ประกอบด้วย 1. หลักธรรมาภิบาล
2. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
3. ค่านิยม 12 ประการ
4. การทำงานเป็นธีม
5. หลักปฏิบัติงาน PDCA
ประกอบด้วย 1. หลักธรรมาภิบาล
2. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
3. ค่านิยม 12 ประการ
4. การทำงานเป็นธีม
5. หลักปฏิบัติงาน PDCA
🔷หลักธรรมาภิบาล
ระบบบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี หรือธรรมาภิบาล (GOOD GOVERNANCE)
หลักธรรมาภิบาล หมายถึง แนวทางในการจัดระเบียบเพื่อให้สังคมของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และตั้งอยู่ในความถูกต้องเป็นธรรม ตามหลักพื้นฐานการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ดังนี้
1. หลักนิติธรรม (The Rule of Law)
หลักนิติธรรม หมายถึง การปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ โดยถือว่าเป็นการปกครองภายใต้กฎหมายมิใช่ตามอำเภอใจ หรืออำนาจของตัวบุคคล จะต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมและความยุติธรรม รวมทั้งมีความรัดกุมและรวดเร็วด้วย
2. หลักคุณธรรม (Morality)
หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้อง ดีงาม การส่งเสริมให้บุคลากรพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพื่อให้บุคลากรมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริต เป็นนิสัยประจำชาติ
3. หลักความโปร่งใส (Accountability)
หลักความโปร่งใส หมายถึง ความโปร่งใส พอเทียบได้ว่ามีความหมาย ตรงข้าม หรือเกือบตรงข้ามกับการทุจริต คอร์รัปชั่น โดยที่เรื่องทุจริต คอร์รัปชั่น ให้มีความหมายในเชิงลบ และความน่าสะพรึงกลัวแฝงอยู่ ความโปร่งใสเป็นคำศัพท์ที่ให้แง่มุมในเชิงบวก และให้ความสนใจในเชิงสงบสุขประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวกและเข้าใจง่าย และมีกระบวนการให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้อง อย่างชัดเจนในการนี้ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานให้มีความโปร่งใส ขออัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ที่ได้ทรงมีพระราชกระแสรับสั่ง ได้แก่ ผู้ที่มีความสุจริต และบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อยก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มีความรู้มาก แต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ
4. หลักการมีส่วนร่วม (Participation)
หลักการมีส่วนร่วม หมายถึง การให้โอกาสให้บุคลากรหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมทางการบริหารจัดการเกี่ยวกับการตัดสินใจ ในเรื่องต่าง ๆ เช่น เป็นคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และหรือคณะทำงานโดยให้ข้อมูล ความคิดเห็น แนะนำ ปรึกษา ร่วมวางแผนและร่วมปฏิบัติ
5. หลักความรับผิดชอบ (Responsibility)
หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิและหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาการบริหารจัดการ การกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา และเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง รวมทั้งความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากกระทำของตนเอง
6. หลักความคุ้มค่า (Cost
ที่มา : https://guru.sanook.com/6313/
🔷 หลักปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง
หลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข
เป็นบทสรุปของเศรษฐกิจพอเพียง นั่นเอง คือ สรุปให้เข้าใจได้ง่ายๆ ดังต่อไปนี้
3 ห่วง คือ ทางสายกลาง ประกอบไปด้วย ดังนี้
ห่วงที่ 1 คือ พอประมาณ หมายถึง พอประมาณในทุกอย่าง ความพอดีไม่มากหรือว่าน้อยจนเกินไปโดยต้องไม่เบียดเบียนตนเอง หรือผู้อื่นให้เดือดร้อน
ห่วงที่ 2 คือ มีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ
ห่วงที่ 3 คือ มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
2 เงื่อนไข ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่
เงื่อนไขที่ 1 เงื่อนไขความรู้ คือ มีความรอบรู้เกี่ยวกับ วิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการ วางแผน และความระมัดระวังในขั้นตอนปฏิบัติ คุณธรรมประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต
เงื่อนไขที่ 2 เงื่อนไขคุณธรรม คือ มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต
“เศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ คือ หลักการดำเนินชีวิตที่จริงแท้ที่สุด กรอบแนวคิดของหลักปรัชญามุ่งเน้นความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา อันมีคุณลักษณะที่สำคัญ คือ สามารถประยุกต์ใช้ในทุกระดับ ตลอดจนให้ความสำคัญกับคำว่าความพอเพียง ที่ประกอบด้วย ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ภายใต้เงื่อนไขของการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมที่ต้องอาศัยเงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม”
“หากทุกฝ่ายเข้าใจกรอบแนวคิด คุณลักษณะ คำนิยามของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแจ่มชัดแล้ว ก็จะง่ายขึ้นในการนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ และจะนำไปสู่ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี”
ที่มา: http://เศรษฐกิจพอเพียง.net/
🔷 ค่านิยม 12 ประการ
1. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวนรวม
3. กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงตงาม
6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน
7. เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง
8. มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่
9. มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙
10.รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙
รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่ายจำหน่าย และพร้อมที่จะขยายกิจการเมื่อมีความพร้อม เมื่อมีภูมิคุ้มกันที่ดี
11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายตำหรือกิเลส มีความละอายเกรงกลัวต่อบาป
ตามหลักของศาสนา
12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมและของชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง
ที่มา เว็บไซต์ โรงเรียนโนนจานวิทยา https://njs.ac.th/
🔷 การทำงานเป็นทีม
1. หัวหน้าทีมต้องมีความเป็นผู้นำ
การทำงานเป็นทีมจำเป็นต้องมีหัวหน้าทีมเพื่อคอยดูแล กำกับงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ สามารถมอบหมายงานให้กับสมาชิกแต่ละคนได้ บริหารทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่า สามารถเป็นที่ปรึกษาให้กับสมาชิกได้เมื่อเกิดปัญหา รวมถึงเป็นคนที่ทำหน้าที่เชื่อมสมาชิกในทีมเข้าด้วยกัน
2.มอบหมายงานตามความถนัดของแต่ละคน
แต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน ถ้าคน ๆ นึงได้รับมอบหมายให้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ถนัด Output ที่ได้ ก็คือ คนทำไม่ได้มีความเข้าใจในเนื้องาน และงานที่ได้ไม่มีคุณภาพเท่าที่ตั้งไว้ ดังนั้น การดึงเอาจุดเด่นของสมาชิกแต่ละคนมาใช้ให้ถูกกับงาน เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างทีมให้มีคุณภาพ
3.เข้าใจถึงบทบาทและความรับผิดชอบของแต่ละคน
การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของสมาชิกในทีม เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การทำงานเป็นทีมประสบความสำเร็จ เนื่องจากทุกคนเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของตนเองว่าจะต้องทำอะไร รวมถึงเข้าใจบทบาทของเพื่อนร่วมงาน ทำให้สามารถทำงานได้อย่างเป็นระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพของงาน
4.ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน
ควรมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนตั้งแต่แรก ให้สมาชิกทุกคนในทีมรับทราบและเข้าใจตรงกัน จะทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น เดินตามกรอบ ไม่ออกนอกทาง และไม่เสียเวลาเปล่า
5.สื่อสารกันอยู่เสมอ
ทักษะในการสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกคนควรมี เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ทำให้สมาชิกในทีมเข้าใจตรงกัน ซึ่งการทำงานเป็นทีมต้องอาศัยสมาชิกหลายคนในการทำงานชิ้น ๆ หนึ่งให้สำเร็จ ดังนั้น การอัพเดทโดยการสื่อสารกันอยู่ตลอดเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะต้องทำ เพื่อทำให้งานเกิดความติดขัดน้อยที่สุด
🔷 หลักปฏิบัติแบบ PDCA
ในขั้นตอนแรก ก็คือการ Plan หรือการวางแผน โดยเราจะต้องมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนว่าเราต้องการทำอะไร ทำที่ไหน ทำอย่างไร และทำเพื่อใคร เพื่อให้สามารถวางแผนได้อย่างถูกจุดและครอบคลุมตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ซึ่งการวางแผนที่ว่านี้ ไม่ใช่แค่การมองว่าจะดำเนินการอย่างไรเท่านั้น แต่ต้องมองไปถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและหาวิธีรับมือล่วงหน้าด้วย เวลาเกิดปัญหาขึ้นจริง ๆ เราจะได้ไม่ตื่นตระหนก และลดโอกาสในการตัดสินใจผิดพลาด นอกจากนี้ ยังควรกำหนด KPI หรือตัวชี้วัด ที่ชัดเจนเอาไว้ด้วย เพื่อจะได้รู้ว่าผลลัพธ์ของการดำเนินงานในแต่ละช่วงนั้นดีหรือไม่ดี และควรปรับปรุงหรือพัฒนาในจุดใดบ้าง เพื่อให้ผลสุดท้ายออกมาอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
หลังจากกำหนดเป้าหมาย ระบุปัญหาพร้อมวิธีรับมือ และมี KPI แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือ Do หรือการปฏิบัติตามแผน โดยเราจะต้องลงมือทำตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในขั้นแรก แต่แนะนำว่าให้นำไปปรับใช้กับโพรเจ็กต์ที่ไม่ใหญ่มากก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ธุรกิจ เพราะแผนการดำเนินงานดังกล่าวเป็นแผนใหม่ มีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็ไม่ต้องตกใจ เนื่องจากเป็นเรื่องปกติในการทำงานที่เราไม่เคยทำมาก่อน แต่ระหว่างการลงมือทำก็ควรจะเป็นไปด้วยความรอบคอบ และระมัดระวังให้เกิดปัญหาน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เมื่อลงมือทำไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว ขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ในการดำเนินงานใด ๆ ก็คือการ Check หรือการตรวจสอบ ว่าแผนการดำเนินงานดังกล่าวก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ โดยใช้ KPI ที่เรากำหนดในขั้นตอนแรกมาเป็นตัวชี้วัด หากตรวจสอบแล้วพบว่ายังมีบางจุดที่ไม่เป็นไปตามต้องการ ให้วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาว่าเพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น อะไรคืออุปสรรคที่ทำให้ติดขัด แล้วปฏิบัติใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนแรก คือ การวางแผน พร้อมอุดรูรั่วที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว จากนั้นทำตามแผนแล้วมาตรวจสอบอีกทีว่าแผนงานนั้นใช้ได้จริงหรือไม่ หากผลพบว่าไม่มีปัญหาอะไร ผ่านเกณฑ์ KPI ที่กำหนดไว้ทุกข้อ ก็สามารถดำเนินการในขั้นตอนถัดไปได้เลย
หากแผนงานที่วางไว้ทำให้เราประสบความสำเร็จได้ ก็ถึงเวลา Act หรือการนำแผนงานนั้นมาประยุกต์ใช้ภายในองค์กร โดยอาจทำผ่านการอบรม การประกาศ การประชุม หรือการแจ้งข่าวผ่านอีเมล เพื่อให้พนักงานทุกคนเข้าใจตรงกันว่าหลังจากนี้เราจะใช้นโยบายแบบใดเพื่อปรับปรุงและพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าพอทำถึงขั้น Act แล้วจะหยุดได้เลย เพราะ PDCA คือวงจรที่ต้องทำต่อเรื่อย ๆ หากเราต้องการให้องค์กรพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พอนำแผนงานที่สำเร็จแล้วมาปรับใช้ ก็ให้วนลูปกลับไปทำ PDCA ใหม่เรื่อย ๆ เพราะโลกของเราเปลี่ยนแปลงทุกวัน การจมอยู่กับกลยุทธ์เดิม ๆ อาจทำให้เราล้าหลังคู่แข่งไปหลายก้าวได้
ที่มา : https://www.primal.co.th/