เลือกไซต์นี้

เจ้าของไซต์

  • กฤติเดช อุรังคะมณี

363 วันนับตั้งแต่
สอบกลางภาค1/2556

กิจกรรมล่าสุดของไซต์

HOME‎ > ‎

ปัจจัยเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์


เรื่องที่ 1                  ปัจจัยเสี่ยงของสังคมที่มีต่อการมีเพศสัมพันธ์

                การมีเพศสัมพันธ์เกิดจากปัจจัยเสี่ยงของสังคม ทำให้เกิดปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน การสำส่อนทางเพศ  การข่มขืน การล่วงละเมิดทางเพศ การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ การทำแท้งและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันมีหลายรูปแบ ทั้งที่เกิดจากพฤติกรรมของตัวเอง หรือสภาพแวดล้อมรอบตัวเรานั้น        ซึ่งเราควรมีความเข้าใจและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นนั้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับตนเองในการใช้ชีวิตประจำวัน

                สังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีต่างๆ ทำให้พฤติกรรม การดำเนินชีวิตของบุคคลเริ่มเปลี่ยนแปลง บางครั้งก็รับเอาวัฒนธรรมสมัยใหม่มาใช้ในชีวิตมากขึ้น  เมื่อชีวิตมีความเปลี่ยนแปลง ก็ส่งผลให้ผู้คน สภาพจิตใจและสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย  เนื่องจากมีสิ่งเร้าและค่านิยมรูปแบบต่างๆ ให้เลือกปฏิบัติตามมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเหล่านี้อาจก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงและความไม่ปลอดภัย ที่พบบ่อยในสังคมคือการมีเพศสัมพันธ์โดยปัจจัยเสี่ยงของสังคมที่มีต่อการมีเพศสัมพันธ์นั้น ขอยกตัวอย่างที่สามารถเห็นได้ชัดเจน ดังนี้

1.สถานที่พักอาศัย

ที่พักอาศัยเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งต่อการมีเพศสัมพันธ์ กรณีไม่ได้อยู่กับพ่อแม่สถานที่พักอาศัยมีหลายประเภท เช่น หอพัก อพาร์ตเมนต์ แฟลต คอนโดมิเนียม ห้องเช่า บ้านเช่า บ้านญาติ เป็นต้น ที่พักอาศัยในลักษณะหลากหลายดังกล่าวข้างต้นนี้ นับเป็นปัจจัยเสี่ยงของสังคมประการแรกที่ก่อให้เกิดโอกาสเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น ซึ่งพักอาศัยอยู่ห่างไกลสายตาของพ่อแม่หรือผู้ปกครอง

การเลือกแหล่งที่พักอาศัยเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องศึกษาให้รอบคอบเพื่อดูความปลอดภัยว่าสถานที่พัก หรือบริเวณรอบๆที่พัก สภาพแวดล้อม การเดินเข้า-ออก หรือกรณีอื่นๆ มีความปลอดภัย ไม่เป็นแหล่งมั่วสุม มีกลุ่มวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อความปลอดภัยในรูปแบบต่างๆ มีสภาพแวดล้อมหรือบริเวณที่พักเปลี่ยว รกร้างไม่ค่อยมีผู้คนอาศัย ลักษณะต่างๆ เหล่านี้ควรนำมาพิจารณาในการเลือกสถานที่พักอาศัย โดยที่พักอาศัยที่มีความปลอดภัยเหมาะสมกับการอยู่อาศัย มีลักษณะดังต่อไปนี้

1.สถานที่สะอาด รอบๆ บริเวณโปร่ง โล่ง ไม่เป็นป่ารกทึบ หรือมีสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม
               2.มียามรักษาความปลอดภัย
               3.การเดินทางสะดวก ซอยไม่เปลี่ยว
               4.ไม่เป็นแหล่งมั่วสุมหรือมีกลุ่มวัยรุ่นนักเลง อันธพาล มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อความปลอดภัย
               5.มีบุคคลอาศัยอยู่ทุกหลังคาเรือน ไม่รกร้าง ไม่เสื่อมโทรม

2. การเที่ยวกลางคืน

                สถานที่เที่ยวกลางคืน มีหลายรูปแบบ เช่น บาร์ สวนอาหาร ไนต์คลับ ผับ อาราโอเกะ เป็นต้น สถานที่ดังกล่าวถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับวัยของนักเรียน โดยเฉพาะบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ควรเข้าไปเที่ยวในสถานเริงรมย์เหล่านี้เพราะผิดกฎหมาย
               สำหรับการเที่ยวหรือไปงานปาร์ตี้ งานเลี้ยงสังสรรค์ ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดในเวลากลางคืนย่อมถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของสังคมที่มีอิทธิพลต่อการมีเพศสัมพันธ์ประการที่สองด้วย การจัดงานปาร์ตี้มีหลายรูปแบบ อาจจัดเลี้ยงฉลองวันเกิด        สอบเสร็จ เรียนจบ สอบติด เพื่อพบปะสังสรรค์ พูดคุยรับประทานอาหาร การไปเที่ยวกลางคืนนั้นมีปัจจัยเสี่ยงจากการพบปะผู้คน การเดินทาง สภาพแวดล้อม รวมถึงลักษณะของงานหรือสถานที่ในการจัดงานก็มีความสำคัญด้วย ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัย และเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ดังนี้

                1.งานเลี้ยงที่มีผู้คนมากมาย ซึ่งเราไม่อาจรู้จักหมดทุกคน ทำให้ไม่รู้ว่าใครเป็นอย่างไร
                2.สถานที่จัดงานที่มีการมั่วสุม เป็นห้องทึบ มืดมากเกินไป
                3.การเดินทางในเวลากลางคืนเป็นอันตราย เนื่องจากมืด และมีคนเดินทางไม่มากนัก
                4.เสี่ยงจากการรับประทานอาหารอาจถูกมอมยาในอาหารและเครื่องดื่มจากผู้ไม่หวังดี
                5.มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้เมาหรือขาดสติ ควบคุมตัวเองไม่อยู่
                6.การแต่งกายในการไปเที่ยว หรือไปงานเลี้ยง อาจล่อแหลม และดึงดูดความสนใจจากคนทั่วไป
                ดังนั้น หากนักเรียนได้เรียนรู้ถึงปัจจัยเสี่ยงและความไม่ปลอดภัยดังกล่าวแล้ว ยังต้องการหรือมีความจำเป็นที่ต้องไปงานเลี้ยงสังสรรค์ประเภทต่างๆ ในเวลากลางคืน ก็ควรจะระมัดระวังตัว หรือ มีแนวทางในกลางเที่ยวกลางคืนอย่างปลอดภัย ดังนี้
                1.พิจารณาว่าเป็นงานเลี้ยงเนื่องในโอกาสใด มีใครไปบ้าง
                2.หาเพื่อนไปด้วย ไม่ควรไปคนเดียว
                3.พิจารณาสถานที่จัดงาน ความเหมาะสมในการแต่งกาย ความสะดวกในการเดินทาง
                4.ระมัดระวังในการรับประทานอาหาร และเครื่องดื่มประเภทต่างๆ โดยเฉพาะที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
                5.บอกพ่อแม่ หรือผู้ปกครองก่อนทุกครั้ง ว่าจะไปไหนกับใคร
                6.ไม่ควรกลับดึก หรือควรหาเพื่อนร่วมทางที่รู้จักและไว้ใจได้กลับบ้านด้วย
                7.ไม่ควรไปเที่ยวต่อที่อื่นอีก

       3.การเที่ยวต่างจังหวัด

            การเที่ยวต่างจังหวัดเป็นกิจกรรมนันทนาการหรืองานอดิเรก เพื่อการพักผ่อนหรือคลายความเครียด อาจเป็นการสังสรรค์ระหว่างเพื่อนฝูง กิจกรรมระหว่างไปเที่ยวต่างจังหวัด ได้แก่ เข้าค่าย พักแรม เดินป่า ดูนก ตกปลา ถ่ายภาพ ปีนเขา ล่องแพ เที่ยวน้ำตก ทะเล ชมปะการัง เป็นต้น
               การเที่ยวต่างจังหวัดเป็นปัจจัยเสี่ยงของสังคมที่มีต่อการมีเพศสัมพันธ์ประการที่สาม โดยมีลักษณะของความเสี่ยงเมื่อมองในเรื่องของการเดินทาง การพักอยู่อาศัย ซึ่งมักไปด้วยกันเพียงสองต่อสองทำให้เกิดความใกล้ชิดสนิทสนม รวมทั้งบรรยากาศที่อาจชวนให้เคลิ้ม ทำให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธได้ อาจก่อให้เกิดการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ตั้งใจได้ ไม่ว่าจะถูกหลอกลวงหรือเต็มใจก็ตาม ทำให้เกิดปัญหาขึ้นตามมาภายหลังได้ ดังนั้น จึงมีข้อเตือนใจในการไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยความปลอดภัยและสนุกสนาน ดังนี้

           1.ควรบอกให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองทราบ
           2.ควรชวนเพื่อนไปเที่ยวเป็นกลุ่มๆ และ อยู่ในกลุ่มเพื่อนเสมอไม่แยกตัวไปอยู่กันตามลำพังกับเพื่อนชายสองต่อสอง
           3.มีความระมัดระวังไม่เหลวไหลเคลิบเคลิ้มไปกับบรรยากาศ
           4.มีทักษะการปฏิเสธต่อสถานการณ์เสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์
           5.ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรพักค้างคืน ควรไปเช้ากลับเย็น จะเหมาะสมและปลอดภัยกว่า

  4.วันวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรัก

                วันวาเลนไทน์เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของวัยรุ่น และเป็นปัจจัยเสี่ยงของสังคมต่อการมีเพศสัมพันธ์อย่างหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันวัยรุ่นได้รับเอาวัฒนธรรมและค่านิยมทางตะวันตกมายึดถือและปฏิบัติตาม โดยการแสดงออกของความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ในรูปแบบต่างๆ ในบางกรณีเกิดความไม่เหมาะสมกับสังคมหรือวัฒนธรรมที่มีอยู่ ดังนั้นจึงถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งส่วนใหญ่มีแนวคิดในกรณีเพศสัมพันธ์กับวันวาเลนไทน์ ดังนี้ (สวนดุสิตโพล: สถาบันราชภัฏสวนดุสิต)

                1.วัยรุ่นให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์มากน้อยเพียงใด
                    ร้อยละ 61.64ให้ความสำคัญปานกลาง (ชายร้อยละ 50.71,หญิงร้อยละ 66.53)

                2.วัยรุ่นอยากฉลองวันวาเลนไทน์กับใครมากที่สุด
                    ร้อยละ 63.40 อยากฉลองกับแฟน/คนรัก (ชายร้อยละ 70.91,หญิงร้อยละ 60.00)

               3.วัยรุ่นเลือกทำกิจกรรมใดเป็นพิเศษในวันวาเลนไทน์

   ร้อยละ 35.61 ดูภาพยนตร์/ฟังเพลง (ชายร้อยละ 35.38,หญิงร้อยละ 35.71)
                   ร้อยละ 5.58 เที่ยวกลางคืน (ชายร้อยละ 9.06,หญิงร้อยละ 4.07)
                   ร้อยละ 3.72 เที่ยวต่างจังหวัด (ชายร้อยละ 2.92,หญิงร้อยละ 4.07)
                4.วัยรุ่นคิดว่าวันวาเลนไทน์เอื้อต่อการมีเพศสัมพันธ์มากน้อยเพียงใด
                   ร้อยละ 50.95 คิดว่ามีส่วนอยู่บ้างที่เอื้อต่อการมีเพศสัมพันธ์ (ชายร้อยละ 47.39,หญิงร้อยละ 52.54)
                   ร้อยละ 11.57 คิดว่ามีวันวาเลนไทน์มีส่วนมากที่เอื้อต่อการมีเพศสัมพันธ์ (ชายร้อยละ 47.39,หญิงร้อยละ 52.54)

                จากแนวคิดดังกล่าว วันวาเลนไทน์เป็นปัจจัยเสี่ยงประการหนึ่งต่อการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้น นักเรียนจึงควรรู้จักหลีกเลี่ยงและป้องกันตนเองจากสถานการณ์เสี่ยงดังกล่าวจากข้อแนะนำ ดังนี้
                1.ยึดมั่นและปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมที่ดีงามของไทย
                2.นำทักษะการปฏิบัติมาใช้ป้องกันตนเอง หรือเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์
                3.มีความระมัดระวัง มีสติ นึกถึงปัญหาที่จะตามมาภายหลัง รวมทั้งความรับผิดชอบต่อตนเองและครอบครัว
                4.กำหนดขอบเขตความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิทหรือคู่รักไว้อย่างชัดเจน
                5.ให้เกียรติซึ่งกันและกัน
5.สื่อเรื่องเพศ หรือสื่อลามก
                ปัจจุบันสื่อที่นำเสนอเรื่องเพศมีมากมายหลายรูปแบบ ซึ่งจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงของสังคมที่มีต่อการมีเพศสัมพันธ์ประการที่ห้า ได้แก่
                1.หนังสือหรือนิตยสารโป๊ ซึ่งมีภาพถ่ายของนางแบบชุดว่ายน้ำ โป๊เปลือยหรือหนังสือทั่วไปที่สอดแทรกเรื่องเพศ
                2.หนังสือการ์ตูนบางเล่มที่มีภาพกอด จูบ และมีเพศสัมพันธ์
                3.ซีดีและวีซีดี ที่มีเรื่องราวการแสดงกิจกรรมการมีเพศสัมพันธ์กันอย่างเปิดเผย
                4.รายการโทรทัศน์ ที่มีการนำเสนอเรื่องบางส่วนในการแสดงออกเรื่องเพศ เช่น ภาพยนตร์ต่างประเทศ ละคร การ์ตูนญี่ปุ่น รายการเพลง เป็นต้น
                5.เว็บไซต์โป๊ ซึ่งมีภาพประกอบหรือการขายวีซีดีที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ รวมทั้งโปรแกรมแชท ซึ่งสามารถใช้ติดต่อทำความรู้จักกันระหว่างชายและหญิง เกิดความสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว มีการนัดหมายเพื่อไปเที่ยวชวนไปมีเพศสัมพันธ์กัน (บางโปรแกรมผู้ร่วมสนทนาสามารถดูรูปร่างหน้าตาของกันและกันได้)
                6.ป้ายโฆษณา เช่น แผ่นป้ายโฆษณาตามป้ายรถประจำทาง หรือป้ายโฆษณาตามศูนย์การค้าที่มีภาพของผู้หญิงในชุดชั้นใน เป็นต้น  

                 จากสื่อดังกล่าวข้างต้นที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของสังคมต่อการมีเพศสัมพันธ์สามารถมีแนวทางวิเคราะห์และเลือกรับสื่อให้เกิดความปลอดภัยได้ดังนี้

                1.รู้จักพิจารณาและวิเคราะห์ถึงประโยชน์และโทษของสื่อประเภทต่างๆ ก่อนเลือกใช้หรือรับข้อมูลจากสื่อนั้นๆ
                2.เลือกใช้แต่เว็บไซต์หรืออ่านหนังสือที่มีประโยชน์
                3.ไม่บอกที่อยู่หรือนัดพบกับคนแปลกหน้าที่รู้จักทางหนังสืออินเทอร์เน็ต
                4.ขอคำแนะนำหรือความคิดเห็นถึงการเลือกรับและใช้สิ่งต่างๆ จากผู้อื่น เพื่อนำมุมมองในหลายๆ ด้านจากบุคคลอื่นมาพิจารณาเลือกใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเองมากที่สุด

6.สรุป

                วัยรุ่นควรให้ความสนใจและตระหนักถึงอันตราย เมื่อมีความจำเป็นต้องเขข้าไปเกี่ยวข้องในสิ่งแวดล้อมที่มีโอกาสเสี่ยงทำให้เกิดความพลาดพลั้งต่อการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจได้ ดังนั้นจึงควรรู้จักศึกษาวิเคราะห์ และหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงของสังคมที่มีต่อการมีเพศสัมพันธ์ หากวัยรุ่นบางคนมีความจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องก็ควรมีความเคารพตนเอง รู้จักหลีกเลี่ยงและมีทักษะการปฏิเสธ การเลือกเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย รวมทั้งการรู้จักระมัดระวังตัว จะช่วยให้ชีวิตมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย

 เรื่องที่ 2    แนวทางการจัดกิจกรรมเพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศในโรงเรียนและชุมชน

                ในการจัดกิจกรรมเพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศ ควรคำนึงถึงธรรมชาติและบทบาทชายหญิง เพราะมุมมองเรื่องการมีเพศสัมพันธ์จะมีความแตกต่างกันคือ วัยรุ่นชายต้องการมีเพศสัมพันธ์เนื่องจากบางคนอยากรู้ อยากเห็นอยากลอง ส่วนวัยรุ่นหญิงมักยินยอมมีเพศสัมพันธ์กับคู่รัก เพราะคิดว่าเป็นการแสดงออกของความรัก จากมุมมองที่มีความแตกต่างกันนี้ การที่จะชักชวนให้วัยรุ่นชายและหญิงเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมดังกล่าวทั้งในโรงเรียนและชุมชน จึงควรต้องมีกิจกรรมหลายรูปแบบเพื่อเป็นแนวทางให้เลือกเข้ากิจกรรมได้ตามความต้องการและสนใจ

                การมีส่วนร่วมของวัยรุ่นในการจัดกิจกรรมเพื่อป้องปัจจัยเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศในโรงเรียนและชุมชน คือ กระบวนการเกี่ยวข้องให้วัยรุ่นมีส่วนในการและเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็น เพื่อแสวงหาทางเลือก และการตัดสินใจแก้ปัญหาของตนเอง เพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศ โดยร่วมใช้ความคิดเห็นเสนอโครงการจัดกิจกรรมที่เหมาะสม และเป็นที่ยอมรับทั้งในโรงเรียนและชุมชน เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในกระบวนการนี้ตั้งแต่เริ่มโครงการจนกระทั้งการติดตามและประเมินผล

1. ตัวอย่างการจัดกิจกรรมเพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศ

                สำหรับตัวอย่างที่นำเสนอนี้เป็นกิจกรรมเชิงรุกเพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศในโรงเรียนและชุมชนดังนี้

1.1 โครงการฝึกอบรมหลักสูตร “แกนนำเครือข่ายนักเรียนไทยกลุ่มรักนวลสงวนตัว

                ศูนย์เสริมสร้างครอบครัวให้อบอุ่นและเป็นสุข กระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้งโครงการฯ นี้โดยใช้โรงเรียนในกรุงเทพฯ เป็นโครงการนำร่องก่อนที่จะนำหลักสูตรไปใช้ทั่วประเทศ โดยมีแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้

1) วัตถุประสงค์ของโครงการฯ:
    1. ช่วยเผยแพร่ความรู้ให้เยาวชนรู้เท่าทันสถานการณ์ที่ล่อแหลมในปัจจุบัน
    2. รู้ถึงภัยอันตรายที่มีอยู่รอบตัว
    3. สร้างค่านิยมในเรื่องรักนวลสงวนตัวให้เกิดขึ้น
2) ระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ : ใช้เวลา 2 วัน 1 คืน โดยจัดในช่วงปิดเทอม
3)มีเนื้อหาหลักสูตรแบ่งเป็น 4 หมวด ดังนี้
     1.หมวดความรู้เกี่ยวกับการรู้เท่าทันสภาวะแวดล้อมและสิ่งยั่วยุในสังคม
     2.หมวดการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและธำรงรักษาวัฒนธรรมที่ดีงาม
     3.หมวดการพัฒนาทักษะการเป็นผู้นำและการอยู่ร่วมกัน
     4.หมวดการสร้างแกนนำเครือข่ายนักเรียนไทยกลุ่มรักนวลสงวนตัว

1.2 โครงการวัยกระเตาะรู้ทันเล่ห์ก่อนเสียท่าชาย
                 สภาสตรีแห่งประเทศไทย ได้จัดโครงการเพื่อสอนวัยรุ่นหญิงให้รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของผู้ชายและชักชวนให้รักนวลสงวนตัว  โดยแบ่งกิจกรรมเป็น 3 ตอนดังนี้

ตอนที่ 1 : จุดอันตรายที่ต้องสงวน 10 จุด

            จุดอันตรายที่ต้องสงวน 10 จุด อย่าให้ใครแตะต้องลูบไล้ ได้แก่ ฝ่ามือ แขน ต้นแขน ริมฝีปากและลิ้น แก้ม ต้นคอ หน้าผาก หน้าท้อง ต้นขาและอวัยวะเพศ ซึ่งมีวิธีการสอนโดยใช้การแสดง คือ มีอาจารย์อยู่ในทีมงานประมาณ 3-4 คน โดยยืนอยู่ตามจุดต่างๆ ภายในห้องเพื่อสังเกตการณ์ (หน้าห้อง กลางห้อง และหลังห้อง) จากนั้นให้นักเรียนหญิงจับคู่กัน และออกมาหน้าห้อง โดยให้แต่ละคู่จับมือกัน แล้วครูถามว่ารู้สึกอย่างไรหรือมีอะไรเกิดขึ้นไหม หากนักเรียนตอบว่าไม่มี ขั้นต่อไปให้นักเรียนแต่ละคู่ค่อยๆ ลูบแขนซึ่งกันและกัน ครูถามเช่นเดิมอีกครั้ง หากนักเรียนตอบว่า ขนลุก สยิว หรือรู้สึกมีอาการแปลกๆ ครูจึงอธิบายให้นักเรียนฟังว่าเมื่อมีความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้น ไม่ควรให้มีการสัมผัสต่อไปอีกเพราะอาจมีพฤติกรรมหรือการกระทำอื่นๆ ตามมา ต้องระวังอย่าให้ใครแตะต้องจุดอันตรายทั้ง 10 จุดนั้น เนื่องจากเมื่อเรารู้สึกเคลิบเคลิ้มหรือควบคุมตัวเองไม่ได้ อาจเกิดอันตรายทำให้มีเพศสัมพันธ์ได้


ตอนที่ 2
 : สุขอนามัยวัยกระเตาะ

            การสอนและแนะนำให้นักเรียนหญิงรู้จักดูแลตนเอง โดยการทำความสะอาดอวัยวะของร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เช่น ผม หน้าตา ผิวหนัง มือ เล็บ แขน ขา เท้า รวมทั้งอวัยวะเพศด้วยเสน่ห์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของผู้หญิงก็คือการรู้จักดูแลอวัยวะเพศ เช่น การดูแลทำความสะอาดอวัยวะเพศไม่ให้อับชื้น เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เช่น เชื้อรา โรคผิวหนัง หรือในขณะมีประจำเดือน ไม่ควรอาบน้ำแบบแช่ในอ่างน้ำ หรือลงเล่นน้ำในสระว่ายน้ำ แม่น้ำ ลำคลอง น้ำตก ทะเล เพราะอาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางปากมดลูกได้ง่ายขึ้น เป็นต้น

 ตอนที่ 3 : วัยกระเตาะรักนวลสงวนตัว

            การสอนและให้คำแนะนำกับนักเรียนหญิงในการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศ ดังนี้       1.หลีกเลี่ยงการไปเที่ยวกับเพื่อนต่างเพศสองต่อสอง
                2.ไม่ควรให้เพศตรงข้ามถูกเนื้อต้องตัว สัมผัสร่างกาย
                3.หลีกเลี่ยงการเข้าไปอัดที่มีผู้คนเบียดเสียดกัน เพราะอาจมีพวกฉวยโอกาสสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวได้ หากมีความจำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในสถานที่ดังกล่าว ควรมีความระมัดระวังตนเองอยู่ตลอดเวลา
                4.รู้จักยับยั้งชั่งใจ สามารถควบคุมตนเองให้ปลอดภัยจากพฤติกรรมหรือสิ่งแวดล้อม ที่ยั่วยุหรือโน้มน้าวใจ
                5.รู้จักคิดแยกแยะถึงผลดี ผลเสียที่จะตามมาภายหลัง
                6.ปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบวัฒนธรรมอันดีงามของไทย ดังสุภาษิต “ไม่ชิงสุกก่อนห่าม” “รักนวลสงวนตัว

1.3 โครงการกิจกรรมค่ายสร้างสรรค์คุณคนใหม่
                กลุ่ม ๖Q Society ได้จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาวัยรุ่นทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยช่วยเหลือวัยรุ่นในการดำเนินชีวิตไม่ให้หลงไปในทางที่ผิด เป็นการช่วยให้วัยรุ่นได้มีการพัฒนา ๖ดังนี้

                1.ความเฉลียวฉลาดทางปัญญา IQ
                2.ความฉลาดทางอารมณ์ EQ
                3.ความฉลาดในการเอาชนะต่ออุปสรรค AQ
                4.ความฉลาดทางจริยธรรมหรือศีลธรรม
                5.ความฉลาดที่เกิดจากการละเล่น   
                6.ความฉลาดในการริเริ่มสร้างสรรค์ CQ

1) วัตถุประสงค์ของโครงการ   :    เพื่อให้วัยรุ่นค้นพบตัวเอง มีความเชื่อมั่น มีบุคลิกภาพที่ดี ยึดหลักการและ   เหตุผล มีความเป็นตัวของตนเอง รู้จักคุณค่าในตัวเอง

2) ระยะเวลาของการดำเนินโครงการ:      3     วัน

3) กิจกรรมค่าย   :  มีทั้งหมด 6 กิจกรรม ดังนี้

    กิจกรรมที่ 1    :  การเสวนาเรื่อง “จิตวิทยา

    กิจกรรมที่ 2    :  การเสริมสร้างบุคลิกภาพในการเข้าสังคม เช่น มารยาทในการรับประทานอาหาร การเตรียมความ พร้อมในการเข้าสู่สังคม โดยมีความฉลาดทางอารมณ์ รู้จักควบคุมตนเอง มีการพัฒนาบุคลิกภาพ

  กิจกรรมที่  3    :   การแสดงขั้นพื้นฐานเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ การแสดงความสามารถในการสร้างความฉลาดทางอารมณ์ที่เกิดจากการละเล่น (PQ) รวมถึงพัฒนาบุคลิกภาพ ด้วยศิลปะการแสดงนำไปสู่บุคลิกภาพที่สง่างามและมีความมั่นใจในตัวเอง

   กิจกรรมที่  4    :  ศิลปะกับการใช้ชีวิต เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ (CQ) และสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

   กิจกรรมที่  5    :   ขยับกาย สบายชีวี วิถีพุทธ เพื่อให้เกิดความฉลาดทางจริยธรรมหรือศีลธรรม (MQ) เพื่อให้มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นคนดีมีศีลธรรม

   กิจกรรมที่  6    :   การอบรมผู้ประกาศข่าวภาคไทย และอังกฤษรุ่นเยาว์ เพื่อให้วัยรุ่นได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ทั้งการเรียนและการเข้าสังคม เป็นการเพิ่มความสามารถทาง IQและสามารถเอาชนะอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง AQ รวมทั้งมีความมั่นใจในการพูดต่อหน้าสาธารณชน

      จากกรณีศึกษาตัวอย่างกิจกรรมเชิงรุกเพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศในโรงเรียนและชุมชน ที่นำเสนอทั้ง 3 โครงการนั้น จะพบว่าสองโครงการแรกเน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนหญิงที่เข้าร่วมกิจกรรม จะได้รู้จัก     รักนวลสงวนตัว ส่วนโครงการที่สามซึ่งกล่าวถึงการจัดกิจกรรมค่าย เน้นกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นทั้งชายและหญิง เพื่อค้นพบตัวเองและรู้จักคุณค่าในตัวเอง ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับวัยรุ่นที่ผ่าน กิจกรรมค่ายมาแล้วย่อมมี 4 ภูมิคุ้มกันตนเองต่อพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ

 2.เทคนิคการจัดกิจกรรมเพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศ

            การจัดกิจกรรมเพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศมีเทคนิคหลายรูปแบบ ในกรณีนี้ขอยกตัวอย่างเพียง 4 วิธี ดังนี้

1) ทัศนศึกษา เป็นการท่องเที่ยวเพื่อแสวงหาความรู้ โดยในโรงเรียนหรือชุมชนร่วมกันจัดกิจกรรมที่จะช่วยเหลือหรือเป็นแนวทางให้กับนักเรียนหรือคนในชุมชนเพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศ เช่น การพานักเรียนไปเยี่ยมชมกิจกรรมของสถานที่ต่างๆ ตามองค์กร หรือหน่วยงานที่ดูแลและให้ความช่วยเหลือในเรื่องเพศของวัยรุ่น ซึ่งในประเทศไทยมีหน่วยงานเหล่านี้เกิดขึ้นมากมาย เช่น บ้านเพื่อนใจวัยทีน ศูนย์กนิษฐ์นารี โดยองค์กรเหล่านี้จะมีการจัดกิจกรรมหลายด้าน เช่น การสนับสนุนให้วัยรุ่นรู้ทันรัก การช่วยเหลือผู้ถูกข่มขืนอย่างครบวงจร เป็นต้น

2) เกม ลักษณะของเกมมีมากมายหลายรูปแบบ อาจเป็นการแข่งขัน การเล่นเพื่อความสนุก การแสดงเพื่อสาธิตกิจกรรม ในการจัดกิจกรรมเพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศในโรงเรียนและชุมชนนั้น เราสามารถนำเกมมาประยุกต์เข้ากับกิจกรรมหรือการแสดงต่างๆ เช่น การตอบคำถามชิงรางวัล การแสดงบทบาทสมมติแล้วตอบคำถามซึ่งคำถามในเกมที่ตั้งขึ้นควรถาม เพื่อให้ได้คำตอบที่เกี่ยวกับการป้องกัน การปฏิบัติตนหรือการให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศมีตัวอย่างคำถามต่างๆ ดังนี้

                1.ทำไมวัยรุ่นหญิงและชายจึงแตกต่างกัน

                2.ทุกคนจำเป็นต้องมีอารมณ์ทางเพศหรือไม่

                3.เมื่อเกิดปัญหาตั้งครรภ์ก่อนแต่งงานควรปรึกษาใครดี

                4.หญิงมีฝันเปียกหรือไม่

3) โต้วาที เป็นการแสดงคารมโดยมีฝ่ายเสนอและฝ่ายค้านในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยอาจจัดกิจกรรมให้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศ ซึ่งอาจจัดเวลาเรียนปกติในห้องเรียน จัดเป็นกิจกรรมพิเศษในโรงเรียน หรือเทศกาลวันสำคัญในชุมชน เช่น วันเด็ก เป็นต้น สำหรับกระทู้ที่ใช้ในการโต้วาที มีตัวอย่างดังต่อไปนี้

                1.การมีเพศสัมพันธ์กับคนรักเป็นความรักหรือความใคร่

                2.เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก
4) กรณีศึกษา
 เป็นการยกตัวอย่างเรื่องให้อ่านเพื่อเรียนรู้ โดยเป็นการนำเรื่องเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศมาให้ศึกษา สิ่งที่พบบ่อยคือปัจจัยแวดล้อมที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัย เช่น สถานที่อันตรายต่างๆ มีสถานที่เป็นจุดเสี่ยงหลายแห่งทั้งทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ซึ่งนักเรียนควรมีความรู้ไว้ว่าเป็นสถานที่อันตราย และไม่ควรพาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมตามสถานที่เสี่ยงเหล่านั้น มีตัวอย่างสถานที่เสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศในชุมชนของกรุงเทพฯ ที่อาจนำมาเป็นกรณีศึกษาได้ เช่น สวนสราญรมย์ สวนลุมพินี สนามหลวง เป็นต้น สถานที่เหล่านี้มีการเสนอขายบริการทางเพศ มีการจี้ปล้นชิงทรัพย์และทำร้ายร่างกาย รวมถึงความไม่ปลอดภัยอื่นๆ อีกที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดได้ หากนักเรียนได้ศึกษาถึงกรณีต่างๆ เหล่านี้จะทำให้มีความรู้ และระมัดระวังอันตรายจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อความปลอดภัยของตนเอง

3. สรุป
            
การมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางโรงเรียนหรือในชุมชนๆได้จัดขึ้นเกี่ยวกับการป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศ ย่อมทำให้เกิดการเรียนรู้และมีประสบการณ์ตรง มีมุมมองหลากหลายในการเข้าใจความคิดของตนเองและผู้อื่นเกี่ยวกับชีวิตและพฤติกรรมทางเพศ ที่สำคัญคือการได้รู้จักตนเอง ให้เคารพตนเอง เห็นคุณค่าของตนเอง มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง เมื่อมีคุณสมบัติดังกล่าวเหล่านี้แล้ว นักเรียนจะสามารถเข้าไปมีบทบาทเป็นผู้หนึ่งในคณะกรรมการจัดกิจกรรมฯ หรือเปิดโอกาสให้ตนเองเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรม ฯ ย่อมเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศ

วิดีโอ YouTube

หน้าเว็บย่อย (1): page2