งานศิลปะที่สำคัญหรือมีชื่อเสียงของประเทศไทย

จากความเชื่อที่ว่ามีอาณาจักรหนึ่งรุ่งเรีองขึ้นใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ 13-18 อาจจะมีราชธานีตั้งอยู่ใกล้กันกับเมืองปาเล็มบังในเกาะสุมาตราในปัจจุบัน นี้  บางครั้งอาณาจักรนี้อาจจะได้ครอบครองแหลมมลายูและดินแดนบางส่วนในภาคใต้ของ ประเทศไทยด้วย นักปราชญ์ทางโบราณคดีเรียกชื่ออาณาจักรนี้ว่า "ศรีวิชัย" ตามจารึกที่ค้นพบที่กล่าวมา ได้ส่งผลให้มีการเรียกชื่อศิลปกรรมที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทยในช่วง ระยะเวลานั้นว่า "ศิลปะแบบศรีวิชัย"  ศิลปกรรมสกุลช่างนี้ส่วนใหญ่สร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน และมีรูปแบบที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลจากศิลปะอินเดียสมัยคุปตะ หลังคุปตะ ปาละ-เสนะ และศิลปะชวาภาคกลาง ซึ่งมีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 12 หรือ 13-14 ขณะเดียวกัน ก็ยังได้พบงานสถาปัตยกรรมและประติมากรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจามและเขมรโบราณ รวมทั้งงานประติมากรรมและศิลาจารึกภาษาทมิฬ ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนโบราณในภาคใต้ของไทยกับ ชุมชนโบราณในประเทศอินเดียตอนใต้ด้วย
 
 
 
 
 
 
 
สถาปัตยกรรม     

ในปัจจุบันนี้ได้มีการค้นพบสถาปัตยกรรมที่เนื่องในพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน ที่ได้มีการสร้างสรรค์ขึ้นบนคาบสมุทรไทยสองประเภท คือ ประเภทแรก ได้แก่ สถูป (Stupa, or Tupa) และประเภทที่สอง ได้แก่ เจติยสถาน (Chaitya Hall)
สถูป
สถูปในศิลปะแบบศรีวิชัยนั้น ถึงแม้ว่าจะปรากฏขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วทั้งคาบสมุทรไทยก็ตาม แต่ที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันนี้ล้วนแล้วแต่อยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรม สถูปในศิลปะแบบนี้ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบปาละที่เจริญรุ่งเรือง ขึ้นในบริเวณภาคตะวันออกเแยงเหนือของประเทศอินเดีย  เป็นสถูปที่มีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม  เหนือส่วนฐานขึ้นไปเป็นรูปจำลองของอาคารทรงมณฑปรูปสี่เหลี่ยม มีซุ้มทั้งสี่ด้าน เหนือส่วนอาคารขึ้นไปเป็นส่วนยอดของสถูป ซึ่งทำเป็นสถูปรูปทรงกลมที่มียอดแหลมขึ้นไป จากสถูปที่มีการค้นพบในขณะนี้ สามารถที่จะจัดแบ่งออกได้เป็นสองรูปแบบ โดยสถูปรูปแบบแรกมีการสร้างสรรค์ขึ้นในระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 เป็นสถูปที่ได้รับอิทธิพลของศิลปะแบบปาละของอินเดีย ส่วนสถูปในรูปแบบที่สองมีการสร้างสรรค์ขึ้นในระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ 16-19 เป็นสถูปที่ได้วิวัฒนาการออกไปจากสถูปในรูปแบบแรกไปสู่รูปแบบทางศิลปะที่ เป็นของท้องถิ่น
- สถูปรูปแบบแรก เป็นสถูปที่มีแผนผังเป็นรูปกากบาท ตั้งอยู่บนส่วนฐานที่อาจจะมีเพียงชั้นเดียวหรือซ้อนกันหลายชั้น เหนือส่วนฐานขึ้นไปเป็นส่วนองค์ของสถูปเป็นรูปมณฑปและมีซุ้มทั้งสี่ด้าน เหนือส่วนองค์ของสถูปนี้ขึ้นไปเป็นส่วนยอด ซึ่งทำเป็นสถูปทรงกลม สถูปที่สำคัญในรูปแบบนี้ยังคงปรากฏอยู่หลายแห่ง อาทิ
1) สถูปวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นสถูปที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ตรงบริเวณประตูทางเข้าของระเบียงของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นสถูปที่มีส่วนฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม ฐานส่วนใหญ่ฝังอยู่ในพื้นดิน เหนือขึ้นมาเป็นส่วนมณฑปของสถูป มีมุขยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน เหนือมุขขึ้นไปมีสถูปทรงกลมขนาดเล็กประดับอยู่มุขละองค์ ส่วนตรงกลางเป็นส่วนยอดที่สูงขึ้นไปเป็นสถูปทรงลังกาที่มีฐานเป็นรูปบัวหงาย สถูปองค์นี้มีรูปแบบทางศิลปะคล้ายคลึงกันกับจันทิกาละสัน (Kalasan) ในชวาภาคกลาง ประเทศอินโดนีเซีย ที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 14 และสถูปมิเซิน เอ 1 (Mi Son AI) ที่ดงเดือง ประเทศ   เวียดนาม ที่สร้างขึ้นเมื่อราวปลายพุทธศตวรรษที่ 15 จึงสันนิษฐานว่าสถูปในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารองค์นี้ได้รับการสร้างสรรค์ ขึ้นในระหว่างราวพุทธศตวรรษที่14-15

2) สถูปวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร ตำบลเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสถูปที่มักจะเรียกกันโดยทั่วไปว่า " พระบรมธาตุไชยา" ในชั้นเดิมอาจจะมีการสร้างขึ้นในระยะเวลาเดียวกันกับสถูปในวัดแก้ว (หรือวัดรัตนาราม) ที่ตั้งอยู่ใกล้กันกับเมืองโบราณไชยา แต่ระยะหลังอาจจะมีการบูรณะหลายครั้ง จนรูปแบบได้เปลี่ยนแปลงไปมากก็เป็นได้ โดยทั่วไปรูปทรงของสถูปองค์นี้มีลักษณะใกล้เคียงกันกับสถาปัตยกรรมบางหลัง ที่ชวาภาคกลางที่มีรูปสลักไว้บนระเบียงที่สร้างขึ้นโดยรอบสถูปบุโรพุทโธ (Borobudur) ในชวาภาคกลาง ประเทศอินโดนีเซีย แต่จากการที่พระบรมธาตุไชยาได้รับการซ่อมแซมอย่างมากมาย ทำให้มีรายละเอียดเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถจะนำไปเปรียบเทียบกันได้กับ สถาปัตยกรรมที่ชวาภาคกลางและสถาปัตยกรรมของจามในประเทศเวียดนาม แต่อย่างไรก็ดี โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของโบราณสถานแห่งนี้มีรูปแบบอย่างเดียวกันกับศาสนา สถานของจาม จากรายงานในปี พ.ศ. 2439 ได้กล่าวว่าฐานเดิมของโบราณสถานแห่งนี้อยู่ลึกลงไปจากระดับผิวดิน 1.00 เมตร รวมทั้งจากปีดังกล่าวจนถึงปี พ.ศ. 2444 ได้มีการซ่อมแซมครั้งใหญ่ ในรายงานการซ่อมแซมของปี พ.ศ. 2439 ได้กล่าวว่า ได้ค้นพบหลักฐานของการซ่อมแซมโบราณสถานแห่งนี้หลายครั้งในอดีต

 
 
 
 


“ศิลปะทวารวดี” จัดเป็นศิลปกรรมต้นอารยธรรมสมัยประวัติศาสตร์ที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ณ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-16 บรรดาโบราณวัตถุ และโบราณสถาน ส่วนใหญ่ล้วนสร้างขึ้นเนื่องในพระพุทธศาสนาลัทธิหินยาน หากแต่ยังปรากฏหลักฐานการนับถือศาสนาพุทธลัทธิมหายานและฮินดูรวมอยู่ด้วย อิทธิพลของศิลปวัฒนธรรมทวารวดีได้แพร่ขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จึงอาจกล่าวได้ว่าศิลปะทวารวดี คือ “ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในสยามประเทศ”

แต่ เดิมนั้นการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการของศิลปะทวารวดีมักให้ความ สำคัญต่อกลุ่มพระพุทธรูปเป็นหลัก เนื่องจากมีการค้นพบเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังบ่งบอกถึงการรับนับถือพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทในวัฒนธรรมทวารวดีได้ เป็นอย่างดี แม้จะมีการค้นพบหลักฐานที่เป็นพุทธศาสนาลัทธิมหายาน และศาสนาฮินดูปะปนอยู่บ้างแต่มีจำนวนไม่มากนัก โดยทั่วไปมักจะแบ่งกลุ่ม และยุคสมัย พระพุทธรูปศิลปะทวารวดีออกเป็น 3 รุ่นคือ

รุ่น ที่ 1 (อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 13) จัดเป็นพระพุทธรูประยะแรกของทวารวดีและพุทธศิลปะที่ปรากฏบนแผ่นดินไทย ซึ่งยังคงลักษณะต้นแบบของพระพุทธรูปของศิลปะอินเดียแบบอมราวดี คุปตะ – หลังคุปตะ

รุ่นที่ 2 (อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 15) พระพุทธรูปมีลักษณะแบบพื้นเมือง เป็นแบบที่พบมากที่สุด และรุ่นที่ 3 อิทธิพลของศิลปะเขมร (พุทธศตวรรษที่ 16 – 17) จัดเป็นรุ่นสุดท้ายของศิลปะทวารวดี มีอิทธิพลของศิลปะเขมรสมัยบาปวนหรือ สมัยลพบุรีตอนต้นเข้ามาปะปน

ประติมากรรม 
พระพุทธรูป 
1.ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูปสมัยทวาราวดี แบ่งออกเป็น 3 ยุค คือมีลักษณะของอินเดียแบบคุปตะและหลังคุปตะ บางครั้งก็มีอิทธิพลของศิลปะอินเดียแบบอมราวดีอยู่ ด้วย ลักษณะวงพักตร์แบบอินเดีย ไม่มีรัศมีจีวรเรียบเหมือนจีวรเปียก ถ้าเป็นพระพุทธรูปนั่งจะขัดสมาธิหลวม ๆ แบบอมราวดีมีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12 
2. พัฒนาขึ้นจากแบบแรก โดยมีอิทธิพลพื้นเมืองผสมมากขึ้นพระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเกตุมาลา เป็นต่อมนูนใหญ่บางทีมีรัศมีบัวตูมเหนือเกตุมาลา และสั้น พระพักตร์แบนกว้าง พระเนตรโปน พระหนุ (คาง ) ป้าน พระนลาฏ 
(หน้าผาก)แคบพระนาสิกป้านใหญ่แบน พระโอษฐ์หนา พระหัตถ์และพระบาทใหญ่ ยังคงขัดสมาธิหลวม ๆแบบอมราวดี มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษ ที่ 13-15 
3.พระพุทธรูปในช่วงนี้ได้รับอิทธิพลศิลปะเขมร เนื่องจากเขมรเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้นในสมัยเมืองพระนครประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ศิลปกรรมแบบทวารวดี ในระยะนี้จึงมีอิทธิพลเขมร แบบบาปวนหรือ อิทธิพลศิลปะเขมรในประเทศไทยที่เรียกว่าศิลปะลพบุรีปะปนเช่น พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีลักยิ้ม นั่งขัดสมาธิราบ เป็นต้นนอกจากพระพุทธรูปแล้วยังพบสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าซึ่งแสดงการสืบทอด แนวคิดทางศิลปะอินเดียโบราณก่อนหน้าที่จะทำรูปเคารพเป็นรูปมนุษย์ภายใต้ อิทธิพลศิลปะกรีก
 
  
 
 
 
ศิลปะแบบลพบุรีหรือละโว้เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่16-19 มีอาณาเขตครอบคลุมภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียง เหนือ ตลอดจนในประเทศกัมพูชา รูปแบบ สัมพันธ์กับสกุลช่างศิลปะเขมรในประเทศกัมพูชา ศิลปะดังกล่าวเรียกชื่อต่างกันตามทัศนะของนักวิชาการแต่ละคนเช่น ศิลปะลพบุรี ศิลปะเขมร ศิลปะร่วมแบบเขมรในประเทศไทย เป็นต้น กล่าวคือปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ นักวิชาการชาวฝรั่งเศสแห่งสำนักฝรั่งเศสปลายบูรพาทิศได้เรียกชื่อสกุลช่าง ศิลปะนี้ว่า"ศิลปะ เขมร" ด้วยมีรูปแบบที่คล้ายกับโบราณสถานในประเทศกัมพูชาต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงกำหนดชื่อเรียกใหม่ว่า  "ศิลปะลพบุรี" เพื่อแยกให้เห็นถึงความแตกต่างจากกลุ่มสกุลช่างศิลปะเขมร 
 
   เมื่อครั้งขอมมีอำนาจปกครองอยู่ในสุวรรณภูมิมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดลพบุรี  และบางส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แบบแผนของศิลปะแบบลพบุรีนั้นได้รับอิทธิพลจากเขมร  เป็นศิลปะที่เกี่ยวเนื่องในศาสนาฮินดู ผสมผสานกับพระพุทธศาสนานิกายมหายาน  ลักษณะงานสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ใช้วัสดุจำพวกหิน ทราย อิฐ และศิลาแลงในการก่อสร้างในรูปของปรางค์และปราสาท  เช่น พระปรางค์ 3 ยอด จังหวัดลพบุรี ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดสุรินทร์ เป็นต้น  ส่วนงานด้านประติมากรรมนิยมสร้างภาพสลัก พระพุทธรูป ซึ่งลักษณะเด่นของงานประติมากรรมแบบลพบุรี คือ ไม่ว่าจะเป็นรูปคนหรือรูปเคารพต่างๆ จะมีหน้าผากกว้าง ปากแบะหนา คางเหลี่ยม และรูปร่างล่ำเตี้ย 
  
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
  แหล่งที่มาของโบราณวัตถุหิน ศิลปะสมัยลพบุรี 
โบราณ วัตถุหิน ศิลปะสมัยลพบุรี มีที่มาจากกลุ่มโบราณสถานที่ใช้อิฐและหินชนิดต่างๆเป็นวัสดุในการก่อสร้าง ซึ่งเป็นหลักฐานทางมรดกศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มคนในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และตอนกลางของประเทศไทยที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในราว พ.ศ. 1100-1800 และมีสายสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกับอาณาจักรเขมรโบราณในประเทศกัมพูชา ปัจจุบันอันมีคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ชาติพันธุ์วิทยา และความงามในเชิงศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะกลุ่ม 
บริเวณภาคกลางของประเทศไทยเป็นบริเวณที่มีการผสมผสานทางอารยธรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งดังจะเห็นได้จากศิลปะอู่ทอง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18เป็นต้นมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 20ศิลปะอู่ทองเป็นศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะทวารวดีและศิลปะลพบุรีมาผสมผสานกัน


 

 

ศิลปะแบบสุโขทัยเป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18-19 ในบริเวณลุ่มแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แถบจังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ แพร่ พิษณุโลก และบริเวณลุ่มแม่น้ำปิง ทางตอนใต้ของจังหวัดกำแพงเพชร เป็นศิลปะที่เกิดจากความเชื่อและความศรัทธาในพระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ผลงานสร้างสรรค์แบบสุโขทัยปรากฎในงานด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม 
สถาปัตยกรรม 
มีความงามและมีลักษณะเด่นเฉพาะ แม้จะได้รับอิทธพลมาจากที่อื่นบ้าง แต่ก็มีการพัฒนาจนมีลักษณะเฉพาะของตนเอง สร้างขึ้นเนื่องในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะสถูป โดยสามารถแบ่งตามที่มาของอิทธิพลได้ 3 แบบ คือ


- เจดีย์ทรงดอกบัวตูม หรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์เป็นเจดีย์ทรงสุโขทัยแท้

 

 
 
 
 - เจดีย์ทรงกลมแบบลังกา พร้อมกับพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ นอกจากนี้ยังมี เจดีย์แบบศรีวิชัยที่มีฐานและองค์ระฆังสูงทำเป็นสี่เหลี่ยม 
 

 

 
 
 
- เจดีย์แบบศรีวิชัย หรือพระปรางค์ เลียนแบบศิลปะลพบุรีเป็นปรางค์แบบเขมรซึ่งมีอยู่เดิม แต่ถูกดัด แปลงเป็นปรางค์แบบไทย คือทรงสูงชะลูดขึ้นกว่าเดิม มียอดเรียวแหลมเพิ่มลวดลายตกแต่งแบบสุโขทัย 
 
 
 

 
ประติมากรรม  
พระพุทธรูปสุโขทัยจัดเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามที่สุดในบรรดาศิลปกรรมไทยนิยม สร้าง 4 อิริยาบถ คือ นั่ง นอน ยืน เดิน หรือที่เรียกกันว่า ปางลีลาซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะเฉพาะของสุโขทัยที่งดงามที่สุดส่วน ประติมากรรมที่งดงามอีกประเภทหนึ่ง คือลวดลายปูนปั้นประดับตกแต่งอาคารและเทวรูปหล่อสำริดที่มีความงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น คือ พระเกศมีรัศมีเป็นเปลว ขมวดพระเกศาเล็กน้อย พระพักตร์รูปไข่ พระโขนงโก่ง พระนาสิกงุ้ม พระโอษฐ์ยิ้มเล็กน้อย พระอังสะใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก ครองจีวรห่อเฉียงชายจีวรยาวลงมาถึงพระนาคีคล้ายเป็นลายเขี้ยวตะขาบ สร้างเป็นปางต่างๆ เช่น ปางมารวิชัยประทับขัดสมาธิราบ ฐานเป็นหน้ากระดานเกลี้ยง เป็นต้น  ในลัทธิพราหมณ์สมัยสุโขทัยยังมีการทำเครื่องเคลือบดินเผาที่เรียกว่าเครื่องสังคโลกอาจนำแบบ อย่างมาจากจีนหรือช่างไทยเป็นผู้ค้นคิดและพัฒนาขึ้นเองส่วนมากเป็นเครื่อง ถ้วยชาม เป็นเครื่องเคลือบเซลาดอนสีเขียวไข่กาผลิตเพื่อใช้ในราชอาณาจักรและส่งเป็นสินค้าออก นอกจากนี้ยังทำเป็นตุ๊กตาส่วนประกอบตกแต่งอาคารสถาปัตยกรรมพระพุทธศาสนาด้วย 

 

 
 
 

 

จิตรกรรม

ส่วนใหญ่ชำรุดเสียหายไปหมดมีแต่ภาพลายเส้นที่หลงเหลือ คือ ภาพแกะสลักลายเส้นบนเพดานในอุโมงค์มณฑปวัดศรีชุมนอกเมืองสุโขทัย แกะสลักเป็นเรื่องราวชาดกต่างๆ โดยได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะลังกา


ศิลปะแบบล้านนาเป็นศิลปะที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 18-21 บริเวณลุ่มแม่น้ำปิงทางภาคเหนือโดยแต่ก่อนเรียกว่า ศิลปะเชียงแสน ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งในด้านความหมายของพื้นที่และผลงานศิลปกรรม ดังนั้นจึงเห็นสมควรให้ใช้คำว่า “ศิลปะล้านนา” อันหมายถึงรูปแบบศิลปะที่กระจายอยู่ในภาคเหนือตอนบนตั้งแต่จังหวัดตาก  แพร่ น่าน ขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อให้ได้ความหมายครอบคลุมศิลปกรรมทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในดินแดน ล้านนาทั้งหมด อีกทั้งยังสามารถแยกเรียกเป็นสกุลช่างตามรายละเอียดที่แตกต่างกันไปเช่น ศิลปะล้านนาสกุลช่างเชียงใหม่ สกุลช่างน่าน หรือ สกุลช่างพะเยา เป็นต้น และเฉพาะพระพุทธรูปเท่านั้นที่ยังคงนิยมเรียกว่า “แบบเชียงแสน”ตามเดิม



สถาปัตยกรรม
- สถูปเจดีย์ทรงมณฑป หรือทรงปราสาท เจดีย์ทรงนี้ระยะแรกแสดงรูปแบบอิทธิพลหริภุญไชย (ด้วยดินแดนล้านนาแต่เดิม เคยอยู่ใต้อิทธิพลทางการเมือง ศาสนาและวัฒนธรรมจากหริภุญไชยมาก่อน ดังนั้นศิลปกรรมหริภุญไชยจึงมีอิทธิพลต่อศาสนสถานล้านนาในระยะแรกๆ) ลักษณะสำคัญคือ เป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมตั้งซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปเป็นชั้น แต่ละชั้นแต่ละด้านมีจระนำสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป ส่วนยอดเป็นทรงระฆังหลายลูกซ้อนต่อเนื่องกันเป็นชุด เจดีย์กลุ่มนี้ที่สำคัญ เช่น เจดีย์กู่คำที่วัดเจดีย์สี่เหลี่ยม อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เจดีย์วัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ต่อมาทรงเจดีย์มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มยกเก็จที่เรือนธาตุ และเปลี่ยนเรือนธาตุชั้นลดเป็นหลังคาลาด เหนือชั้นหลังคาลาดเป็นองค์ระฆัง ปล้องไฉน และปลียอด และพัฒนาการสุดท้ายเป็นการผสมระหว่างทรงเจดีย์ที่กล่าวมากับเจดีย์แบบจีนที่ เรียกว่า “ถะ” เกิดแบบพิเศษ เช่นเจดีย์วัดตะโปทาราม และเจดีย์กู่เต้า เป็นต้น  เจดีย์กู่คำ วัดเจดีย์สี่เหลี่ยม อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ตามประวัติกล่าวว่าสร้างขึ้นในสมัยพญามังราย ตั้งอยู่ภายในบริเวณเมืองเก่าเวียงกุมกามก่อน ที่พระองค์จะเสด็จไปสร้างเมืองเชียงใหม่ รูปทรงเจดีย์คงถ่ายแบบมาจากเจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมห้าชั้นซ้อนลดหลั่นในลักษณะเรียวสอบขึ้นไป แต่ละชั้นมีซุ้มจรนัมด้านละสามซุ้ม ภายในแต่ละซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืน รวมทั้งสิ้น ๖๐ องค์ ต่อมาราวพ.ศ. ๒๔๔๙ คหบดีชาวพม่าชื่อหลวงโยทการพิจิตร มีศรัทธาปฏิสังขรณ์โดยเพิ่มซุ้มพระอีกด้านละหนึ่งซุ้ม รวมทั้งดัดแปลงลวดลายปูนปั้นกลายเป็นแบบพม่าไป

 

 

 


 
 
   ศิลปะสมัยอยุธยา ในยุคนี้มีการรับเอา ศิลปะสมัยอู่ทอง มาเป็นแม่แบบผสมผสานกับ ศิลปะสมัยสุโขทัย จึงกลายเป็น ศิลปะสกุลช่างอยุธยา-อู่ทอง ซึ่งก็คือ ศิลปะสมัยอยุธยายุคต้น เพราะเป็นการนำเอาศิลปะที่ทรงอำนาจของ อู่ทอง ที่แฝงไว้ด้วยความอ่อนหวานของ สุโขทัย และความอุดมสมบูรณ์ของ เชียงแสน แต่เนื่องจากอิทธิพลของ ศิลปะอู่ทอง ยังคงมีอยู่มากพระพุทธรูปจึงแสดงออกทาง พระพักตร์ (ใบหน้า) ซึ่งก็คือการแสดงถึงพลังอำนาจออกมาชัดเจนโดยมีความอ่อนโยนแฝงไว้คือการ แย้มพระสรวล (ยิ้ม) ส่วน พระวรกาย (ร่างกาย) ค่อนข้างล่ำสันอันเป็นสัญลักษณ์ของ พระพุทธรูปสมัยเชียงแสน ซึ่งมีรายละเอียดของพระพุทธลักษณะโดยสรุปดังนี้

1.พระพักตร์ เป็นรูปสี่เหลี่ยม ริมพระโอษฐ์ (ริมฝีปาก) ค่อนข้างกว้างและ  แบะออกแบบศิลปะลพบุรี

2.พระขนง (คิ้ว) โก่งและจดกันเป็นรูปปีกกา 

3.พระเนตร (ดวงตา) เหลือบต่ำลักษณะยาวรีและ เปลือก  พระเนตร (เปลือกตา) หนา 

4.ไรพระศก (ไรผม) เป็นเม็ดเล็กปลายเป็นเกลียวแหลมในลักษณะของหอยเจดีย์ 

5.พระนาสิก (จมูก) ใหญ่ 

6.ขอบพระกรรณ (ขอบหู) ส่วนบนจะโค้งมนคล้ายกับใบหูมนุษย์ ติ่งพระกรรณ  (ติ่งหู) ยาวเป็นปลายแหลมจดถึงพระพาหา (หัวไหล่) 

7.กรอบพระพักตร์ มีทั้งแถบใหญ่และเส้นขนาดเล็กเป็นเส้นขนานกัน ๒ เส้นหรือ ๒ ชั้น 

8.ครองจีวรห่มเฉวียงบ่า มีสายรัดประคดทั้งด้านหน้าและด้านหลังชายสังฆาฏิด้านหน้ายาวจด พระนาภี (หน้าท้อง) ปลายสังฆาฏิตัดตรง 

9.ส่วนมากเป็นปางสมาธิราบ ปางมารวิชัยก็มีแต่น้อยมากจึงสรุปได้ว่า ศิลปะสมัยอยุธยายุคต้น ซึ่งก็คือ ศิลปะอยุธยาสกุลช่างอยุธยา-อู่ทองระยะแรก ที่ยังมีอิทธิพล ของ ศิลปะอู่ทอง เนื่องจากยังไม่มีการคลายตัวลง นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลของ ศิลปะสุโขทัย และ ศิลปะเชียงแสน เข้ามาผสมานเพียงเล็กน้อย

 

 

 
 
 
 


   ศิลปะอยุธยายุคต้นสกุลช่าง อยุธยา-อู่ทองระยะปลาย มีอายุอยู่ในราว พ.ศ. ๑๙๕๒-๑๙๙๑ ตั้งแต่รัชสมัยของ สมเด็จพระนครินทราธิราช (สมเด็จพระเจ้านครอินทร์) ถึงรัชสมัย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (สมเด็จเจ้าสามพระยา) จึงเป็น ศิลปะอยุธยายุคต้นสกุลช่างอยุธยา-อู่ทองระยะปลาย เนื่องจากอิทธิพลของ ศิลปะอู่ทอง คลายตัวลง ศิลปะสุโขทัย จึงเข้ามาผสมผสานมากขึ้นส่วนเหตุที่ ศิลปะสุโขทัย เข้ามาผสมผสานแทนที่ ศิลปะอู่ทอง ก็มิใช่เรื่องแปลกใหม่แต่ประการใดเพราะเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ บ่งบอกได้เป็นอย่างดีในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง กรุงศรีอยุธยา และ กรุงสุโขทัย คือระยะนั้นนอกจาก กรุงศรีอยุธยาจะมีอำนาจเหนือกรุงสุโขทัยแล้วความสัมพันธ์ทางด้านเครือญาติซึ่งก็คือการอภิเษกสมรสระหว่าง พระมหากษัตริย์อยุธยา กับ พระราชเทวี พระมเหสีที่มีเชื้อสายของ กษัตริย์สุโขทัย มีมาทุกสมัยนับตั้งแต่รัชสมัยของ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) ทรงมีพระมเหสีเป็น เจ้าหญิงแห่งราชวงศ์สุโขทัย (ราชวงศ์พระร่วง) คือทรงเป็น พระขนิษฐา (น้องสาว) ของ พระมหาธรรมราชาลิไท และในรัชสมัยของ สมเด็จพระนครินทราธิราช (สมเด็จพระเจ้านครอินทร์) ก็ทรงมีพระมเหสีเป็น เจ้าหญิงราชวงศ์สุโขทัย และทรงมีพระโอรส ๓ พระองค์คือ เจ้าอ้ายพระยา เจ้ายี่พระยา และ เจ้าสามพระยา ที่ถือเป็นรัชทายาทโดยชอบธรรม ดังนั้นเมื่อ พระมหาธรรมราชาที่ ๔ (พระบรมปาล) เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๑๙๘๑ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (สมเด็จพระเจ้าสามพระยา)  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระโอรส สมเด็จพระราเมศวร (ต่อมาคือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) เสด็จฯ ไปปกครองเมืองพิษณุโลกเป็นการผนวกเอา กรุงสุโขทัยขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยาโดยสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการสิ้นสุดความเป็นอาณาจักรสุโขทัยตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้น มา


ที่กล่าวมาก็คือความเป็นมาของการนำอิทธิพล ศิลปะสุโขทัย เข้ามาผสมผสานใน ศิลปะอยุธยา แทนที่ ศิลปะอู่ทอง ที่เริ่มคลายตัวลงแล้วก่อกำเนิดเกิดเป็น ศิลปะอยุธยายุคต้นสกุลช่างอยุธยา-อู่ทองระยะปลาย ที่สามารถจำแนกออกเป็น ๒ สายสกุลช่างคือ สกุลช่างสุโขทัย และ สกุลช่างอยุธยา อีกทอดหนึ่งโดย ศิลปะสกุลช่างสุโขทัย นั้นเป็นผลให้ ศิลปะอยุธยายุคต้น มีพระพุทธลักษณะคล้าย พระพุทธรูปสมัยสุโขทัยยุคปลาย    คือพระพักตร์เป็นวงรีคล้ายรูปไข่ที่เรียกว่า  พระพุทธรูปหน้านาง เพราะมีพระรัศมีเป็นเปลวเพลิงทรงสูงพลิ้วอ่อนไหว และมีเพียงครึ่งซีกไรพระศกเป็นแบบเม็ดไข่ปลาผ่า ซีกและหนามขนุน พระเกตุมาลาเป็น ต่อมเตี้ยกว่าสกุลช่าง อยุธยากรอบพระพักตร์เป็นแถบใหญ่ พระขนงโก่งจดกันแบบสุโขทัย พระเนตรยาวเรียวคล้ายตาหงส์แบบสุโขทัย พระโอษฐ์ เรียวเล็ก พระนาสิกโด่งไม่งองุ้ม ห่มจีวรเฉวียงบ่า ประทับนั่งขัดสมาธิราบ แสดงปางมารวิชัย

 





 

     สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จขึ้นครองราชย์และสถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นเมืองหลวงกรุงรัตนโกสินทร์ และทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเหมือนกรงศรีอยุธยาแห่งที่สอง กล่าวคือได้มีการสร้างสถาปัตยกรรมที่สำคัญ โดยเลียนแบบอย่างมาจากกรุงศรีอยุธยารวมไปถึงสถาปัตยกรรมประเภท บ้านพักอาศัย เรือนไทยบางเรือนที่ยังคงเหลือจากการทำศึกสงครามกับพม่าก็ถูกถอดจากกรุงศรีอยุธยามาประกอบที่กรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานครกลายเป็นมหานครศูนย์กลางแห่งหนึ่งที่รวบรวมเอาผู้คนหลายหลายชาติวัฒนธรรมเข้ามารวมอยู่ด้วยกันไม่ว่าจะเป็น แขก (อินเดีย) ฝรั่ง (ชาติตะวันตก) และ จีน ที่มีการซึมซับวัฒนธรรมอื่นมาทีละน้อย หลักฐานในยุคนั้นไม่ปรากฏเท่าไร เนื่องจากผุพังไปตามสภาพกาลเวลา แต่จะเห็นได้จากภาพตามจิตรกรรมฝาผนังของวัดต่างๆ ที่สร้างขึ้นในสมัยนั้น รวมถึงรูปแบบบ้านพักอาศัยซึ่งมีตึกปูนแบบจีนอยู่ค่อนข้างมาก
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นยุคทองแห่งศิลปะจีน มีการใช้การก่ออิฐถือปูนและใช้ลวดลายดินเผาเคลือบประดับหน้าบันแทนแบบเดิม

สมัยรัชกาลที่ 4 เริ่มมีการติดต่อกับชาติตะวันตกมากขึ้นดังเช่น วัดนิเวศธรรมประวัติ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นศิลปะแบบโกธิค

ต่อมาในยุคที่มีการล่าอาณานิคม ศิลปะไทยอยู่ในช่วงการปรับตัวระหว่างรูปแบบตามประเพณีนิยมกับศิลปะทางตะวันตกของยุโรป มีการสร้างศิลปะตามแบบประเพณีนิยมอยู่บ้าง  แต่ไม่มากเท่าตอนต้นสมัยรัตนโกสินทร์ยิ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ศิลปะแบบตะวัน ตกเริ่มฝังรากลึกลงในสังคมและวัฒนธรรมไทยผลักดันให้เกิดการพัฒนาแนวความคิดและวิธีการแสดงรูปแบบทางศิลปกรรมทุกด้าน พระมหากษัตริย์ของเราก็ทรงพระปรีชาสามารถเลือกหนทาง การประนีประนอม ไม่ให้เสียเอกราชไปโดยที่เราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความเป็นอยู่ของตัวเอง สถาปัตยกรรมไทยในสมัยนั้นจึงมีหน้าตาเป็นแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก บ้านเรือนเปลี่ยนรูปแบบเป็นตึกก่ออิฐถือปูน มีการวางผังแบบสากลและตายตัว ไม่ใช้ Open Plan แบบเก่า มีการกั้นห้องเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ เช่น รับแขก รับประทานอาหาร นั่งเล่น เป็นต้น

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้แบ่งประเภท ของบ้านเรือนในกรุงเทพตามแบบวัฒนธรรมออกเป็น 3 แบบ คือ 
1.    แบบเดิม คือ แบบเรือนของผู้มีฐานะ (ระดับ)เดียวกัน เคยทำมาอย่างไรก็ทำมาอย่างนั้น มิได้คิดเปลี่ยนแปลงยกตัวอย่างเช่น วังเจ้าบ้านนายขุน 
2.    แบบผสม คือ เอาตึกฝรั่งหรือเก๋งจีนมาสร้างแทรกเข้าบ้าง เข้าใจว่าเกิดขึ้นในรัชการที่ 4 และต่อมาจนต้นรัชกาลที่ 5 ดังตัวอย่างที่มีเก๋ง และ การ     แก้ไขตำหนักที่วังท่าพระ เป็นต้น 
3.    เปลี่ยนเป็นอย่างใหม่ คือ เลิกสร้างเรือนแบบไทยเดิม และตึกฝรั่ง เก๋งจีน คิดทำเป็นตึกฝรั่งทีเดียว เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5

 

 



Comments