รวบรวมข้อมูลจากหนังสืออนุสรณ์อุเทนถวายรุ่นต่างๆ
โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย นับเป็นโรงเรียนที่สามประเภทอาชีวศึกษาชั้นสูง ที่อุบัติขึ้นในพระมหานครแห่งประเทศไทย เป็นแม่ของโรงเรียนช่างไม้ทั่วพระราชอาณาจักร
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ มุ่งหมายที่จะเจริญรอยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ โดยที่มีพระราชปรารภว่า “...อาชีพและฝีมือช่างไทย ในสมัยโบราณกาล การปลูกสร้างบ้านเรือน ตึกราม ปราสาทราชวัง ตลอดจนอารามใหญ่ๆ นั้น จารึกเป็นเกียรติประวัติของสถาปนิกไทยว่ารุ่งโรจน์เพียงใด น่าเสียดายศิลปาชีพต่างๆ ซึ่งเป็นของคนไทย กลับถูกแย่งและทอดทิ้งเสีย...” จึงโปรดเกล้าให้จัดตั้ง “โรงเรียนเพาะช่าง” ขึ้นเป็นปฐม ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔
พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าธานีนิวัติ (กรมหมื่นพิทยาลาภพฤฒิยากร) ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๔ นั้น แต่งตั้งให้พระเสนอ พจนพากย์ (เสนอ รักเสียม) ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่โรงเรียนเพาะช่าง โดยรับอนุมัติให้เปิดทําการสอนวิชาช่างแผนกแบบแปลนขึ้นในโรงเรียนนั้นอีกแผนกหนึ่ง โดยมีอาจารย์นารถ โพธิ์ประสาท เป็นอาจารย์ประจํา พร้อมกันนั้น ก็ได้เปิดแผนรับเหมาก่อสร้างขึ้น (ที่ถนนพญาไท สถานที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตอุเทนถวาย ปัจจุบัน) ให้ชื่อว่า “โรงเรียนเพาะช่าง แผนกช่างก่อสร้าง” ปลูกสร้างโรงงานในที่ดินประมาณ ๒ ไร่ ในระยะแรก โดยมี พ.ท. พระยาพิศาลสรเดช (ม.ร.ว.อรุณ วัชรีวงศ์) เป็นผู้ควบคุมดําเนินงาน
เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ ดําริจะเปิดโรงเรียนช่างก่อสร้างขึ้นในพระนครสักแห่งหนึ่ง จึงบัญชาให้หลวงวิศาลศิลปกรรมพร้อม ด้วยคณะกรรมการร่างเค้าโครงและระเบียบ โดยมีคณะกรรมการดังนี้ พระยาวิทยาปรีชามาตย์ เป็นประธานกรรมการ พระยาปริมาณสินสมรรถ เป็นกรรมการ พระโสภณหิรัญกิจ เป็นกรรมการ จมื่นสุรฤทธิ์พฤฒิไกร เป็นกรรมการ หลวงอาจอัคคีการ เป็นกรรมการนายนารถ โพธิ์ประสาท เป็นกรรมการ
คณะกรรมการเห็นพ้องต้องกัน จัดเอาโรงเรียนเพาะช่าง แผนกช่างก่อสร้าง เป็นสถานที่เล่าเรียน ภายในเดือนพฤศจิกายนแห่งปี พ.ศ. ๒๔๗๖ “หอเรียน ๑” ก็สร้างสําเร็จ เรียบร้อย เปิดรับนักศึกษาเข้าศึกษาวิชาช่างก่อสร้างได้ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๖ ให้นามโรงเรียนว่า “โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย” เพราะเหตุตั้งอยู่ระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสะพานอุเทนถวาย เปิดรับนักเรียน ๓ แผนก คือ ประถมวิสามัญ ผู้สมัครต้องมีพื้นความรู้ไม่ต่ำกว่าชั้นมัธยมปีที่ ๑ มัธยมวิสามัญผู้สมัครต้อง มีพื้นความรู้ไม่ต่ำกว่ามัธยมปีที่ ๓ และช่างฝีมือในงานไม้ สี โลหะบัดกรี และปูน ผู้สมัครต้องมีพื้นความรู้ไม่ต่ำกว่าประถมปีที่ ๔ ทุกแผนกเรียนจบหลักสูตร ๓ ปี โดยมีหลวงวิศาลศิลปกรรมเป็นครูใหญ่ กระทรวงศึกษาธิการอนุมัติ เงินใช้เป็นทุนและการก่อสร้างประมาณ ๓๓,๖๖๐ บาท ต่อมาได้รับอนุมัติให้ทุนรับเลหลังเครื่องจักรเลื่อยไม้จากกรุงเทพวัฒถี อีก ๓,๖๐๐ บาท โดยขยายเพิ่มเนื้อที่เช่าออกไปอีก ๘ ร่องสวน
กระทรวงศึกษามีคำสั่งให้ยุบโรงเรียนช่างก่อสร้างแห่งนี้ และโอนกลับขึ้นกับโรงเรียนเพาะช่างตามเดิม ได้โยกย้ายสับเปลี่ยนครูอาจารย์หลายท่าน มอบหมายให้ ร.อ. ขุนบัญชารณการ (วงศ์ จารุศร) รับมอบงานจากครูใหญ่คนเดิมเพื่อเตรียมการดำเนินการต่อไป
“พระสารศาสน์ประพันธ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีคำสั่งให้เปิดโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย แยกออกจากโรงเรียนเพาะช่าง มาดำเนินการเปิดเป็นอีกโรงเรียนหนึ่ง ณ สถานที่ตั้งเดิม พร้อมทั้งมีคำสั่งแต่งตั้ง ร.อ.ขุนบัญชารณการ (วงศ์ จารุศร) ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่
สร้างโรงฝึกงาน ๗๘ และปรับปรุงสนามฟุตบอล และก่อสร้างบ้านพักครูขึ้น ๑ หลัง และได้เปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาชั้นประถมวิสามัญและชั้นมัธยมวิสามัญ เป็นชั้นมัธยมวิสามัญช่างก่อสร้าง หลักสูตรปีที่ ๑ ถึง ๘ รับผู้มีความรู้ตามลำดับของชั้นที่จัดขึ้น เรียกช่างฝีมือเป็นประถมอาชีพหลักสูตรและแผนคงเดิมได้รับทุนจุลจักรพงษ์ สำหรับนักเรียนช่างก่อสร้างปีละ ๓ ทุน
พระเทวภินิมมิต (ฉาย) ได้เขียนภาพระบายสี โดยจำลองรูปวิษณุกรรมเหยียบเมฆ พระหัตถ์ขวาทรงจับไม้วา พระหัตถ์ซ้ายทรงถือไม้ฉากและลูกดิ่ง ใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำสำนัก ในปีนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างหอเรียนหลังที่ ๒ และบ้านพักครูหลังที่ ๒ เพิ่มขึ้น
พลเรือโทหลวงสินธุสงครามชัย ร.น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นสถานอบรมวิชาช่างไม้ ช่างปูน และจักสานแก่ครูในจังหวัดต่างๆ ซึ่งกระทรวงฯ คัดเลือกทั่วราชอาณาจักรส่งเข้ามาเรียนจำนวน ๒๐๐ คน โดยใช้ครู อาจารย์ของโรงเรียนเป็นเจ้าหน้าที่ทำการสอนอบรมฝึกฝนขึ้นอีกแผนหนึ่ง และได้อนุมัติให้โรงเรียนจัดสร้างหอเรียน ๓ และหอเรียน ๔ โรงฝึกงาน ๒ และได้จัดแยกนักเรียนมัธยมวิสามัญออกเป็น ๒ แผนก คือ แผนกชั้นมัธยมต้น รับนักเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๓ และแผนกชั้นมัธยมปลาย รับนักเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๖ หลักสูตรการเรียน ๓ ปี ทั้งสองแผนก วิชาที่เรียนแบ่งออกเป็นภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ มีวิชาเขียนแบบ เขียนภาพหวัด ก่อสร้างบูรณะ กลศาสตร์วัสดุก่อสร้าง รังวัด ถนนและทาง ระบบประปาและสุขา เดินสายไฟ ตรวจและคิดราคาก่อสร้าง บัญชี กฎหมาย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ศีลธรรม พลศึกษา และฝึกอบรมงานทั้ง ๔ สาขาช่าง
สร้างโรงงานเพิ่มขึ้นอีก ๑ หลัง บ้านพักครูอีก ๒ หลัง รั้วด้านหน้าโรงเรียน ก่อสร้างโรงเรียนฝึกงาน ๑ และ ๓ ปรับปรุงถนนและทางเท้า สระอาบน้ำ ก่อสร้างบ้านพักครูหลังที่ ๓ และหลังที่ ๔ อบรมครูช่างไม้รุ่นที่ ๑ จำนวน ๖๑ คน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยรับรองวิทยฐานะนักเรียนที่เรียนจบชั้นประโยคมัธยมปลายตามประกาศ ฉบับที่ ๒ ลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๑
ขยายและปรับปรุงโรงงาน ๗๘ เป็นโรงฝึกงานที่ ๔ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดส่งครูจากจังหวัดต่างๆ จังหวัดละ ๒ คน รวม ๑๔๐ คน เข้ารับการอบรมวิชาช่างไม้เป็นรุ่นที่ ๒ ร่วมกับ รุ่นที่ ๑ หลักสูตรการอบรม ๒ ปี ด้วยเหตุนี้โรงเรียนถือว่าครูและผู้ได้รับการอบรมทุกรุ่นเป็นศิษย์เก่า เพราะได้รับการศึกษาในลักษณะวิชาและการเรียนเช่นเดียวกัน ได้ยุบเลิกแผนกมัธยมต้นวิสามัญ แยกการศึกษาออกเป็นแผนกอาชีวศึกษาชั้นสูง แผนกช่างก่อสร้าง และแผนกอาชีวศึกษาชั้นสูง แผนกช่างก่อสร้าง และแผนกอาชีวศึกษาชั้นต้น แผนกช่างไม้ ช่างปูน ช่างสี ช่างโลหะ หลักสูตรคงใช้ของเดิม และปรับปรุงให้กระชับขึ้น กรมโยธาเทศบาล ประกาศเทียบความรู้ของผู้จบการศึกษาชั้นประโยคอาชีวะชั้นสูง แผนกช่างก่อสร้างมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าช่างจัตวา ฉบับลงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๒
ได้ก่อสร้างอาคารที่ทำการ ด้านรั้วโรงเรียนถนนพญาไทโดยตลอด ทางการได้เรียกตัวนักเรียนครูช่างที่เรียนครบ ๒ ปี ส่งไปรับราชการตามต้นสังกัดเดิมระหว่างโรงเรียนปิดภาคปลาย ทางราชการทหาร ได้ขอใช้สถานที่อาคารที่ทำการซึ่งก่อสร้างเกือบเสร็จเรียบร้อยเป็นที่พักของทหารกองทัพบูรพา คราวสงบกรณีพิพาทระหว่างอินโดจีน ฝรั่งเศส เพื่อพิธีสวนสนามในพระนคร
นับเป็นปีที่โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายรุ่งเรืองมาก ทั้งทางด้านการศึกษา ด้านการค้า และอื่นๆ เช่น การกีฬาครูทำการสอน คือ นายจำปา เล้มสำราญ พ.จ.ท. โพ และนายอาจ สุนทร ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ย้ายขึ้นประจำบนอาคารที่ทำการ นับว่าเป็นความเจริญรุ่งเรืองของโรงเรียน ยิ่งกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา
ประเทศไทยได้จารึกวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ วันที่ทหารญี่ปุ่นบุกยึดอาคารสถานที่ของโรงเรียนเป็นที่พักทหาร ขณะนั้นโรงเรียนอยู่ระหว่างปิดภาคและมีงานฉลองรัฐธรรมนูญ กองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดอาคารสถานที่ของโรงเรียนเป็นที่พักของทหาร โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายเริ่มบันทึกความสูญเสียทรัพย์สิน การศึกษาและอื่นๆ อย่างมหันต์ในสมุดจดหมายเหตุประจำโรงเรียน
วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๕ กระทรวงศึกษาธิการสั่งปิดโรงเรียนเป็นกรณีพิเศษ ผลการเรียนให้ถือเอาเวลาเรียนร้อยละ ๖๐ เป็นอันสอบไล่ได้
วันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ เปิดภาคเรียนภาคต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๕ อพยพนักเรียนทั้งที่รับใหม่และนักเรียนเก่า เฉพาะแผนกอาชีวศึกษาชั้นสูง ย้ายจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยมาเรียนที่โรงเรียนพาณิชยการวัดแก้วฟ้าล่าง ชั้นต้นยังคงเรียนอยู่ที่เดิม
วันที่ ๓๐ กันยายน ย้ายนักเรียนชั้นต้นปีที่ ๑ และ ๒ ทุกสาขาวิชาช่างไปอาศัยเรียนที่โรงเรียนช่างไม้วัดสระเกษเพราะเกิดอุทกภัย วันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ กระทรวงศึกษาธิการ สั่งปิดโรงเรียนทั่วไป เพราะมีระดับน้ำท่วมสูงสุดเมื่อวันที่
วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พลตรีประยูร ภมรมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สั่งย้ายนักเรียนชั้นต้นปีที่ ๓ ตลอดจนครู พนักงานซึ่งอาศัยโรงฝึกงาน ๔ ไปอาศัยเรียนที่โรงเรียนช่างเย็บหนัง อาคาร ๖ ถนนราชดำเนิน
วันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ย้ายที่ทำการชั้นต้นจากอาคาร ๖ ถนนราชดำเนินและจากโรงเรียนช่างไม้วัดสระเกษ มาเรียนชั่วคราวหลังสถานเสาวภา ตำบลสนามม้า ในปีนี้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับนักเรียนที่จบประโยคอาชีวศึกษาชั้นสูงแผนกช่างก่อสร้าง เข้าศึกษาต่อแผนกสถาปัตยกรรมศาสตร์ และแผนกวิศวกรรมศาสตร์ แทนการเปิดสอนชั้นปีที่ ๔ และชั้นปีที่ ๕ ซึ่งทางโรงเรียนได้ขออนุมัติไปที่กระทรวงศึกษาธิการ
วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ขุนบัญชารณการ (ร.อ.วงศ์ จารุศร) อาจารย์ใหญ่ขอลาออกตั้งแต่ ๑ ธันวาคม เป็นต้นไป มอบหมายงานและหน้าที่ให้นายวิโรจน์ กมลพันธุ์ หัวหน้ากองโรงเรียนอาชีวศึกษา มาดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ที่โรงเรียนอีกตำแหน่งหนึ่ง เหตุเพราะภัยสงครามได้ทวีความรุนแรงโรงเรียนปิดๆ เปิดๆ การเรียนการสอนสลับอยู่ตลอด สาเหตุดังกล่าวจึงไม่มีท่านใดประสงค์เข้ารับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ หัวหน้ากองซึ่งดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ในขณะนั้น ก็มีงานมากไม่สะดวกที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ราชการที่โรงเรียนเท่าควร จึงมอบหมายให้ นายดิเรก อิศรางกูร ณ อยุธยา กับ นายกุล มฤคทัต ผลัดเปลี่ยนกันมารักษาการ
(สงครามโลกครั้งที่ ๒)
ภัยทางอากาศทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นกระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ โรงเรียนอพยพย้ายออกไปนอกเขตพระนคร และธนบุรีเพื่อเตรียมเปิดทำการเรียนการสอนใหม่ คือ วันที่ ๑๙-๒๐ มกราคม อาคารหลายหลังในโรงเรียนได้รับความเสียหาย จากการทิ้งระเบิดอย่างหนักจึงต้องอพยพย้ายพัสดุครุภัณฑ์ทรัพย์สินเท่าที่เหลืออยู่ ไปเปิดที่โรงเรียนช่างไม้อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม อยู่ในความควบคุมของนายดิเรก อิศรางกูร ณ อยุธยา ส่วนการเรียนการสอนยังคงอยู่ที่วัดแก้วฟ้าล่าง และหลังสถานเสาวภา เมื่อโรงเรียนเปิดเรียนภาคต้นปีการศึกษา ๒๔๘๗ อาคารเรียนชั่วคราวสถานเสาวภาถูกพายุพัดพังเสียหายใช้การไม่ได้ ต้องย้ายแผนกชั้นต้นทั้งหมดไปเปิดเรียนที่โรงเรียนช่างทอ วัดสามพระยา ระยะนี้อยู่ในระหว่างปิดโรงเรียนเป็นกรณีพิเศษ
วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ทหารญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ สงครามสงบลงเมื่อ ๓๑ สิงหาคม กองทัพญี่ปุ่นยอมคืนสถานที่และย้ายออกไปสู่ค่ายกักกัน เปิดรับนักเรียนอาชีวศึกษาชั้นกลางแผนกช่างไม้ รับนักเรียนที่เรียนจบวิชาช่างไม้ชั้นต้น ขึ้นอีกแผนกหนึ่ง
วันที่ ๑ กันยายน กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งแต่งตั้งนายดิเรก อิศรางกูร ณ อยุธยา ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ ส่วนนายวิโรจน์ กมลพันธ์ ยังคงรับหน้าที่หัวหน้ากองโรงเรียนตำแหน่งเดียว วันที่ ๕ กันยายน กรมยุทธโยธาทหารบก ขอใช้อาคารสถานที่เป็นที่ต้อนรับและที่พักของทหารสหประชาชาติ ความเสื่อมโทรมของสถานที่ โดยทั่วไปเสียหายมากอาคารทุกหลังที่เหลือจากถูกระเบิดโดยทหารญี่ปุ่น ได้รับผลกระทบครั้งแล้วครั้งเล่าจากทหารอังกฤษ ทหารแขก ทหารฮอลันดา ดังนั้น เมื่อทางโรงเรียนได้รับมอบสถานที่คืนจากทหารดัชท์ ซึ่งเป็นทหารหน่วยสุดท้าย โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายของเราเสียหายชำรุดทรุดโทรมมาก มีป้อมดิน และซีเมนต์ตั้งระเกะระกะ สระน้ำที่สวยงามใช้เป็นส้วมเป็นถังขยะ ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวนไปหมด อาคารต่างๆ โดนระเบิดเสียหายใช้การไม่ได้ แต่เป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่งที่เทวรูปองค์พระวิษณุกรรมยังยืนเด่นสง่าอยู่อย่างเดิมไม่เสียหาย
พ.ศ. ๒๔๘๙ วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๔๘๙ รับมอบสถานที่คืนจากนายทหารดัชท์และเจ้าหน้าที่กลาโหม ได้เริ่มขนย้ายสิ่งของตลอดจนกิจกรรมและกลับมาสู่มาตุภูมิของเรา เริ่มทำการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสถานที่ ให้คงสภาพใช้งานได้ ใกล้วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ องค์เทวรูปพระวิษณุกรรมได้รับการบูรณะและได้ก่อสร้างฉากเบื้องหลังโดยฝีมือผู้ปั้นเดิม คือ นายสิทธิเดช แสงหิรัญ และนายทองอยู่ ชื่นชอบ
พ.ศ. ๒๔๙๐ กระทรวงศึกษาธิการได้อนุมัติให้ดำเนินการซ่อมโรงฝึกงาน ๔ และหอเรียน ๒ และ ๔ ใช้เป็นสถานที่เรียนชั่วคราวของโรงเรียนพณิชยการพระนคร ซึ่งย้ายมาจากวังบูรพาตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤษภาคม หอเรียน ๒ และ ๔ อาจารย์ใหญ่อำนวยการจัดซ่อมเอง ส่วนโรงฝึกงาน ๔ บริษัทไทย ชัยสหช่างจำกัดรับเหมาจะเห็นได้ว่า จากประวัติของอุเทนถวายที่ผ่านมามีอุปสรรคขวากหนามมากมาย แต่ก็พ้นพิบัติภัยมาได้ตลอด คงเป็นเพราะบารมีของพระวิษณุกรรมเทวรูปอันศักดิ์สิทธิ์ของเรา
พ.ศ. ๒๔๙๑ การขยายตัวทางด้านการศึกษาและจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น โรงงานที่เคยเงียบเหงา กลับมีชีวิตชีวาขึ้นกล่าวคือ มีเสียงเลื่อย เสียงสิ่ว ตัด ตอก อึงคะนึง ครู-อาจารย์ สดชื่น กระฉับกระเฉง เป็นมิตร หมายถึง ความเจริญรุ่งเรืองกลับคืนมา ในปีนี้ได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายจากสงคราม ได้ก่อสร้างหอพักนักเรียน เป็นเรือนนอนชั้นเดียวใต้ถุนสูง เป็นแบบของนายชูศักดิ์ อดิศักดิ์ และได้ใช้ชั้นล่างของเรือนนอน เป็นโรงอาหารของนักเรียน เมื่อหอพักนักเรียนได้สร้างเสร็จเรียบร้อย กรมอาชีวศึกษาได้ย้ายนักเรียนฝึกหัดครูอาชีวศึกษาชาย จากหอพักจุลจักรพงษ์ ถนนเสือป่า มาเข้าพักทันที โดยแต่งตั้งให้นายสว่าง สุขัคคานนท์ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ และผู้ปกครองหอพัก นายปัญญา สัลลากานนท์ เป็นผู้ช่วยปกครองหอพัก
พ.ศ. ๒๔๙๒ กรมอาชีวศึกษาอนุมัติให้ใช้หอเรียนที่ ๔ และโรงฝึกงานส่วนหนึ่งเป็นสถานที่เรียนและฝึกงานของโรงเรียนฝึกหัดครูอาชีวศึกษา ในปีนี้โรงเรียนพาณิชยการ พระนคร ได้ย้ายไปเรียนที่สร้างใหม่หลังวังกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์เดิม
พ.ศ. ๒๔๙๔ จำนวนนักเรียนทั้งหมดจำนวน ๑,๒๑๔ คน เป็นปีแรกที่มีจำนวนนักเรียนมากที่สุด ในด้านการศึกษาได้รับการพิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในทุกด้าน ในงานแสดงศิลปหัตถกรรมนักเรียนของกระทรวงศึกษาธิการได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมการแสดงกลางแจ้ง โดยแสดงตำนานสมัยกรุงศรีอยุธยา “ตอนโกษาปานตีเชียงใหม่” เป็นครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๙๕ โรงเรียนส่งนักเรียนเข้าร่วมแสดงกลางแจ้งเป็นครั้งที่ ๒ โดยการแสดงสมัยกรุงศรีอยุธยา “ตอนพระยาพิชัยดาบหัก”
พ.ศ. ๒๔๙๖ โรงเรียนฝึกหัดครูอาชีวศึกษาย้ายไปอยู่ ณ กรมหลวงราชบุรีสี่เสาเทเวศร์ เป็นที่น่าสังเกตว่า บรรดาโรงเรียนที่มาพำนักพึ่งพิงดินแดนอุเทนถวาย เมื่อย้ายออกไปทุกโรงเรียนมีสถานที่ถาวรเป็นของตัวเองทั้งสิ้น
พ.ศ. ๒๔๙๗ จำนวนนักเรียนยังคงเพิ่มขึ้นทุกๆ แผนกเฉพาะอย่างยิ่งชั้นอาชีวศึกษาชั้นสูง เพื่อให้การศึกษาดำเนินไปเหมาะสมกับภาวการณ์กรมอาชีวศึกษา ได้ยุบชั้นมัธยมอาชีวศึกษาต้นทุกแผนกตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป คงเหลืออยู่แต่เพียง ๒ ระดับ คือ ชั้นมัธยมอาชีวศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษาชั้นสูง ในงานแสดงศิลปหัตถกรรมนักเรียนทางโรงเรียนได้จัดแสดงตำนานสมัยกรุงศรีอยุธยา กลางสนาม “ตอนวาระสุดท้ายของโกษาปาน” นับเป็นการแสดงครั้งที่ ๓
เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗ เป็นวันครบรอบ ๒๐ ปีของโรงเรียน ได้เชิญบรรดาศิษย์เก่าที่รับราชการตามเป้าหน่วยงานต่างๆ มาร่วมงานเฉลิมฉลองเริ่มวันที่ ๓๑ มกราคม และวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ รวม ๒ วัน ๒ คืนหลวงปราโมทย์ จรรยาวิภาช อธิบดีกรมอาชีวศึกษา และพระยาวิทยาปรีชามาตย์ ประธานกรรมการ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนกรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานของงาน นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
พ.ศ. ๒๔๙๘ เปิดเรียนชั้นมัธยมอาชีวศึกษาตอนปลายแผนกช่างปูน แผนกช่างสี หลักสูตร ๓ ปี ได้รับเงิน ก.ศ.ส. สร้างอาคารเรียน “ตึก ก.ศ.ส.” เป็นอาคาร ๒ ชั้น ขนาด ๑๒ ห้องเรียน ซึ่งเป็นแบบของกรมอาชีวศึกษา โดยให้นักเรียนปฏิบัติงานก่อสร้าง ถือเป็นภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง ในปีนี้ การแสดงกลางแจ้งในการแสดงศิลปหัตถกรรมนักเรียนได้นำตำนานสมัยศรีอยุธยา “ตอนเบื้องหลังการเสียกรุงครั้งแรก” ไปแสดง
พ.ศ. ๒๔๙๙ วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ เป็นมงคลฤกษ์ เปิดอาคารเรียน “ตึก ก.ศ.ส.” โดยมีนายสนั่น สุมิตร อธิบดีกรมอาชีวศึกษาเป็นประธาน ในปีนี้ได้เสริมฐานองค์เทวรูปพระวิษณุกรรมสูงขึ้นอีก ๑ ชั้นและเปลี่ยนรูปทรงฉากหลัง และปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงามขึ้น โดยความร่วมมือจากนายเบญจะ สยังกูล อาจารย์พิเศษ การแต่งกายของนักเรียนอาชีวศึกษาชั้นสูงทั้งหมด เปลี่ยนเป็นเครื่องแบบนักศึกษาวิชาทหารของกรมการรักษาดินแดน และเริ่มการเรียนการสอนเป็น ๒ รอบ คือ รอบเช้าและรอบบ่าย
พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นปีที่ ๒๕ พุทธศตวรรษ ทุกส่วนได้รับการปรับปรุงเป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งขึ้น จำนวนนักเรียนมี ๒,๔๑๗ คน รวมทั้งครูอาจารย์เป็นจำนวน ๒,๕๐๐ คน ในปีนี้นักเรียนอาชีวะศึกษาชั้นสูงปีที่ ๑ และ ๒ ในรอบบ่ายเพิ่มเป็นชั้นละ ๑๐ ห้องเรียน
พ.ศ. ๒๕๐๑ นายสว่าง สุขัคคานนท์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๑ แทนนายอดิเรก อิศรางกูร ณ อยุธยา ซึ่งถึงแก่กรรม เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๐๐
พ.ศ. ๒๕๐๒ สร้างบ้านพักครู ภารโรง โดยใช้วัสดุเหลือใช้จากการก่อสร้าง
พ.ศ. ๒๕๐๓ โรงเรียนเปลี่ยนแปลงระบบการเรียนการสอนใหม่จากเรียนประจำห้องมาเป็นระบบหมวดวิชา ให้นักเรียนเดินเรียน และเครื่องแบบนักเรียนได้เปลี่ยนจากชุดศึกษาวิชาทหารของกรมการรักษาดินแดงมาเป็นกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินแก่ เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว ประดับเครื่องหมายโรงเรียนเหนือกระเป๋าซ้าย คาดเข็มขัดขวาหัวเข็มขัดประจำโรงเรียน รองเท้าหุ้มส้นสีดำ ถุงเท้าขาวเรียกนักเรียนรุ่นนี้ว่ารุ่น “รุ่นอภิวัฒน์” ในปีนี้ ทางโรงเรียนตัดนักเรียนรอบบ่ายชั้นอาชีวศึกษาชั้นสูง แผนกช่างก่อสร้างออก ๑๐ ห้อง รับนักเรียนเข้าใหม่เพียง ๓๕๐ คน ปีที่ผ่านมารับถึง ๗๐๐ คน นักเรียนทุกแผนกเหลือเพียง ๑,๘๗๐ คน ในงานแสดงศิลปหัตถกรรมนักเรียน ได้นำบ้านสำเร็จรูปและอื่นๆ เป็นฝีมือนักเรียนไปแสดงและประกวดเป็นที่ชื่นชมยินดีแก่ประชาชนทั่วไป
พ.ศ. ๒๕๐๔ ตกแต่งขอบสระจากไม้ เป็นการเรียงด้วยหินประดับสร้าง “โรงฝึกงาน ๒๕๐๔” หลังตึก ก.ศ.ส. และ “โรงอาหาร” โครงหลังคาไม้ที่ปลายตึก ก.ศ.ส. ด้านทิศใต้ นอกจากนี้ได้ทำการเปลี่ยนหลังคา หอเรียน ๑ และ ๒ จากหลังคาสังกะสี เปลี่ยนเป็นลอนคู่ พร้อมทำที่กันแดดที่หอเรียนทั้งสองด้วย
พ.ศ. ๒๕๐๕ ยุบเลิกชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทุกแผนก คงเหลืออาชีวศึกษาชั้นสูงเพียงระดับเดียว และได้เปลี่ยนแปลงหลังคา และจัดทำที่กันแดดหอเรียน ๓ และหอเรียน ๔ เช่นเดียวกับหอเรียน ๑ และ ๒
พ.ศ. ๒๕๐๖ ปรับปรุงห้องสมุดและสร้างสโมสรลูกเสือวิสามัญ
พ.ศ. ๒๕๐๗ เปลี่ยนหลักสูตรอาชีวศึกษาชั้นสูงเป็นหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายสายอาชีพ เปิดสอนแผนกช่างก่อสร้างอย่างเดิมเพียงแผนกเดียว ภาคปลายปีการศึกษา ๒๕๐๗ ได้ปรับปรุงหลังคาตึกอำนวยการใหม่
พ.ศ. ๒๕๑๒ นายนคร ศรีวิจารณ์ ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ เมื่อ ๑๘ กุมภาพันธ์ แทนนายสว่าง สุขัคคานนท์ เกษียณอายุราชการ เมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๑
พ.ศ. ๒๕๑๕ แยกหลักสูตรเป็น ๒ สาขาคือ แผนกช่างเขียนแบบและแผนกช่างก่อสร้าง เปลี่ยนระบบการเรียนเป็น ๒ ภาคเรียน และใช้การวัดผลเป็นระบบหน่วยกิต
พ.ศ. ๒๕๑๗ เปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) แผนกช่างก่อสร้าง กับ แผนกช่างครุภัณฑ์ โดยเปลี่ยนจากหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายสายอาชีพ โดยเปลี่ยนจากหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายสายอาชีพ และได้ขยายหลักสูตรการศึกษาให้สูงขึ้น โดยเปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง (ปวส.) แผนกเทคนิคก่อสร้าง คณะวิชาช่างโยธาและแผนกออกแบบสถาปัตยกรรม คณะวิชาช่างโยธาและแผนกออกแบบสถาปัตยกรรม คณะวิชาออกแบบด้วยเหตุที่ขยายศึกษาในระดับ ปวส. กระทรวงศึกษาธิการ ได้ยกฐานะจากโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายเป็น “วิทยาลัยอุเทนถวาย” ได้แบ่งการเรียนออกเป็น ๔ คณะวิชา คือ คณะวิชาสามัญ คณะวิชาสัมพันธ์ คณะวิชาช่างโยธา คณะวิชาออกแบบ
พ.ศ. ๒๕๑๘ โอนเข้าสังกัดในวิทยาลัยและอาชีวศึกษาเป็นวิทยาเขตอุเทนถวายและได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาวิทยาเขตอุเทนถวาย” ต่อมาได้แก้ไขหลักสูตรเดิม โดยจัดทำแผนพัฒนาหลักสูตรขึ้นมา
พ.ศ. ๒๕๒๐ รื้อหอเรียน ๔ ก่อสร้างอาคารเรียนสูง ๘ ชั้นเป็นอาคารเรียนของคณะวิชาช่างโยธาและคณะวิชาสามัญ
พ.ศ. ๒๕๒๒ รื้อหอเรียน ๑ ก่อสร้างโรงงานวิชา ๑ ของคณะวิชาสัมพันธ์และขณะเดียวกันได้ปรับปรุงหลักสูตรแผนกวิชาออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ ให้สอดคล้องกับข้อบังคับของคณะกรรมการควบคุมวิชาชีพสถาปัตยกรรม (กส.) และเปลี่ยนเป็น แผนกวิชาช่างเทคนิคสถาปัตยกรรม วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ นายโสภณ แสงไพโรจน์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการแทนนายนคร ศรีวิจารณ์ ซึ่งย้ายไปเป็นผู้อำนวยการวิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพ
พ.ศ. ๒๕๒๔ ก่อสร้างตึกเรียนสูง ๕ ชั้น ใช้เป็นอาคารคณะวิชาออกแบบ
พ.ศ. ๒๕๒๕ ดร.บุญสม มาร์ติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาให้เกียรติมาเป็นประธานพิธีเปิดงานฉลองครบ ๔ รอบ (๔๘ ปี) “อุเทนถวาย” เมื่อ ๓๐ มกราคม ในปีนี้วิทยาเขตได้เปิดสอนแผนกวิชาดังต่อไปนี้
๑) แผนกวิชาช่างก่อสร้างระดับ ปวช.
๒) แผนกวิชาช่างเทคนิคสถาปัตยกรรมระดับ ปวช.
๓) แผนกวิชาเทคนิคก่อสร้าง ระดับ ปวส.
๔) แผนกวิชาช่างเทคนิคสถาปัตยกรรมระดับ ปวส.
๕) แผนกวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ ระดับ ปวส.
พ.ศ. ๒๕๒๖ เปิดสอนหลักสูตรสาขาวิชาการบริหารงานก่อสร้างระดับ ปวส. เพิ่มขึ้นอีก ๑ สาขาวิชา และเปลี่ยนหลักสูตรระดับ ปวส.แผนกวิชาเทคนิคก่อสร้าง เป็นแผนกวิชาช่างก่อสร้างตามหลักสูตรของโครงการเงินยืม
พ.ศ. ๒๕๒๗ นายชวน หลีกภัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน วันสถาปนาวิทยาเขตอุเทนถวาย ครบ ๕๐ ปี เมื่อ ๑ กุมภาพันธ์
พ.ศ. ๒๕๒๘ สร้างบ้านพักข้าราชการระดับ ๓, ๔ แบบแฟลตบริเวณหลังวิทยาเขตด้านทิศเหนือ
พ.ศ. ๒๕๒๙ เปิดหลักสูตรสาขาช่างก่อสร้าง (การสำรวจงานก่อสร้าง) ระดับ ปวส.เพิ่มขึ้นอีก ๑ สาขาวิชา ในปีนี้ลดจำนวนการรับนักศึกษาระดับ ปวช.เหลือสาขาวิชาละ ๓ ห้อง เรียนห้องละ ๓๐ คน โดยเพิ่มรับนักศึกษาระดับ ปวส.แทน วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการระดับ ๓,๔ บริเวณหลังวิทยาเขตด้านทิศใต้
พ.ศ. ๒๕๓๐ วันที่ ๖-๓๐ กรกฎาคม วิทยาเขตอุเทนถวายได้รับเชิญจากกองทัพบก ให้เข้าร่วมกิจกรรมตกแต่งปรับปรุงบริเวณโดยรอบพระราชวังสวนจิตรลดา งานตกแต่งทาสีกำแพง เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ (๖๐ พรรษา) ธันวาคม ๒๕๓๐
พ.ศ. ๒๕๓๑ เปิดรับนักเรียนเข้าเรียนในสาขาวิชาช่างก่อสร้าง (การทาง) ระดับ ปวส.เป็นสาขาวิชาใหม่ วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๓๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเป็น “สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตอุเทนถวาย” และวิทยาเขตอุเทนถวาย กับ สมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวายบูรณะบริเวณประดิษฐานองค์พระวิษณุกรรม และภูมิสถาปัตย์โดยรอบให้สง่างามยิ่งขึ้น โดยเริ่มดำเนินงาน ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ตุลาคม
พ.ศ. ๒๕๓๒ รองศาสตราจารย์ธรรมนูญ ฤทธิมณี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี งานวันสถาปนาวิทยาเขตอุเทนถวายครบ ๕๕ ปี วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ วันที่ ๒๔ เมษายน ก่อสร้างรั้วด้านหน้าวิทยาเขตฯเป็นรั้วเหล็กโปร่ง วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน นายณัฏฐพร สังขวาสี ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการแทน นายโสภณ แสงไพโรจน์ ซึ่งย้ายไปเป็นผู้อำนวยการกองพัสดุ และอาคารสถานที่ สำนักงานอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ตั้งแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม
พ.ศ. ๒๕๓๔ เปิดรับนักศึกษาเข้าเรียนในสาขาวิชาสถาปัตยกรรมภายในระดับ ปวส. อีกสาขาวิชาหนึ่ง
เริ่มใช้งานอาคาร ๗
เปิดสอนสาขาวิชาในระดับ ปวส. ทั้งหมดดังนี้
คณะวิชาช่างโยธา
๑) สาขาวิชาช่างก่อสร้าง
๒) สาขาวิชาช่างก่อสร้าง (บริหารงานก่อสร้าง)
๓) สาขาวิชาช่างก่อสร้าง (สำรวจเพื่อการก่อสร้าง)
๔) สาขาวิชาช่างก่อสร้าง (การทาง)
คณะวิชาออกแบบ
๑) สาขาวิชาช่างเทคนิคสถาปัตยกรรม
๒) สาขาวิชาช่างออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
๓) สาขาวิชาสถาปัตยกรรมภายใน
พ.ศ. ๒๕๓๗ งดรับนักศึกษาหลักสูตร ปวส. ๓ ปี ซึ่งเคยรับผู้สำเร็จการศึกษาชั้น ม.๖
พ.ศ. ๒๕๓๘ งดรับนักศึกษาสาขาวิชาบริหารงานก่อสร้าง ช่างก่อสร้างสาขาวิชางานรองสำรวจเพื่อการก่อสร้าง และสาขาวิชางานรองการทาง
พ.ศ. ๒๕๔๑ งดรับนักศึกษาแผนกวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และแผนกวิชาสถาปัตยกรรมภายใน คงเหลือไว้เพียงแผนกวิชาช่างก่อสร้าง และแผนกวิชาเทคนิคสถาปัตยกรรมแค่ ๒ แผนกเท่านั้น โดยรับผู้สำเร็จชั้น ปวช. เข้าศึกษาต่อในหลักสูตร ปวส. (หลักสูตร ๒ ปี)
พ.ศ. ๒๕๔๒ ขยายการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยเปิดรับนักศึกษาเข้าเรียนระดับปริญญาตรีสาขาวิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม
พ.ศ. ๒๕๔๔ เปิดรับนักศึกษาเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี สาขาวิชาวิศวกรรมโยธาและเปลี่ยนชื่อคณะวิชาออกแบบเป็นคณะวิชาสถาปัตยกรรม ประกอบด้วยแผนกช่างเทคนิคสถาปัตยกรรม แผนกวิชาสถาปัตยกรรมภายใน และสาขาวิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม ตั้งคณะวิชาออกแบบอุตสาหกรรม ประกอบด้วยแผนกออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และคณะสถาปัตยกรรม ผลิตบัณฑิตสาขาวิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมรุ่นแรก จำนวน ๑๓ คน
พ.ศ. ๒๕๔๕ งดรับนักศึกษาระดับ ปวส. ทั้งหมด และเปิดรับเฉพาะนักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา และสาขาวิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม
พ.ศ. ๒๕๔๖ เปิดรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาเทคโนโลยี สาขาเทคโนโลยีโยธา สาขาวิชาการจัดการงานก่อสร้าง และสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และในปีนี้ วิทยาเขตเปิดสอนเฉพาะระดับปริญญาตรีในสาขาวิชาดังต่อไปนี้
คณะวิชาช่างโยธา
๑) สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตร ๓ ปี ต่อเนื่อง (รับ ปวส.) ภาคปกติ
๒) สาขาวิชาเทคโนโลยีโยธา หลักสูตร ๓ ปี ต่อเนื่อง (รับ ปวส.) ภาคปกติ
คณะวิชาสถาปัตยกรรม
๑) สาขาวิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมหลักสูตร ๓ ปี ต่อเนื่อง (รับ ปวส.) ภาคปกติ
๒) สาขาวิชาการจัดการงานก่อสร้างหลักสูตร ๔ ปี ต่อเนื่อง (รับ ปวส.) ภาคปกติ
๓) สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหลักสูตร ๒ ปีต่อเนื่อง (รับ ปวส.) ภาคปกติ
วิทยาเขตมีโครงการเปิดสอนระดับปริญญาตรีในสาขาวิชาดังนี้
คณะวิชาช่างโยธา
๑) สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตร ๔ ปี (รับ ปวช. และ ม.๖)
๒) สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตร ๓ ปี ต่อเนื่อง (รับ ปวส.) ภาคปกติ
๓) สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตร ๒ ปี ต่อเนื่อง (รับ ปวส.) ภาคสมทบ
๔) สาขาวิชาเทคโนโลยีโยธา หลักสูตร ๒ ปี ต่อเนื่อง (รับ ปวส.) ภาคปกติ
๕) สาขาวิชาเทคโนโลยีโยธา หลักสูตร ๒ ปี ต่อเนื่อง (รับ ปวส.) ภาคสมทบ
คณะสถาปัตยกรรม
๑) สาขาวิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม หลักสูตร ๕ ปี (รับ ปวช. และ ม.๖)
๒) สาขาวิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม หลักสูตร ๓ ปี ต่อเนื่อง (รับ ปวส.) ภาคสมทบ
๓) สาขาวิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมหลักสูตร ๓ ปี ต่อเนื่อง (รับ ปวส.) ภาคสมทบ
๔) สาขาวิชาจัดการผังเมืองหลักสูตร ๒ ปี ต่อเนื่อง (รับ ปวส.) ภาคสมทบ
๕) สาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหลักสูตร ๒ ปี ต่อเนื่อง (รับ ปวส.) ภาคปกติ
๖) สาขาวิชาออกแบบเครื่องเรือน หลักสูตร ๒ ปี ต่อเนื่อง (รับ ปวส.) ภาคปกติ
๗) สาขาวิชาการจัดการงานก่อสร้าง หลักสูตร ๔ ปี (รับ ม.๖) ภาคปกติ
พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ปร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นปีที่ ๖๐ ในรัชกาลที่ ๙ โดยจัดกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ออกเป็น ๙ แห่ง ด้วยกัน ประกอบด้วยส่วนราชการ ดังต่อไปนี้
๑) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประกอบด้วย สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลจังหวัดปทุมธานี และวิทยาเขตปทุมธานี
๒) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ประกอบด้วย วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพ วิทยาลัยบพิตรภิมุขมหาเมฆ และวิทยาเขตพระนครใต้
๓) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีตะวันออก ประกอบด้วย วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ วิทยาเขตอุเทนถวาย วิทยาเขตบางพระ จังหวัดชลบุรี วิทยาเขตจันทบุรี และคณะเกษตรศาสตร์บางพระ ชลบุรี
๔) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ประกอบด้วย วิทยาเขตเทเวศร์ วิทยาเขตโชติเวช วิทยาเขตพาณิชยการพระนคร วิทยาเขตชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และวิทยาเขตพระนครเหนือ
๕) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วย วิทยาเขตเพาะช่างวิทยาเขตบพิตรพิมุขจักรวรรดิ วิทยาเขตศาลายา และวิทยาเขตวังไกลกังวล
๖) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ประกอบด้วย วิทยาเขตภาคพายัพจังหวัดเชียงใหม่ วิทยาเขตน่าน วิทยาเขตลำปาง วิทยาเขตเชียงราย วิทยาเขตตาก วิทยาเขตพิษณุโลก และสถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง
๗) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ประกอบด้วย วิทยาเขตภาคใต้ จังหวัดสงขลา วิทยาเขตนครศรีธรรมราช วิทยาเขต
ศรีวิชัย จังหวัดนครศรีธรรมราช คณะเกษตรศาสตร์นครศรีธรรมราช และคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง จังหวัดตรัง
๘) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ประกอบด้วย วิทยาเขตนนทบุรี วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา วาสุกรี วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา หันตรา และวิทยาเขตสุพรรณบุรี
๙) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ประกอบด้วย วิทยาเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดนครราชสีมา วิทยาเขตสุรินทร์ วิทยาเขตขอนแก่น วิทยาเขตกาฬสินธุ์ วิทยาเขตสกลนคร และสถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรสกลนคร