ประเด็นท้าทาย 

เรื่อง    การพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะการสอนโค้ดดิ้ง (Coding) โดยใช้กระบวนการนิเทศ 7 Steps สำหรับครูระดับประถมศึกษา โรงเรียนขนาดเล็ก 

สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์เขต 3 

 

สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ และการจัดการศึกษา

ที่มาและความสำคัญของปัญหาการสอนวิทยาการคำนวณ

ปัญหาการสอนวิทยาการคำนวณ มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกวงการ ปัญหาเหล่านี้มีที่มาที่หลากหลายและส่งผลกระทบต่อการพัฒนาบุคลากรและประเทศชาติในระยะยาวที่มาของปัญหา จาการนิเทศติดตามวันเปิดภาคเรียนได้บูรณาการนิเทศเชิงพื้นที่เป็นฐาน จากการสังเกต และสอบถาม ครูที่สอนชั้นประถมศึกษาปีที่1-6 พบว่า 

1.      ขาดครูผู้สอนที่มีความรู้ความสามารถ ปัญหาหลักประการหนึ่งคือการขาดแคลนครูผู้สอนที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางด้านวิทยาการคำนวณเพียงพอ การปรับตัวของครูเพื่อสอนวิชานี้จึงเป็นเรื่องท้าทาย

2.      สื่อการเรียนการสอนที่ไม่เพียงพอ สื่อการเรียนการสอนวิทยาการคำนวณในปัจจุบันยังมีจำนวนจำกัดและอาจไม่ทันสมัย ทำให้การเรียนการสอนขาดความน่าสนใจและมีประสิทธิภาพ

3.      หลักสูตรที่ยังไม่ครอบคลุม หลักสูตรวิทยาการคำนวณในหลายโรงเรียนยังไม่ครอบคลุมเนื้อหาที่หลากหลายและทันสมัย ทำให้ผู้เรียนไม่ได้รับความรู้ที่เพียงพอในการนำไปประยุกต์ใช้

4.      ทัศนคติของผู้เรียนและผู้ปกครอง บางส่วนของผู้เรียนและผู้ปกครองยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิทยาการคำนวณ คิดว่าเป็นวิชาที่ยากและไม่จำเป็นสำหรับทุกคน

5.      ทรัพยากรทางเทคโนโลยีที่ไม่เพียงพอ โรงเรียนหลายแห่งขาดแคลนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่เพียงพอในการสนับสนุนการเรียนการสอนวิทยาการคำนวณ

ความสำคัญของปัญหา

1.      การพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 วิทยาการคำนวณเป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในยุคดิจิทัล การแก้ปัญหา การคิดเชิงวิเคราะห์ และการทำงานร่วมกัน

2.      การสร้างนวัตกรรม การเรียนรู้วิทยาการคำนวณจะช่วยให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์และสามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ได้

3.      การแข่งขันในตลาดแรงงาน บุคลากรที่มีความรู้ด้านวิทยาการคำนวณมีความต้องการสูงในตลาดแรงงาน

4.      การพัฒนาประเทศ การส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาการคำนวณจะช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

5.  ปัญหาการสอนวิทยาการคำนวณเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขในหลายมิติ ทั้งในเรื่องของทรัพยากรบุคคล สื่อการเรียนการสอน หลักสูตร และทัศนคติของผู้เกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหานี้จะส่งผลดีต่อการพัฒนาบุคลากรและประเทศชาติในระยะยาว

 จากการนิเทศ นิเทศติดตามปีการศึกษา 2567   พบว่า

1.  ขาดทรัพยากรที่เพียงพอ ขาดงบประมาณในการจัดกิจกรรม หรือขาดเครื่องมือในการประเมินผล ทำให้การนิเทศไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

2.  ขาดความสำคัญต่อการนิเทศ ทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานบางส่วนอาจยังไม่เห็นความสำคัญของการนิเทศ ทำให้ขาดแรงจูงใจในการมีส่วนร่วม

3.  การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การแข่งขันที่สูงขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงขององค์กร ทำให้ระบบการนิเทศเดิมอาจไม่เหมาะสมอีกต่อไป

4.  ขาดการวางแผนและติดตามผล การขาดการวางแผนการนิเทศที่ชัดเจนและการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ทำให้การนิเทศขาดความต่อเนื่องและไม่เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

ความสำคัญของปัญหาการนิเทศ

1.  ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน การนิเทศที่ไม่ดีจะทำให้พนักงานไม่เข้าใจหน้าที่ความรับผิดชอบ ไม่สามารถทำงานได้ตามเป้าหมาย และขาดความพึงพอใจในการทำงาน

2.  ส่งผลต่อการพัฒนาองค์กร การขาดการพัฒนาบุคลากรจะทำให้องค์กรขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า

3.  ส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ปัญหาการนิเทศที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ขององค์กรต่อทั้งภายในและภายนอกองค์กร

4.  สูญเสียโอกาสในการพัฒนา หากไม่แก้ไขปัญหาการนิเทศ องค์กรจะสูญเสียโอกาสในการพัฒนาบุคลากรและองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน

         ปัญหาการนิเทศเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญและเร่งแก้ไข เพราะมีผลกระทบต่อทั้งบุคลากรและองค์กร หากสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ จะส่งผลให้บุคลากรมีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น องค์กรสามารถพัฒนาไปสู่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว และสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน

ปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กในการสอนวิทยาการคำนวณ

         โรงเรียนขนาดเล็กมักเผชิญกับอุปสรรคหลายประการในการสอนวิทยาการคำนวณ ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรมากมายกว่า ปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอนและโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก

ปัญหาหลักๆ ที่พบ

1.  ขาดแคลนครูผู้สอนที่มีความรู้เฉพาะทาง โรงเรียนขนาดเล็กมักมีจำนวนครูน้อย และอาจไม่มีครูผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาการคำนวณโดยตรง ทำให้การถ่ายทอดความรู้เป็นไปได้ยาก

2.  ทรัพยากรทางเทคโนโลยีไม่เพียงพอ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และซอฟต์แวร์ที่จำเป็นสำหรับการเรียนการสอนวิทยาการคำนวณมักมีจำนวนจำกัดหรือสภาพไม่พร้อมใช้งาน ทำให้การปฏิบัติจริงของนักเรียนเป็นไปได้ยาก

3.  งบประมาณจำกัด โรงเรียนขนาดเล็ก  รูปแบบในการจัดสรรงบประมาณ ทำให้ขาดเงินทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์และสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย

4.  หลักสูตรที่ไม่เหมาะสม หลักสูตรวิทยาการคำนวณในปัจจุบันอาจไม่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนขนาดเล็ก หรือไม่มีความหลากหลายในการเลือกเรียน

5.  การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ปัญหาในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตส่งผลต่อการเข้าถึงข้อมูลและทรัพยากรการเรียนรู้บนอินเทอร์เน็ต

6.  ขาดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ โรงเรียนขนาดเล็กอาจขาดโอกาสในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาการคำนวณ เช่น การแข่งขัน การอบรม หรือค่ายต่างๆ

ผลกระทบจากปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้

1.      คุณภาพการเรียนการสอนต่ำ นักเรียนไม่ได้รับความรู้และทักษะที่เพียงพอในการเรียนวิทยาการคำนวณ

2.      ขาดแรงจูงใจในการเรียน นักเรียนอาจขาดความสนใจและแรงจูงใจในการเรียนวิชาที่ขาดแคลนอุปกรณ์และกิจกรรมที่น่าสนใจ

3.      ช่องว่างทางดิจิทัล นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีน้อยกว่านักเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่ ทำให้เกิดช่องว่างทางดิจิทัล

4.      ขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง นักเรียนไม่มีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาการคำนวณ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในยุคดิจิทัล

แนวทางการแก้ไข

1.      พัฒนาครูผู้สอน จัดอบรมและพัฒนาครูผู้สอนให้มีความรู้ความสามารถในการสอนวิทยาการคำนวณ

2.      สร้างเครือข่ายความร่วมมือ สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับโรงเรียนขนาดใหญ่ หรือองค์กรภายนอก เพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรและความรู้

3.      นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ใช้เทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในการเรียนการสอน

4.      ปรับปรุงหลักสูตร ปรับปรุงหลักสูตรวิทยาการคำนวณให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กและความสนใจของนักเรียน

5.      สนับสนุนจากภาครัฐ รัฐบาลควรให้การสนับสนุนด้านงบประมาณและนโยบายเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาการคำนวณในโรงเรียนขนาดเล็ก

6.      การแก้ไขปัญหาการสอนวิทยาการคำนวณในโรงเรียนขนาดเล็กต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นในยุคดิจิทัล

 

แพลตฟอร์มการนิเทศ เครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพ

แพลตฟอร์มการนิเทศ คือ ระบบหรือเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินกระบวนการนิเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรหรือสถาบันการศึกษา แพลตฟอร์มเหล่านี้มักจะรวมเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ผล และสื่อสารผลลัพธ์ของการนิเทศ

ประโยชน์ของแพลตฟอร์มการนิเทศ

1.      เพิ่มประสิทธิภาพ ช่วยให้การทำงานของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนิเทศเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2.      ลดความผิดพลาด การบันทึกข้อมูลและการวิเคราะห์ผลผ่านระบบอัตโนมัติช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดจากการบันทึกข้อมูลด้วยตนเอง

3.      เพิ่มความแม่นยำ ข้อมูลที่ได้จากแพลตฟอร์มมีความแม่นยำสูง ทำให้สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

4.      อำนวยความสะดวกในการสื่อสาร ผู้เกี่ยวข้องสามารถสื่อสารกันได้อย่างสะดวกและรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์ม

5.      เก็บรักษาข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ ข้อมูลที่ได้จากการนิเทศจะถูกเก็บรักษาไว้ในระบบ ทำให้ง่ายต่อการเรียกดูและวิเคราะห์ในภายหลัง

 

ฟังก์ชันหลักของแพลตฟอร์มการนิเทศ

1.      การเก็บรวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เช่น แบบสอบถาม การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์

2.      การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวม เพื่อหาจุดแข็ง จุดอ่อน และแนวทางการพัฒนา

3.      การรายงานผล สร้างรายงานผลการนิเทศในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้อง

4.      การติดตามผล ติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานตามแผนพัฒนาที่ได้กำหนดไว้

5.      การสื่อสาร สื่อสารระหว่างผู้บริหาร ครู ผู้เรียน และผู้ปกครอง

แพลตฟอร์มการนิเทศ

1.      Google Forms สามารถสร้างแบบสอบถามและเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างง่ายดาย

1.      Google Sheets ใช้สำหรับจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ

2.      Google Sites เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ง่ายๆ และรวดเร็ว โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ด เป็นเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ที่ใช้งานง่ายและฟรี Google Sites

3.      Microsoft Teams สามารถใช้ในการประชุม สื่อสาร และร่วมกันทำงานเป็นทีม

4.      แพลตฟอร์ม LMS (Learning Management System) เช่น Moodle, Canvas, Google Classroom ซึ่งมีฟังก์ชันการจัดการการเรียนรู้และการนิเทศในตัว

5.      แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นเอง บางองค์กรอาจพัฒนาแพลตฟอร์มการนิเทศขึ้นเองเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะ การเขียนโค้ด

 

การเลือกแพลตฟอร์มการนิเทศ

1.      การเลือกแพลตฟอร์มการนิเทศที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ขนาดขององค์กร งบประมาณ ความซับซ้อนของกระบวนการนิเทศ และความต้องการของผู้ใช้งาน

2.      สิ่งที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกแพลตฟอร์ม      ความง่ายในการใช้งาน ผู้ใช้งานทุกระดับสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก      ฟังก์ชันการทำงาน มีฟังก์ชันการทำงานครอบคลุมความต้องการในการนิเทศ

5.      ความปลอดภัยของข้อมูล ข้อมูลที่เก็บไว้มีความปลอดภัย

6.      การสนับสนุน มีทีมงานให้การสนับสนุนเมื่อเกิดปัญหา

              แพลตฟอร์มการนิเทศเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการพัฒนาคุณภาพขององค์กรหรือสถาบันการศึกษา การเลือกใช้แพลตฟอร์มที่เหมาะสมจะช่วยให้กระบวนการนิเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

           ศึกษาแนวคิดทฤษฎีในการสอนวิทยาการคำนวณ

            การสอนวิทยาการคำนวณให้มีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องอาศัยแนวคิดและทฤษฎีที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจหลักการพื้นฐานและนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง นี่คือแนวคิดทฤษฎีที่สำคัญบางส่วนที่ใช้ในการสอนวิทยาการคำนวณ

1. คอนสตรัคติวิสม์ (Constructivism)หลักการ ผู้เรียนสร้างความรู้ขึ้นเองผ่านประสบการณ์และการโต้ตอบกับสิ่งแวดล้อม

การนำไปใช้

1.1 สร้างกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง เช่น การเขียนโปรแกรม การสร้างเกม

       1.2 สนับสนุนให้ผู้เรียนทำงานกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้จากกัน

       1.3 ใช้สถานการณ์จริงมาเป็นตัวอย่างในการเรียนการสอน

2. การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)   หลักการ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านกิจกรรมต่างๆ การนำไปใช้  ใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เช่น การอภิปราย การทำโครงงาน

1)     สนับสนุนให้ผู้เรียนค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเอง

2)     ใช้สื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย เช่น วิดีโอ เกม สิ่งประดิษฐ์

3. การเรียนรู้โดยการทำ (Learning by Doing)หลักการ การเรียนรู้ที่ดีที่สุดเกิดขึ้นจากการลงมือปฏิบัติจริง

การนำไปใช้

1)     สร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกเขียนโปรแกรม แก้ปัญหา และสร้างสรรค์ผลงาน

2)     ใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่หลากหลายในการเรียนการสอน

4. การคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking)

   หลักการ เป็นกระบวนการคิดในการวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบอัลกอริทึม และเขียนโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหา

  การนำไปใช้

1)     สอนให้ผู้เรียนวิเคราะห์ปัญหา แยกแยะส่วนประกอบ และออกแบบขั้นตอนในการแก้ปัญหา

2)     สอนให้ผู้เรียนคิดเชิงนามธรรม และสร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายปัญหา

3)     สอนให้ผู้เรียนเขียนโปรแกรมเพื่อนำแนวคิดไปปฏิบัติ

5. การเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-Based Learning)

หลักการ การเรียนรู้ผ่านการทำงานโครงงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง

การนำไปใช้

1)     ให้ผู้เรียนทำงานโครงงานเป็นกลุ่ม โดยกำหนดโจทย์ปัญหาที่ชัดเจน

2)     สนับสนุนให้ผู้เรียนค้นคว้าข้อมูล วางแผน และนำเสนอผลงาน

3)     ประเมินผลงานโดยพิจารณาจากกระบวนการทำงานและผลลัพธ์

6. การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning) หลักการ การเรียนรู้ผ่านการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม

การนำไปใช้

1)     แบ่งกลุ่มผู้เรียนเพื่อทำงานร่วมกันในการแก้ปัญหา

2)     สนับสนุนให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้จากกัน

7. การเรียนรู้ที่ปรับตามผู้เรียน (Personalized Learning)

หลักการ ปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความแตกต่างของแต่ละบุคคล

การนำไปใช้

1)     ใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีเพื่อวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ของแต่ละคน

2)     จัดทำแผนการเรียนรู้ที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละบุคคล

3)     ให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะที่ตรงกับความต้องการของแต่ละคน

8. การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หลักการ การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องตลอดชีวิต

การนำไปใช้

1)     สนับสนุนให้ผู้เรียนค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ด้วยตนเอง

2)     สร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

3)     การนำแนวคิดเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการสอนวิทยาการคำนวณ จะช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจที่ลึกซึ้ง มีทักษะที่จำเป็น และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พัฒนานวัตกรรมการนิเทศ  ใช้กระบวนการนิเทศ

นิเทศติดตามด้วยแพลตฟอร์มการนิเทศด้วยกระบวนการที่หลากหลายดังนี้

1.      พัฒนานวัตกรรมแพลตฟอร์มการนิเทศ  Google Sites ให้ความรู้เกี่ยวกับ ความหมาย สื่อการสอน วิทยาการคำนวณ โค้ดดิ้ง (Coding) จำนวน 3 หลักสูตร ดังนี้  หลักสูตรสำหรับครูประถมศึกษา
ปีที่ 1-3 , หลักสูตรสำหรับครูประถมศึกษาปีที่ 4-6 ,หลักสูตรสำหรับครูที่สอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3  https//sites.google.com/esdc.go.th/pbn3-gbl/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81?authuser=0

โดยมี วิธีการศึกษาดังนี้  ขั้นตอนการศึกษา

1)     ทดสอบก่อนอบรม

2)     ศึกษาเนื้อหา

3)     ทำสอบหลังอบรม

4)     เมื่อผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 80 สามารถดาวน์โหลดวุฒิบัติการอบรมได้ทันที

 

         ได้จัดทำหลักสูตรอบรมออนไลน์สำหรับครูที่สอนวิทยาการคำนวณ ทุกระดับชั้น และบุคลทั่วไปที่ต้องการศึกษาพัฒนาตนเอง หลักสูตรการอบรมมีทั้งหมด 3 - หลักสูตร (แต่ละหลักสูตรจะได้รับวุฒิบัตรผ่านการอบรม รวมทั้งหมดวุฒิบัตรสามใบ) แต่ละหลักสูตร มีเนื้อหาจำนวน 3 หน่วยการเรียนรู้

วิทยาการคำนวณ โค้ดดิ้ง (Coding) จำนวน 3 หลักสูตร ดังนี้  หลักสูตรสำหรับครูประถมศึกษา
ปีที่ 1-3 , หลักสูตรสำหรับครูประถมศึกษาปีที่ 4-6 ,หลักสูตรสำหรับครูที่สอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3  https//sites.google.com/esdc.go.th/pbn3-gbl/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81?authuser=0

โดยมี วิธีการศึกษาดังนี้  ขั้นตอนการศึกษา

1.      ทดสอบก่อนอบรม

2.      ศึกษาเนื้อหา

3.      ทำสอบหลังอบรม

4.      เมื่อผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 80 สามารถดาวน์โหลดวุฒิบัติการอบรมได้ทันที

 

วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล

1.  การวางแผน (Planning) กำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ขอบเขต และวิธีการนิเทศ นอกจากนี้ยังต้องมีการกำหนดผู้รับผิดชอบในการนิเทศ และกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการ

2.  การเตรียมการ (Preparation) มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการนิเทศ การศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาเครื่องมือในการนิเทศ และการเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ที่จำเป็น

3.  การดำเนินการนิเทศ (Implementation) ดำเนินการนิเทศตามแผนที่วางไว้ การสังเกตการปฏิบัติงาน การสัมภาษณ์ การให้คำปรึกษา และการฝึกอบรม

4.  การให้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) มีการให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ผู้รับการนิเทศ เป็นข้อมูลที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา และมีประโยชน์ในการพัฒนา

5.  การติดตามผล (Follow-up) มีการติดตามผลการปรับปรุงของผู้รับการนิเทศ เพื่อการนิเทศนั้นมีประสิทธิภาพ

6.  การประเมินผล (Evaluation) ขั้นตอนสุดท้ายคือการประเมินผลการนิเทศ เพื่อดูว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ และเพื่อนำผลการประเมินไปปรับปรุงกระบวนการนิเทศในอนาคต

7.  การปรับปรุง (Improvement) จากผลการประเมิน จะต้องนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงกระบวนการนิเทศให้ดียิ่งขึ้น

จุดประสงค์ของการวิจัย

1.      เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ สำหรับครูระดับประถมศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัด สพป.เพชรบูรณ์เขต 3

2.      เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะการสอนโค้ดดิ้งให้แก่ครูอย่างมีประสิทธิภาพ

3.      เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะการสอนโค้ดดิ้ง ยกระดับทักษะการสอนโค้ดดิ้งของครูระดับประถมศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัด สพป.เพชรบูรณ์เขต 3 ให้มีความรู้ความสามารถในการนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม

4.      ศึกษาผลกระทบของการใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่มีต่อการพัฒนาทักษะการสอนโค้ดดิ้งของครู และต่อการจัดการเรียนการสอนโค้ดดิ้งในโรงเรียน ทั้งในด้านความรู้ ความสามารถ และทัศนคติของครู