1.4. ระบบกล้ามเนื้อ

1.4 ระบบกล้ามเนื้อ

       ระบบกล้ามเนื้อ (The muscular system) เป็นระบบเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกายมนุษย์สามารถเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆ ทั้งเดิน วิ่ง เหยียด ยืดแขน และอื่นๆ ได้นั้นต้องอาศัยการทำงานของระบบกล้ามเนื้อและระบบกระดูกให้ทำหน้าที่ร่วมกันเสมอ กล้ามเนื้อจึงเปรียบได้กับเครื่องยนต์ซึ่งเป็นแหล่งของพลังงานกล ใช้ในการเคลื่อนไหว ของร่างกาย


กล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกาย

  • คุณสมบัติของกล้ามเนื้อ

          กล้ามเนื้อของคนเรามีคุณสมบัติ ดังนี้

          1.  ความรู้สึกต่อสิ่งเร้า (Irritability) กล้ามเนื้อสามารถรับและตอบสนองต่อสิ่งเร้าซึ่งเป็นคำสั่งจากสมองไปยังเส้นประสาท จนกว่าจะมีการหยุดคำสั่ง

          2.  การหดตัว(Contractility) เป็นสมบัติสำคัญของกล้ามเนื้อซึ่งเป็นการทำงานและการเคลื่อนไหว โดยอาศัยการเคลื่อนที่ของโปรตีน 2 ตัว คือ แอกทินและไมโอซิน

          3.  ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ (Muscle tone) หมายถึง การหดตัวของกล้ามเนื้อ โดยปกติแล้วกล้ามเนื้อบางส่วนมีความตึงเสมอ ตัวอย่างเช่นผู้ป่วยที่นอนบนเตียงนานๆ ความตึงตัวจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาจุลุกขึ้น จะลุกไม่ขึ้นหรือล้มต้องมีคนคอยพยุง ทั้งนี้เนื่องจากกล้ามเนื้อไม่มีความคงตัว

          4.หารยืดและคลายสู่สภาพเดิม(Extensibility and elasticity) โดยปกติแล้วกล้ามเนื้อจะมีความยืดหยุ่นคล้ายยาง และเตรียมพร้อมที่จะกลับไปสู่รูปร่างเดิม คุณสมบัตินี้ช่วยป้องกันการฉีกขาดของกล้ามเนื้อเมื่อมีแรงกระตุ้นมากๆและเมื่อมีการกระตุ้นเบาๆ กล้ามเนื้อก็สามารถหดตัวได้ เช่น กล้ามเนื้อเรียบที่พนังกระเพราะปัสสาวะสามารถยืดตัวได้มากเมื่อมีปัสสาวะเต็ม และจะหดตัวกลับสู่สภาพเดิมได้เมื่อปัสสาวะหมดไป

  • ประเภทของกล้ามเนื้อ

          กล้ามเนื้อในร่างกายของคนเราแบ่งเป็น 3 ประเภทตามที่อยู่ รูปร่าง ตำแหน่ง และการทำงาน ดังนี้

          1.กล้ามเนื้อลาย(striated muscle) เป็นกล้ามเนื้อที่เกาะติดกับกระดูก มีลักษณะเป็นแถบลายขาวๆดำๆสลับกัน เซลล์ของกล้ามเนื้อลายจะประกอบเป็นมัดยาวๆเซลล์หนึ่งมีหลานนิวเคลียส การทำงานของกล้ามเนื้อประเภทนี้ถูกควบคุมด้วยระบบประสาทส่วนกลาง สามารถให้บังคับทำงานตามคำสั่งได้ จึงเรียกกล้ามเนื้อประเภทนี่อีกชื่อหนึ่งว่า กล้ามเนื้อที่อยู่ภายใต้อำนาจจิตใจ(voluntary muscle)ซึ่งได้แก่ กล้ามเนื้อแขน กล้ามเนื้อขา


กล้ามเนื้อลาย

          2.กล้ามเนื้อเรียบ(smooth muscle)เป็นเซลล์กล้ามเนื้อที่มีลักษณะแบนยาวแหลมหัวแหลมท้ายแหลม ไม่มีลาย ภายในเซลล์มีนิวเคลียสอันเดียวอยู่ตรงกลางกล้ามเนื้อ ประเภทนี้จะควบคุมการเคลื่อนไหวของอวัยวะภายใน เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบขับถ่านปัสสาวะ และระบบสืบพันธุ์ กล้ามเนื้อประเภทนี้ถูกควบคมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ ร่างกายไม่สามารถควบคุมการทำงานได้ เพราะไม่ได้อยู่ในอำนาจของจิตใจ จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กล้ามเนื้อที่อยู่นอกอำนาจจิตใจ (involuntary muscle)เซลล์กล้ามเนื้อประเภทนี้ ได้แก่ ผนังกระเพราะอาหาร ผนังลำไส้ กล้ามเนื้อหูรูดที่ม่านตา


กล้ามเนื้อเรียบ

          3.กล้ามเนื้อหัวใจ(cardiac muscle)พบเฉพาะบริเวณหัวใจเท่านั้น เซลล์กล้ามเนื้อประเภทนี้มีลักษณะเป็นลายพาดขวาง และมีนิวเคลียสหลายอันเหมือนกล้ามเนื้อลาย แต่เป็นกล้ามเนื้อที่อยู่นอกอำนาจจิตใจ และถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติเช่นเดียวกับกล้ามเนื้อเรียบ


กล้ามเนื้อหัวใจ

  • การทำงานของกล้ามเนื้อยึดกระดูก

          กล้ามเนื้อที่เราเห็นโดยทั่วไปในร่างกายจะมีปลาย 2 ข้างสำหรับยึดเกาะที่กระดูก ปลายข้างหนึ่งอยู่ใกล้ลำตัวเรียกว่า จุดเกาะต้น (Origin) ปลายข้างนี้จะเคลื่อนไหวได้น้อยและมีขนาดเล็กบางครั้งจะแผ่เป็นแผ่นคลุมอยู่บนกล้ามเนื้อ เรียกว่า เอ็นแผ่น (aponeurosis) ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งจะอยู่ห่างจากลำตัวมาก และเคลื่อนไหวได้มากกว่า เรียกว่า จุดเกาะปลาย (insertion) จุดเกาะปลายมักมีลักษณะเป็นเอ็นสีขาว ซึ่งเรียกว่า เอ็นกล้ามเนื้อ (tendon)

          กล้ามเนื้อยึดกระดูกเป็นกล้ามเนื้อที่มีมากที่สุดในร่างกาย มีลักษณะเป็นมัดๆซึ่งแต่ละมัดจะประกอบด้วยหลายมัดย่อย แต่ละมัดย่อยจะประกอบด้วยเซลล์ที่มีลักษณะยาวเหมือนเส้นใยที่เรียกว่า เส้นใยกล้ามเนื้อ(muscle fiber)ภายในเส้นใยกล้ามเนื้อจะประกอบด้วยเส้นใยกล้ามเนื้อเล็กๆหรือเส้นใยฝอย(myofibrils)ที่มีลักษณะเป็นท่อนยาวเรียงซ้อนกันตามยาวเส้นใยกล้ามเนื้อแต่ละเส้นจะมีเยื่อหุ้มไว้และในเส้นในกล้ามเนื้อจะมีปลายใยประสาทแอกซอนปนอยู่ด้วย

          กล้ามเนื้อยึดกระดูกจะทำงานประสานกันเป็นคู่ๆโดยเริ่มทำงานพร้อมกันแต่ตรงกันข้ามกล่าวคือในขณะที่กล้ามเนื้อมัดหนึ่งหดตัว(มีลักษณะเป็นก้อนแข่งและหนาขณะออกแรงทำงาน)กล้ามเนื้ออีกมัดหนึ่งตจะคลายตัว(มีลักษณะอ่อนนุ่ม)มัดกล้ามเนื้อคู่นี้มีชื่อเรียกว่า ไตรเส็บ(triceps) ซึ่งอยู่ด้านบนและ ไตรเส็บ (triceps) ซึ่งอยู่ด้านล่างเมื่องอแขน

          ตัวอย่างการทำงานของกล้ามเนื้อยึดกระดูกที่เห็ดได้ชัด ได้แก่ กล้ามเนื้อแขน ซึ่งปลายข้างหนึ่งของกล้ามเนื้อจะยึดติดกับกระดูกแขนท่อนบน ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งยึดติดกับกระดูกแขนด้านล่าง ขณะที่งอแขนกล้ามเนื้อไตรเส็บจะหดตัว กล้ามเนื้อไตรเส็บจะคลายตัวสลับกันไป การทำงานประสานกันเรียกว่า แอนตาโกนิซึม (Antagonism) นอกจากนี้ยังมีคู่กล้ามเนื้อบริเวณโคนขาหัวไหล่และซะโพก ซึ่งทำงานแบบแอนจาโกนิซึมด้วย จึงทำให้คนเราสามารถงอเข่า ยกแขนและขาได้

 


ลักษณะกล้ามเนื้อที่ทำงานร่วมกันเป็นคู่ๆ


              กล้ามเนื้อลายที่ยึดติดกับกระดูกเป็นตัวช่วยให้ร่างกายของคนเราเคลื่อนไหวในลักษณะต่างๆได้ โดยการหดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อ ซึ่งในแต่ละเซลล์มีเส้นใยกล้ามเนื้ออัดแน่น เส้นใยเหล่านี้จะมีโปรตีน 2 ชนิดคือ ไมโอซิน(myosin) และแอกทิน(actin) เป็นองค์ประกอบหลัก เมื่อชั้นโปรตีนทั้งสองเลื่อนเข้าซ้อนกันจะทำให้เซลล์กล้ามเนื้อสั้นลงและหนาขึ้นด้วย กล้ามเนื้อสามารถหดตัวได้ราว 1 ใน 3 ของความยาวปกติ ยิ่งมีจำนวนเซลล์ที่กดตัวมากเท่าใด กล้ามเนื้อก็ยิ่งแข็งแรงและหนาขึ้นเพียงนั้น ถ้าลองงอข้อศอกและแกร็งแขนดูก็จะเห็นกล้ามเนื้อโคนแขน(biceps)ที่หดสั้นลง

              การทำงานของกล้ามเนื้อนั้นต้องอาศัยพลังงานซึ่งอยู่ในรูปของกลูโคส ที่ได้จากอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่เรารับประทานเข้าไป โดยอาจเป็นกลูโคสที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อเอง หรืออาจส่งมาจากส่วนอื่นของร่างกายที่ผ่านมาทางกระแสเลือดก็ได้ และในขั้นตอนการเปลี่ยนกลูโคสเป็นพลังงานนั้นต้องอาศัยออกซิเจนจากเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ผ่านมาตามกระแสเลือดด้วย

  • ความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ

          ความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ คือ การที่กล้ามเนื้อไม่หดตัวและคลายตัวได้ตามสมองสั่งการ ทั้งนี้เกิดจากไกลโคเจนในกล้ามเนื้อสลายตัวไปหมด อาหารและแก๊สออกซิเจนจากเลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงไม่พอ รวมทั้งไม่สามารถส่งของเสียที่เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อออกจากบริเวณนั้นได้ ทำให้กล้ามเนื้อไม่มีพลังงาน บางครั้งทำให้มีอาการที่เรียกว่า ตะคริว ซึ่งแก้ไขได้โดยนวดเบาๆ กระตุ้นให้ระบบหมุนเวียนทำงานมากขึ้น เลือดไปหล่อเลี้ยงบริเวณนั้นได้เร็วขึ้น อาจใช้น้ำมันนวดกล้ามเนื้อช่วยนวดเฟ้นด้วยก็ได้ อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กล้ามเนื้อเมื่อยล้าก็คือ เกิดกรดแลคติกและแอมโมเนียสะสมอยู่ในกล้ามเนื้อมากเกินไป เนื่องจากกล้ามเนื้อทำงานนานเกินไปโดยไม่หยุดพัก กรดแลคติกและแอมโมเนียสลายตัวไม่ทันจะสะสมในกล้ามเนื้อเป็นปริมาณมากถ้ากล้ามเนื้อได้ออกซิเจนจากเลือดเข้ามามากพอจะทำให้อาการเมื่อยล้าผ่อนคลายลงได้

          นอกจากนี้ความตึงเครียด ความวิตกกังวลก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายเมื่อยล้าและอ่อนเพลียได้เช่นกัน แต่เป็นการอ่อนล้าของระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกันดังนั้นหลังจากทำงานทั้งวันหรือออกกำลังกายมาใหม่ๆจำเป็นต้องพักผ่อนให้เพียงพอ

  • การเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อและการซ่อมแซม

          ปกติเมื่อทารกคลอดออกมา กล้ามเนื้อยังมีขนาดเล็ก ไม่แข็งแรง และควบคุมได้ไม่เต็มที่ แต่เมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหวเพิ่มมากขึ้น กล้ามเนื้อจะมีการเจริญเติบโตขึ้น โดยแขนขาที่เป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่จะเจริญเติบโตก่อน และเมื่อเด็กเริ่ม ยืน เดิน และวิ่ง จะช่วยให้กล้ามเนื้อเจริญเติบโตและทำงานประสานกันดียิ่งขึ้น จนเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่แข็งแรง ซึ่งกล้ามเนื้อของคนเราจะเจริญเติบโตและอยู่ในสภาพแข็งแรงที่สุดเมื่ออายุประมาณ 25 ปี ถ้าเรารับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังการอยู่เสมอก็จะสามารถคงสภาพความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อไปได้อีกนาน

           เซลล์กล้ามเนื้อเมื่อถูกตัดขาดจากกันเป็น 2 ส่วน เช่น กรณีเกิดอุบัติเหตุ ส่วนที่มีองค์ประกอบสำคัญในเซลล์อยู่จะสามารถซ่อมแซมสร้างส่วนที่ขาดหายไปเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ได้ แต่อีกส่วนหนึ่งจะค่อยๆเสื่อมสลายไป การเชื่อมต่อกันของบาดแผลบนมัดกล้าม ซึ่งมีเส้นประสาทและเลือดหล่อเลี้ยงอย่างสมบูรณ์จะซ่อมแซมโดยการแบ่งเซลล์ของเนื้อเยื่อยึดเหนี่ยวเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็อาจมีเซลล์กล้ามเนื้อที่ถูกทำลายสร้างส่วนของเซลล์ที่ขาดหายไปขึ้นมาใหม่ได้บ้างและอาจมีเซลล์พิเศษบางชนิดซึ่งปกติจะแทรกอยู่กับเนื้อเยื่อหุ้มมัดกล้ามเนื้อสามารถแบ่งเซลล์ได้หลายเซลล์กล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่ซึ่งมีไม่มากนัก ดังนั้นส่วนที่เกิดมาผสานกันจึงมีลักษณะคล้ายพังผืดยกเว้นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่ไม่มีศักยภาพในการซ่อมแซมส่วนที่ขาดหายไปขึ้นมาใหม่ได้ การซ่อมแซมกล้ามเนื้อหัวใจจึงเป็นหน้าที่ของเนื้อเยื่อยึดเหนี่ยวล้วนๆ

  • การบำรุงรักษาระบบกล้ามเนื้อ

          ระบบกล้ามเนื้อเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทุกสัดส่วนของร่างกายที่เป็นสิ่งสำคัญในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ของคนเรา เราจึงควรสร้างเสริมให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงและทนทานอยู่เสมอ

           แนวทางในการบำรุงรักษาระบบกล้ามเนื้อ มีดังนี้

       1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างเหมาะสมและเพียงพอ อาหารประเภทโปรตีนจะช่วยในการเจริญเติบโตและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หากเกิดภาวะขาดอาหารอย่างรุนแรงหรือประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อถูกทำลายในช่วงที่เข้าสู่วัยชรา อาจทำให้กล้ามเนื้อลีบเล็กลงไม่มีเรี่ยวแรงได้เพราะโปรตีนเป็นองค์ประกอบในเซลล์กล้ามเนื้อสลายตัว ส่วนอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะให้พลังงานแก่กล้ามเนื้อทำให้สามารถใช้กล้ามเนื้อในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้

       2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ได้แก่ การเพิ่มความแข็งแรงและทนทานของกล้ามเนื้อโดยการดึงข้อ วิดพื้นหรือการทำท่าลุกนั่ง การฝึกความคล่องแคล่วโดยการวิ่งกลับตัว วิ่งเก็บสิ่งของ รวมถึงการยืดเหยียดกล้ามเนื้อบริเวณต่าง ๆ และการออกกำลังกายและเล่นกีฬาอื่น ๆ ให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย การออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง อดทน และ เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว กล้ามเนื้อและเส้นใยกล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่และแข็งแรงขึ้น มีจำนวนเส้นเลือดฝอยกระจายอยู่ในกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น จึงมีแก๊สออกซิเจนไปสู่กล้ามเนื้อมากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น ทนทานขึ้น

       3. พักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยคลายความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ หลังจากที่เราต้องทำงานมาตลอดวันหรือหลังออกกำลังกาย

       4. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ เพราะการเคร่งเครียดหรือวิตกกังวลเป็นประจำจะทำให้กล้ามเนื้อแขน ขา หน้าตา มีการเกร็งตัวมากขึ้น จึงมักปวดกล้ามเนื้อตามคอ หลัง บางคนอาจปวดกระบอกตา เพราะกล้ามเนื้อรอบตาเกร็งตัว

เรียนรู้...สู่...ปฏิบัติ

           1. จับคู่กับเพื่อนระดมสมอง อธิบายการทำงานของระบบกล้ามเนื้อในขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหว โดยการยกแขนและยกขา แล้วบันทึกลงสมุดบันทึก

           2. จัดทำรายงานสรุปความรู้เรื่อง ระบบกล้ามเนื้อ แล้วนำมาอภิปรายร่วมกับเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน

           3. วางแผนการบำรุงรักษาระบบกล้ามเนื้อของร่างกายตนเองในด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการพักผ่อน แล้วนำแผนนั้นไปปฏิบัติจริง

แหล่งสืบค้นความรู้

           นักเรียนสามารถค้นคว้าความรู้เรื่อง ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เพิ่มเติมได้จากการสอบถามครู อาจารย์ แพทย์ หรือนักศึกษาจากสื่อเอกสารทางวิขาการที่เกี่ยวข้อง และที่เว็บไซต์ http://th.wikpedia.org/wiki/ โดยสืบค้นคำว่า "ระะบบอวัยวะ"

สมาชิกกลุ่มที่ 1

1.นางสาว เวธกา   โชติวิวัฒนชัย เลขที่ 1 ตอน ก (30240) https://sites.google.com/site/30240wathaka

2.นางสาว พรพิมล   ใยดำ เลขที่ 5 ตอน ก (30289) https://sites.google.com/site/30289pornpimol

3.นางสาวณัชชา ศรีระสานต์ เลขที่ 16 ตอน ก (30443) https://sites.google.com/site/30443natcha

4.นางสาว ณัฐชยา พรมชัย เลขที่ 17 ตอน ก (30475) https://sites.google.com/site/30475natchaya 

Comments