หน้าที่ของเครื่องแต่งกาย

อุตสาหกรรมสิ่งทอ > หน้าที่ของเครื่องแต่งกาย และคุณลักษณะที่ต้องการ

หน้าที่พื้นฐานของเครื่องแต่งกาย

หน้าที่พื้นฐานต่อไปนี้ เป็นเงื่อนไขและข้อกำหนดในการออกแบบและผลิตเครื่องแต่งกาย


FIREFIGHTHER SUIT.JPGraincoats-poncho.jpg

ภาพที่ 1 และ 2 การป้องกัน

ป้องกัน หน้าที่พื้นฐานของเครื่องแต่งกายคือการป้องกันมนุษย์จากองค์ประกอบต่างๆในสภาพแวดล้อม เช่น ความร้อน (ภาพที่ 1) ความเย็น ลม ฝน (ภาพที่ 2) หิมะ และป้องกันการบาดเจ็บจากการทำงาน การเดินทาง หรือการเล่นกีฬา โดยเสื้อผ้ายังต้องมีระบบในการปรับอุณหภูมิร่างกายของผู้สวมใส่ หรือแม้ในการสภาพที่ไม่ต้องมีการป้องกัน เครื่องแต่งกายยังคงทำหน้าที่ปกปิดร่างกาย

dior-dress.jpg1695_1.jpg

ภาพที่ 3 และ 4 การตกแต่ง

ตกแต่ง ในยุคสมัยต่างๆ เครื่องแต่งกายทำหน้าที่ตกแต่งร่างกายเพื่อแสดงบุคคลิก ความเป็นปัจเจกบุคคล จนมีคำว่า “คนงามเพราะแต่ง”  เช่นการตกแต่งของหญิงในศตวรรษที่ 19 (ภาพที่ 3) และการตกแต่งของชายในศตวรรษที่ 16 (ภาพที่ 4)

นักเรียนนายร้อย.jpglace05.jpg

ภาพที่ 5 และ 6 การแสดงตัว

แสดงตัว เครื่องแต่งกายเป็นสัญลักษณ์ในการแสดงความเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม สังคม สถาบัน ประเทศ/ภูมิภาค เช่น เครื่องแต่งกายประจำชาติ เครื่องแบบทหารตำรวจ (ภาพที่ 5) หรือการแต่งกายตามโอกาศ เช่น ชุดราตรีทางการ เสื้อทีมฟุตบอล ชุดครุยวิทยฐานะ (ภาพที่ 6)

คุณลักษณะพึงประสงค์

คุณลักษณะทั่วไป

ความเหมาะสม

สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานตามหน้าที่พื้นฐาน

รูปลักษณ์

ความพอดีกับรูปร่าง ตามความคาดหวังของผู้สวมใส่

ความคงที่

มีความคงทนที่จะรักษารูปทรง และรูปลักษณ์ได้พอสวมควร

ความสบาย

ต้องสามารถคงความสบายแก่ผู้สวมใส่ในสภาพแวดล้อมที่ตั้งใจไว้ ทั้งด้านผิวสัมผัส อุณหภูมิ ความชื้น และความพอดีของเครื่องแต่งกายกับรูปร่างของผู้สวมใส่

การดูแลรักษา

ต้องคงรูปทรงและคุณสมบัติการใช้งานไว้ได้เมื่อผ่านการทำความสะอาด และการซักรีด

คุณลักษณะด้านกายภาพ

clothing physiology.png

ภาพที่ 7 สรีรศาสตร์เครื่องแต่งกาย


การศึกษาสรีรศาสตร์ของเครื่องแต่งกาย (Clothing physiology) เป็นการศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ร่างกายมนุษย์ กับเครื่องแต่งกาย ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน (ภาพที่ 7) ความสบายของผู้สวมใส่ในสถานการณ์หนึ่งๆ มีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย เช่น ลม แดด ฝน หิมะ จะมีผลต่อความสบายด้านผิวสัมผัส อุณหภูมิ ความชื้น และความพอดีของเครื่องแต่งกายกับรูปร่าง

ด้วยร่างกายมนุษย์มีระบบในการรักษาอุณหภูมิให้อยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส โดยปกติร่างกายจะระบายความร้อนส่วนเกินออกทางผิวหนังร้อยละ 90  และทางการหายใจร้อยละ 10 แต่ในสภาพกิจกรรมที่ร่างกายใช้พลังงานมากจะก่อให้เกิดความร้อนส่วนเกินในอัตราสูงมาก (ตารางที่ 1) ในสภาวะที่ร่างกายมีความร้อนมากกว่าปกติ ร่างการจะมีปฏิกิริยาในการขับเหงื่อออกทางผิวหน้ง เพื่อให้ของเหลวช่วยระบายความร้อน การระเหยของของเหลวจะมีประสิทธิภาพในการลดความร้อนได้ดี แต่ถ้าร่างกายระบายความร้อนออกมากกว่าที่ร่างกายผลิตความร้อนได้ จะเกิดอาการหนาวสั่น (hypothermia)

กิจกรรม

พลังงานที่ใช้ (วัตต์)

นอน

70

พัก

90

งานสำนักงาน

130

เดิน 1.6 กม./ชม.

140-175

เดิน 4.8 กม./ชม.

280-350

ขี่จักรยาน 16 กม./ชม

420-490

ทำงานใช้แรงงาน

445-545

วิ่ง

700-770

วิ่งเร็ว

1400-1500

ตารางที่ 1 พลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละกิจกรรม


เพื่อให้เกิดความสบายแก่ผู้สวมใส่แล้ว การเลือกเครื่องแต่งกายต้องสามารถจัดการการถ่ายโอนความร้อนให้อยู่ในสภาพปกติในแต่ละสภาพอากาศ ด้วยเครื่องมือหลักๆ ได้แก่ ความเป็นฉนวน (insulation) การถ่ายเทอากาศ (ventilation) การดูดซับความชื้น (moisture absorption) และการถ่ายโอนความชื้น (moisture transport)

ความเป็นฉนวนความร้อนและการถ่ายเทอากาศ Heat Insulation and Air Exchange

Screen Shot 2016-02-29 at 11.59.44 AM.png

ภาพที่ 8 ฉนวนความร้อนจากเสื้อผ้า


เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อนจากร่างกายในสภาพอากาศที่หนาวเย็น จำเป็นต้องมีการสร้างระบบฉนวนความร้อนเพิ่มเติมจากกลไกปกติของร่างกาย ในขณะร่างกายหยุดนิ่ง อากาศที่กักอยู่ระหว่างเสื้อผ้ากับร่างกายจะทำหน้าที่เป็นฉนวนถึงร้อยละ 50 โดยเส้นใยจะทำหน้าที่เป็นฉนวนอีกร้อยละ 20 และอากาศภายนอกเป็นฉนวนอีกร้อยละ 30 จึงเห็นได้ว่าอากาศที่กักอยู่ในเสื้อผ้าเป็นฉนวนที่สำคัญ (ภาพที่ 8) ดังนั้นเสื้อผ้าที่พองออก หรือมีโครงสร้างเทอะทะจะกักอากาศไว้เพื่อเป็นฉนวนได้มาก และเหมาะกับอากาศหนาวเย็น ส่วนเสื้อผ้าที่บางและแนบกับร่างกายจะเหมาะกับอากาศร้อน

การดูดซับและถ่ายโอนอากาศ

ภาพที่ 9 การถ่ายโอนอากาศระหว่างภายนอกกับภาวะอากาศเฉพาะแห่ง


ระบบการถ่ายเทอากาศ (ventilation) จำเป็นสำหรับการรักษาระดับความสมดุลของภาวะอากาศเฉพาะแห่ง (microclimate) ที่อยู่ระหว่างเสื้อผ้ากับร่างกาย ประสิทธิภาพของการถ่ายเทอากาศขึ้นอยู่กับตัวแปรหลัก 3 ด้านคือ

  1. พื้นผิวของวัสดุ ประเภทของเส้นใย โครงสร้างของเส้นด้าย โครงสร้างผ้า และกระบวนการตกแต่งสำเร็จ

  2. โครงสร้างเสื้อผ้า เสื้อผ้าที่คัลอาจสร้างความไม่สบายได้เนื่องจากความร้อนและความชื้นสะสม เสื้อผ้าหลวมจะทำให้เกิดระบบระบายอากาศเหมือนปล่องอากาศได้

  3. การเคลื่อนไหว ซึ่งทำให้ระบบฉนวนชั้นใดชั้นหนึ่งปั่นป่วน เช่น ลมปะทะที่ระหว่างการเดินทางด้วยความเร็ว หรือการเคลื่อนไหวของร่างกายระหว่างการออกกำลังกาย (ภาพที่ 9) จะลดประสิทธิภาพในการเป็นฉนวนความร้อนลงอย่างมาก

ภาพที่ 10 หลักการพื้นฐานสำหรับชั้นของเสื้อผ้า


จากตัวแปรดังกล่าว การเพิ่มชั้นของเสื้อผ้าเป็นการสร้างระบบควบคุมภาวะอากาศ (ภาพที่ 10) ผ้าเนื้อแน่นที่กันอากาศไหลผ่านจึงใช้สำหรับเสื้อผ้ากีฬาฤดูหนาวได้ดี

ความหนาวจากแรงปะทะของลม (Wind-chill) เกิดจาการไหลของอากาศบริเวณผิวหนัง ระดับของอุณหภูมิที่ลดลงขึ้นอยู่กับความเร็วของลมและความชื้นในอากาศ ซึ่งเป้นตัวเร่งการระเหยของของเหลวออกจากร่างกาย

ความสบายจากการสัมผัส

ความรู้สึกจากการสัมผัสระหว่างผิวหนังกับเครื่องแต่งกาย อาจเป็นความสบายอย่างมาก (ความนุ่ม ความยืดหยุ่น) หรือการระคายและรู้สึกไม่สบาย (อาการคัน ความกระด้าง การขูดขีด) ความรู้สึกจากการสัมผัสนี้ขึ้นอยู่กับความละเอียดของเส้นใยและความชื้นในเส้นใย เส้นใยที่หยาบมีแนวโน้มที่จะกระด้างและระคายผิว

เหงื่อที่ระบายออกจากร่างกายอาจกลายเป็นฟิล์มบางๆบนผิวหน้าของผ้า ทำให้แหนอะหนะและไม่สบายตัว หรืออาจเกิดไฟฟ้าสถิตย์จากการเสียดสีของผิวหนังที่แห้งกับผ้าแห้ง การแก้ไขอาจใช้ผ้าที่ไม่ผิวไม่เรียบหรือมีขนอ่อนๆเพื่อลดจุดสัมผัสระหว่างผ้ากับผิวหนัง เปิดช่องให้อากาศไหลผ่านได้มากขึ้น



อ้างอิง

  • H.Eberle, M. Hornberger, R.Kupke, A.Moll, H.Hermeling, R.Kilgus, D.Menzer, W.Ring - Clothing Technology...from fibre to fashion fifth edition : VERLAG EUROPA-LEHRMITTEL, Germany

  • Tanveer Malik and Prof T.K.Sinha, Clothing comfort: A key parameter in clothing Department of Textile Technology, Shri Vaishnav Institute of Technology and Science.

  • Metabolic Heat Gain from Persons, http://www.engineeringtoolbox.com

  • Apurba Das and R. Alagirusamy, Science in Clothing Comfort, Woodhead Publishing, 2010