แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัน

ระบบคลังความรู้ออนไลน์ TEDET‏

โพสต์17 พ.ค. 2559 15:17โดยณรงค์วิทย์ อู่เงิน


โครงการประเมินและพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ 
สสวท. เปิดระบบคลังความรู้ออนไลน์ TEDET ให้นักเรียนทุกคนทั่วประเทศสามารถสมัครสมาชิกเพื่อเข้าฝึกฝนทักษะและพัฒนาตนเองได้ตลอดทั้งปีฟรี!!! ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นบรรยากาศการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 ให้มีทักษะและความรู้ความสามารถได้ทัดเทียมนานาชาติ

สมัครสมาชิกฟรีที่นี่ คลิก http://goo.gl/ox9GWq

โครงการประเมินและพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ TEDET คลิก http://tedet.ac.th/index.html?menuid=1


Piktochart ตัวช่วยคุณครู สร้าง Infographics

โพสต์6 พ.ค. 2559 06:52โดยณรงค์วิทย์ อู่เงิน


ระยะนี้คุณครูคงคุ้นตากับการนำเสนอข้อมูลสารสนเทศ ด้วย Infographics ...

Infographics มาจากคำว่า Information + graphics อินโฟกราฟิกส์ (Infographics)หมายถึง การนำข้อมูลหรือความรู้มาสรุปเป็นสารสนเทศ ในลักษณะของข้อมูลและกราฟิกที่อาจเป็นลายเส้น สัญลักษณ์ กราฟ แผนภูมิ ไดอะแกรม แผนที่ ฯลฯ ที่ออกแบบเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว ดูแล้วเข้าใจง่ายในเวลารวดเร็วและชัดเจน สามารถสื่อให้ ผู้ชมเข้าใจความหมายของข้อมูลทั้งหมดได้โดยไม่จำ เป็นต้องมีผู้นำ เสนอมาช่วยขยายความเข้าใจอีก ( จงรัก เทศนา , อินโฟกราฟิกส์  Infographics , http://www.krujongrak.com/infographics/infographics_ information.pdf   สืบค้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2559 )


Infographics สามารถใช้โปรแกรมสร้างได้หลายโปรแกรม เช่น กลุ่มเผยแพร่และพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยี สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (สทร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดการอบรมเชิงปฏิบัติการ การเพิ่มประสิทธิภาพเทคนิคการนำเสนอด้วยรูปแบบ Infographics ระหว่างวันที่ 10-16 พฤษภาคม 2559 ณ โรงแรมบียอนด์ สวีท กรุงเทพมหานคร ด้วย โปรแกรม Adobe Illustrator โปรแกรม Adobe Affter Effect และ  โปรแกรม Adobe Premiere Pro 


หากคุณครูไม่ต้องการลงโปรแกรม คุณครูสามารถสร้าง Infographics ผ่านเว็บไซต์ ซึ่งมีอยู่หลายเว็บไซต์ที่ให้บริการ ทั้งแบบมีค่าใช้จ่ายและให้บริการฟรี เช่น https://infogr.am/  ;  http://www.easel.ly/  

Piktochart เป็นเว็บไซต์ยอดนิยมเว็บไซต์หนึ่งที่ใช้สร้าง  Infographics (  https://piktochart.com/ )

มีผู้เขียนวิธีใช้งานไว้ท่าน  ได้รวบรวมเพื่อให้คุณครูได้ศึกษา และนำไปใช้งาน

        *วิธีสร้าง Infographics สุดเก๋ด้วยโปรแกรม Piktochart  

        *วิธีสร้าง Infographic ด้วยตัวเอง

        *การสร้างงาน Infographic ผ่านเว็บไซต์Piktochart
         http://www.pharmacy.cmu.ac.th/admin/files_hotnews_new/infographic.pdf

        *KM ขยายผลการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง... เข้าถึงข้อมูล เข้าใจง่าย สไตล์อินโฟกราฟิก (Infographics)
         http://jsbg.joseph.ac.th/6150/images%5Cpdf%5Cinfographic.pdf

        *การสร้างงาน Infographic ผ่านเว็บไซต์ Piktochart

        *สร้างอินโฟกราฟิก ง่าย /เร็ว / สวย Piktochart

        *TechTool Thursday 060 Piktochart




         จากเว็บไซต์ Piktochart 
        *How to Create an Infographic in 5 Minutes


 

เด็กหญิงกับเทคโนโลยี

โพสต์5 พ.ค. 2559 22:34โดยณรงค์วิทย์ อู่เงิน

วันพฤหัสบดีของสัปดาห์ที่ 4 ในเดือนเมษายน ของทุกปีถูกจัดให้เป็นวัน International Girls in ICT Day เพื่อสนับสนุนให้ผู้หญิงมีความสนใจในไอทีมากขึ้น และยังให้ความเท่าเทียมกันระหว่างชายหญิง

 แบบจำลองเครื่องเตือนอุทกภัยนี้มีตัวเซนเซอร์ตรวจจับระดับน้ำเมื่อสูงขึ้นจะมีการส่งเสียงเตือน เพื่อให้อพยพประชาชนได้ทัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานของน้องโรงเรียนราชินี ระดับมัธยมที่มีความสนใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยเทคโนโลยี ทางโรงเรียนได้บรรจุหลักสูตรการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นหนึ่งในวิชาพื้นฐาน โดยความยากง่ายเป็นไปตามความเหมาะสมของแต่ระดับชั้น และเมื่อพบนักเรียนที่มีความสามารถอย่างโดดเด่น หรือ สนใจเป็นพิเศษก็ได้เปิดชมรมเพื่อสนับสนุนผลักดัน ให้นักเรียนได้คิดค้น และประดิษฐ์โครงการต่างๆ ที่แสดงถึงความสามารถที่เฉพาะทางมากขึ้น

นอกจากนั้นยังมีนวัตกรรมอื่นๆ ที่ได้สร้างสรรค์จากสิ่งรอบตัวเป็นส่วนใหญ่ เช่น ไม้กั้นอัตโนมัติ ที่จะปิดไม้กั้นลงเมื่อรถไฟแล่นผ่านเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งไว้ เครื่องกำหนดปริมาณกระดาษชำระเพื่อลดความสิ้นเปลือง และเครื่องตรวจจับอุณหภูมิความร้อนของร่างกาย ป้องกันการแพร่กระจายของโรคติดต่อ

ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างสรรค์ จัดทำ และเขียนโปรแกรมด้วยตัวน้องๆ เอง โดยมีคุณครูคอยให้คำปรึกษาและได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์หลักอย่างหน่วยประมวลคอมพิวเตอร์จากอินเทล ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ยังเป็นแค่แบบจำลอง แต่ก็แสดงให้เห็นว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ของไทยเรามีพลังความยิ่งใหญ่ที่สามารถใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกให้น่าอยู่ขึ้นได้ไม่แพ้ใคร.



คัดลอกจากสำนักข่าวไทย : http://www.tnamcot.com/content/456502

7 ทักษะที่นักศึกษาจบใหม่ยังขาด

โพสต์3 พ.ค. 2559 22:36โดยณรงค์วิทย์ อู่เงิน



จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ และแคเรียร์วีซ่า เผยผลวิจัย "ช่องว่างทักษะที่สำคัญในโลกการทำงาน" (Career Readiness-Skill Gap Research) เพื่อค้นหาคุณลักษณะที่นิสิต นักศึกษาจบใหม่ยังขาด และเป็นสิ่งที่บริษัทหรือองค์กรต่างๆ ต้องการ ได้แก่ มองทุกอย่างคือการเรียนรู้ ทำได้ทุกบทบาท คิดเองได้ทำเองเป็น แสดงออกถึงความอยากสำเร็จ ประยุกต์ได้ มืออาชีพ และสื่อสารโดนใจ

"แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์" ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) กล่าวว่า สภาวะการแข่งขันสูงของตลาดแรงงานในปัจจุบันมีอัตราผู้ว่างงานกว่า 350,000 คน (ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ ประจำเดือนมกราคม ปี 2559) และแต่ละปีจะมีบัณฑิตจบใหม่อีกกว่า 4 แสนคนจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ทำให้บัณฑิตที่เพิ่งจบจากรั้วมหาวิทยาลัยต้องพัฒนาตัวเองให้สามารถเป็นที่ยอมรับจากบริษัทต่างๆ

"เพื่อค้นหาคุณลักษณะที่นิสิตนักศึกษาพึงมีให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรได้จ๊อบไทยดอทคอมจึงร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ และแคเรียร์วีซ่า ทำการศึกษาวิจัยจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรีจากทั่วประเทศ ในหัวข้อ ช่องว่างทักษะที่สำคัญในโลกการทำงาน เพื่อใช้เป็นแนวทางการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่"

ทั้งนี้ ผลสำรวจสามารถสรุปออกมาเป็น 7 ทักษะที่ทางภาครัฐและสถานศึกษาควรหันมาให้ความสนใจ แนะนำให้กับนิสิต นักศึกษา ดังต่อไปนี้


1. มองทุกอย่างคือการเรียนรู้ – มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในงานด้วยความทะเยอทะยานที่จะเติบโตและสร้างสรรค์ผลงาน

2. ทำได้ทุกบทบาท – สามารถเป็นได้ทั้งผู้นำ ผู้ตาม ผู้ช่วย ในทุกสถานการณ์ และสามารถเรียนรู้งานอย่างรอบด้านได้รวดเร็ว พร้อมที่จะทำงานที่ท้าทายโดยมองประโยชน์ของทีมและองค์กรมากกว่าประโยชน์ของตนเอง

3. คิดเองได้ ทำเองเป็น – ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในทักษะของพนักงาน ต้องสามารถคิดและทำได้เองโดยไม่ต้องรอคำสั่ง และเมื่อพบอุปสรรคก็ต้องสามารถเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นโดยการค้นคว้าด้วยตัวเองได้

4. แสดงออกถึงความอยากสำเร็จ – มีความมุ่งมั่นและทะเยอทะยานที่จะทำงานให้สำเร็จ และได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งไว้สามารถจูงใจตนเองเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลงานที่ดีออกมาได้ และค้นหาปัจจัยแห่งความสำเร็จผ่านการเรียนรู้จากความล้มเหลว

5. ประยุกต์ได้ – มีทักษะในการประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้จากการศึกษาเข้าสู่การทำงาน เข้าใจถึงลักษณะงาน สามารถตีโจทย์ความต้องการขององค์กรได้ โดยสามารถเข้าใจได้ว่าปัจจัยหนึ่งจะส่งผลต่ออีกปัจจัยหนึ่งได้อย่างไร นำไปสู่ความสามารถในการแก้ปัญหาจากภาพรวม

6. มืออาชีพ 
– มีคุณสมบัติของการทำงานแบบมืออาชีพ คือ มีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี มีความตรงต่อเวลา รักษามารยาทในการทำงานอยู่เสมอ และมีความอดทนอดกลั้น สามารถแยกแยะเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงานออกได้ มุ่งเน้นผลลัพธ์ของการทำงาน

7. สื่อสารโดนใจ 
– มีความสามารถในการสื่อสารที่เป็นระบบ รู้จักการลำดับความสำคัญในการสื่อสารให้ผู้รับสารสามารถเข้าใจได้ในทันที สามารถโน้มน้าวผู้รับสารให้คล้อยตามได้ และมีความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษหรือภาษาที่สาม

"ผลสำรวจยังพบอีกว่านิสิตนักศึกษากว่า 86 เปอร์เซ็นต์ยังไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองและพร้อมที่จะพัฒนาภายใต้การชี้แนะจากผู้มีประสบการณ์ ฉะนั้น ทางภาครัฐและสถานศึกษาไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ควรมีนโยบายในการพัฒนา 7 ทักษะดังกล่าวให้กับนิสิตนักศึกษา โดยอาจสอดแทรกลงในบทเรียน หรือเป็นการแนะแนวนอกเวลาเรียนเพื่อให้เป็นทักษะติดตัวที่นอกเหนือจากวิชาเรียนปกติ และเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันในตลาดแรงงานต่อไป" 

คัดลอกจาก : จ๊อบไทยเผย 7 ทักษะที่นักศึกษาจบใหม่ยังขาด ประชาชาติธุรกิจออนไลน์  17 มี.ค. 2559 
                           http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1458194459


Samsung Career Discovery นวัตกรรมเพื่อการเริ่มต้น ค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพ สําหรับวัยมัธยมศึกษา

โพสต์24 เม.ย. 2559 20:04โดยณรงค์วิทย์ อู่เงิน



Samsung
เชื่อว่าการอยู่ในโลกอนาคตได้อย่างประสบความสำเร็จและมีความสุข เด็กและเยาวชนต้องมีโอกาสค้นพบ และพัฒนาความสามารถของตนเองอย่างเต็มศักยภาพ และเวลาที่สําคัญที่สุดสําหรับ การค้นพบ ก็คือช่วงวัยมัธยมที่สมองวัยรุ่นกําลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ Samsung Smart Learning Center ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต โครงการเพื่อสังคมของบริษัทของบริษัท ไทยซัมซุงอิเล็คโทรนิคส์ จำกัด จึงได้พัฒนา นวัตกรรม Samsung Career Discovery เพื่อเป็นเครื่องมือค้นพบตนเอง ค้นพบอาชีพสำหรับเด็กวัยมัธยมศึกษาโดยเฉพาะ เพื่อให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสค้นพบตัวเองและแนวทางอาชีพที่เหมาะกับตัวเอง ก่อนตัดสินใจที่จะเลือกทางเดินเพื่อเรียนต่อ

ค้นพบตัวเอง

Samsung Career Discovery พัฒนาขึ้นโดยมีข้อค้นพบใหม่เกี่ยวกับพัฒนาการของสมองวัยรุ่น และ แนวคิดพหุปัญญา(Multiple Intelligences) ของ ศาสตราจารย์ ฮาวเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) นักจิตวิทยาการศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นแนวคิดสนับสนุน โดยหวังให้เครื่องมือนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นการพูดคุยเรื่องศักยภาพเด็กในแง่มุมที่หลากหลายขึ้น ช่วยให้ เด็กมองตัวเอง ครูหรือผู้ปกครองมองตัวเด็กในมุมที่รอบด้านขึ้น และร่วมกันส่งเสริมให้เด็กได้ค้นหาความสามารถอันหลากหลายที่ซ่อนอยู่ เพื่อจะค้นพบและพัฒนาให้เต็มศักยภาพ ในช่วง “เวลาทอง” ของชีวิต

ค้นพบอาชีพ

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีอาชีพใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย แต่เด็กๆอาจไม่มีโอกาสได้รู้จักอาชีพที่หลากหลายนัก โดยมากจะได้รู้จักอาชีพของคนในครอบครัว ในชุมชน หรืออาชีพที่เห็นผ่านสื่อมวลชน  ...เชื่อว่าการได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของบุคคลในอาชีพนั้น เป็นวิธีที่มีชีวิตชีวาที่สุด Samsung Career Discovery จึงจำลองประสบการณ์นี้ โดยจัดทำ “นิทรรศการแนะแนวอาชีพ ออนไลน์” ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากวิทยากรผู้ทำงานในอาชีพด้วยความรักและประสบความสำเร็จ 30 ท่าน ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในอาชีพ ผ่านวิดีทัศน์ 30 เรื่อง ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และค้นพบอาชีพที่เหมาะกับตัวเองในอนาคต

เด็กๆ สามารถเรียนรู้แนวทางที่วิทยากรแต่ละท่านได้ใช้พหุปัญญาที่แตกต่างกัน แก้ปัญหา แสดงความสามารถ และสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าให้กับสังคมที่เราอยู่ คุณครูแนะแนว หรือคุณครูประจำชั้นสามารถดำเนินกระบวนการ Samsung Career Discovery ในชั้นเรียนเพื่อช่วยให้ นักเรียนค้นพบอาชีพเป้าหมาย และทำเส้นทางสร้างแผนที่ชีวิตที่จะพานักเรียนไปสู่อาชีพนั้น

การค้นพบตัวเองและค้นพบอาชีพ เป็นโอกาสแรกที่จะเชื่อมโยงชีวิตในอนาคต เข้ากับการเรียนของเด็กในปัจจุบันเด็กที่รู้ว่าตัวเองรักที่จะทำงานอะไร อยากไปสู่อาชีพใดในอนาคต จะมีเป้าหมายและเริ่มสร้าง เส้นทางเพื่อไปสู่เป้าหมาย การเลือกเรียนต่อ การอดทนมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทักษะที่ด้อยให้เด่นขึ้น การฝ่าฟันอุปสรรคบนเส้นทาง จะไม่เหลือบ่ากว่าแรง ถ้ารู้ว่าบนเส้นทางนี้มีรางวัลชีวิตรออยู่ และเราเชื่อว่านี่คือปัจจัยสำคัญที่ จะทำให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีความสุขและประสบความสำเร็จในอนาคต
Samsung Career Discovery
ออกแบบเพื่อให้นักเรียนค้นคว้าด้วยตัวเอง และ
ให้ครูจัดประสบการณ์เรียนรู้ให้ศิษย์ได้ค้นพบ

แม้ว่า Samsung Career Discover จะเป็นเครื่องมือที่เด็กสามารถเข้าไปค้นคว้าและใช้งานได้เองผ่านอินเทอร์เน็ต แต่เราเชื่อว่าการมีครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการที่จะช่วยชี้แนะ ตั้งคำถาม สอบทานความเข้าใจ และช่วยนักเรียนให้สามารถตั้งเป้าหมายชีวิต และค้นพบเส้นทางการศึกษาของตนเองได้ดียิ่งขึ้น

คุณครูผู้สนใจ สามารถขอรับคู่มือและเอกสารประกอบการใช้นวัตกรรม Samsung Career Discovery ได้ที่นี่ และหากคุณครูมีคำถามหรือข้อสงสัย สามารถติดต่อกับทางโครงการฯ ได้ที่ contact@samsungslc.org

คัดลอกจาก http://www.samsungslc.org/scdhome/

เข้าใช้งาน     :  http://www.samsungslc.org/scd/

http://www.samsungslc.org/scd/




รู้จัก "ปานามา เปเปอร์" แบบเข้าใจง่าย

โพสต์8 เม.ย. 2559 01:48โดยณรงค์วิทย์ อู่เงิน



จากกรณีสมาคมผู้สื่อข่าวสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) เปิดเผยเอกสารลับการทำงานของบริษัทกฎหมายสัญชาติปานามาแห่งหนึ่งที่ช่วยเหลือลูกค้ารายใหญ่ ทั้งนักการเมือง และผู้นำประเทศทั่วโลก เพื่อฟอกเงินและหลีกเลี่ยงภาษี โดยกระแสข่าวตลอดทั้งวานนี้ (4 เม.ย.) อ้างว่ามีการเชื่อมโยงถึงคนไทย 21 คน เรื่อง "ปานามา เปเปอร์" ดังกล่าวฟังดูเข้าใจยากสำหรับบุคคลทั่วไป ทำให้เว็บไซต์ vox.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวแนวหัวเสรีที่มีฐานอยู่ในสหรัฐฯ ออกมาวาดการ์ตูนเพื่ออธิบายเรื่องดังกล่าวอย่างง่ายๆ

vox.com ระบุว่าปานามา เปเปอร์ ที่หลุดออกมานั้นเป็นไฟล์เอกสารที่มีขนาดข้อมูลทั้งหมดกว่า 2.6 เทราไบต์ ทั้งนี้ทางนักวาดการ์ตูนของเว็บไซต์นามเจอร์มัน โลเปซ ได้วาดการ์ตูนสั้นๆ เพื่ออธิบายถึงเรื่องดังกล่าวว่าชาวต่างชาติใช้บริษัทปานามาเพื่อซุกซ่อนเงิน เพื่อมิให้ผู้อื่นทราบถึงตัวตนที่แท้จริงของเจ้าของสินทรัพย์ได้อย่างไร โดยนำไปเปรียบเทียบกับ "เด็กที่เก็บเงินใส่กระปุกหมูออมสิน" (อ่านเพิ่มเติม :The Panama Papers, explained in a short, simple story about piggy banks)

ทั้งนี้ vox.com วาดภาพการ์ตูนทั้งสิ้น 12 รูปพร้อมคำอธิบายดังนี้

ภาพที่ 1 สมมติว่าคุณเป็นเด็กที่เก็บเงินหยอดใส่กระปุกหมู (Piggy Bank) ที่ซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้า
ภาพที่ 2 ทว่าคุณแม่ของคุณกลับคอยมาตรวจดูกระปุกหมูนั้น และนำเงินเก็บของคุณออกไป
ภาพที่ 3 ดังนั้นคุณจึงหากระปุกหมูมาอีกอันหนึ่ง
ภาพที่ 4 และนำไปฝากไว้ในตู้เสื้อผ้าของบ้านจอห์นนี
ภาพที่ 5 เพราะแม่ของจอห์นนียุ่งมาก เธอไม่มีเวลาตรวจสอบกระปุกหมูออมสิน ทำให้คุณสามารถที่จะเก็บกระปุกหมูอันใหม่ไว้ได้อย่างลับๆ โดยที่ไม่มีใครคอยตรวจสอบ 
ภาพที่ 6 เหล่าเด็กๆ ที่อยู่ในละแวกบ้านของคุณก็คิดว่าการฝากกระปุกหมูไว้ที่บ้านจอห์นนีนั้นเป็นไอเดียที่ดี
ภาพที่ 7 พวกเขาจึงนำกระปุกหมูมาฝากไว้ในตู้เสื้อผ้าของจอห์นนี่มากขึ้นๆ
ภาพที่ 8 กระทั่งวันหนึ่ง แม่ของจอห์นนีพบว่ามีกระปุกหมูมากมายอยู่ในตู้เสื้อผ้า
ภาพที่ 9 เธอรู้สึกโกรธมาก และโทรศัพท์หาผู้ปกครองของเด็กทุกคน เพื่อแจ้งว่าลูกๆ ของพวกเขาซ่อนเงินเอาไว้
ภาพที่ 10 นี่คือเรื่องราวพื้นๆ ของเอกสารที่หลุดออกมา ณ วันนี้ เพราะมีคนสำคัญและมีอำนาจมากหลายคนซ่อนกระปุกหมูของพวกเขาไว้ในบ้านของจอห์นนี
ภาพที่ 11 ไม่ใช่ว่าพวกเขาทุกคนทำเรื่องที่เลวร้าย เพราะบางคนเอากระปุกหมูไปซ่อนเพียงเพราะต้องการความเป็นส่วนตัวให้พ้นจากการตรวจสอบของแม่ อย่างไรก็ตามก็มีเด็กอย่าง ไมเคิลที่ขโมยเงินจากกระเป๋าสตางค์ของแม่และนำมาซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้าของจอห์นนี ขณะที่จาค็อบนั้นขโมยเงินค่าอาหารกลางวันของคนอื่นและไม่ต้องการให้ผู้ปกครองถามว่าเงินก้อนนั้นมาจากไหน จึงนำเงินมาซ่อนไว้ อีกไม่นานเราก็จะรู้ว่าใครเอาเงินมาซ่อนอย่างเพราะต้องการปกปิดความผิด และใครที่เอามาซ่อนด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ภาพที่ 12 แต่ตอนนี้ทุกคนที่นำกระปุกหมูมาซ่อนที่บ้านจอห์นนีต่างก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะการซ่อนกระปุกหมูนั้นทำไม่ได้อีกแล้ว

คัดลอกจากhttp://m.pantip.com/topic/35004624


Demand Shift

โพสต์6 เม.ย. 2559 19:26โดยณรงค์วิทย์ อู่เงิน

อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล บรรณาธิการอำนวยการ นิตยสาร Creative Thailand ได้เสนอบทความเกี่ยวกับการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรบุคคลของธุรกิจเอกชน เพื่อสรรหาและคัดกรองคนเข้าทำงาน.....

นับเป็นเรื่องน่าสนใจ เมื่อสำนักข่าวบีบีซีรายงานถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในแผนกทรัพยากรบุคคลของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งของโลก โดยเมื่อราวต้นปี บริษัทไพรซ์วอเทอร์เฮาส์คูเปอส์ (PricewaterhouseCoopers) ได้ออกประกาศยกเลิกคุณสมบัติที่ใช้คัดเลือกผู้สมัครงาน ที่จะต้องมีผลการเรียนในระดับเกรดเอ ตามมาด้วย บริษัทเอินส์ท แอนด์ ยัง (Ernst & Young) บริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลก ซึ่งก็ได้เปลี่ยนแบบฟอร์มการสมัครงานใหม่ โดยตัดช่องการกรอกข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาและคุณสมบัติต่างๆ ในเชิงวิชาการออกทั้งหมด และล่าสุด สำนักพิมพ์เพนกวิน แรนดอม เฮาส์ (Penguin Random House) ได้ประกาศยกเลิกข้อจำกัดให้ผู้สมัครงานของบริษัทต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ มาสู่การไม่ต้องจบปริญญาตรีก็สมัครงานได้ เนื่องจากเห็นว่าการมีวุฒิการศึกษาดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องและไม่สามารถชี้วัดถึงศักยภาพในการทำงานแต่อย่างใด โดย นีล มอร์ริสัน ผู้อำนวยการแผนกทรัพยากรบุคคลของสำนักพิมพ์เชื่อว่า การจัดพิมพ์หนังสือที่ต้องดึงผู้อ่านในทุกๆ กลุ่มนั้น ต้องอาศัยคนทำงานที่มาจากพื้นเพและภูมิหลังที่แตกต่างกันและมีมุมมองที่หลากหลาย จึงจะสามารถสะท้อนมุมมองสังคมปัจจุบันได้ ดังนั้นวุฒิการศึกษาจึงไม่ใช่เครื่องรับประกัน และเป็นสิ่งที่สามารถคัดกรองบุคลากรที่จะเข้ามาทำงานในบริษัทได้

การเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรบุคคลของธุรกิจเอกชน เพื่อสรรหาและคัดกรองคนเข้าทำงานโดยให้ความสำคัญกับวุฒิการศึกษาน้อยลงนั้น ดูจะเป็นแนวโน้มที่ขยายตัวมากขึ้น เพราะบริบททางสังคมและเศรษฐกิจปัจจุบันไม่สามารถใช้ความรู้เพียงมิติใดมิติหนึ่ง วุฒิการศึกษา หรือเกรดเฉลี่ย แต่เกิดจากประสบการณ์และทักษะที่จะผสมผสาน บริหารความรู้ไปสู่ทางออกได้อย่างเฉลียวฉลาด และแน่นอนว่าภาคเอกชนซึ่งเป็นกลุ่มการผลิตที่ใกล้ชิดกับรสนิยม พฤติกรรม และความต้องการของตลาดอย่างสูง ย่อมเข้าใจสถานการณ์ความต้องการใหม่ๆ และความยุ่งยากของโลก ดังนั้นความจำเป็นเร่งด่วนก็คือ การสรรหาคนที่มีขีดความสามารถเพื่อตอบโจทย์องค์กร เราจึงได้เห็นความเปิดกว้างในการสรรหาผู้มีความรู้ มากกว่า ผู้มีวุฒิการศึกษา

หลายประเทศในสหภาพยุโรป จึงให้ความสำคัญกับการเตรียมบุคลากรเพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงาน โดยเน้นประสบการณ์ทางวิชาชีพมากขึ้น โดยเฉพาะเยอรมนีที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากนโยบายการศึกษาที่ใช้ระบบการศึกษาแบบคู่ขนาน (Dual Education System) ซึ่งเน้นให้นักศึกษาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงาน พร้อมกับการศึกษาทางทฤษฎีหรือหลักสูตรการศึกษาระดับวิชาชีพ (Vocational Education and Training: VET) โดยเป็นระบบที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลาง รัฐบาลแห่งรัฐ สมาคมหอการค้า และสหภาพแรงงาน เพื่อสร้างเยาวชนให้ตรงกับตลาดแรงงานจริง ส่งผลให้อัตราการว่างงานในประเทศลดลงอย่างมาก และเยอรมนียังกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดในสหภาพยุโรปด้วย

เมื่อต้นทุนสำคัญที่สุดอันเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดค้น การผลิต และการขับเคลื่อนความก้าวหน้าใดๆ ของสังคม ก็คือ “คน” และขณะที่ความท้าทายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นทุกวัน การเตรียมคนให้พร้อมกับความเคลื่อนไหวใหม่ เงื่อนไขใหม่ ย่อมต้องอยู่บนกติกาใหม่ที่มองไปยังอนาคต โครงสร้างพื้นฐานทางความรู้และความคิดที่จะช่วยย่อโลกและเร่งการเติบโตให้กับ”คน” จึงต้องถูกพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนให้เกิดพลวัตทางความรู้ควบคู่ไปกับการศึกษาในระบบ เพราะการเตรียมคนของโลกในวันนี้ คือการเตรียมประสบการณ์นอกห้องเรียน ที่เป็นประสบการณ์ในชีวิตจริง นั่นเอง

 ที่มาhttp://www.tcdc.or.th/creativethailand/article/EditorNote/25352/#Demand-Shift-



สถิติการอ่านของคนไทย พ.ศ 2558

โพสต์30 มี.ค. 2559 21:18โดยณรงค์วิทย์ อู่เงิน


วาทกรรม “คนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด” กระทบความรู้สึกและสร้างความจดจำให้ผู้คนจำนวนมาก ทั้งๆที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีที่มาที่ไปไม่ได้อ้างอิงผลการสำรวจหรือการวิจัยทางวิชาการใดๆ แต่มันได้ตอกย้ำให้ผู้รับสารตระหนักว่า คนไทยอ่านหนังสือน้อย

ข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องทุก 2-3 ปี ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 55,000 ครัวเรือน ทั้งในและนอกเขตเทศบาลทั่วประเทศมีความถูกต้องน่าเชื่อถือตามหลักวิชาการทางด้านสถิติโดยแบ่งชุดข้อมูลเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี (เด็กอ่านเองหรือผู้ใหญ่อ่านให้ฟัง) กลุ่มวัยรุ่น อายุ 15-24 ปี และภาพรวมการอ่านของประชากรอายุ ตั้งแต่ 6 ปี ขึ้นไป

การสำรวจนับตั้งแต่ปี 2546 จนถึงครั้งล่าสุด (พ.ศ 2558) รวม 6 ครั้ง ชี้ให้เห็นว่าคนไทยอ่านหนังสือกันไม่น้อย จำนวนผู้อ่านที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ส่งผลกระทบแตกต่างกันไป การสำรวจครั้งล่าสุดยังพบว่าถึงแม้ผู้อ่านมากกว่าครึ่งหนึ่งจะอ่านผ่านสื่อออนไลน์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์แต่สื่อหนังสือรูปแบบกระดาษก็ยังคงครองความนิยมถึงกว่า 96 %

จากนี้ไปเราคงจะต้องเลิกพูดว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัดกันได้แล้ว แต่ทว่าสิ่งที่การสำรวจนี้ไม่สามารถให้คำตอบได้และเป็นประเด็นที่ควรกังวลมากยิ่งกว่าการอ่านมากอ่านน้อยได้แก่รื่อง ความเหลื่อมล้ำและโอกาสในการเข้าถึงหนังสือหรือข้อมูลสารสนเทศ เสรีภาพที่จะอ่าน การเปิดกว่างและความหลากหลายของเนื้อหาสาระที่อ่าน การส่งเสริมการอ่านเพื่อฝึกคิดวิเคราะห์ นี่เป็นสิ่งที่คงต้องช่วยกันขบคิดและค้นหาวิธีการแก้ไขผลักดันหรือรณรงค์ส่งเสริมต่อไป

ดาวน์โหลด infographic สถิติการอ่านของคนไทย พ.ศ 2558 





ที่มา : http://www.tkpark.or.th/tha/articles_detail/260/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-%E0%B8%9E.%E0%B8%A8-2558


SOOK LIBRARY แอพอ่านหนังสือฟรี

โพสต์29 มี.ค. 2559 22:47โดยณรงค์วิทย์ อู่เงิน



SOOK Library
แอพพลิเคชั่นที่ทำให้คุณสามารถดาวน์โหลดหนังสือดีมีประโยชน์ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ที่รวบรวมไว้มากมายอาทิเช่น เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ การเลิกบุหรี่ ความสุขในครอบครัว และหนังสือสร้างเสริมสุขภาพมากมาย อีกทั้งคุณยังสามารถใช้แอพพลิเคชั่นนี้ แสกนหนังสือจากชั้นวางหนังสือของ สสส. เพื่อดาวน์โหลดมาเก็บไว้ในโทรศัพท์ของคุณได้ทันที ที่สถานีรถไฟฟ้า BTS ที่ร่วมโครงการ

ผู้สนใจ สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “SOOK LIBRARY” ได้ทั้งในระบบปฏิบัติการ ไอโอเอส และแอนดรอยด์ ได้ฟรี

iOS 7.0 ขึ้นไป ใช้ได้บนอุปกรณ์ iPhone, iPad และ iPod touch
Android 2.3 และสูงกว่า



เครื่องมือเทคโนโลยีขั้นสูง ตอบโจทย์การศึกษาโลกในอนาคต

โพสต์29 มี.ค. 2559 21:25โดยณรงค์วิทย์ อู่เงิน


กาลเวลาที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อรูปแบบการเรียนรู้ "ประชาชาติธุรกิจ" จึงสรุปแนวโน้มเทรนด์การศึกษาโลกในปี 2016 จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ


ยิ่งเฉพาะ "แบรนดอน ฮาร์ดี" จาก mobilemini.com ระบุว่า มีโรงเรียนมากมายในโลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาอย่างเหมาะสมกับปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นแก่นักเรียน โดยในปี 2016 ประเด็นที่เกี่ยวกับการศึกษามีแนวโน้มที่ให้ความสำคัญมากขึ้น ดังนี้

หนึ่ง ติดตามความสำเร็จของนักเรียนมากขึ้น - ถึงแม้การประเมินเป็นงานที่ยาก แต่มีความสำคัญ และความถูกต้องแม่นยำในการประเมินเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเป็นตัวพิสูจน์ความสำเร็จของกลยุทธ์ในการสอนของครู โดยเฉพาะในสภาวะที่ต้นทุนลดลง และห้องเรียนมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงทำให้ครูผู้สอนจำเป็นต้องค้นหาวิธีสอนที่สามารถพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้ดีที่สุด

สองให้ความสำคัญกับประสบการณ์การเรียนรู้รายบุคคล- นักเรียนแต่ละคนดูดซับข้อมูลในลักษณะต่างกัน เป็นเหตุผลให้ครูผู้สอนจำเป็นต้องใช้เทคนิคที่หลากหลายในการสอนแต่ละครั้ง

สาม การเรียนรู้กลับด้าน (Flipped Learning) - เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ต่างจากแบบดั้งเดิม ที่ให้นักเรียนเข้าห้องเรียนเพื่อรับการบรรยาย และกลับบ้านเพื่อทำการบ้าน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาบอกว่า การศึกษาแบบเรียนรู้กลับด้านมุ่งเน้นไปที่การทำงานร่วมกันระหว่างนักเรียน

เพราะนักเรียนจะใช้เวลาที่บ้าน อ่าน เตรียมตัวบทเรียนสำหรับวันถัดไป ดังนั้นเมื่อมาโรงเรียน จะทำให้นักเรียนนำความรู้ที่เตรียมตัวมา มาเสนอแนะที่สอดคล้องกันแก่ครูผู้สอน ทั้งยังช่วยให้ครูมีกิจกรรมซับซ้อนมากขึ้นในชั้นเรียน ที่ส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างนักศึกษา

สี่ การใช้เทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวก และการเข้าถึงการเรียนรู้มากขึ้น - ในปี 2016 เทคโนโลยีจะช่วยสร้างความสามารถแตกต่างจากปีที่แล้วให้แก่นักเรียน และยังช่วยส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถสร้างการเรียนรู้เชิงลึก และบูรณาการการเรียนการสอนแบบใหม่เข้ากับแบบดั้งเดิม

ขณะที่ "โรเจอร์ ริดเดล" Associate Editor ของ Industry Dive ระบุใน educationdive.com ถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาต่อจากนี้ มีดังนี้

หนึ่ง การเพิ่มขึ้นของการเรียนการสอนแบบออนไลน์ หลายปีผ่านมามีสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาหลายแห่งวิตกกังวลจากผลกระทบที่ผู้เรียนให้ความสนใจใน MOOCs หรือ Massive Open Online Course มากขึ้น

ซึ่งเป็นการเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนแบบออนไลน์แบบเปิดเสรี ที่ไม่ว่าใครก็ตามจากซีกโลกไหนสามารถสมัครเข้าเรียนได้ไม่จำกัดจำนวน และบางหลักสูตรเปิดสอนฟรี จึงทำให้สถาบันการศึกษาจำเป็นต้องปรับตัว และสร้างหลักสูตรเฉพาะทางมากขึ้น

สอง การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรส่งผลต่อความตึงเครียดในธุรกิจการศึกษา โดยเฉพาะในระดับที่สูงกว่ามัธยมศึกษา เนื่องจากอัตราการเพิ่มของจำนวนประชากรของโลกลดลง จึงส่งผลให้มีเด็กเข้าระบบการศึกษาน้อยลง ตรงนี้ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการศึกษาพยายามอย่างมากที่จะดึงเด็กเข้ามาสู่ระบบการศึกษา ยิ่งเฉพาะในสภาวะที่มีทางลือกทางการศึกษาค่อนข้างสูง

สาม สถานศึกษาให้ความสำคัญการบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับการใช้อุปกรณ์ไอทีของนักเรียนมากขึ้นเพราะปัจจุบันนักเรียนนำอุปกรณ์ไอทีของตนเองมาที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์ แท็บเลต เป็นต้น ดังนั้นสถาบันการศึกษาต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกแก่นักเรียนด้วยการให้ความกว้างของช่องทางในการรับ-ส่งข้อมูล(Bandwidth)เพียงพอ และ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไร้สาย (WiFi) ที่ง่ายและมีมาตรการรักษาความปลอดภัย

สำหรับด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา "อิซาเบล วิลเลียมส์" Content Marketing Specialist ของ BizDb.co.uk บอกว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจำนวนมากคาดการณ์ว่า ปี 2016 จะเป็นปีที่ระบบอัตโนมัติจะเข้ามามีบทบาทต่อการศึกษาสูง ทั้งด้านการสร้างเนื้อหา สร้างหลักสูตรใหม่ และสื่อการเรียนรู้ เพราะระบบอัตโนมัติช่วยประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเรียนการสอน

นอกจากนี้ยังมีการเรียนรู้ใหม่ ๆ จากอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงที่นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์ และแท็บเลตในปีก่อน ๆ ได้แก่ นาฬิกาแอปเปิล (Apple Watch) และแว่นตาอัจฉริยะกูเกิล (Google Glass) เพื่อจะปรับสภาพแวดล้อมในการเรียนให้น่าสนใจ และสอดคล้องกับการดำเนินชีวิต

อีกทั้งการนำรูปแบบกลไก หรือวิธีคิดแบบในเกม (Gamification) มาประยุกต์กับการศึกษามากขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาหลายคนยอมรับว่า สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับผู้เรียนมากกว่าการเรียนจากตำราเพียงอย่างเดียว เพราะสามารถเพิ่มแรงจูงใจในการเรียน และสร้างการจดจำบทเรียนอย่างอัตโนมัติให้แก่ผู้เรียน

จนเป็นที่ชัดเจนว่าในปี 2016 จะมีการให้ความสำคัญมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีการพัฒนาการเรียนรู้ส่วนบุคคล โดยระบบการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) จะมีการนำข้อมูลส่วนตัวของผู้เรียนมาวิเคราะห์ เช่น ความชอบ และความต้องการ มาออกแบบหลักสูตร และปรับให้ตรงกับความสนใจของนักเรียน ซึ่งจะส่งผลให้ e-Learning ได้รับความนิยมและเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้เป็นอย่างดี

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนของเทรนด์การศึกษาโลกปี2016ที่จะส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบการเรียนการสอนในอนาคต


คัดลอกจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์   07 ม.ค. 2559 


1-10 of 49