เส้นทางการโคจรของดาวเทียมบนพื้นโลก

ในส่วนนี้เราจะมาศึกษาเส้นทางเคลื่อนที่ของดาวเทียมบนพื้นโลก หลายท่านอาจจะไม่เข้าใจว่าเส้นทางการโคจรของดาวเทียมบนพื้นโลกคืออะไร?

"เส้นทางการโคจรของดาวเทียมบนพื้นโลก ก็คือตำแหน่งของดาวเทียม (ในขณะเคลื่อนที่) ที่ถูกฉายลงมาบนพื้นโลก ดังแสดงในรูปที่ 1"

รูปที่ 1 ตัวอย่างเส้นทางการโคจรของดาวเทียมบนพื้นโลก
ที่มา http://www.reentrynews.com/26929.gif

คำถามที่อาจจะตามมาจากผู้ที่สงสัยว่า แล้วเส้นทางการโคจรของดาวเทียมบนพื้นโลกที่ว่านี้จะมีประโยชน์อย่างไร ซึ่งคงจะไม่ไช่การที่ให้ผู้อ่านได้ชมเส้นทางที่ดาวเทียมเคลื่อนที่หรือวิ่งไปมาเพียงเท่านั้น

หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่าเส้นทางการโคจรของดาวเทียมบนพื้นโลกมีประโยชน์อย่างมากต่อการวางแผนใช้งานดาวเทียมดวงนั้นๆ เนื่องจากเป็นเส้นทางเชิงกายภาพที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าดาวเทียมจะเคลื่อนผ่านพื้นที่หรือบริเวณใด ณ เวลาใด ประโยชน์ที่ว่าไม่ได้จำกัดเฉพาะในวงของการสำรวจหรือการถ่ายภาพเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการวางแผนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของรัฐ ไม่ว่าดาวเทียมดวงดังกล่าวเป็นของรัฐเราหรือไม่ หากแต่ว่าถ้าดาวเทียมดวงดังกล่าวเป็นของรัฐอื่นๆ แต่ถ้าเราทราบเส้นทางของดาวเทียมดวงนั้นแล้ว เราก็ย่อมที่จะหาทางป้องกันการจารกรรมได้

คำถามที่ตามมาว่าเราจะทราบเส้นทางของดาวเทียมดวงใดดวงหนึ่งได้อย่างไร ก็ต้องย้อนกลับไปพิจารณาในเชิงตรรกว่าเส้นทางดังกล่าวย่อมมีที่มาที่ไป แน่นอนที่สุดถ้าเราทราบค่าสมาชิกวงโคจรของดาวเทียมดวงหนึ่งได้ เราก็ย่อมที่จะคำนวณหาตำแหน่งและรวมไปถึงเส้นทางการโคจรของดาวเทียมดวงดังกล่าวได้อย่างแน่นอนที่สุด

ดังนั้นเนื้อหาในส่วนนี้เราจะเรียนรู้ในประเด็นต่างๆ ดังนี้
  • เรียนรู้ว่าทำไมเส้นทางการโคจรของดาวเทียมจึงมีรูปลักษณ์ดังภาพที่แสดงไว้ในข้างต้น
  • เรียนรู้และใช้เส้นทางการโคจรของดาวเทียมในการอธิบายว่า ทำไมพันธกิจแต่ละแบบนั้นจะใช้วงโคจรเฉพาะชนิด ไม่ได้ใช้ชนิดเดียวกันทั้งหมด
  • เรียนรู้และใช้เส้นทางการโคจรของดาวเทียมในการคำนวณหามุมเอียงและคาบเวลาสำหรับวงโคจรโดยตรง (direct orbit)
จากที่เราได้เรียนรู้มาแล้วว่า สมาชิกวงโคจรดาวเทียมทั้งหกตัวจะทำให้เราเห็นภาพวงโคจรดาวเทียมในอวกาศ ถึงตอนนี้เราจะลองมาพิจารณาวงโคจรดาวเทียมจากเส้นทางเคลื่อนที่ถูกฉายลงมาบนพื้นโลก สาเหตุหนึ่งก็เนื่องมาจากผู้ใช้ดาวเทียมจำนวนมากต้องการทราบว่าดาวเทียมดวงหนึ่งๆ จะเคลื่อนผ่านส่วนใดของโลก ณ เวลาหนึ่งๆ ที่ผู้คนเหล่านั้นสนใจ อาทิ ดาวเทียมตรวจวัดระยะไกลจะต้องเคลื่อนผ่านบริเวณที่ต้องการสำรวจอย่างแม่นยำ

การทำความเข้าใจในเส้นทางการโคจรของดาวเทียมนั้น จะคล้ายกับเส้นทางการเดินทางของเราที่เดินทางจากสถานที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง อาทิ จากกรุงเทพ ไปยังเชียงใหม่ ซึ่งไม่ว่าเราจะเดินทางโดยรถยนต์ (เส้นทางการเดินทางตามแผนที่) หรือ รถไฟ หรือ เครื่องบินนั้น อย่างไรก็ตาม เส้นทางการโคจรของดาวเทียมจะมีความซับซ้อนมากกว่า เนื่องจากดาวเทียมจะเคลื่อนที่เป็นวงรอบในแต่ละวงโคจร และในขณะเดียวกันโลกก็จะมีการหมุนรอบตัวเองอีกด้วย ดังแสดงในรูปที่ 2

รูปที่ 2 โลกหมุนรอบตัวเองด้วยอัตราประมาณ 1,600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ณ เส้นผ่านศูนย์กลาง
และในขณะเดียวกันดาวเทียมโคจรรอบโลก
ที่มา Seller, J.J., Understanding Space

จากจุดนี้เอง เริ่มมีนักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งคำถามว่า "เส้นทางการโคจรของดาวเทียมบนพื้นโลกจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร" (ณ เวลานั้นยังไม่ได้ปรากฏเป็นภาพในรูปที่ 1) เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ โดยในเบื้องต้นเราจะสมมุติว่าโลกไม่หมุนรอบตัวเอง เมื่อเรามองวงโคจรที่อยู่เหนือโลกที่ไม่หมุนนี้ เส้นทางการโคจรบนพื้นโลกจะเป็นไปตามเส้นวงกลมขนาดใหญ่ที่ดาวเทียมเคลื่อนที่รอบโลกดังแสดงในรูปที่ 2

เมื่อเรายืดโลกใบกลมออกและวางลงบนแผนที่ที่แบนราบ เส้นทางการโคจรของดาวเทียมบนพื้นโลกจะมีรูปลักษณะที่แตกต่างไป เพื่อให้เห็นภาพว่าทำไมการทำให้โลกแบนราบไปบนแผนที่นั้นจึงมีผลต่อรูปร่างของเส้นทางการโคจรของดาวเทียมบนพื้นโลก เราลองจินตนการให้กระป๋องน้ำอัดลมเป็นโลกของเรา เราจะพบว่าเส้นทางของวงโคจรบนกระป๋องน้ำอัดลมดังกล่าวเป็นไปตามภาพที่แสดงในรูปที่ 3

รูปที่ 3 วงโคจรรอบกระป๋องน้ำอัดลม (ที่ถูกสมมุติแทนโลก)
ที่มา Seller, J.J., Understanding Space

โดยจะเห็นได้ว่าวงกลมดังกล่าวตัดผ่านศูนย์กลางของกระป๋องน้ำอัดลม แต่เมื่อเราทำให้กระป๋องน้ำอัดลมดังกล่าวแบนราบ เรากลับพบว่าเส้นทางการโคจรที่ปรากฏบนกระป๋องน้ำอัดลมมีรูปร่างเหมือนกับรูปคลื่นสัญญาณซายน์ ดังแสดงในรูปที่ 4

รูปที่ 4 เส้นทางของวงโคจรที่ปรากฏบนกระป๋องน้ำอัดลมที่ถูกทำให้แบนราบ
ที่มา Seller, J.J., Understanding Space

สมมุติว่าโลกไม่หมุนรอบตัวเอง
ถึงตอนนี้ เราลองจินตนาการว่าเรากำลังเฝ้ามองดาวเทียมที่เคลื่อนผ่านเหนือศีรษะเรา เนื่องจากการที่เราสมมุติให้โลกไม่หมุนรอบตัวเอง ดังนั้นเส้นทางการโคจร(ที่ปรากฏบนกระป๋องน้ำอัดลมที่แบนราบ) ก็จะคงเป็นเช่นนั้นตลอดกาล โดยที่ดาวเทียมจะยังคงเคลื่อนผ่านตามเส้นทางดังกล่าวรอบแล้วรอบเล่า ดังแสดงรูปที่ 5 โดยไม่ว่าเราจะเปลี่ยนขนาดและรูปร่างของวงโคจร เส้นทางการโคจรบนพื้นโลกจะมีลักษณะเช่นเดิม

รูปที่ 5 เส้นทางของวงโคจรสำหรับกรณีที่โลกถูกสมมุติว่าไม่มีการหมุนรอบตัวเอง
ที่มา Seller, J.J., Understanding Space

โลกหมุนรอบตัวเอง
เมื่อเราย้อนกลับไปพิจารณาใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งนี้ให้โลกมีการหมุนรอบตัวเองตามความเป็นจริง เราจะพบว่าเส้นทางโคจรรอบที่สอง และรอบถัดๆไป จะปรากฏขึ้นทางทิศตะวันตกของเส้นทางโคจรก่อนหน้านี้ เราอาจจะมีคำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

รูปที่ 6 เส้นทางของวงโคจรสำหรับกรณีที่โลกหมุนรอบตัวเองตามความเป็นจริง
ที่มา Seller, J.J., Understanding Space

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากว่าระนาบวงโคจรของดาวเทียมที่อยู่ในอวกาศแทบจะไม่มีการเคลื่อน ซึ่งมีผลให้ดาวเทียมเคลื่อนอยู่ในวงโคจรเดิมในขณะที่โลกหมุนไปทางทิศตะวันออก ทำให้เส้นทางโคจรรอบที่สอง และรอบถัดๆไป จะปรากฏขึ้นทางทิศตะวันตกของเส้นทางโคจรก่อนหน้านี้ ดังแสดงในรูปที่ 6

คำนวณคาบเวลาการโคจรจากเส้นทางการโคจร
จากการที่โลกหมุนรอบตัวเองดัวยอัตรา 15 องศาต่อชั่วโมง (360 องศาใน 24 ชั่วโมง) หรือ 0.25 องศาต่อนาที ซึ่งเราสามารถใช้อัตราการหมุนดังกล่าวเป็นเสมือนนาฬิกาที่จะบอกเราให้ทราบเกี่ยวกับคาบเวลาของวงโคจร โดยการวัดว่าเส้นทางโคจรที่เคลื่อนไปทางทิศตะวันตกจากวงโคจรหนึ่งไปยังวงโคจรถัดไป ทั้งนี้เราจะกำหนดพารามิเตอร์ตัวใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า "ระยะระหว่างโนดที่เลื่อนไป ΔN " (nodal displacement) ในการหาค่าดังกล่าว เราจำเป็นที่จะต้องทราบค่าความแตกต่างทางลองจิจูดตามเส้นศูนย์สูตรจากจุดไต่ขึ้นของเส้นทางโคจรที่หนึ่งไปถึงจุดไต่ขึ้นของเส้นทางโคจรที่สอง ทั้งนี้กำหนดให้มีค่าเป็นบวกในทิศทางการเคลื่อนของดาวเทียม ดังนั้นระยะระหว่างโนดที่เลื่อนไป ΔN นี้ สำหรับหนึ่งวงโคจรจะเป็นค่าความแตกต่าง 360 องศาและลองจิจูดระหว่างจุดไต่ขึ้น ดังแสดงได้ตามสมการที่ 1

รูปที่ 7 กายภาพระยะระหว่างโนด(จุดไต่ขึ้นของเส้นทางโคจร)ที่เลื่อนไป เนื่องจากการหมุนของโลก
ที่มา Seller, J.J., Understanding Space

ΔN = 360 องศา - ลองจิจูดระหว่างจุดไต่ขึ้น
... (1)

ทั้งนี้ค่า ΔN เป็นค่าที่คำนวณได้จากอัตราการหมุนของโลกคูณกับคาบเวลาของวงโคจร ดังนั้นเราสามารถคำนวณหาค่าคาบเวลาของวงโคจรได้จากค่า ΔN

ตัวอย่างเบื้องต้นจากรูปที่ 7 ค่าความแตกต่างทางลองจิจูดตามเส้นศูนย์สูตรจากจุดไต่ขึ้นของเส้นทางโคจรที่หนึ่งไปถึงจุดไต่ขึ้นของเส้นทางโคจรที่สองมีค่า (150° – (-180°)) หรือ 330 องศา ดังนั้นค่า ΔN มีค่าเท่ากับ 30 องศา (คำนวณจาก 360° – 330°) จากค่า นี้ เราสามารถคำนวณคาบเวลาของวงโคจรดาวเทียมได้จาก

คาบเวลาของวงโคจรดาวเทียม = ΔN /(15° ต่อชั่วโมง)
... (2)

จากตัวอย่างข้างต้น คาบเวลาของวงโคจรดาวเทียมดวงดังกล่าวมีค่าประมาณ 2 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม สมการข้างต้นใช้ได้สำหรับวงโคจรแบบโดยตรงเท่านั้นที่มีคาบเวลาการโคจรน้อยกว่า 24 ชั่วโมง สำหรับวงโคจรแบบอื่นๆนั้น หลักการข้างต้นก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้แต่สมการจะเปลี่ยนไป

จากค่าคาบเวลาวงโคจร (P ) ที่คำนวณได้ เราสามารถคำนวณหาค่ากึ่งแกนหลัก ( , semi-major axis) ได้จาก

... (3)

โดยที่ เป็นค่าความโน้มถ่วงของโลก (3.986x105 km3/s2)

เมื่อขนาดของวงโคจรเพิ่มขึ้น ขนาดของค่ากึ่งแกนหลัก และค่า ΔN ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ที่เกิดเป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากยานอวกาศหรือดาวเทียมใช้เวลามากขึ้นในการโคจรครบหนึ่งรอบในขณะที่โลกหมุนอยู่ภายใต้วงโคจรดังกล่าว ในขณะที่วงโคจรใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ ΔN มีค่าใหญ่ขึ้นด้วย แต่เส้นทางการโคจรบนพื้นโลกปรากฏว่าหดลดลง

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน เรากำหนดให้วงโครที่มีคาบเวลาการโคจรสัมพันธ์กับการหมุนของโลก (geosynchronous orbit) มีคาบเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง ดังนั้นวงโคจรประเภทนี้จะมีเส้นทางการโคจรซ้ำรอยเดิมเป็นรูปเลข 8 (แสดงโดยวงโคจร D) ทั้งนึ้ความสูงของเลข 8 ดังกล่าวแสดงถึงค่ามุมเอียงของระนาบวงโคจรดังกล่าว แต่ถ้าระนาบวงโคจรไม่มีค่ามุมเอียงหรืออีกนัยหนึ่งก็คือระนาบวงโคจรอยู่บนระนาบเส้นศูนย์สูตรแล้วก็ (geostationary orbit) เส้นทางการโคจรจะปรากฏเป็นจุดบนเส้นศูนย์สูตร (แสดงโดยวงโคจร E)

รูปที่ 8 เส้นทางการโคจรบนพื้นโลกของวงโคจรต่างๆ
ที่มา Seller, J.J., Understanding Space

จากรูปที่ 8 วงโคจรและคาบเวลา

วงโคจร
คาบเวลา (ชั่วโมง)
A
2.67
B
8.00
C
18.00
D
24.00
E
24.00

วงโคจรค้างฟ้า และวงโคจรจีโอซิงโครนัส
วงโคจรค้างฟ้า (geostationary orbit) และวงโคจรจีโอซิงโครนัส (geosynchronous orbit) เป็นวงโคจรในลักษณะเดียวกันคือ มีคาบเวลาการโคจรสัมพันธ์กับการหมุนของโลก (24 ชั่วโมงโดยประมาณ) แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ระนาบวงโคจรค้างฟ้าจะอยู่ในแนวเดียวกับระนาบเส้นศูนย์สูตรโลก (มุม i มีค่าเป็นศูนย์) แต่ในขณะที่ระนาบวงโคจรจีโอซิงโครนัสจะทำมุมกับระนาบเส้นศูนย์สูตรโลก ดังนั้นเมื่อพิจารณาเส้นทางการโคจรบนพื้นโลกของวงโคจรจีโอซิงโครนัสจะปรากฏเป็นเลข 8 เนื่องจากค่ามุมเอียงของระนาบวงโคจร ในขณะที่เส้นทางการโคจรบนพื้นโลกของวงโคจรค้างฟ้าจะปรากฏเป็นจุดบนเส้นศูนย์สูตร ซึ่งเสมือนหนึ่งว่าดาวเทียมในวงโคจรดังกล่าวไม่เคลื่อนที่ (จริงๆแล้วเคลื่อนที่สัมพันธ์กับการหมุนของโลก) ซึ่งมีประโยชน์มากในแง่การสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า เมื่อเราติดตั้งระบบรับสัญญาณดาวเทียมและติดตั้งสายอากาศให้ชี้ไปยังดาวเทียมดวงดังกล่าวแล้ว ถึงแม้ว่าโลกจะหมุนไปเราไม่จำเป็นต้องหมุนหรือเคลื่อนสายอากาศอีกเลย

จากที่เราสามารถคำนวณหาค่าคาบเวลาวงโคจรได้จากเส้นทางการโคจรบนพื้นโลก ในทำนองเดียวกันค่ามุมเอียงของระนาบวงโคจรก็สามารถคำนวณได้จากเส้นทางการโคจรบนพื้นโลก

พิจารณาดาวเทียมที่โคจรในวงโคจรที่ระนาบวงโคจรมีมุมเอียง 50 องศา จากความเข้าใจของเราที่ได้ศึกษามาก่อนหน้านี้ในเรื่องมุมเอียงระนาบวงโคจรว่าเป็นมุมที่ระนาบวงโคจรทำมุมกับระนาบเส้นผ่านศูนย์กลางโลกนั้นมีค่าเท่ากับ 50 องศา แต่คำถามที่ตามมาก็คือละติจูดสูงสุดที่ดาวเทียมดวงดังกล่าวจะโคจรผ่านได้โดยตรงนั้นมีค่าเท่าใด คำตอบที่เรามักจะตอบกันก็คือ 50 องศา ซึ่งกล่าวได้ว่าละติจูดสูงสุดที่ดาวเทียมดวงใดๆ สามารถโคจรผ่านได้นั้นจะเท่ากับมุมเอียงของระนาบวงโคจร ดังแสดงในรูปที่ 9

รูปที่ 9 กายภาพแสดงละติจูดสูงสุดที่ดาวเทียมโคจรได้โดยตรงมีค่าเท่ากับมุมเอียงของระนาบวงโคจร
ที่มา Seller, J.J., Understanding Space

จากรูปที่ 9 จะเห็นได้ว่าสำหรับวงโคจรแบบโดยตรงแล้ว เมื่อดาวเทียมโคจรถึงตำแหน่งสูงสุดในซีกโลกเหนือ ตำแหน่งบนพื้นโลก(โดยตรง)ที่อยู่ภายใต้เส้นทางการโคจรบนเส้นละติจูดนั้นมีค่าเท่ากับมุมเอียงของระนาบวงโคจร

จากการพิจารณาตามข้างต้น เราสามารถใช้เส้นทางการโคจรบนพื้นโลกบอกเราเรื่องค่ามุมเอียงของระนาบวงโคจร

กรณีวงโคจรแบบโดยตรง (0° < i < 90°)
เมื่อเราหาค่าตำแหน่งบนซีกโลกเหนือหรือซีกโลกใต้บนเส้นทางการโคจรบนพื้นโลกได้แล้ว จากนั้นให้อ่านค่าละติจูด ค่าละติจูดที่มีค่ามากที่สุด จะมีค่าเท่ากับมุมเอียงของระนาบวงโคจร

กรณีวงโคจรแบบถอยหลัง (90° < i < 180°)
ในกรณีนี้ เราจต้องนำละติจูดที่มีค่ามากที่สุดลบด้วย 180 องศา จึงจะได้ค่ามุมเอียงของระนาบวงโคจร

นอกจากค่าคาบเวลาวงโคจรและมุมเอียงของระนาบวงโคจรแล้วที่เราสามารถคำนวณหาได้จากเส้นทางการโคจรบนพื้นโลก ในพันธกิจของดาวเทียมหรือยานอวกาศ การเลือกมุมเอียงของระนาบวงโคจรจะส่งผลต่อพื้นที่ครอบคลุมบนพื้นโลกของพันธกิจนั้นๆ อาทิ พันธกิจตรวจวัดระยะไกลโดยใช้ดาวเทียมโครงการหนึ่งที่ต้องการมองเห็นพื้นผิวโลกทั้งหมดในระหว่างที่ปฏิบัติภารกิจ ดังนั้นพันธกิจดังกล่าวจำเป็นที่จะเลือกวงโคจรที่มีมุมเอียงของระนาบวงโคจรเกือบ 90 องศา โดยดาวเทียมโคจรในทิศทางขั้วโลกเหนือ-ใต้

รูปที่ 10 เส้นทางการโคจรดาวเทียม 4 ดวงที่มีคาบเวลาเท่ากัน แต่มุมเอียงของระนาบวงโคจรแตกต่างกัน
ที่มา Seller, J.J., Understanding Space

จากรูปที่ 10 วงโคจร คาบเวลา และมุมเอียงของระนาบวงโคจร

วงโคจร
คาบเวลา (ชั่วโมง)
มุมเอียงของระนาบวงโคจร (องศา)
A
2.67
10°
B
8.00
30°
C
18.00
50°
D
24.00
85°

จากที่ผ่านมานั้น เราจะพิจารณาแต่วงโคจรแบบวงกลม ในส่วนนี้เราจะมาพิจาณาว่าค่าความรี (eccentricity) และตำแหน่งของเพอร์ริจีจะมีผลอย่างไรต่อรูปร่างเส้นทางการโคจรบนพื้นโลก โดยถ้าวงโคจรเป็นแบบวงกลม เส้นทางการโคจรบนพื้นโลกจะมีความสมมาตร แต่ถ้าวงโคจรเป็นแบบวงรีแล้ว เส้นทางการโคจรบนพื้นโลกจะเอียงไป โดยจะไม่เหมือนกันในส่วนของซีกโลกเหนือและใต้ ทั้งนี้ดาวเทียมจะเคลื่อนที่เร็วมากเมื่อเคลื่อนผ่านจุดเพอร์ริจี (จุดใกล้โลกที่สุด) และจะทำให้เส้นทางการโคจรผ่านเพอร์ริจีจะมีลักษณะแผ่ออก แต่เมื่อดาวเทียมกำลังเคลื่อนผ่านจุดอโพจี (จุดไกลโลกที่สุด) ดาวเทียมจะเคลื่อนที่ช้าลง และจะทำให้เส้นทางการโคจรผ่านอโพจีจะมีลักษณะบีบเข้าดังแสดงในรูปที่ 11

รูปที่ 11 เส้นทางการโคจรดาวเทียม 2 ดวงที่มีคาบเวลาเท่ากัน (9.3 ชั่วโมง)
และมุมเอียงของระนาบวงโคจร 50 องศา
ที่มา Seller, J.J., Understanding Space

จากรูปที่ 11 วงโคจรของดาวเทียมทั้งคู่มีค่าความรีสูง โดยวงโคจร A มีตำแหน่งเพอร์ริจี ณ ซีกโลกเหนือ ส่วนวงโคจร B มีตำแหน่งเพอร์ริจี ณ ซีกโลกใต้ ถ้าพันธกิจของโครงการดาวเทียมดังกล่าวเป็นการถ่ายภาพในตำแหน่งพื้นที่ของซีกโลกเหนือ วงโคจรแบบ A จะเป็นวงโคจรที่เหมาะสม
Comments