลาดการค้าช่องจอม ตั้งอยู่ที่บ้านด่านพัฒนา ตำบลด่าน ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ 69 กิโลเมตร หรือห่างจากตัวอำเภอกาบเชิง 13กิโลเมตร เดิมอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายห้วยทับทัน-ห้วยสำราญและประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตั้งแต่ 30 ธันวาคม2538 ฝั่งตรงข้ามด้านกัมพูชาเป็นชุมชนโอร์เสม็ด อำเภอสำโรง จังหวัดอุดรมีชัยช่องจอมเป็นเส้นทางข้ามแดนที่ใหญ่และสะดวกที่สุดของจังหวัดสุรินทร์
ที่จะไปยังกัมพูชา ทำให้มีการติดต่อสัญจรไปมาและซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชาวไทยและกัมพูชามาเป็นเวลาช้านาน และเป็นที่มาของแนวความคิดในการเปิดจุดผ่านแดนเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศตลาดแห่งนี้เปิดทำการค้าขายและสัญจรไปมาทุกวันเวลา 8.00-16.00 น. (อนุญาตให้ข้ามแดนเฉพาะคนไทยเท่านั้น) ประเภทสินค้ามีทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และสิ่งประดิษฐ์จากไม้ เช่น ม้านั่ง หัตถกรรมไม้ เสื่อสานไม้ไผ่ ตะกร้าสานต่าง ๆ 
       การเดินทาง ใช้เส้นทางสุรินทร์-ช่องจอม ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ 69 กิโลเมตร และห่างจากตัวอำเภอกาบเชิง 13กิโลเมตร

 

   

ประเพณีวัฒนธรรมและของชาวสุรินทร์

ขนบธรรมเนียมประเพณี
ภาษา ที่ใช้ในจังหวัด มีภาษากลาง เขมร ส่วย ลาว 
พิธีกรรม คือ มะม็วด เป็นพิธีกรรมที่สำคัญของคนไทยเขมรและไทยกูยในจังหวัดสุรินทร์ 
ชาวไทยเขมรใช้พิธีกรรมมะม็วด ชาวไทยกูยใช้พิธีกรรมแกลมอ-ออ ตามกาละและเทศะ แบบ คือ
       1.เป็นการเข้าทรงเพื่อรักษาผู้ป่วย เรียกขวัญผู้ป่วย เป็นการรักษาทางจิตที่ใช้เสียงเพลงกล่อม 
       2. เข้าทรงเพื่อการเสี่ยงทาย เป็นการปลอบขวัญให้ความทุกข์ของคนคลี่คลายลง 
       3. เข้าทรงเพื่อการบูชาครู 
นบธรรมเนียม ประเพณี ชาวสุรินทร์ส่วนมากจะยึดมั่นอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าแก่ โดยมีลักษณะเป็น 
       1.แบบฉบับของตัวเอง ซึ่งมีอิทธิพลมาจากเขมร ประเพณีดั้งเดิมที่น่าสนใจมีดังนี้ 
               1. พิธีแต่งงาน ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า "ซีจรู๊ก"แปลว่ากินหมูซึ่งใช้เรียกแบบกันเอง ถ้าเป็นพิธีการ เรียก " การ์ " การแต่งงานของชาวสุรินทร์นั้น ฝ่ายหญิงมีหน้าที่เพียงหาผ้าไหมไปไหว้ญาติของฝ่ายชายเท่านั้น นอกจากนั้น ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายจัดการทั้งหมด ปัจจุบันยังมีให้เห็นในชนบททั่วไป 
              2. ประเพณีสงกรานต์ เรียกตามภาษาพื้นบ้านว่า "แคแจด" แปลว่า "เดือนห้า" ประเพณีดั้งเดิมที่มีความเชื่อมาแต่โบราณว่าเป็นเทศกาลปีใหม่ ซึ่งถือเป็นเทศกาลหยุดพักผ่อนและมีงานรื่นเริงประจำปี จะเริ่มงานตั้งแต่วันขึ้น ค่ำ จนถึงวันแรม 15 ค่ำ เดือน 5เทศกาลนี้ประกอบด้วยการทำบุญตักบาตร การไปนมัสการพระพุทธบาทจำลองเขาสวาย การรดน้ำ การเล่นสงกรานต์ ควบคู่ไปกับการเรือมอันเร เรือมตรษ อันเป็นประเพณีรื่นเริงของชาวสุรินทร์
              3. ประเพณีสารท สารท เป็นนักขัตฤกษ์ที่เอิกเกริกสำหรับเมืองสุรินทร์ มีความเชื่อกันว่าผู้ที่ตายแล้ว จะต้องไปอยู่ที่ยมโลก เมื่อถึงวันแรม ค่ำ เดือน 10 วิญญาณก็จะได้รับอนุญาต ให้มาเยี่ยมลูกหลานในเมืองมนุษย์ การเดินทางอันแสนไกล ทำให้เหน็ดเหนื่อยหิวโซ ต้องแวะตามวัดต่างๆ เพื่อให้ได้รับส่วนบุญที่ลูกหลานอุทิศส่งไปให้ หากไม่ได้รับก็จะโกรธและสาปแช่ง หากได้รับก็จะอวยชัยให้พร ด้วยความเชื่อนี้จึงมีการเซ่นและทำบุญล่วงหน้าเพื่อให้ วิญญาณบรรพบุรุษได้เสวยบุญจะได้มีแรงมาเยี่ยมลูกหลาน จะมีการทำขนมข้าวต้มตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ และรุ่งขึ้น 15 ค่ำ ก็จะนำอาหาร ขนม ข้าวต้ม ไปทำบุญที่วัดเรียกว่า "ดาร" ตอนนี้เรียกว่า "เบ็นตูจ" ในวันแรม 14 ค่ำ จะมีการทำบุญ ครั้งใหญ่อีกครั้ง เรียกว่า " เบ็นทม" ซึ่งห่างจาก "เบ็นตูจ " 15 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่วิญญาณได้รับอนุญาตให้มาเยี่ยม ลูกหลาน ดังนั้นในช่วง 15 วันนี้จะมีประเพณีทำบุญให้ทานอย่างต่อเนื่องกันจนครบ 15 วัน เรียกว่า "กันสงฆ์" "จูนโดนตา" มีประเพณีอย่างหนึ่งคือก่อนถึง " เบ็นทม " บรรดาลูกหลานที่แต่งงานไปอยู่หมู่บ้านอื่น หรือที่อยู่ ต่างจังหวัดไกลแค่ไหนก็ตาม จะจัดหาของฝากไปเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุในตระกูล เป็นการแสดงความคิดถึง ความเคารพนับถือ ในวันแรม 14 ค่ำ ตอนเย็น มีการเลี้ยงดู เซ่นผี มีการเชิญคนเฒ่า คนแก่ไปร่วมเซ่น เรียกว่า "แซนโดนตา " 
               4. ประเพณีทอดกฐิน เริ่มงานตั้งแต่วันออกพรรษาถึงวันเพ็ญกลางเดือน 12 การทอดกฐินจังหวัดสุรินทร์ ต่างจากที่อื่นคือ เมื่อจะนำองค์กฐินไปทอดวัดไหนชาวบ้านจะช่วยกันทำถนนจนถึงวัด บางบ้านจะนำตุ่มน้ำตั้งไว้ให้ประชาชน ที่ไปทำบุญได้ดื่มกินถือว่าได้บุญมาก เมื่อทอดกฐินแล้วจะมีการบริจาคทรัพย์โดยการทิ้งทาน เป็นเงิน เสื้อผ้า และโยน มะพร้าว ผล ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่ มะพร้าวจะอาบน้ำมันให้ลื่น ใครแย่งได้ก็จะนำไปรับรางวัลกับเจ้าของงาน การแย่งทาน มะพร้าวเป็นเกมที่ครึกครื้นสนุกสนานมาก
                                                                      
เพลงและการละเล่นพื้นบ้าน 
      
       1. เพลงกันตรึม จะใช้ภาษาเขมร ไม่นิยมร้องเป็นเรื่องราวแต่จะคิดคำกลอนให้เหมาะกับงานที่เล่น หรือใช้บทร้องเก่าๆ ที่จดจำกันมา การเล่นกันตรึมจะมีผู้เล่นหญิง - ชายร้องโต้ตอบกัน มีการ ฟ้อนรำประกอบ 
       2. เจรียง เป็นการขับหรือออกเสียงทำนองเสนาะ ใช้กลอนสดเป็นส่วนใหญ่ในการขับขานนิทานชาดก และเกี่ยวกับพุทธศาสนา ตลอดจนบรรยายเหตุการณ์ในอดีตและปัจจุบัน 
       3. เจรียงเบริน เป็นการร้องโต้ตอบระหว่างชาย-หญิงเป็นทำนองลำโดยมีแคนเป็นเครื่องดนตรีประกอบ 
       4. เจรียงซันตูจ เป็นการละเล่นเกี้ยวพาราสีในงานเทศกาลหรืองานมงคลต่างๆฝ่ายชายจะใช้เบ็ด ที่มีขนมเป็นเหยื่อล่อหลอกหยอกล้อฝ่ายสาว 
      5. เรือมอันเร (ลูดอันเร) จะเล่นกันในวันหยุดสงกรานต์ อุปกรณ์ประกอบการเล่นประกอบด้วย สาก อัน ยาวประมาณ 2-3 เมตร ทำจากไม้เนื้อแข็ง ไม้หมอนรอง วางรองหัว - ท้าย สากสูง 
ประมาณ 3-4 นิ้ว



 6. กะโน้ปติงต็อง เป็นการละเล่นที่เลียนแบบลีลาท่าทางการเคลื่อนไหวของตั๊กแตนตำข้าว เป็นการเต้น เพื่อความสนุกสนานในวงมโหรี

 7. เรือมอายัย เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่ร้องโต้กลอนสดเกี้ยวพาราสีระหว่างหนุ่มสาวเมื่อร้องจบ แต่ละวรรค จะมีลูกคู่ร้องรับและมีเครื่องดนตรีบรรเลงรับ ท่ารำไม่มีแบบแผน นิยมเล่นใน  งานเทศกาลต่างๆ 
       8. เรือมตรษ (ตรุษ) เป็นการเล่นในเทศกาลสงกรานต์ คณะที่เล่นมีทั้งมีผู้รำและผู้ร้องผ่านมาตามบ้าน 
ต่างๆ ในหมู่บ้าน 
       9. ซาปดาน
 เป็นการรำประกอบเพลงกันตรึมซึ่ง มีความหมายว่าเลิกหรือหยุด 

ประเพณีการแต่งกาย
       
การแต่งกายของชาวสุรินทร์ เชื้อสายเขมร มีลักษณะคล้ายคลึงกับคนเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แทบทุกประเทศ นั่น คือ ผู้ชายนุ่งโสร่ง ผู้หญิงนุ่งซิ่น แต่ความแตกต่างอยู่ที่วัสดุที่ใช้ในการทำโสร่งหรือซิ่น ชาวสุรินทร์ นิยมใช้ไหม ในการทำสิ่งเหล่านี้ สตรีชาวสุรินทร์ ยามอยู่บ้านตามปกติจะนิยม ใส่ผ้าซิ่นไหมที่ทอสลับสีกัน ถ้าเป็นผ้าซิ่นสีเขียวขี้ม้าสลับขาว เรียกว่า ผ้าสระมอ ส่วนผ้าสีส้มสลับขาว เรียกว่า ผ้าสาคู แต่ถ้าหาก ไปงานสำคัญหรืองานพิธีต่างๆที่ต้องออกจากบ้าน มักนิยมใส่ผ้าซิ่นที่มีลักษณะ สวยงามเป็นพิเศษ เช่น ผ้าโฮล หรือผ้ามัดหมี่ ส่วนเสื้อจะเป็นเสื้อผ้าไหมที่ทอยกดอก และมีสไบเฉียงเป็นลายยกดอกด้วย 

ประเพณีโกนจุก
       ชาวสุรินทร์ ในอดีตนิยมไว้ผมให้กับเด็กๆ เนื่องจากมีความเชื่อว่า ผมจุกตรงกระหม่อมช่วยกันไม่ให้ กระหม่อมที่บาง โดนน้ำค้างซึ่งอาจทำให้เด็กเป็นหวัดได้ พออายุประมาณ 9,11,13 ขวบ ซึ่งโตแล้วต้องทำพิธีตัดจุกออกเสีย พิธีโกนจุกจึงมีขึ้น การเตรียมพิธีโกนจุกนั้นมีอยู่หลายอย่าง สิ่งแรก คือ ขนมชนิดต่างๆ ต่อมาก็มีบายศรี เมื่อทำบายศรีเสร็จก็เอาผ้าไหมใหม่ๆหุ้มห่อบายศรีนั้นไว้ ปะรำพิธีสำหรับพระสงฆ์ และเด็กขึ้น ทำพิธีโกนผม เป็นลักษณะเสาต้นกล้วยประกอบไม้ไผ่มีปลาย แหลมข้างบน พิธีจะเริ่มในตอนเย็น โดยนิมนต์พระสงฆ์ มาสวดมนต์เย็น ก่อนถึงเวลาสวดมนต์ จะจัดข้าวปลาอาหารสุกใส่ถาด มาเซ่นบอกผี ปู่ ย่า ตา ยาย ให้อวยพรให้ลูกหลานอายุมั่นขวัญยืน หลังจากนั้นแต่งตัวให้เด็กที่จะโกนจุกด้วยผ้านุ่งขาว มีผ้า ขาว เฉลียงบ่า อาจารย์จะเกล้าผมเด็ก เอาปิ่นปักผมให้ และมีกำไลจุกด้วย หลังจานั้นก็ใส่มงคล ซึ่งทำจากใบตาล ตัดแต่ง เป็นวงขนาดสวมหัวของเด็กพอดี ขณะที่สวมมงคลก็สวดคาถาไปพร้อมๆกัน ในปะรำพิธีนอกจากมี ต้นบายศรีแล้ว ยังมี "ประต็วล" (เป็นไม้ไผ่ผ่าซีกสานเป็นรูปร่างคล้ายกระดิ่งคว่ำหรือระฆังหงาย มีด้ามสั้นๆ สำหรับมัดติด กับเสา เอากระปุกน้ำใส่ ในนั้นเอากรวยห้า(ขันธ์ 5) ใส่ด้วยเชื่อว่าเป็นสถานที่รองรับพระพรหม ซึ่งเป็นเทพชั้นสูงไม่ลงถึงพื้นจึงต้องมีที่สถิตเพื่ออวยพร) มีกระเฌอข้าวเปลือก ใบขวาน ไข่ไก่ และ "บายปะลึง" (คือมีขันข้าว ไข่ไก่ น้ำตาลใส่ในขันเอาใบตองทำกรวยคว่ำครอบปิดไว้ มีใบตองที่ทำเสมือนธงยื่น ขึ้นไปด้วย และมีมะพร้าวอ่อนเตรียมไว้ด้วย) เมื่อแต่งตัวเด็กเสร็จ ก็พาไปนั่งที่ปะรำบนฟูกต่อหน้า "ปะต็วล แล้ว เอาข้าวปลาอาหาร เครื่องเซ่นปู่ย่าตายาย ทำการเซ่นบอกว่าลูกหลานจะทำพิธีโกนจุกแล้ว ขอบอกให้ทราบขอเชิญ มากินมาดื่มเถิด สักครู่ก็ยกออกไปเซ่นพระภูมิเจ้าที่ข้างล่าง บอกเชื้อเชิญเช่นกัน เมื่อเสร็จแล้ว ก็นำถาดกลับมาพร้อมสายสิญจ์ ที่ถือว่าตายายให้พรมาแล้ว เอามาผูกแขนเด็กก่อนนิดหนึ่ง อวยชัยให้พรว่า บัดนี้หนูโตแล้ว ต่อไปขอให้ช่วยพ่อแม่ทำงานจะได้ เป็นที่พึ่งของพ่อแม่เมื่อแก่เฒ่า เมื่อทำพิธีเสร็จ ก็กินข้าวปลาอาหาร เมื่อพระสงฆ์นิมนต์มาถึง ก็พาเด็กไปนั่งประนมมือฟังพระ สวดมนต์จนจบแล้วทำพิธีสู่ขวัญ เสร็จแล้วโห่ 3 ลา อาจารย์จะสวดมนต์ต่ออีกระยะหนึ่งเป็นเสร็จ

พิธีในวันนั้น ตอนเช้าวันโกนจุก จะแต่งตัวเด็ก ใหม่ คือแจกผมเป็น หย่อม เอาแหวนพิรอดที่ทำด้วยหญ้าแพรก วง มาผูกติด ผมจุก แล้วเกล้าจุกปักปิ่น สวมกำไลจุก สวมมงคล ทาแป้ง แต่งผ้าขาวทั้งชุด มีสร้อยคอทองคำ แหวนทองคำเต็มตัว เมื่อลงมา ถึงดิน อาจารย์ ว่าคาถา ขณะเดียวกันก็เดินวนประทักษิณเบญจา รอบ เสร็จแล้วก็พาขึ้นไปนั่งบนปะรำที่ทำลักษณะใบบัว พระสงฆ์ขึ้นตาม อาจารย์ขอสมาทานศีล 5 แล้วกล่าวคำให้สวดโกนจุก ในการทำพิธีโกนจุก จะให้เด็กนั่งตรงกลาง พระสงฆ์ ยืนทั้งสี่มุม มีบาตรน้ำมนต์ที่เอามาจากการสวดพระปริตตอนเย็น มีใบบัวลอยบนผิวน้ำในบาตร เมื่อตอนจะโกนจุกพระสงฆ์ สวดมนต์บทชยันโตฯ เป็นการสวดไม่ยาวนัก พระสงฆ์จะหยิบกรรไกรตัดแล้วนิดหนึ่ง แล้วโกนพอเป็นพิธี อาจารย์จะโกนต่อ จนเกลี้ยง โดยพระสงฆ์จะยังสวดมนต์และรดน้ำมนต์ต่อเนื่องเรื่อยๆจนเสร็จ ผมที่โกนเอาใบบัวรองรับแล้วเอาไปลอยสายน้ำ ที่ไหล บางคนเก็บเอาไว้บูชาก็มี

ประเพณีบวชนาค
         ชาวสุรินทร์ ทั้งเขมร ส่วย ลาว ล้วนนับถือพุทธศาสนาทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อลูกชายมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ก่อนจะ มีเหย้ามีเรือน พ่อแม่จะต้องจัดการบวชเพื่อให้ได้ศึกษาพระธรรมในพุทธศาสนาก่อน ซึ่งส่วนมากจะทำก่อนเข้าพรรษา สิ่งที่จะขาดไม่ได้ในสังคมเขมรคือการเซ่นบอกกล่าวแก่วิญญาณบรรพบุรุษ มีการจัดสำรับข้าวปลาอาหารไปทำพิธี จุดธูปเทียน เซ่นบอกผี การสู่ขวัญนาคเป็นอีกพิธีหนึ่งในการบวชนาค เป็นการเรียกขวัญให้มาสู่ตัวเจ้าขอ

สิ่งที่ใช้ประกอบ ในพิธีสู่ขวัญมีดังนี้

         1. ข้าวสาร ขัน

         2.กรวย ธูป คู่ เทียน คู่ และเงินตามที่อาจารย์ถือต่างกัน

         3.ฝาเต้าปูน อัน หรือ อันก็มี 

         4.ด้ายผูกแขน 

         5.บายปะลึง 

         6.บายศรีต้น

        เมื่อได้มาแล้ว เขาจะปูเสื่อเอาฟูกพับครึ่ง วางหมอนบนฟูก เอาผ้าขาวปูทับอีกชั้นหนึ่ง ให้นาคมานั่งบนฟูกพนมมือ ฟังอาจารย์สู่ขวัญ เนื้อหาการสู่ขวัญส่วนใหญ่จะเป็นการบอกกล่าวเทวดา อารักษ์ บอกถึงประวัติการบวชนาค การเชิญขวัญ บอกถึงความลำบากยากเย็นในการฟูมฟักเลี้ยงดูของบิดามารดา และอวยชัยให้พรในการบวช เมื่อสู่ขวัญมีการโห่ร้องเอาชัย ต้อนรับขวัญ ผูกแขนเรียกขวัญ มีการจุดเทียนชัยส่งเทียน ต่อกันวนขวา ไปรอบๆตัวนาค รอบ การทำขวัญ
นาคเป็นการ อบรมผู้บวชอย่างหนึ่ง การแห่นาคไปบวช การบวชนาคนั้นนิยมบวชพร้อมๆ กันหลายๆคน การแห่นาคไปวัดจะใช้ช้างแห่นาคไป ซึ่งจะ แต่งแต้มตัวช้างอย่างสวยงาม การใช้ช้างในการแห่นาค บางครั้งเป็นการบ่งบอกถึงฐานะของผู้บวชด้วย

ประเพณีตรุษสงกรานต์ ตรุษสงกรานต์
                คือการทำบุญตามประเพณี ขึ้นปีใหม่ของชาวบ้านของไทย สำหรับชาวสุรินทร์เชื้อสายเขมร จะมีพิธีกรรม ดังนี้ ในวันแรม 13-14ค่ำ เดือน จะมีการหยุดทำกิจการงานทุกอย่าง ซึ่งเรียกว่า "ตอม" วัน เพื่อร่วมฉลอง วันขึ้นปีใหม่ ในวันขึ้น ค่ำ เดือน เป็นวันขึ้นเขาสวายเพื่อไปนมัสการพระพุทธรูปให้เป็นสิริมงคล และสาดน้ำ รดน้ำอวยพรผู้ใหญ่ ในช่วงวันหยุด วัน จะมีการละเล่นมากมาย อาทิ 
         
         1.เรือมตรษ เป็นการบอกบุญด้วยการร้องรำทำเพลง ซึ่งจะมีการจัดขบวนรำของหนุ่มสาว ไปตามบ้านต่างๆ เพื่อบอกบุญ เมื่อเจ้าของบ้านร่วมทำบุญแล้ว ก็จะมีการอวยชัยให้พร 

         2.การทำบุญหมู่บ้าน เมื่อเรือมตรษเสร็จแล้ว ก็จะมีการทำบุญหมู่บ้าน ก่อนถึงวันพิธีจะมีการก่อเจดีย์ทราย เพื่อเป็นสิริมงคลกับหมู่บ้าน มีการนิมนต์พระมาฉัน และมอบเงินที่ได้รับจากการเรือมตรษถวายวัด

        3.การเล่นสะบ้า ใช้เม็ดมะค่าโมง จำนวนข้างละ ๒๐๓๐ เม็ด ตั้งไว้ให้ฝ่ายตรงข้ามโยนลูกสะบ้าให้โดนล้ม ถ้าฝ่ายใดโยนล้มหมดก่อนจะเป็นฝ่ายชนะ และจะได้เข็กหัวเข่าผู้แพ้ 

ประเพณีบุญวันสารท(แซนโดนตา)

       เป็นการทำบุญเพื่อรำลึกถึงผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว และเพื่อแสดงความ กตัญญูต่อผู้หลักผู้ใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งมีขึ้นในช่วง วันขึ้น ๑๔๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐

ประเพณีโดนตา

        เป็นประเพณีหนึ่งที่มีความสำคัญที่ปฏิบัติทอดกัน มาอย่างช้านานของชนเผ่าเขมรเป็นการแสดงออก ถึงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ สะท้อนให้เห็นถึงความรักความกตัญญูของสมาชิกในครอบครัว โดนตา หมายถึง การทำบุญให้ยาย และตา หรือบรรพบุรุษที่ล่วงลัยไปแล้ว ตรงกับวันแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๑๐ ชาวเขมรถือว่า เป็นวันรวมญาติซึ่งทุกคนจะไปรวมกัน ณ บ้านที่จุดศูนย์กลางของครอบครัวโดยเฉพาะ บ้านของผู้ที่อาวุโส ที่สุดของครอบครัว ผู้ที่จะมาต้องเตรียมของเซ่นไหว้ เช่น ไก่ เนื้อ หมู ปลา ข้าวสาร ข้าวสวย กล้วย ผลไม้ ขนม กระยาสารท และข้าวต้มหางยาว ใส่กะเชอโดนตาเพื่อมาไหว้บรรพบุรุษของตนซึ่งส่วนใหญ่ จะประกอบพิธี ในช่วงบ่ายหรือตอนเย็น เริ่มจากผู้อาวุโสในครอบครัวทำพิธีเซ่นโดยกล่าวดังนี้ เครื่องเซ่นไหว้ "นะโมเมนะมัสการ อัญจัญตีวดา นองสถานทินิแนะสถานตีปะเสง ๆ เออะตองมะเหสะสะเมืองแดนสะเตือลเนิวนองสถานตีวนิแนะสถานตีปะเสง ๆ ออย ตองขมอยมีบาโดนตา ไถงนิ ไถงก็เจีย เวลีย์ก็เบอ ขยมซมอัญจืญโจลโมรับเกรือง โฮบปซา กะนองเวลียนิปรอม ๆ คเนีย โฮบปซากระยาบูเจียกะนองเวลียนิออปรวม ๆ คเนีย (แล้วรดน้ำอัญเชิญพร้อมกล่าวว่า ) แม เอิว แยย ตา โมดอลเหย ออยเลียงใดเลียงจึงโมโฮบปซา แดลโกนเจารีบตะตูล เมียนสรา นมเนกเจกอันซอม กรุบกรึงเหยนา อัญจือโมโฮบปซาออยบอมโบร " (รออีกระยะประมาณ ๓-๔ นาที ก็รินน้ำ เหล้า น้ำส้ม โดยรินให้ครบ ๓ ครั้ง) ในช่วงเย็นก็จะนำกะเชอโดนตาไปวัดและค้างคืนที่วัดพอถึงเวลาประมาณตีห้าครึ่งจึงนำกระเชอไปเทที่หน้าวัด เพื่อทำทานให้ผีไม่มีญาติ สำหรับผู้ที่อยู่ทางบ้านจะเตรียม "บายบัดตะโบร" หมายถึง กระทงใส่ก้อนข้าวสุกจำนวน ๔๙ ก้อน(เนื่องจากเชื่อว่านางวิสาขาปั้นอาหารมาถวายพระพุทธเจ้า พระองค์ฉันเพียง ๔๙ เม็ด เท่านั้น) เพื่อนำไปถวายพระในตอนเช้า เสร็จพิธีแล้วจะนำบายบัดตะโบรไปใส่ไร่นา เพื่อให้เกิดความสิริมงคลข้าวปลาในไร่นาจะได้อุดมสมบูรณ์ต่อไป ขอขอบคุณ


 งานประจำปีที่ยิ่งใหญ่อลังการ
 
  งานช้างและกาชาดสุรินทร์  

   
                                                

ประวัติความเป็นมาของการแสดงช้างจังหวัดสุรินทร์ 

         บริเวณตอนเหนือของจังหวัดสุรินทร์ ในแถบตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม และตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี เป็นถิ่นที่อยู่ของชนพื้นเมืองชาว "กวย" หรือ "ส่วย" นิยมเลี้ยงช้างมาแต่โบราณกาล เพื่อนำไปใช้ในงานพิธีต่าง ๆ โดยเฉพาะที่บ้านตากลาง ตำบลกระโพ ซึ่งอยู่หากจากจังหวัดประมาณ 58 กิโลเมตร ชาวบ้านนิยมเลี้ยงช้างไว้เป็นจำนวนมาก จนมีผู้รู้จักบ้านตากลางในนามของหมู่บ้านช้าง หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ใกล้กับลำน้ำมูล และลำน้ำชี แต่เดิมพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่า มีความอุดมสมบูรณ์มาก
         เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2503นายวินัย สุวรรณ นายอำเภอท่าตูม ได้จัดงานแสดงช้างขึ้นที่บริเวณสนามบินเก่า อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ (ที่ตั้งโรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ในปัจจุบัน) เพื่อเฉลิมฉลองที่ว่าการอำเภอหลังใหม่ ในงานมีการแสดงขบวนแห่ช้าง การแข่งขันช้างวิ่งเร็ว การคล้องช้าง ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก มีการแพร่ภาพประชาสัมพันธ์ทั้งทางหนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์ ทำให้ชาวไทยและชาวต่างประเทศเกิดความสนใจเป็นอย่างมาก ในปีต่อมา อสท. (ททท.) จึงได้เข้ามาให้การสนับสนุน โดยร่วมกำหนดรูปแบบของการแสดง และนำนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาชมการแสดง
         ในปี พ.ศ. 2505 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้การจัดงานช้างเป็นงานประจำปีของชาติ และให้ส่วนราชการ สนับสนุน นายคำรณ สังขกร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ในสมัยนั้น พิจารณาเห็นว่า การจัดงานที่อำเภอท่าตูมไม่สะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยว จึงได้ย้ายสถานที่จัดงานมาจัดที่สนามกีฬาจังหวัดตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันนี้ .....

                                             

          จังหวัดสุรินทร์ขอเชิญท่านและญาติพี่น้อง ตลอดจนเพื่อนพ้องของท่านเดินทางมาร่วมงานช้างแฟร์ มหกรรมสินค้าและการแสดงพื้นเมือง ชมการแสดงของช้างอันตระการตาด้วยจำนวนช้างมากกว่า 200 เชือก และผู้ร่วมแสดงจำนวนนับร้อย

 

กำหนดการแสดงช้างของทุกปี
 

การแสดงเริ่มตั้งแต่เวลา 07.45-11.30 น. ราคาบัตรผ่านประตู 500 บ., 200 บ. และ 30 บ.

เวลา 07.30 น. ขบวนช้างเกิดใหม่ออกจากำแพงเมืองไปสู่บริเวณงาน

เวลา 08.00 น. ประธานกล่าวเปิดงานแสดงของช้าง และตีกลองชัย (เจ้าหน้าที่เป่าเสนงเกล) พร้อมทั้งมอบรางวัลแก่ลูกช้างเกิดใหม่

เวลา 08.30 น. เริ่มการแสดงช้าง

ฉากที่ 1 ::  "กวย" เป็นการแสดงให้เห็นสภาพชีวิตประจำวันของชาวบ้าน ประเพณีการเซ่นผีประกำ

ฉากที่ 2 ::  "จ่าโขลง" เป็นฉากที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นอยู่ ตามธรรมชาติของช้างที่ต้องมีผู้นำ คือ จ่าโขลง

ฉากที่ 3 ::  "จากป่ามาสู่บ้าน" เป็นฉากที่แสดงให้เห็นวิธีการคล้องช้าง หรือโพนช้าง และการฝึกช้างเพื่อใช้งาน

ฉากที่ 4 ::  "พระบารมีปกเกล้า" เป็นฉากขบวนพยุหยาตราทัพ ที่แสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพของพระมหากษัตริย์ในสมัย โบราณซึ่งได้ทรงปกครองบ้านเมืองให้เกิดความร่มเย็น เป็นสุข โดยถือว่าช้างเป็นสัตว์สำคัญในกองทัพ 

ฉากที่ 5 ::  "ประเพณีเมืองสุรินทร์" เป็นการแสดงให้เห็นถึงขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของชาวสุรินทร์

ฉากที่ 6 ::  "ฉลองพระ" เป็นการแสดงความสนุกสนานยินดี และเฉลิมฉลองดดยใช้ช้างแสดงความสามารถในการเล่นกีฬา และการแข่งขันต่าง ๆ

ฉากที่ 7 ::  "ฉากอำลา" เป็นการแสดงการอำลาของช้าง และผู้แสดง ด้วยความรักและคิดถึง

เวลา 11.30 น. นักท่องเที่ยวนั่งช้างรอบสนามแสดงช้าง นอกจากจะจัดให้มีการแสดงช้างแล้ว จังหวัดยังจัดให้มีงาน

ช้างและงานกาชาดสุรินทร์เพื่อเฉลิม ฉลอง ถือเป็นงานรื่นเริง และงานประจำปีของจังหวัด ณ บริเวณสนามกีฬา

ศรีณรงค์ ซึ่งอยู่ใกล้กับสนามแสดงช้าง โดยจัดขึ้นกลางเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี

 

  งานประเพณีแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน แข่งเรือปลอดเหล้า จังหวัดสุรินทร์ 

              จังหวัดสุรินทร์ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ อำเภอท่าตูม องค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ และเทศบาลตำบลท่าตูม กำหนดจัดงานประเพณีแข่งขันเรือยางชิงถ้วยพระราชทาน แข่งเรือปลอดเหล้า จังหวัดสุรินทร์ ประจำปี   ณ ลำน้ำมูล บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น และส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสุรินทร์รวมทั้งร่วมรณรงค์วาระสำคัญงานประเพณีไทยห่างไกลเหล้าเบียร์ กิจกรรมในงานประกอบด้วยการแข่งขันเรือยาวใหญ่ 50 ฝีพาย เรือยาวกลาง 40 ฝีพาย และเรือยาวเล็ก 30 ฝีพาย ขบวนอัญเชิญถ้วยพระราชทานฯ และขบวนเรือพยุหยาตรา (จำลอง) ขบวนพาเหรดช้าง และการแสดง/จำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์

           อำเภอท่าตูมเป็นชุมชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำมูลมากกว่า ๑๐๐ ปี เป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญในการคมนาคม ทางน้ำที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์ จึงทำให้มี ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมา ชาวท่าตูมมีความผูกผันกับแม่น้ำมูล มาโดยตลอดเป็นเวลาช้านาน โดยอาศัยแม่น้ำมูลเป็นแหล่งน้ำในการอุปโภคและบริโภคเพื่อการเกษตร การคมนาคม ดังนั้นในทุกปีชาวท่าตูมจะได้รำลึกถึงพระคุณของแม่น้ำมูล โดยร่วมกันฉลองหลังฤดูเก็บเกี่ยว ทุกหมู่บ้าน ริมแม่น้ำมูลได้ร่วมกันนำขบวนเรือยาวมาทอดกฐินร่วมกัน และนำเรือยาวมาร่วมแข่งขันกัน เพื่อความสนุกสนาน รื่นเริงและความสามัคคีของชาวท่าตูม และได้ดำเนินกิจกรรมดังกล่าวสืบทอดมาเป็นเวลาช้านาน ปัจจุบันชาวท่าตูม ได้จัดแข่งขันเรือยาวแระเพณีเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีให้คงสืบต่อไป โดยจัดแข่งขันประมาณเดือนตุลาคมของทุกปี ณ บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำมูล และเปิดโอกาสให้เรือยาว และกองเชียร์จากอำเภอท่าตูม ต่างจังหวัดมาร่วมแข็งขัน ชิงชัยเป็นจำนวนมาก



 ประเพณีแซนแซร

          ประเพณีแซนแซร เป็นประเพณีที่เกี่ยวกับการทำนา ก่อนที่จะลงมือทำนาในฤดูฝนแล้ว ชนชาวส่วยจะทำพิธีที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ แซนแซร์ "แซน" แปลว่า เซ่น "แซร" แปลว่า นา หรือ ที่นา การประกอบอาชีพทำนาของชนชาวส่วย จะขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศเป็นสำคัญ เนื่องจากการทำนาจะทำได้เพียงปีละ ๑ ครั้ง ดังนั การทำนาของชาวส่วย จึงต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก พิธีกรรมที่สำคัญคือการแซนแซร์การแซนแซร์ จะกระทำอยู่ ๓ ขั้นตอน คือ ๑ ทำก่อนลงมือปักดำ เรียกว่า " แองัย " (เอาวัน) "แองัย" เป็นการกำหนดวันที่จะลงมือปักดา หรือไถนาดะ โดยจะนำ เครื่องเซ่นไหว้ไปบอกเจ้าที่นาก่อน เพื่อให้เจ้าที่ได้รับทราบว่าจะลงมือปักดำแล้ว ๒ ทำหลักเสร็จสิ้นการปักดำ เป็นการบอกเจ้าที่ให้ช่วยดูแลต้นข้าว ให้เจริญงอกงาม ให้ได้ผลผลิตมาก ๆ ๓ ทำหลักการเก็บเกี่ยว เป็นการบอกขอบคุณเจ้าที่นา ที่ช่วยให้การทำนา ในครั้งนี้ได้ผลดี วัน เวลา ปฏิบัติในฤดูการทำนา และจะทำพิธีในตอนเช้า

อุปกรณ์ที่ใช้ในการแซนแซร
        ๑. ข้าวสุก ๑ จาน ๘. ไก่ต้ม ๑ ตัว 
   
        ๒. ข้าวต้มมัด ๔ มัด ๙. กล้วยสุก ๔ ผล วาง ๔ มุม

        ๓. ก้อนดิน ๑ ก้อน ๑๐. มัดกล้า ๑ มัด 

       ๔. เหล้าขาว และน้ำอัดลมอย่างละ ๑ ขวด ๑๑. น้ำเปล่า ๑ ขัน น้ำขมิ้น

        ๕. ผ้ายชุบขมิ้น ( เอาเรียกขวัญนาเจ้าของนา) ๑๒. ธูป เทียน 

        ๖. ไม้ไผ่ ( ทำเป็นทีปักข้าวตอก )เป็นสัญลักษณ์ดอกข้าว 

       ๗. ทำร้านโดยใช้ไม้ไผ่ หรือไม้อื่น ๆ ( ทำเป็น ๔ มุม เสา ๔ ต้น )

         คำที่ใช้เรียกขวัญข้าว เป็นภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คือภาษาส่วย กล่าวดังนี้ "เจาเยอ อะเวียซอ แอเวียซอดัวะ บิออนจิเนียเจาเนีย มอแนะ ออนบึนซอดาล ๆ ผู้ที่ปฏิบัติในการแซนแซร์ 

        1. เป็นเจ้าของนา

         2.คนแก่คนเฒ่า 

        3.คนอื่น ๆ ที่เจ้าของนามอบหมาย 

 การถือปฏิบัติ จะปฏิบัติทุกครั้งในฤดูทำนา เพราะถ้าไม่ปฏิบัติ จะทำให้เจ้าของนา หรือลูกหลานเจ็บไข้ หรือป่วยได้ 

        เจาเยอ แปลว่า มาเด้อมา (เป็นคำเรียกหา)

         อะเวียยซอ แปลว่า ขวัญข้าว

        แอ แปลว่า เอา

       บิออนจิเนีย แปลว่า ไม่ให้ไปไหน

        ดัวะ แปลว่า ไว้ เก็บไว้

        มอแนะ แปลว่า ปีนี้

       ออนบืนดาล แปลว่า ให้ได้มาก ให้ได้เยอะ ๆ


ประเพณีเซ่นผีปะกำ

           ส่วย กวย หรือกูย เป็นชื่อเรียกของชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีฐานะเป็นชนชาติมาแล้วในอดีต มีภูมิลำเนาและอาณาเขตการปกครอง ของตนเองเหมือนชาติอื่น ๆ มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนให้ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แคว้น อัตปือแสนแป ต่อมาได้เดินทางอพยพข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาทางตอนใต้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทยอละแยกย้านกันไปตั้งหลักแล่งในจังหวัดต่าง ๆ เช่น จังหวัดอุบลราธานี ศรีสะเกษ และจังหวัดสุรินทร์ บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วย ๑๕๗ ครอบครัว ชาวบ้านส่วนใหญ่คือ ชาวกวย เลี้ยงช้างที่ปฏิบัติสืบทอดมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นหมู่บ้านที่มีช้าง จำนวนมากว่าหมู่บ้านอื่น มีช้างประมาณ ๕๐ เชือก ทางราชการจึงกำหนดให้บ้านตากลาง เป็นหมู่บ้านช้างจังหวัดสุรินทร์ เป็นที่รู้จักแก่บุคคลโดยทั่วไปที่ได้ชม ประเพณีแสดงช้างจังหวัดสุรินทร์ ชาวบ้านตากลางได้ร่วมกันนำช้างของตนเข้าร่วมแสดงเป็นประจำทุกปี ชนชาวส่วยและการแต่งกาย ชนชาวส่วยหรือกูย มีความยึดมั่น และเคร่งครัดในประเพณีเป็นอย่างมาก มีความเชื่อเรื่องของผีสางเทวดา ไม่ลบหลู่สิ่งที่ตนเองเคารพบูชา ซึ่งในแต่ละครอบครัวจะมีผีซึ่งตนเองเคารพอยู่ประจำ ที่เราเรียกว่า "ผีปะกำ" ลักษณะความเป็นอยู่ของชนชาวส่วย โดยส่วนมากแล้วจะชอบอยู่เป็นกลุ่มโดยเฉพาะลูกหลานที่แต่งงานแล้ว จะแยกครอบครัวออกจากครอบครัวใหญ่ พ่อ - แม่ ก็จะสร้างบ้านในที่ติดกันกับบ้านหลังเดิม หรือไม่ก็ต่อชานเรือน ให้ลูกอยู่ จึงดูเป็นครอบครัวใหญ่ การประกอบอาชีพ ในอดีตชาวส่วยมีอาชีพสำคัญคือ การคล้องช้างป่ามาฝึก เพื่อขาย หรือนำช้างไปใช้งาน แต่ในปัจจุบัน อาชีพดังกล่าว ไม่มีอีกแล้ว แต่มีการฝึกช้างไปใช้ในการแสดง หรือการท่องเที่ยวมากกว่า และอาชีพที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ อาชีพทำนา และในเวลาที่ว่างจากการเก็บเกี่ยว ชาวส่วยจะนำช้างออกไปเร่ขายสินค้าที่ทำมาจากงาช้าง หรือขนหางช้าง เช่น แหวนงาช้าง กำไลงาช้าง น้ำมันช้าที่ผ่านการปลุกเสกพระงาช้าง เป็นต้น ซึ่งสามารถทำรายได้ให้กับชาวส่วยพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้ การเซ่นผีปะกำ จะกระทำก็ต่อเมื่อมีการไปคล้อง้าง พิธีแต่งงาน หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่คนในครอบครัวจัดให้มีขึ้น เพราะมีความเชื่อว่า ถ้าไม่ได้เซ่นผีปะกำของตนเองแล้ว จะมักให้มีอุปสรรคต่างๆ มากมาย แต่ถ้าได้เซ่นผีปะกำถูกต้องตามประเพณีแล้ว จะทำให้ชีวิตมีแต่ความสงบสุข และการกิจกรรมดังกล่าว จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี การประกอบพิธีเซ่นผีปะกำ ก่อนที่จะกระทำสิ่งไดก็ตาม เช่น การออกไปคล้องช้าง หรือการแต่งงาน จะต้องเซ่นผีปะกำก่อน


อุปกรณ์ที่ใช้ในการเซ่นผีปะกำ

         ๑.หัวหมู ๑ หัว พร้อมกับเครื่องในหมูทุกชนิด ๗.บุหรี่ ๒ มวน

         ๒.ไก่ต้มสุก ๑ ตัว ๘.ข้าวสวย ๑ จาน

        ๓.เหล้าขาว ๑ ขวด ๙.แกง ๑ ถ้วย

        ๔.กรวยใบตอง ๕ กรวย มีดอกไม้เสียบในกรวย ๑๐.ขมิ้นผง

        ๕.เทียน ๑ คู่ ธูป ๓ ดอก ๑๑.น้ำเปล่า ๑ ขัน

        ๖.หมาก ๒ คำ ๑๒.ด้ายผูกแขน


ประเพณีและวัฒนธรรม อำเภอท่าตูม 
        ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ ที่มีวัฒนธรรม ประเพณีที่ดีงาม ยึดถือปฏิบัติมาช้านานซึ่งมีหลายประเพณีที่มีความคล้ายคลึงกับที่อื่นๆ หากวิธีการปฏิบัติบางครั้งอาจ ไม่เหมือนกัน หรือมีความแตกต่างกันในบางอย่าง แต่ประเพณีต่างๆ เหล่านั้นก็ยังเป็นประเพณีที่ถือได้ว่า มีความสำคัญ เป็นอย่างยิ่งต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในเขตตอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ เป็นอย่างยิ่ง กรณีที่มีความเชื่อว่าเป็นดวงวิญญาณของบรรพบุรุษประจำหมู่บ้าน ที่ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองให้คนในหมู่บ้าน เกิดความร่มเย็น ปราศจากอันตราย จึงได้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ในวันสำคัญของประชาชนในเขตอำเภอท่าตูม เช่น ผีปู่ตา ผีปู่ตา หรือ ผีตาปู่ เป็นดางวิญญาณของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วที่คอยปกป้องคุ้มครอง ให้คนในหมู่บ้าน มีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ดังนั้น ผีปู่ตาจึงเปรียบเสมือนที่พึ่งทางใจของชาวบ้าน เมื่อได้รับ ความเดือดร้อน เช่น เจ็บป่วย พืชพันธุ์ธัญญาหารไม่อุดมสมบูรณ์ หรือทำมาค้าขายไม่ได้ดี ก็จะไป (บนบาน) เพื่อวิงวอนให้ให้เจ้าปู่ช่วยดลบันดาลให้ประสบตามความปรารถนา เมื่อได้ในสิ่งที่ปรารถนาแล้ว ผู้บนบานก็จะนำ อาหารคาวหวานมาแก้บน ด้วยเหตุนี้เอง ผีปู่ตา จึงเป็นสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ผูกพันกับการดำเนินชีวิต ของชาวอีสานโดยเฉพาะชาวอำเภอท่าตูม มาโดยตลอด ผีปู่ตา ยังเป็นแหล่งรวมจิตใจของผู้คนในชุมชน ไม่แบ่งแยกฐานะคนในสังคมว่า เป็นคนรวยหรือคนจนก่อให้เกิดความสามัคคีในชุมชนได้ ในแต่ละหมู่บ้าน จะสร้างศาลปู่ตา หรือเรียกว่า "ตูบปู่ตา" ไว้ประจำหมู่บ้านการสร้างศาลปู่ตามักจะสร้างบริเวณทางเข้าหมู่บ้าน หรือบริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่ พิธีกรรมการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์กับดวงวิญญาณ จะกระทำเป็นประจำ ทุกปีเรียกว่า"การเลี้ยงผีปู่ตา" โดยทั่วไปมักจะกำหนดข้างขึ้นเดือนหก ก่อนฤดูกาลทำนา ก่อนถึงวันพิธี ชาวบ้านจะไปช่วยกันถากถางทำความสะอาดบริเวณตูบปู่ตา สำหรับผู้ที่จะไปไหว้ จะต้องนำเครื่องเซ่นไว้ เช่น อาหารคาวหวาน ไก่ เหล้า ไปถวายปู่ตาพร้อมกับคนอื่น ๆ เมื่อได้เวลาอันสมควรหมอจ้ำ (ตัวกลางผู้ทำพิธี) จะจัดเตรียมเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น ถาด เสื่อ มีดดาบ ของ้าว เสื้อคลุม ไว้ในที่เหมาะสม การเริ่มพิธีบูชาเจ้าปู่ ชาวบ้านจะนำดอกไม้ ธูปเทียน ไปบูชา เจ้าปู่พร้อมทั้งกล่าวความสรุปได้ว่า "ประชาชนทุกคนในที่นี้เป็นลูกบ้าน ที่เปรียบเสมือนเป็นลูกหลานของเจ้าปู่ ได้พร้อมใจกันนำเครื่องเซ่นไว้มาถวายเจ้าปู่ ขอได้โปรดให้เจ้าปู่รับของถวาย ของเหล่านี้ด้วย พร้อมทั้งขอให้ลูกหลานในที่นี้ได้มีโอกาสชื่นชมบารมีอภินิหารของเจ้าปู่ ขอให้เจ้าปู่เข้าซูน (เข้าร่าง) หมอจ้ำ" เมื่อเจ้าปู่เข้าซูมแล้วหมอจ้ำจะเดินพูดคุยกับชาวบ้านด้วยเรื่องราวต่างๆ นาๆ ตามแต่ชาวบ้านจะซักถาม เช่นเรื่องเจ็บป่วยต่าง ๆ ของหาย ฟ้าฝนจะตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่ ตลอดจนการกลับมาของญาติที่จากไปนาน จึงนับได้ว่าเป็นโอกาสที่มนุษย์ได้ติดต่อกับดวงวิญญาณ จาการพิจารณาอากัปกริยาของหมอจ้ำ การจรรโลงไว้ซึ่งจารีตประเพณีของท้องถิ่นอันเนื่องด้วยพิธีกรรมต่างๆ อย่างมั่นคง คนทั่วไปอาจมองเห็นว่า ทางด้านความเชื่อ วิถีชีวิตขอองชาวอีสานได้เปลี่ยนแปลงไปจนแทบจะไม้เหลือร่องรอยวัฒนธรรมที่ดีงาม เหมือนในอดีตก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วชาวอีสานยังมีจิตใจสำนึกในการประพฤติปฏิบัติตามฮีต ((จารีต) สืบต่อกันมา ถึงแม้ว่าในการจัดพิธีกรรมต่างๆ จะต้องปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางวังคม เศรษฐกิจ และเวลาให้สอดคล้องกันเพื่อความเหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน แต่สังคมชนบทอย่างอำเภอท่าตูมยังสืบทอดมาจากพรรพบุรุษอย่างต่อเนื่องตลอดมาจนกระทั่งถึงปัจจบันอย่างไม่มีวันที่จะเสื่อมคลาย

ชื่อโรงแรม

ที่อยู่โรงแรมที่พัก

เว็บไซต์

อำเภอเมือง

กรุงศรี

๑๘๕ ถ.กรุงศรีใน (หน้าหอนาฬิกา) โทร. ๐ ๔๔๕๑ ๑๐๓๗๐ ๔๔๕๑ ๓๑๓๗ จำนวน ๓๑ ห้อง ราคา ๑๔๐-๓๕๐ บาท

กรุงศรี

ทองธารินทร์

๖๐ ถ.ศิริรัฐ โทร. ๐ ๔๔๕๑ ๔๒๘๑-๘ โทรสาร ๐ ๔๔๕๑ ๑๕๘๐ จำนวน ๒๒๐ ห้อง ราคา ๑,๒๐๐-๖,๐๐๐ บาท

ทองธารินทร์

นิวโฮเต็ล

๖-๘ ถ.ธนสาร (ใกล้สถานีรถไฟ) โทร. ๐ ๔๔๕๑ ๑๓๒๒ โทรสาร ๐ ๔๔๕๓ ๘๔๑๐ จำนวน ๓๑ ห้อง ราคา ๑๘๐-๗๕๐ บาท

นิวโฮเต็ล

บุญเที่ยง แมนชั่น

๑๐/๑ ถ.เทศบาล ๔ ต.ในเมือง โทร. ๐ ๔๔๕๑ ๘๑๖๕-๗ จำนวน ๔๙ ห้อง ราคา ๒๕๒-๓๖๐ บาท

บุญเที่ยง แมนชั่น

เพชรเกษม

๑๐๔ ถ.จิตรบำรุง โทร. ๐ ๔๔๕๑ ๑๒๗๔๐ ๔๔๕๑ ๑๗๔๐ จำนวน ๑๔๖ ห้อง ราคา ๕๙๐-๕,๕๐๐ บาท

เพชรเกษม

มณีโรจน์

๑๑/๑ ซ.ปอยตังกอ ถ.กรุงศรีใน โทร. ๐ ๔๔๕๓ ๙๔๗๗-๙ โทรสาร ๐ ๔๔๕๓ ๙๔๗๕ จำนวน ๗๒ ห้อง ราคา ๖๐๐ บาท

มณีโรจน์

เมมโมเรียล

๑๑/๑ ซ.ปอยตังกอ ถ.กรุงศรีใน โทร. ๐ ๔๔๕๓ ๙๔๗๗-๙ โทรสาร ๐ ๔๔๕๓ ๙๔๗๕ จำนวน ๗๒ ห้อง ราคา ๖๐๐ บาท

เมมโมเรียล

เลอเบียง รีสอร์ท

๔๕ ม.๗ ถ.สุรินทร์-บุรีรัมย์ ต.คอโค โทร. ๐ ๑๗๓๒ ๔๖๑๕๐ ๑๗๖๐ ๔๐๘๗ จำนวน ๑๒ หลัง ราคา ๘๐๐ บาท www.lebienr

เลอเบียง รีสอร์ท

สหกรณ์บริการพัฒนาอีสาน จำกัด

๑๐๐ ม.๔ กม.๑๔ ถ.สุรินทร์-สังขะ โทร. ๐ ๔๔๕๑ ๓๕๙๗ ราคา ๔๐๐-๕๐๐ บาท เรือนนอน ๓๐ บาท/คน

สหกรณ์บริการพัฒนาอีสาน จำกัด

สุรินทร์ มาเจสติก

๙๙ ถ.จิตรบำรุง โทร. ๐ ๔๔๗๑ ๓๙๘๐-๘๓ โทรสาร ๐ ๔๔๗๑ ๓๙๗๙ จำนวน ๗๒ ห้อง ราคา ๘๐๐-๒,๕๐๐ บาท

สุรินทร์ มาเจสติก

สุรินทร์แสงทอง

๒๗๙-๒๘๑ ถ.ธนสาร โทร. ๐ ๔๔๕๑ ๒๐๐๙ โทรสาร ๐ ๔๔๕๑ ๔๓๒๙ จำนวน ๑๒๕ ห้อง ราคา ๑๘๐-๕๐๐ บาท

สุรินทร์แสงทอง

ส่วนบริการหอพักนักศึกษา

ต.นอกเมือง โทร. ๐ ๙๔๒๘ ๔๗๑๑ โทรสาร ๐ ๔๔๕๑ ๐๐๓๔ (คุณรวิวรรณ รัตนสูรย์) จำนวน ๒๕๐ ห้อง ราคา ๓๕๐-๗๐๐ บาท

ส่วนบริการหอพักนักศึกษา

สวนปาล์ม รีสอร์ท

๒๓๔ ถ.สุรินทร์-บุรีรัมย์ ต.นอกเมือง โทร. ๐ ๔๔๕๓๙๔๕๖-๗ โทรสาร ๐ ๔๔๕๓ ๘๓๓๓ จำนวน ๔๘ ห้อง ราคา ๔๕๐-๕๐๐ บาท

สวนปาล์ม รีสอร์ท



 



 
 
 
Comments