แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัน

หอพัก / โรงเรียน / Office ต่างจาก Internet ที่ใช้ที่บ้านยังไง??

โพสต์3 ก.ย. 2558 19:25โดยkruBay PitCha

working-in-office

หอพัก / โรงเรียน / Office ต่างจาก Internet ที่ใช้ที่บ้านยังไง??

สิ่งที่ต่างมากๆก็คือ ปริมาณมหาศาลของคนใช้งานและความจำเป็นที่จะต้องใช้งานชนิดทนรอไม่ได้ครับ .. ลองจินตนาการว่า คุณเล่น Internet อยู่ที่บ้าน แล้วเน็ตออกอาการช้าหรือล่ม คุณอาจจะแค่หงุดหงิดนิดหน่อย แล้วก็เดินไปหยิบมือถือมาต่อ 4G เล่นโน่นนี่ไปพลางๆ รอ Internet กลับมาใช้งานได้ปกติ แต่ถ้าเป็นสถานที่ ที่มีคนเยอะๆ ปัญหาเล็กๆแบบนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ทันทีครับ

ยกตัวอย่างถ้าเป็น Office .. Internet มีปัญหาช้ามาก เปิดอะไรไม่ขึ้น ส่งงานผ่านอีเมล์ไม่ได้ เปิดหน้า Report ไม่มา … เจ้านายวิ่งมาด่า ธุรกิจล่าช้า แค่นี้ก็ปวดตับแล้ว หรือถ้าเป็นหอพัก … ถ้า Internet ในหอพักมีปัญหา มันจะส่งผลถึงการพิจารณาของคนที่อยู่อาศัยเลยนะครับว่าจะอยู่ต่อหรือไม่ต่อในช่วงที่หมดสัญญา

เทคนิคพื้นฐานในการช่วยให้อินเทอร์เน็ตในองค์กรไม่มีปัญหามีดังต่อไปนี้ครับ

Screen-Shot-2558-05-14-at-4.21.41-PM

เตรียมทรัพยากรให้เพียงพอต่อการใช้งาน

ความเร็ว Internet ที่เพียงพอต่อการใช้งาน / จุดเชื่อมต่อ LAN ที่มีประจำทุกโต๊ะ / เครือข่าย Wireless LAN ที่มี Bandwidth มากเพียงพอกับอุปกรณ์ไร้สายใน Office และ ยิงสัญญาณครอบคลุมพื้นที่การใช้งาน ทรัพยากรด้านไอทีเหล่านี้ จะต้องผ่านการคำนวนและวิเคราะห์มาอย่างดี อย่างเช่น Internet ที่เพียงพอต่อการใช้งานจากการประเมินด้วยการเก็บข้อมูลจาก Stat ที่ผมวางระบบให้กับลูกค้า ในสำนักงานส่วนใหญ่จะมีปริมาณการใช้ Internet โดยเฉลี่ย 6/1 Mbps … หมายถึง ต่อ 1 คนจะใช้ Download ประมาณ 6 Mbps และ Upload ประมาณ 1 Mbps เป็นค่าเฉลี่ยในแต่ละวัน .. ซึ่งถ้ามีคนมากขึ้นก็เพิ่มปริมาณความเร็ว Internet ให้สัมพันธ์กับข้อมูลนี้ครับ

ปล. แต่ถ้ามีซัก 100 คนไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ Internet ที่มีความเร็ว Download 600 Mbps ก็ได้นะครับ เพราะจริงๆแล้วมันมีเรื่องของการเฉลี่ยปริมาณของข้อมูล และการจำกัดความเร็วของการใช้งานมาช่วยด้วย ซึ่งเดี๋ยวจะอธิบายอีกที

pl1442355-pop_up_desk_power_outlet_for_office_power_3_5_mm_audio_vga_rj45

สำหรับเรื่องจุด LAN เชื่อมต่อประจำโต๊ะ กับ เครือข่าย Wireless LAN ที่มี Bandwidth ที่มากพอ หลายคนอาจจะสงสัยว่าเดี๋ยวนี้ Notebook หรือ มือถือมันก็ใช้งาน Wireless LAN ได้หมดอยู่แล้ว จะมานั่งต่อสาย LAN ทำไม

แต่สำหรับผู้ดูแลระบบอย่างผม อยากจะบอกว่า ระบบเครือข่ายไร้สาย เป็นเครือข่ายที่ยังไม่เสถียรครับ และ มันยังแชร์ปริมาณ Bandwidth กันระหว่างเครื่องข่ายทั้งหมด

ถ้าคุณเสียบสาย LAN กับอุปกรณ์ Network Switching แล้วขึ้นความเร็ว 100Mbps .. คุณสามารถก็อปปี้ไฟล์จาก Server ด้วยความเร็วสูงสุดได้ โดยที่ผู้ใช้งานที่เสียบสาย LAN คนอื่นจะไม่กระเทือนไปด้วย

แต่ถ้าคุณอยู่บนเครือข่ายไร้สายหมด.. หากใครซักคนก็อปปี้ไฟล์จาก Server จน Bandwidth เต็ม คนอื่นๆก็จะใช้งานไม่ได้ไปด้วยนะครับ ดังนั้น สำหรับพวกเราชาว Network Admin ทั้งหลาย พวกเรามองว่าเครือข่ายไร้สายเป็นเพียงเครือข่ายที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขอบเขตของ Network เท่านั้น แต่ยังไม่ถึงขั้นจะฝากความหวังแบบจริงจังได้ครับ ดังนั้น เตรียมจุด LAN ให้พร้อมสำหรับ PC ทุกตัวครับ เพื่อทำให้เครือข่าย Wireless LAN มี Bandwidth เพียงพอสำหรับการใช้งาน

ซึ่งการเพิ่ม Bandwidth ของเครือข่าย Wireless ก็คือ การย้ายไปใช้อุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน Wireless LAN แบบใหม่อย่าง 802.11ac ครับ แต่การเปลี่ยนอุปกรณ์ให้รองรับ Wireless AC เป็นเรื่องที่ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูงบวกกับ อุปกรณ์เครือข่ายต้องรองรับด้วย ถ้าเป็น Notebook ของบริษัท ก็ซื้อการ์ด Wifi ที่รองรับมาตรฐาน AC มาเปลี่ยน แต่ถ้าเป็นพวกมือถือหรือ tablet นี่ก็ต้องเปลี่ยนเครื่องสถานเดียว

แต่อย่างไรก็ตาม ยังไงมือถือหรือ tablet ก็ต้องอัพเกรดตัวเองเป็นมาตรฐาน AC อยู่แล้วในประมาณ 2-3 ปีข้างหน้า ทำเครือข่ายรองรับไว้ก่อนอย่างเดียวก็ได้ครับ

wirelesssurvey

ขยายขอบเขตของ Wireless LAN ให้ครอบคลุมจุดที่จำเป็นต้องใช้งาน

นอกเหนือจากปัญหา Bandwidth ของ Wireless LAN ในการใช้งานไม่เพียงพอ อีกเรื่องนึงที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ Wireless LAN Coverage Area หรือ พื้นที่ที่เครือข่ายเรายิงสัญญาณไปถึงนั่นเอง ตรงจุดนี้หลายๆคนจะเข้าใจผิดว่า ก็หาอุปกรณ์ Access Point ที่มีกำลังส่งสูงๆ มายิงเพื่อครอบคลุมการใช้งานก็พอแล้วนี่

แต่การส่งข้อมูลกันบนเครือข่ายนั้น จะส่งได้ก็ต่อเมื่อ ทั้งผู้ส่งและผู้รับ สามารถส่งสัญญาณหากันได้ทั้งคู่ เมื่อนั้นการสื่อสารถึงจะเกิดขึ้น

การที่เราอัพเกรดตัว Access Point ให้ยิงกำลังส่งมหาศาลยิงทะลุไปหน้าปากซอยได้ ไม่ได้ทำให้เครือข่ายส่งข้อมูลสำเร็จครับ เพราะพวกมือถือหรือ Notebook พวกนี้เสาอากาศเล็กกว่ามากตัวมันเองจึง “ไม่มีปัญญา” ส่งสัญญาณกลับไปที่ Access Point ถึงแม้ว่าจะจับสัญญาณได้ก็ตาม เปรียบเสมือนคนสองคนที่คุยกันไกลๆ คนนึงมีโทรโข่งตะโกนหาอีกคนรู้เรื่อง แต่อีกคนไม่มี แล้วมันจะคุยกันรู้เรื่องได้ยังไงกันล่ะครับ

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่หา Access Point กำลังส่งสูงมาใช้ หากแต่เป็นติด Access Point ให้มากพอสำหรับจุดที่ต้องใช้งาน ต่างหาก

ถ้าห้องประชุมต้องใช้ก็ต้องติด .. ห้องทำงานต้องใช้ก็ต้องติดอีกตัว ติดมันเข้าไปให้ครอบคลุมจุดที่ต้องใช้นั่นแหละครับ

11889605_10206496282319010_540642637382569011_n

ภาพจาก Post ของ 9tana Blogger IT ชื่อดังที่แกต้องไปอบรมในหอพักที่วาง WIFI ไว้ดีมากจนต้องออกมานั่งเล่นหน้าห้อง

ใน Office อาจจะเห็นภาพไม่ชัด แต่ถ้าเป็นหอพักกับโรงเรียนนี่เป๊ะเลยครับ บางหอ ติด Access Point ชั้นละตัว แล้วก็ใส่เสาตัวใหญ่ๆเข้าไป เพราะคิดว่ามันจะครอบคลุมได้ทั้งชั้น ซึ่งในความเป็นจริง พวกห้องที่อยู่ท้ายๆจะใช้ไม่ได้เลยครับ ทางแก้ก็คือเพิ่มปริมาณ Access Point ให้มากขึ้นต่อชั้นครับ

มีเครือข่ายสำรองในยามคับขันloadbalancesystem

ผมมักจะแนะนำลูกค้าให้มี ของสำรอง ของอะไรก็ตามที่ถ้าไม่มีมันแล้วจะบรรลัย เช่น Internet เส้นที่ 2 , Harddisk ของ Server ตอนที่ Raid ล่ม , อุปกรณ์ Network Switching หรือ Access Point ทิ้งไว้ซักตัวเป็นของสำรอง เผื่อว่า ตอนที่มีปัญหาจะได้เอาไอ้ของสำรองนั่นใช้งานไปก่อน ระหว่างรอของหลักส่งซ่อมหรือส่งเคลม

อย่าง Internet นี่ผมก็แนะนำให้ลูกค้าผมมีสองเส้นเป็นอย่างน้อย โดยที่ต้องแยกยี่ห้อกันด้วย เพราะถ้าเป็นยี่ห้อเดียวกัน เวลาล่ม มันก็ล่มทั้งคู่แหละครับ จะเป็น True / 3BB / TOT / CAT อะไรก็ตาม ใส่สำรองเข้าไปเถอะคร้าบ

3 ข้อที่ผมบอกข้างบนนั่นเป็นแค่ก้าวแรกของการที่จะทำให้ Internet เร็วครับ คือ มีให้พอ และ สำรองในจุดไหนบ้าง แต่ Network ไม่มีทางเร็วอยู่ตลอดด้วยเรื่องแค่นั้นหรอกครับ ปัจจุบันเรามีปัจจัยที่ทำให้เครือข่ายหรือข้อมูลสำหรับการทำงานของเราพินาศลงได้ ในพริบตา ด้วยสิ่งที่เรียกว่า Threats หรือการโจมตีจากโลกออนไลน์นั่นแหละครับ

securityassessmentrisks_web_quality

การที่จะเรารับมือกับ Threats หรือการโจมตีเหล่านั้นเรา เราจะต้องทำระบบ IT Security ในองค์กรนั่นเองครับ แต่ไอ้ IT Security เนี่ย มันเป็นเรื่องที่น่าปวดหัว ขนาดเวลาผมรับงานเองยังมีบางครั้งที่ต้องออกตัวว่า มือไม่ถึงต้องพึ่งเซียนที่เป็นรุ่นพี่ในวงการอยู่หลายครั้ง

ทำไมการทำ Security ในองค์กรเป็นเรื่องน่าปวดหัว???

  • อุปกรณ์เน็ตเวิร์คที่ทำงานด้าน Security มีการอัพเดทค่อนข้างบ่อย ซื้อตอนนี้ อีก 3-5 ปีบางทีต้องเปลี่ยนอีกแล้วเนื่องจากแนวทางการโจมตีใหม่ๆ แล้วสารพัดยี่ห้อ ร้อยพ่อพันแม่คอนฟิก แต่ละตัวก็ความสามารถอลังการ์ชวนตาลายยิ่งนัก
  • Hacker มุ่งโจมตีมือถือมากขึ้น แต่ Security บนมือถือยังอ่อนด๋อยมาก ล่าสุดปัญหา Stage Fright บน Android ทำให้เกิดความเสี่ยงโคตรๆ เพราะมือถือสามารถถูก Hack ได้ผ่านทางการดูไฟล์ MMS หรือ เปิดวีดีโอ MP4 แถมปัจจุบันคนก็เอา มือถือส่วนตัวมาใช้ทำงานในองค์กรมากขึ้น คุณจะควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลยังไง ถ้ามันไปอยู่บนเครื่องส่วนตัวของพนักงานล่ะครับ
  • นอกจากอุปกรณ์แล้วยังต้องใช้ คน ที่ต้องเก่งมากๆในการวางแผนรับมือสิ่งต่างๆด้วย เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำในระดับนโยบายและต้องทำร่วมกันทั้งองค์กรครับ

วิธีการที่จะบริหาร IT Security ในองค์กร ก็คือ ถ้าไม่เทรนคนที่เป็น IT Security ขึ้นมา แล้วส่งพี่ท่านไปสอบ Certificate ด้าน Security ก็คือต้องไปใช้บริการ Outsource ครับ

อย่างในประเทศไทยก็มีหลายเจ้าที่ให้บริการด้วยกัน อย่างเช่น CAT Cyfence หนึ่งในหน่วยงานจาก CAT Telecom ที่มีบริการที่ชื่อว่า All@Secure ครับ

การให้บริการ All@Secure ของทาง CAT จะมีการนำเอาอุปกรณ์ที่ชื่อว่า UTM (Unified Threat Management) อุปกรณ์ป้องกันการโจมตีครอบจักรวาล (เว่อไป!) มาติดตั้งเป็น Gateway ในการตรวจสอบการเข้าออกของข้อมูล  ซึ่งเมื่อนำมาติดตั้งแล้ว จะสามารถดูสถานะโดยรวมของการใช้งานคอมพิวเตอร์และเน็ตเวิร์คของทั้ง Office ได้เลยครับ

ตัว UTM สามารถทำงานได้หลายหน้าที่ด้วยกัน

  • Firewall ทำหน้าที่ ตรวจสอบ Internet Traffic ทั้งขาเข้าและขาออก ว่าจะอนุญาตให้ Protocol ใดหรือ App ใดสามารถวิ่งผ่าน เครือข่ายได้ ้ป้องกันการโจมตีแบบ DDos ได้อีกต่างหาก
  • IPS (intrusion Prevention System) ระบบป้องกัน การโจมตีของ Worm , Spyware จากพวก Hacker
  • Gateway Antivirus คอยดักจับว่าพนักงานคนไหนโหลดอะไรที่น่าสงสัยเข้ามาในองค์กรหรือเปล่า
  • Web Filtering ป้องกันการเข้าสู่เว็บที่ไม่ปลอดภัย
  • Application Control ทำหน้าที่ควบคุม การเข้าใช้ App ต่างๆบน Internet เช่น Facebook, Twitter, Chat , Bittorrent
  • สามารถทำตัวเป็น VPN Gateway ก็ได้
  • Data Leak Prevention (DLP) ทำหน้าที่ช่วยป้องกันข้อมูลขององค์กรรั่วไหลออกสู่ภายนอก ด้วยการคัดกรองข้อมูลที่ส่งออกจากองค์กร
  • บันทึก Log File ตาม พรบ. คอมพิวเตอร์และเก็บสำรองไว้ที่อุปกรณ์

เห็นว่าบริการ All@Secure มีราคาเริ่มต้นแค่ 3,000 กว่าบาทต่อเดือนเท่านั้น ถือว่าน่าสนใจมากสำหรับองค์กร SME เล็กๆที่อยากจะมี IT Security แบบครบวงจรนะครับ

การทำ IT Security ในองค์กร ช่วยควบคุมไม่ให้พนักงานในองค์กรใช้ ทรัพยากรของบริษัทนั่นก็คือ Internet ไปกับเรื่องที่ไม่ใช่งาน เพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของ Internet ในบริษัท แถมยังใช้งานได้อย่างปลอดภัยมากขึ้นอีก ถือเป็นเรื่องที่ทุกๆองค์กรควรจะมี

สรุปอีกครั้งนะครับ วิธีแก้ปัญหา Internet ในกับ Office / หอพัก / โรงเรียน ใช้งานได้อย่างดี

  • เตรียมทรัพยากรให้พอ
  • มีของสำรองไว้กันเหนียว
  • ทำ IT Security เพื่อไม่ให้สิ่งที่เราสร้างมาโดนถล่ม ถ้าทำไม่เป็นก็ Outsourced ไปใช้ผู้ให้บริการด้านนี้โดยตรง

ประมาณนี้แหละคร้าบ

ที่มา

credit : http://www.freeware.in.th/blog/20608

AR หรือ Augmented Reality รูปภาพมีชีวิต

โพสต์16 ส.ค. 2558 23:46โดยkruBay PitCha   [ อัปเดต 17 ส.ค. 2558 01:27 ]

 
AR หรือ Augmented Reality เป็นอีกเทคโนโลยีที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันของสังคมที่มีทั้ง Tablet SmartPhone และในด้านการศึกษา เทคโนโลยี AR ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทบ้างแล้ว ลองเอาไปใช้กับเด็กๆ ฝึกระบายสี พัฒนากล้ามเนื้อมือกันดูนะคะ :D #GEG   #GEGChiangRai

credit : 

Nuttanicha Somjak (Kru MO)

Discussion  -  11:05 เมื่อวาน

วิดีโอ YouTube



วิธีการตรวจสอบ เรื่องจริงหรือหลอกบน Social Network ก่อนเชื่อหรือแชร์

โพสต์26 ก.ค. 2558 19:28โดยkruBay PitCha   [ อัปเดต 26 ก.ค. 2558 19:29 ]

วิธีการตรวจสอบ เรื่องจริงหรือหลอกบน Social Network ก่อนเชื่อหรือแชร์


ในยุคนี้การมี Social Network ทำให้การรับรู้ข่าวสารและส่งต่อข่าวรวดเร็วอย่างมาก แต่ความรวดเร็วนี้ อาจทำให้มีข้อมูลหรือข่าวมากมายที่ถูกส่งต่อเพียงแค่กดแชร์โดยไม่ได้รับการตรวจสอบ หลายคนเมื่อได้รับข่าว รูปภาพหรือข้อมูลเรื่องใดๆมา ก็เชื่อและกดแชร์ในทันที  โดยไม่ได้ตรวจสอบก่อนว่าข่าวดังกล่าวนั้นจริงหรือไม่ ซึ่งนั่นอาจจะทำให้คุณกำลังกลายเป็นผู้ร่วมเผยแพร่ข่าวลวงโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นก่อนจะเชื่อข่าวๆต่างๆที่ได้รับ ลองมาดูวิธีเบื้องต้น ในการตรวจสอบทั้งรูปภาพและข้อความที่ได้รับมาทาง Social network ว่ามีน้ำหนักพอจะเชื่อถือได้หรือไม่ ก่อนที่จะเชื่อและแชร์ส่งต่อไปการตรวจสอบนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่เราใช้เข้าไปใช้บริการของ Search Engine อย่าง Google เพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา โดยสามารถตรวจสอบได้ทั้งรูปภาพ และข้อความที่ได้รับ

วิธีการตรวจสอบรูปภาพ

1. เข้าไปที่เว็บไซต์ images.google.com
2. คลิกที่สัญลักษณ์รูปกล้อง

Google2

3. เลือกวาง URl ของรูปภาพหรืออัพโหลดรูปภาพที่ต้องการตรวจสอบGoogle 1

4. จากนี้ก็จะปรากฏเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีก็ข้อมูลจากเว็บต่างๆให้ตรวจสอบได้ว่า รูปภาพนี้มีที่มาอย่างไร มาจากเว็บไหน ที่สำคัญคือช่วงเวลาใด มีการนำมาเล่าใหม่และตัดต่อใดๆหรือไม่

 Google5

วิธีการตรวจสอบข้อความที่ได้รับมา
1. เข้าเว็บ www.google.com
2. นำ Keyword ของข้อความที่ได้รับหรือทั้งประโยคของข้อความที่ได้รับมาค้นหา

Google4

3. ก็จะปรากฏเว็บไซต์เกี่ยวกับข้อความนั้นๆให้เลือกอ่าน  ซึ่งสามารถตรวจสอบที่มาหรือแหล่งอ้างอิงต่อไป และหากข้อมูลดังกล่าวมาจากเว็บไซต์หรือแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ก็พอจะสามารถเชื่อได้ว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริง

นี่เป็นเพียงแค่วิธีการตรวจสอบข่าวต่างๆเบื้องต้นเท่านั้น ที่สำคัญคือการใช้วิจารณญาณของคุณในการรับข่าวสาร อย่าเพิ่งเชื่อข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่น่าเชื่อถือในทันที เพราะนั้นอาจเป็นข่าวลวง ต้องตรวจสอบก่อนจะเชื่อเสมอ

ที่มา : http://www.it24hrs.com/2014/check-news-on-social-network/

PoPcorn buzz-โทรแบบกลุ่ม-โทรฟรี

โพสต์5 ก.ค. 2558 14:21โดยadmin yanghom.ac.th



เผยแพร่เมื่อ 3 กรกฎาคม 2558  
LINE เปิดตัวแอพพลิเคชั่นใหม่ Popcorn Buzz ซึ่งเป็นบริการโทรผ่านเน็ตเป็นกลุ่มได้พร้­อมกันสูงสุด 200 คนหรือพูดง่าย ๆ ก็ถือการโทรแบบประชุมสายนั่นเอง 

นอกจากนี้เพื่อให้ทราบว่าใครกำลังพูดอยู่จ­ะมีไอคอนแสดงอยู่ข้าง ๆ ชื่อของรายชื่อนั้น ซึ่งการโทรผ่าน Popcorn Buzz จะเป็นการโทรฟรีผ่านเน็ต ดังนั้นเราต้องมีแพ็กเกจอินเตอร์เน็ตหรือเ­ชื่อมต่อ Wi-Fi ก็ได้

การใช้งานง่าย ๆ เพียงใช้แอพ Popcorn Buzz สร้างกลุ่มขึ้นมาแล้วเพิ่มรายชื่อติดต่อเข­้าไปในกลุ่ม จากนั้นก็สามารถโทรหาบุคคลในกลุ่มได้ทันที สูงสุด 200 คน เหมือนเป็นการประชุมสายกัน แต่ Popcorn Buzz กดโทรครั้งเดียวคุยกับทุกคนในกลุ่มได้ทันท­ี แต่หากต้องการโทรหากันแบบตัวต่อตัวสามารถโ­ทรได้ผ่านแอพ LINE ที่เราใช้กันอยู่ครับ

พบแพทย์เฉพาะทางบาทเดียว

โพสต์1 ก.ค. 2558 16:44โดยadmin yanghom.ac.th


พูด-คุย สอบถามปัญหาสุขภาพกับแพทย์เฉพาะทาง ง่ายๆ เพียงเลือกแพทย์เฉพาะทางจากเมนู 
เพื่อพูด-คุย สอบถามปัญหาสุขภาพกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในบรรยากาศง่ายๆ


แพทย์เฉพาะทางบาทเดียว หรือ SOS _Specialist เกิดจากกลุ่มแพทย์ที่มีความคิดเห็นเหมือนกันว่า โลกในยุคปัจจุบันเข้าสู่ ยุค Digital ซึ่ง Social network เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตประจำวันของพวกเราเป็นอย่างมาก ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดี สามารถสือสาร และ รับข่าวสารกันได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น แต่ข่าวสารดังกล่าวนั้นไม่ได้มีการกลั่นกรอง จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ข่าวสารและข้อมูลทางการแพทย์ ซึ่งถ้ามีการรับข่าวสารหรือข้อมูลทางการแพทย์อย่างผิดๆ และนำไปใช้หรือปฏิบัติตามนั้น อาจทำให้เกิดความเสี่ยงถึงชีวิตได้

กลุ่มแพทย์เฉพะทางบาทเดียว จึงได้จัดทำ website ที่ รวบรวมแพทย์เฉพาะทาง ทางด้านต่างๆ มาให้ข้อมูลความรู้ ข่าวสาร คำแนะนำเกี่ยวกับโรคต่างๆ การดูแลสุขภาพพื้นฐาน ที่เป็นข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง และเชื่อถือได้ กับประชาชนทั่วไป

โดยช่องทางการสื่อสารนั้น ทางกลุ่มแพทย์เฉพาะทางบาทเดียวนั้น ได้นำประโยชน์ของ Social Network มาใช้ในการสื่อสารกับประชาชนทั่วไปได้อย่างรวดเร็วและเป็นกันเอง ผ่านทาง Facebook fanpage ประชาชนทั่วไปสามารถ เอาข้อมูล เกี่ยวกับสุขภาพ ของตัวท่านเอง หรือ สิ่งที่ท่านสงสัย มาปรึกษาแพทย์ได้โดยตรง
 











เมื่อที่ 1 ของ ร.ร. กล่าวจบการศึกษา กับความจริงที่ทำให้ครูและเพื่อนๆ ต้องอึ้ง!

โพสต์28 มิ.ย. 2558 07:18โดยadmin yanghom.ac.th

การใช้ชีวิตดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับวัยรุ่นหลายๆ คน แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครหลายๆ คนเช่นกัน Griffin Furlong นักเรียนไฮสกูลคนนี้ เขาสอบได้ที่ 1 ของโรงเรียน และเมื่อวันสำเร็จการศึกษามาถึง เขาได้มีโอกาสขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์จบการศึกษา ซึ่งในวันนั้นเองที่ทำให้ ครูและเพื่อนๆ หลายคนได้รู้จักตัวตนและชีวิตของเขามากขึ้น และทำให้ทุกคนต้องอึ้งไปตามๆ กัน! เมื่อที่ 1 ของ ร.ร. กล่าวจบการศึกษา กับความจริงที่ทำให้ครูและเพื่อนๆ ต้องอึ้ง!

เสียงปรบมือและคำชื่นชมจากเพื่อนๆ และคุณครูดังขึ้นต้อนรับ Griffin Furlong นักเรียนหนุ่มวัย 18 ปี สอบได้ที่ 1 ของชั้นเรียน ด้วยเกรดเฉลี่ย 4.65 โรงเรียนมัธยมโคสต์ (Coast High School) , Jacksonville เมื่อเขาตัวแทนนักเรียนขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์จบการศึกษาในวันสำเร็จการศึกษา

เริ่มจากการที่กล่าวเรื่องเรียนทั่วไป จน Griffin Furlong เล่าถึงเรื่องชีวิตของตัวเอง เขาถามคนในนั้นว่า “What are you living for” ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตอยู่เพื่ออะไร รอเวลาให้ผ่านไปวันๆ? เขาอาจจะดูเหมือนวัยรุ่นปกติทั่วไป แต่ความจริงแล้วเขาเป็นคนไร้บ้าน (homeless) กริฟฟินต้องสูญเสียแม่ไปด้วยโรคลูคีเมีย ตอนเขาอายุเพียง 6 ขวบ หลังจากนั้น พ่อ พี่ชาย และตัวเขาก็ระหกระเหินเป็นคนไร้บ้าน มากว่า 12 ปี! ต้องไปอาศัยตามสถานที่ถูกจัดไว้เพื่อคอยช่วยเหลือคนไร้บ้าน (Homeless shelters)



‘Giving up is not an option’ เป็นคำพูดที่เขาย้ำตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งเขาพูดถึงช่วงที่ต้องเร่รอนเป็นคนไร้บ้านว่า ในตอนนั้นเขาก็เคยคิดที่จะถอดใจเหมือนกัน เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายมากที่เด็กคนหนึ่งไม่ควรต้องเผชิญ แต่เพราะเขาตระหนักดีว่าการได้รับการศึกษาดีๆ ในช่วงวัยรุ่นนั้นเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ชีวิตของเขาดีชึ้น กริฟฟินบอกให้ทุกคนฟังอีกอีกว่า “ทุกคนคงคิดว่าการที่ผมสอบได้คะแนนดีเป็นเพราะผมฉลาด แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย ผมพยายามจนให้ได้มาต่างหาก เพราะชีวิตผมเคยสูญสิ้นทุกอย่าง ผมไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้ว” เพราะฉะนั้นจงพยายามให้เต็มที่ ^^

ประโยคที่กริฟฟินกล่าวทิ้งท้ายไว้ให้เพื่อนๆ ก็คือ “อย่าจมปลักอยู่กับอดีต แต่จงใช้มันเป็นแรงจูงใจสำหรับอนาคต”, “เราจะเห็นว่าสิ่งที่เราทำได้นั้นมันยอดเยี่ยมแค่ไหน เมื่อเรามีแรงจูงใจ ความพยายาม กระตือรือร้น และที่สำคัญคือมีเป้าหมายในชีวิต”



หลังจากตอนที่กริฟฟินกล่าวสุนทรพจน์ คุณครูก็รู้สึกตกใจมาก เพราะเธอก็ไม่เคยรู้ความจริงนี้มาก่อน อีกทั้งครูยังบอกว่า กริฟฟินเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนมาก เขาไม่เคยขาดส่งการบ้านแม้แต่ครั้งเดียว และยังสอบได้ที่ 1 ของชั้นเรียน มีผลการเรียนดีเด่นอีกด้วย เมื่อรู้แบบนี้ครูและเพื่อนๆ ก็ช่วยกันกระจายข่าว ช่วยเหลือกันระดมเงินทุนเพื่อเป็นค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยให้เขา นอกจากนี้เพื่อนๆ ได้ตั้งฉายาให้ Griffin Furlong ว่า “Homeless but not hopeless” ไร้บ้านแต่ไม่ไร้ความหวัง!

Avery แฟนสาวของ Griffin Furlong และพ่อแม่ของเธอเห็นถึงความมุ่งมั่น มานะอดทน พวกเขาชื่นชมในตัวกริฟฟินเป็นอย่างมาก นอกจากนี้พ่อแม่ของแฟนสาวก็จัดห้องพักให้กริฟฟินพักอาศัยด้วย แต่หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์กริฟฟินก็ย้ายไปอยู่กับญาติของเขาแทน



จากวัยรุ่นไร้บ้านที่เอาชนะความยากลำบากในวัยเด็ก เขาสามารถเรียนจบมัธยมและเป็นที่ 1 ของชั้นเรียน และมีกองทุนอีกกว่า $91,000 เพื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ซึ่งได้จากการที่เขาได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเขา และตอนนี้ Griffin Furlong แฟนสาวก็เริ่มต้นทุนหาการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขาอีกด้วย

Griffin Furlong วางแผนที่จะเข้าศึกษาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริด้า ที่พี่ชายของเขาเรียนอยู่และกำลังจบการศึกษาในภาคฤดูร้อนนี้ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อปีสำหรับการเรียนต่อมหาวิทยาลัยของกริฟฟินตกอยู่ที่ประมาณ $ 20,000 ต่อปี (รวมค่าการเรียนการสอน ที่พัก, อาหาร และหนังสือ)

เรียบเรียงเขียนโดย teen.mthai.com



เตือนนักช้อป ระวังภัยลวงซื้อของออนไลน์

โพสต์28 มิ.ย. 2558 07:07โดยadmin yanghom.ac.th

เนื่องจากปัจจุบันรูปแบบการจับจ่ายสินค้าเปลี่ยนไป ผู้คนหันมานิยมการซื้อสินค้าทางออนไลน์กันมากขึ้น จึงทำให้ภัยดังกล่าวมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว 

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็ก ทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) เผยอัตราการเกิดภัยลวงการซื้อขายออนไลน์ สูงเป็นอันดับ 2 ของภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งหมดในปีที่ผ่านมา พร้อมแนะทางป้องกันสำหรับนักช้อป ออนไลน์ เนื่องจากปัจจุบันรูปแบบการจับจ่ายสินค้าเปลี่ยนไป ผู้คนหันมานิยมการซื้อสินค้าทางออนไลน์กันมากขึ้น ทั้งผ่านบัตรเครดิต เดบิต และตู้เอทีเอ็ม จึงทำให้ภัยดังกล่าวมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจากสถิติของธนาคารแห่งประเทศไทย การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2557 มีปริมาณรวมทั้งสิ้น 4,356.6 ล้านรายการ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 8.7 และจากข้อมูลสถิติด้านภัยคุกคามไซเบอร์ของไทยในปี 2557 ที่รวบรวมขึ้นโดย ThaiCERT (ไทยเซิร์ต) ภายใต้เอ็ตด้า พบว่าการหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ หรือ Fraud เป็นประเภทภัยคุกคามที่เกิดขึ้นสูงเป็นอันดับ 2 ของปี 2557 และคิดเป็นสัดส่วน 25.2% ของภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยมักจะมาใน 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1.การถูกโจรกรรมข้อมูลระหว่างใช้บัตรเครดิตในการจ่ายสินค้าออนไลน์ 2. เกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในกรณีคุณภาพของสินค้าไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ หรือเกิดความเสียหายระหว่างการส่งของ 3.เกิดข้อพิพาทในกรณีผู้ขายตั้งใจกระทำผิด เช่น การไม่ส่งของให้ตามที่ตกลง หรือส่งของที่ไม่เกี่ยว ข้องกับที่สั่งซื้อ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เอ็ตด้า ได้แนะนำแนวทางป้องกันและแก้ไขเมื่อประสบภัยลวงจากการซื้อขายออนไลน์คือ 1.ในกรณีของการป้องกัน ในเวลาที่มีการทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์ ผู้บริโภคควรลบข้อมูลบัตรเครดิตที่เคยบันทึกไว้บนเว็บไซต์ หรือระบบต่าง ๆ เพื่อไม่ให้มีคนลักลอบนำไปใช้ประโยชน์ต่อ และหากเกิดการโจรกรรมขึ้น ควรรีบติดต่อไปยังธนาคารเจ้าของบัตร เพื่อระงับการใช้บัตร พร้อมเดินเรื่องในการเรียกเงินคืน และหากมีการออกบัตรใหม่ ควรรีบทำลายบัตรเก่าทิ้ง 2.ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทกับผู้ขายกรณีสินค้าไม่ได้คุณภาพ หรือแตกหักไม่ครบถ้วน ให้ชี้แจงตามนโยบายการซื้อขายที่กำหนดไว้ในเว็บไซต์และ 3.ในกรณีที่ผู้ขายตั้งใจฉ้อโกงด้วยการไม่ส่งสินค้า หรือตั้งใจส่งสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้อง ให้รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงหลักฐานการจ่ายเงิน หมาย เลขบัญชีธนาคาร และข้อความที่ติดต่อระหว่างการซื้อขาย พร้อมนำเอกสารทุกอย่างไปแจ้งความและดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ หากเกิดปัญหาในการซื้อสินค้าบริการออนไลน์ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม สิ่งแรกที่ควรจะทำคือติดต่อ เจรจาต่อรอง และไกล่เกลี่ยกับผู้ขาย อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย แนะนำให้ซื้อของจากร้านค้าออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ Thaiemarket.com ซึ่งเป็นแหล่งรวมสินค้าและร้านค้าออนไลน์ ที่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ เอ็ตด้า เตรียมเปิด OCC (Online Complain Center) หรือศูนย์รับเรื่องร้องเรียนออนไลน์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อดูแลทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในเรื่องการซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยเริ่มดูแลจากร้านค้าและผู้ซื้อสินค้าภายใต้ Thaiemarket.com ก่อน ใน 2 รูปแบบ คือ แบบออนไลน์ จะเริ่มเปิดให้บริการภายในสิ้นเดือน มิ.ย. นี้ และแบบคอลเซ็นเตอร์ จะเริ่มให้บริการช่วงต้นเดือน ส.ค. เพียงโทรฯ แจ้งเรื่องที่เบอร์ 0-2123- 1223 ถือเป็นการเปิดมิติใหม่เพื่อยกระดับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือให้อีคอม เมิร์ซไทยเทียบเท่าระดับสากล.“

ที่มา : เดลินิวส์ วันพฤหัสที่ 25 มิถุนายน 2558



แม่น้องฟิวส์ นร.ขายขนมใส่ไส้ สอนลูกรู้ค่าเงิน-เก็บออม

โพสต์28 มิ.ย. 2558 07:01โดยadmin yanghom.ac.th

จากกรณีที่ในโลกออนไลน์ ได้มีการแชร์ภาพนักเรียนชายแต่งกายเครื่องแบบชุดนักเรียน ของโรงเรียนเทพศิรินทร์ สวมรองเท้าแตะ กำลังถือถุงใส่ขนมใส่ไส้เต็มมือทั้ง2ข้าง โดยยืนขายอยู่บริเวณป้ายรถประจำทาง ฝั่งตรงข้ามห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ท่าพระ ถนนรัชดา-ท่าพระ แขวงบุคคโล เขตธนบุรี ทราบชื่อต่อมาคือ ด.ช.ชาคร เติมบริรักษ์ หรือน้องฟิวส์ อายุ13ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2/4ของโรงเรียน    ดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวได้ลงตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว พบน้องฟิวส์ เดินถือถุงขนมใส่ไส้มาเต็ม 2 มือ อย่างพะรุงพะรัง จากนั้นก็มีประชาชนที่มารอรถประจำทาง อีกทั้งพ่อค้าแม่ค้าขายของที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ต่างพากันรุมล้อมเข้ามาซื้อขนมใส่ไส้ โดยใช้เวลาไม่ถึง30นาที ขนมใส่ไส้ที่น้องฟิวส์นำมาขายก็หมดลง โดยบางรายซื้อถึง200บาท พร้อมกันนี้ยังมีคนเข้ามาขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมากอีกด้วย

สอบถาม นางสินีนาฏ นาดง อายุ46ปี แม่ค้าขายของบริเวณดังกล่าว กล่าวว่า ตนอุดหนุนขนมใส่ไส้ของน้องฟิวส์เป็นประจำ เนื่องจากรสชาติมีความอร่อย พร้อมกันนี้ยังเป็นการสนับสนุนให้เด็กทำความดี ตนขอชื่นชมว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กดี มีความกตัญญูแบ่งเบาภาระของครอบครัว

น้องฟิวส์ กล่าวว่า เริ่มช่วยแม่ขายขนมใส่ไส้ได้ประมาณ3ปีกว่าแล้ว ครั้งแรกที่เริ่มขายขนมใส่ไส้ก็คือ ตลาดคลองถม ครั้งแรกอายมากที่ต้องมาขายขนม แต่แม่ก็สอนว่าอย่าไปอาย เพราะเราทำอาชีพสุจริต จากนั้นความอายที่จะขายขนมก็หายไป แล้วเปลี่ยนมาเป็นความภาคภูมิใจ ที่ได้ช่วยเหลือครอบครัว โดยวันธรรมดาหลังเลิกเรียน จะขายอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามเดอะมอลล์ท่าพระ เนื่องจากมีผู้คนพลุกพล่าน

ส่วนวันเสาร์จะขายอยู่ที่สีลม และวันอาทิตย์จะขายอยู่ที่ตลาดศาลาน้ำร้อน ส่วนราคาที่ขายขนมนั้น ราคา6ห่อ20บาท โดยวันนี้นำมาขาย 500ห่อ ไม่น่าเชื่อว่าไม่ถึง30นาที ขนมจะขายหมดลงเร็วขนาดนี้ ซึ่งเร็วกว่าเมื่อวานอีก ปกติจะขายหมดเวลาประมาณ19.00-20.00น. สำหรับในอนาคต ตนฝันอยากจะเป็นวิศวกร ที่สร้างหุ่นยนต์ หรือไม่ก็เป็นนักเขียนโปรแกรม

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ศรีเจริญอพาร์ทเม้นท์ เลขที่122/4-185ห้อง205ซอยจรัญสนิทวงศ์12แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ ซึ่งเป็นห้องพักของน้องฟิวส์ โดยที่ห้องดังกล่าวได้พบกับ น.ส.ทัศนีย์ เติมบริรักษ์ อายุ43ปี แม่ของน้องฟิวส์ พร้อมกล่าวว่า ตนอาศัยอยู่ภายในห้องนี้กับลูก 3คน คือน้องเฟิร์ส น้องเฟิร์น และน้องฟิวส์ โดยน้องฟิวส์เป็นผู้ชายคนเดียวของครอบครัว ส่วนสามีได้เลิกกันมาได้ประมาณ14ปี ที่ผ่านมา ตนเลี้ยงลูกทั้ง3คนมาโดยลำพัง แต่ก่อนตนประกอบอาชีพขายของเบ็ดเตล็ด ตามตลาดนัดต่างๆ เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน ตนก็จะเดินทางไปรับลูกที่โรงเรียน แล้วก็พาลูกๆ ทั้ง3คน ไปขายของด้วยทุกครั้งเป็นเวลา10กว่าปี ต่อมาเศรษฐกิจไม่ดี คนเริ่มซื้อของน้อยลง ประกอบกับรายจ่ายของตนก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ต้องกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่าย ตนจึงเลิกขายของเบ็ดเตล็ด โดยเริ่มมาขายขนมใส่ไส้อย่างจริงจังได้ประมาณ3ปี ซึ่งไปรับขนมมาจากเพื่อนที่รู้จักกันมาขาย

น.ส.ทัศนีย์ กล่าวอีกว่า ครั้งแรกตนขายขนมเพียงลำเพียง ต่อมาก็ให้ลูกๆ มาช่วยขาย โดยเริ่มจากน้องเฟิร์ส น้องเฟิร์น ส่วนน้องฟิวส์นั้นเริ่มให้ช่วยขายตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่5 ที่ให้น้องฟิวส์มาช่วยขายขนม ก็เพราะว่าตอนนั้นน้องฟิวส์ติดเกมส์ ตนอยากให้ลูกห่างจากเกมส์ จึงให้มาช่วยขายขนม พร้อมกับสอนให้รู้จักค่าของเงิน ว่าแต่ละบาทกว่าจะได้มานั้นมีความยากเย็นแค่ไหน หลังจากที่น้องฟิวส์ มาขายของได้สักระยะ ก็รู้สึกว่ารู้นั้นโตขึ้น รู้จักประหยัด รู้จักใช้เงินรู้จักเก็บรู้จักออม ตรงนี้ตนภูมิใจมากที่ลูกๆ ไม่เหลวไหล..


วีดีทัศน์บรรยาย ว7/2558 หลักเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะตามข้อตกลงในการพัฒนางาน

โพสต์14 มิ.ย. 2558 04:50โดยadmin yanghom.ac.th



เผยแพร่เมื่อ ๑๒ มิถุนายน  ๒๕๕๘ โดย 
สำนักงาน ก.ค.ศ. กระทรวงศึกษาธิการ  วีดีทัศน์บรรยายเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักการและสาระสำคัญของหลักเกณฑ์ตาม ว7/2558 หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ตามข้อตกลงในการพัฒนางาน





แนะนำ Mobile Application- Police i lert u

โพสต์6 มิ.ย. 2558 20:12โดยadmin yanghom.ac.th


Police i lert u เป็น Mobile Application สำหรับประชาชนทั่วไปที่อยู่ในประเทศไทย สามารถกดขอความช่วยเหลือจากตำรวจได้โดยการส่งข้อมูลส่วนตัว ภาพถ่าย เวลาเกิดเหตุ และตำแหน่งที่เกิดเหตุ ไปยัง War Room ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยรับเรื่องตลอดเวลา 24 ชั่วโมง และจะประสานงานส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าช่วยเหลือ และให้บริการได้ทันที

ประชาชนสามารถติดตั้งลงใน smartphone ได้ฟรี ไม่มีค่าบริการใดๆ









1-10 of 34