CMS คืออะไร

เว็บไซต์ ถือเป็นสิ่งที่มีอยู่คู่กับ Internet มานานแล้ว ในยุคดิจิตอลแบบนี้ เว็บไซต์มีมากมายเป็นพันๆหมื่นๆล้านกันเลยทีเดียว เพราะว่าการจะทำเว็บไซต์ขึ้นมาสักเว็บหนึ่งเนี่ย ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ถ้าไม่รวมขั้นตอนการจดโดเมนแล้วเนี่ยไม่เกิน 10 นาทีเว็บไซต์คุณก็สามารถเริ่มใช้งานกันได้แล้ว (แต่ถ้าเป็นเว็บที่คุณพัฒนาขึ้นมาเองอันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง) ถือว่าไวมาก แต่ทว่าก่อนที่จะมาเป็นเว็บไซต์ในแบบปัจจุบันนั้น การสร้างเว็บไซต์ ขึ้นมาสักเว็บหนึ่งเนี่ย ใช้เวลาพอสมควรเลยเชียวแหละครับ ถ้าจะให้ผมจำแนกเว็บ(แบบคร่าวๆ) ในแง่ของการอัพเดตข้อมูลเว็บไซต์ เวลาพูดกันในวงการคนทำเว็บแล้วเนี่ย ก็จะแบ่งออกเป็น

  • Static Website คือเว็บไซต์แบบที่พัฒนาโดยไม่ได้มีการรองรับการอัพเดตข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคต หรือไม่มีการรับข้อมูลจากผู้ใช้งานทั่วไป คือว่าง่ายๆ เป็นเหมือนใบปลิวเท่านั้น ทั่วๆไปที่จะเห็นก็จะเป็นเว็บไซต์ประเภท เว็บองค์กร, เว็บบริษัท, เว็บส่วนตัว เป็นต้น ซึ่งจะ 1 ปี หรือ 5 ปี ข้อมูลมันก็ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเท่าไร เค้าก็จะทำเว็บไซต์เป็นแบบ Static นี่แหละครับ ไม่ต้องการการอัพเดต ง่าย สะดวก ไม่ต้องมีระบบจัดการใดๆ ไม่มีฐานข้อมูล(database) รวมถึงไม่มี CMS ด้วย ซึ่งในการขั้นตอนการพัฒนา ก็มักจะเป็นการเขียน html ล้วนๆเลยครับ มี css และ JavaScript บ้าง หรืออาจจะมี flash เป็นส่วนประกอบ แต่แน่นอนมักจะไม่มีภาษาทางด้าน server อย่าง php หรือ asp เป็นองค์ประกอบสักเท่าไร อย่างมาก ก็หน้าประเภท Contact Us เพื่อส่ง E-mail เป็นต้นครับ เราแทบจะไม่เห็น Static Website แล้วในปัจจุบัน นอกจากบริษัทที่ค่อนข้างจะขี้เหนียวในการควักกระเป๋าเพื่อปรับปรุงเว็บไซต์เท่านั้น
  • Dynamic Website บางครั้งเนี่ยพวกที่นิยมศัพท์เทคนิค เค้าก็จะนิยามเว็บไซต์ประเภทนี้ว่าเป็น web 2.0 อะไรแบบนั้น แต่ใน Concept ที่แท้จริงแล้วเว็บไซต์แบบไดนามิคเนี่ย หมายถึงเว็บไซต์ที่มีการเปลี่ยนแปลง และอัพเดตข้อมูลได้ตลอดเวลา ไม่เหมือนประเภท Static Website ที่จะอัพเดตข้อมูลกันที่ ก็ต้องไปนั่งแก้ HTML แล้วทำการ FTP ขึ้น Host อยู่ร่ำไป เว็บไซต์ไดนามิค เริ่มใช้กันมากขึ้นมากๆ ตั้งแต่ต้นยุค 2000 เพราะเว็บไซต์หลายๆเว็บต้องมีการอัพเดตกันอยู่บ่อยๆ แรกเริ่มเดิมที การอัพเดตข้อมูลมักจะเป็นผู้ดูแลระบบ(Admin) กัน แต่พอมาเป็นยุค 2.0 จริงๆ เว็บไซต์ส่วนมากจะให้ผู้ใช้งานเนี่ย เป็นผู้สร้าง Content ขึ้นมาในเว็บไซต์ของตัวเอง เค้าเรียกกันว่า UCC(User Create Content) ในช่วงแรกๆ เราจะเห็นเว็บไซต์ประเภท Blog สร้าง Story ของตัวเองขึ้นมา และก็จะมีเว็บไซต์ประเภท Webboard อีกเหมือนกัน ที่ User เข้ามาสร้างเนื้อหา สุดท้ายก็จะเป็น Social Network อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบันเนี่ยแหละ หมดเวลาที่ Admin เป็นผู้สร้างเนื้อหาแล้ว Admin จะเป็นผู้กรองข้อมูลเท่านั้น ปล่อยให้ User เป็นผู้สร้างแทน ซึ่งเท่าที่เล่ามาทั้งหมดเนี่ย Website แบบ Dynamic จึงต้องการระบบจัดการเนื้อหาภายในเว็บไซต์ หรือเจ้า CMS เนี่ยแหละ เพื่อสะดวกรวดเร็วในการทำงานแบบ Interactive มากขึ้น ไม่ต้องมานั่งแก้ HTML กันอีกต่อไป ในรายละเอียดจะเล่าต่อไปครับ

CMS ย่อมาจาก

ทีนี้เรามาพูดถึงเจ้า CMS กันบ้าง โดย CMS เนี่ย มันย่อมาจาก Content Management System แปลเป็นไทยก็ตรงๆตัวเลยครับ ระบบจัดการเนื้อหา ในทีนี้เราหมายถึงเนื้อหาในเว็บไซต์นั่นแหละครับ โดยสรุป มันคือโปรแกรมประยุกต์สำหรับให้ผู้เผยแพร่เนื้อหาเว็บไซต์ สามารถจัดการเนื้อหาได้ ทั้งเพิ่ม ลบ และแก้ไขเนื้อหานั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาประเภทข้อความ รูปภาพ หรือสื่อมัลติมีเดียร์ทั้งเพลงและคลิปวีดีโอเป็นต้น โดยมักจะนิยมใช้งานกับเนื้อหาตัวอย่างเช่น Blog, ข่าวสาร, สินค้า หรือเว็บไซต์ eCommerce เป็นต้น

CMS คืออะไร?

CMS หมายถึง โปรแกรมทาง Computer ที่ถูกใช้งานอยู่บน Web Server โดยพัฒนามาจากภาษาทางคอมพิวเตอร์ที่นิยมใช้กัน อาทิเช่น PHP, ASP หรือ JPS แต่ที่นิยมกันมากที่สุดก็คือ PHP

การใช้งาน CMS ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในการเขียนโปรแกรมเลยก็ได้ เพราะระบบ CMS ส่วนใหญ่ ที่ดี มักจะใช้งานง่าย เหมือนเว็บไซต์ที่เราใช้งานกันปกตินั่นแหละ อันที่จริงแล้วระบบเว็บไซต์ทั้งหมดที่เราใช้งาน ทั้งเว็บบอร์ด, blog, facebook, twitter ฯลฯ มันก็คือ CMS ประเภทหนึ่งนั่นแหละครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากเรามีความรู้ทางด้านภาษา HTML บ้างสักนิดหน่อย เราก็จะใช้ประโยชน์ รวมถึงเข้าใจระบบการทำงานของ CMS ได้มากกว่าคนทั่วไป ก็เท่านั้นเองครับ

ประเภทของ CMS

ถ้าเราจะเจาะจงลงมาสักหน่อย อันที่จริงแล้วเราควรเรียก CMS ว่า Web CMS นะครับ เพราะเราใช้มันในการจัดการเนื้อหาเว็บไซต์โดยเฉพาะ ทีนี้ แบ่งง่ายๆเนี่ย ประเภทของ Web CMS มันก็จะมีอยู่ ดังนี้

  1. Personal CMS เป็นโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาใช้งานเอง หรือเพื่อให้ผู้อื่นมาร่วมใช้ อาจจะใช้งานกับเว็บไซต์ของตัวเอง หรืออาจจะใช้งานสำหรับบริษัท หรือองค์กรต่างๆ โดยพัฒนาด้วยคนๆเดียว หรือเป็นทีม อาจมีการสร้างเป็น Framework ขึ้นมาเพื่อสะดวกแก่การพัฒนาเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่ง CMS ประเภทนี้มักจะมีความต้องการในการใช้งานเฉพาะทาง จึงต้องการการพัฒนาที่แตกต่างจาก CMS โดยทั่วๆไปนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น อาจจะเป็น CMS ระบบ Delivery สินค้า ซึ่งแน่นอน ถ้าเป็นเว็บไซต์ทั่วๆไปคงไม่ต้องการ Feature นี้ เป็นต้น
  2. Public CMS เป็น CMS ที่ถูกพัฒนาเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเอาไปติดตั้งเองได้ มีทั้งแบบ ฟรี CMS และแบบเสียตัง ถ้าอยากอัพเกรดเป็น Premium ข้อดีคือใช้งานง่าย แต่อาจจะต้องศึกษาเพิ่มเติมบ้างหากใช้งานครั้งแรก CMS บางตัวมีการพัฒนาตลอดเวลา ทันสมัย มีระบบใหม่ๆที่ช่วยให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น แต่ข้อเสียคือบางครั้งด้วย Features ที่ดูธรรมดาเกินไป อาจจะหา CMS ที่มี features พิเศษ ตรงกับความต้องการของเราจริงๆยากไปบ้างนั่นเอง

การจัดเตรียมก่อนติดตั้ง CMS

การติดตั้ง CMS ทำได้ 2 รูปแบบคือ การจำลองเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) เป็นเครื่อง Server เพื่อทดสอบการใช้งานและการติดตั้งไว้ที่ Server ที่มีการใช้งานจริง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจำลองติดตั้งใช้งานลงที่เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ก่อน แล้วค่อยย้ายไปไว้ที่ Server ที่มีการใช้งานจริง โปรแกรมที่ใช้สำหรับจำลองเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) เป็นเซิร์ฟเวอร์ ประกอบด้วย

o Apache Web Server ทำหน้าที่เป็น Web Server

o MySQL Database Server ทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลให้กับ CMS

o PHP Script Language เพื่อใช้ในการทำงานด้วยภาษา PHP

o phpMyAdmin Database Manager ทำหน้าที่จัดการฐานข้อมูล

ปัจจุบันมีซอฟท์แวร์ที่ช่วยให้การติดตั้งโปรแกรมต่างๆ ลงไปพร้อมกัน อาทิเช่น AppServ, xampp, WMServer Tools เป็นต้น

ส่วนประกอบของ CMS

1. Templates หรือ Theme เป็นส่วนที่เปรียบเสมือนหน้าตา หรือเสื้อผ้า ที่ถือเป็นสีสรรของเว็บไซต์(Look&feel) ที่มีรูปแบบที่กลมกลืนกันตลอดทั้งไซต์

2. ภาษาสคริปต์ หรือ ภาษา HTML ที่ใช้ในการควบคุมการทำงานทั้งหมดของระบบ

3. ฐานข้อมูล เพื่อไว้เก็บข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของเว็บไซต์