สอบถามปัญหาสุขภาพ : Health Q&A


ท่านสามารถเลือกชมบทความล่าสุดในกรอบสี่เหลี่ยมข้างล่างนี้ หรือกด search ค้นหา ปัญหาที่ท่านต้องการถามได้ที่กรอบมุมขวาบน และกด
"ค้นหาไซต์ทั้งหมด"

คำถาม-คำตอบ ล่าสุด

  • โรงพยาบาลศรีสุโข : คำตอบของทุกปัญหาสุขภาพ
    Srisukho Hospital : the Answer of all Health Problems
  • อสุจิไม่แข็งแรง ทำยังไงดี 2560-04 เมษายน อสุจิไม่แข็งแรง9เมษายน60มีคนถามเรื่องอสุจิไม่แข็งแรง หมอหวิวค้น google"อสุจิไม่แข็งแรง ขัญวลี"เนื่องจากเขียนบทความไว้มากเจอหลายบทความที่ตนเองเข ...
    ส่ง 13 เม.ย. 2560 23:47 โดย Admin Sknh
  • "ทำอย่างไรจึงจะรอด เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพ" 2560-04 เมษายน วิธี"รอด" เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินด้านสุขภาพ9เมษายน2560อันที่จริงเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินอุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บไม ...
    ส่ง 13 เม.ย. 2560 00:30 โดย Admin Sknh
  • คำถามจากอีเมลล์ "อวัยวะเพศภายนอกไม่เท่ากัน" 2560 มีนาคม ไม่มีสิ่งใดเท่ากันจริง20 มีนาคม 60*สวัสดีค่ะ...เจอชื่อคุณหมอในเน็ตว่าเป็นหมอสูติเจอคนเข้ามาถามปัญหามากมายก็เลยลองส่งเมลมาถามคุณหมอบ้างเผ ...
    ส่ง 25 มี.ค. 2560 00:05 โดย Admin Sknh
  • คอลัมน์หมอหวิวตอบปัญหาสุขภาพ ประจำเดือนกะปริบกะปรอย 2559 มีนาคม คอลัมน์หมอหวิวตอบปัญหาสุขภาพ25 มีนาคม 59 22.03ประจำเดือนกะปริบกะปรอยถามตอนนี้มีปัญญาเกี่ยวกับประจำเดือนค่ะระยะห่างของประจำเดือนแค่19วันแล้วก็ม ...
    ส่ง 26 มี.ค. 2560 02:19 โดย Admin Sknh
  • จะคุมกำเนิดวิธีใดดีหนอ? พญ.ชัญวลี ศรีสุโข (chanwalee@srisukho.com) คำถาม: น้องมีเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นกังวลใจมาสอบถามคุณหมอหน่อยค่ะ คือตอนนี้น้องกำลังศึกษาอยู่ในระดับปร ...
    ส่ง 21 เม.ย. 2556 20:58 โดย Admin Sknh
แสดงบทความ 1 - 5 จาก 16 รายการ ดูเพิ่มเติม »

หากท่านต้องการสอบถามปัญหาสุขภาพ กรุณาส่งคำถามของท่านมายัง email : health@srisukho.com
หรือ ส่งไปรษณียบัตร มาที่ ฝ่ายตอบปัญหาสุขภาพ โรงพยาบาลศรีสุโข 22/29 ถ.สระหลวง อ.เมือง จ.พิจิตร 66000 (วงเล็บมุมซอง : ถามปัญหาสุขภาพ)
คำถามที่ได้รับคัดเลือก จะปรากฎขึ้นบนเว็บไซต์ และสุ่มเลือกกลุ่มคำถามที่ดีที่สุดรับของสมนาคุณเป็นกระเป๋าศรีสุโข SK 2017 NYCollection

ตัวอย่างกระเป๋าศรีสุโข





อสุจิไม่แข็งแรง ทำยังไงดี 2560-04 เมษายน

โพสต์13 เม.ย. 2560 23:47โดยAdmin Sknh

อสุจิไม่แข็งแรง
9เมษายน60

มีคนถามเรื่องอสุจิไม่แข็งแรง หมอหวิวค้น google
"อสุจิไม่แข็งแรง ขัญวลี"
เนื่องจากเขียนบทความไว้มาก

เจอหลายบทความที่ตนเองเขียนไว้ในนิตยสารต่างๆ เช่น คมชัดลึก ชีวจิต

มีบทความ อสุจิไม่แข็งแรง บทความ หนึ่งจำได้ว่าตนเขียน แต่ผู้แชร์ไม่ลงชื่อคนเขียน

ยังดีที่บอกว่าเอามาจากนิตยสารHUG

นี่เป็นบทความที่หมอหวิวเขียนไว้นานแล้ว

คำถาม
สามีอสุจิไม่แข็งแรง สามารถมีลูกด้วยวิธีธรรมชาติได้หรือเปล่าค่ะ

ตอบ

ในฝ่ายชาย การตรวจว่าอสุจิแข็งแรงหรือไม่แข็งแรง อาศัยจากการตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิ ซึ่งเก็บโดยให้ฝ่ายชาย ช่วยตนเอง นำมาตรวจวิเคราะห์ภายในหนึ่งชั่วโมง

อาจจะเป็นเพราะมลภาวะที่เพิ่มมากขึ้นในโลก ความเครียด ความไม่แข็งแรงของมนุษย์ผู้ชาย โรคภัยไข้เจ็บ ตลอดจน มีสารเคมีที่มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงปนเปื้อนทั้งในน้ำบนบกและในอากาศ

มีงานวิจัยที่ทำในปี พ.ศ. 2481 – 2533
พบว่าประมาณ 50 ที่ผ่านมา เพศชายมีความเข้มข้นของตัวอสุจิ ลดลงร้อยละ 40

งานวิจัยอื่นที่ทำก็พบว่า ปัจจุบันผู้ชายมีทั้งจำนวนอสุจิ และการเคลื่อนไหวของอสุจิ ลดลงกว่าสมัย 50 ปีก่อน


ค่าปกติของการตรวจน้ำอสุจิ ถือเอาค่าปกติ ขององค์การอนามัยโลกซึ่งประกาศเปลี่ยนแปลงค่า (ลดค่าลง) ในปี 
ค.ศ. 2010 หากมีน้อยกว่าค่าปกติ ถือว่าน้ำเชื้ออ่อน ดังนี้ค่ะ
1. น้ำอสุจิมีปริมาตรมากกว่า 1.5 ซีซี (เดิมเป็น 2 ซีซี) งานวิจัยขององค์การอนามัยโลก พบผู้ชายมีน้ำอสุจิโดยเฉลี่ย 
3.7 ซีซี หากมีน้อยกว่า1.5 ซีซี เรียกว่ามีน้อยกว่าปกติ 
2. มีความเข้มข้นของตัวอสุจิมากกว่า 15 ล้านตัวต่อซีซี (เดิมเป็น 20 ล้านตัวต่อซีซี) หรือมีอสุจิ ในน้ำอสุจิทั้งหมด 
ไม่ต่ำกว่า 39 ล้านตัว (เดิมเป็น 40 ล้านตัว) 
3. มีการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิ โดยมากกว่าร้อยละ 32 มีการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า (เดิมถือเอามากกว่าร้อยละ 50) 
หรือมีการเคลื่อนไหวให้เห็นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 
4. รูปร่างของอสุจิต้องปกติ อย่างน้อยร้อยละ 4 อาศัยการตรวจอย่างเข้มงวด เดิมอาศัยการดูรูปร่างว่าปกติหรือไม่ 
ปัจจุบันการตรวจต้องดูรูปร่าง ความยาว ความกว้าง ลักษณะหัว ลำตัว หางของอสุจิฯลฯ (เดิมดูแต่รูปร่าง ถือเอาค่าอสุจิปกติ
อย่างน้อยร้อยละ 30)
5. มีอสุจิที่มีชีวิตอย่างน้อยร้อยละ 58 (แต่เดิมเป็นร้อยละ 75)


สำหรับคำว่าน้ำเชื้ออ่อน มักจะดูที่ความเข้มข้นของอสุจิ (น้อยกว่า 15 ล้านตัวต่อซีซี) ไม่ได้แปลว่าไม่สามารถมีลูกได้ 
ในผู้ชายบางรายน้ำเชื้ออ่อนแต่สามารถทำให้ภรรยาตั้งครรภ์ได้ตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตามหากอยู่กินกันสม่ำเสมอ1ปี ไม่ท้อง แสดงว่าอาจจะมีบุตรยาก ควรพบแพทย์

หากตรวจพบอสุจิมีน้อย หรือไม่พบตัวอสุจิเลยควรมีการตรวจซ้ำอีกครั้ง ห่างจากครั้งแรกประมาณ 2 เดือน

ในชายที่ตรวจไม่พบตัวอสุจิในน้ำอสุจิเลย อาจไม่ได้เป็นหมันก็ได้เพราะบางคนมีภาวะอสุจิหลั่งย้อนกลับเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ
ทำให้ตรวจไม่เจออสุจิ

การแก้ไขน้ำเชื้ออ่อนเพื่อให้สามารถตั้งครรภ์ได้ แก้ไขตามสาเหตุที่เกิดค่ะ เช่น
1. ดูแลสุขภาพทั่วไป คุมโรคที่ทำให้น้ำเชื้ออ่อนให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง) ลดความเครียด
ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนเพียงพอ งดบุหรี่ เหล้า
2. รับประทานวิตามิน บี ซี อี ธาตุสังกะสี
3. รักษาด้วยฮอร์โมน กระตุ้นการสร้างอสุจิ
4. ผ่าตัดแก้ไข หากมีการอุดตันท่อส่งน้ำเชื้อ หรือมีเส้นเลือดขอดโป่งพองที่ลูกอัณฑะ
5. ผสมเทียมในกรณีที่อสุจิมีน้อยหรือวิ่งเองได้ไม่ดี หรือทำอิ๊กซี่ คือคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงฉีดเข้าไปในไข่ ให้มีการ
ปฏิสนธิเพื่อทำเด็กหลอดแก้ว

ชัญวลี ศรีสุโข

หมอหวิว

(บทความนี้ เป็นลิขสิทธิ์ของหมอหวิว เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร HUG)


Sperm

"ทำอย่างไรจึงจะรอด เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพ" 2560-04 เมษายน

โพสต์13 เม.ย. 2560 00:30โดยAdmin Sknh

วิธี"รอด" เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินด้านสุขภาพ
9เมษายน2560

อันที่จริงเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน
อุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บ
ไม่ฉุกเฉินวิกฤต
ก็ตายได้

ยิ่งฉุกเฉินวิกฤต
เราจะไม่รู้ว่าอาการที่เราเป็น
เป็นอาการฉุกเฉินวิฤต
ที่อยู่ในการคุ้มครองของรัฐ 
ไม่ต้องเสียเงิน72ชม.
คือไม่รักษาทันท่วงทีจะเสียชีวิตหรือไม่

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ สลบ เสียเลิอดมาก 
กระดูกหัก 
เมื่อมีอาการผิดปกติ
ในสุขภาพ
เช่น
แน่นอก เจ็บอก หายใจลำบาก ฯลฯ

วิธีรอดชีวิต และรอดทางเศรษฐกิจ มีดังนี้

1. หากเป็นไปได้ ควรเข้ารพ.ที่เรามีสิทธิ์รักษาพยาบาลก่อน เพราะหากฉุกเฉินแต่ไม่วิกฤต จะได้ไม่ต้องเสียเงิน

2. หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินระหว่างเดินทาง ให้เข้าโรงพยาบาลไม่ว่ารัฐหรือเอกชนที่ใกล้ที่สุด หากไม่ใช่ฉุกเฉินวิกฤต ขอทางรพ.ส่งตัวกลับต้นสังกัด

3.หากคิดว่าตนเองอาการหนัก หรือมีโรคปรจำตัวหนักอยู่แล้ว เดินทางไปต่างถิ่น หากเลือกได้ ควรเลือกเข้า รพ.ขนาดใหญ่ไม่ว่ารัฐหรือเอกชน ที่มีหมอพร้อม เครื่องมือพร้อม อยู่ไม่ไกล อย่ามัวเข้ารพ.ขนาดเล็ก เอารอดกัน ค่อยเจรจาค่าใช้จ่าย หากไม่ใช่ฉุกเฉินวิกฤต

4.ติดต่อแจ้งญาติ ให้มาช่วยดูแล หากญาติมีความรู้ทางการแพทย์ ก็จะช่วยเหลือเรื่องต่าง ๆได้มาก หากไม่มีความรู้ก็สามารถช่วยเป็นพยานได้

5.ให้แสดงตนที่ห้องฉุกเฉิน ว่าตนเป็นใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน 
หากมีสิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาลจากประกันชีวิต สิทธิพิเศษต่าง ๆ อย่าปิดบัง ให้แสดงออกมา

6.เนื่องจากปัจจุบัน มีแพทย์ 5 หมื่นคนเศษในประเทศ คนไข้มักจะรู้จักหมอ มีญาติ มีเพื่อน มีเพื่อนของเพื่อน เป็นหมอ 
หากเกิดปัญหาทางการแพทย์ ปรึกษาหมอ มักจะได้ความกระจ่าง และทางออกที่ดี

7.สำหรับคนที่ไม่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็คงเลือกรพ.ที่พร้อมที่สุด เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน 
โดยไม่ต้องคำนึงค่าใช้จ่าย 
เชื่อกันว่า นี่คือวิธีที่จะมีโอกาสรอดสูงสุด หากเกิดภาวะฉุกเฉินในชีวิตจริง ๆ

ด้วยความรักและปรารถนาดี
ชัญวลี ศรีสุโข
หมอหวิว

คำถามจากอีเมลล์ "อวัยวะเพศภายนอกไม่เท่ากัน" 2560 มีนาคม

โพสต์25 มี.ค. 2560 00:05โดยAdmin Sknh

ไม่มีสิ่งใดเท่ากันจริง
20 มีนาคม 60

*สวัสดีค่ะ...เจอชื่อคุณหมอในเน็ตว่าเป็นหมอสูติ

เจอคนเข้ามาถามปัญหามากมาย

ก็เลยลองส่งเมลมาถามคุณหมอบ้างเผื่อจะได้คำตอบ

อยากถามคุณหมอว่าแคมเล็กของผู้หญิงเรามันเท่ากันทั้งสองข้างรึเปล่าคะ

ทำไมของดิฉันข้างซ้ายมันยื่นออกมามากกว่าข้างขวาโผล่พ้นแคมใหญ่ออกมานิดนึง

ส่วนข้างขวาไม่โผล่ออกมาค่ะและยังไม่เคยมีเพศสัมพันธุ์ค่ะ

แบบนี้ผิดปกติไหมคะ

เริ่มมีความกังวลรบกวนคุณหมอตอบด้วยค่ะถ้าได้อ่าน.

ขอบคุณค่ะ

ตอบ ในร่างกายคนเรา ด้านซ้ายกับขวา ไม่มีสิ่งใดเท่ากันจริง คิ้วซ้ายไม่เท่าคิ้วขวา หูซ้ายไม่เท่าหูขวา ตาซ้ายไม่เท่าตาขวา นมซ้ายไม่เท่านมขวา แขนซ้ายไม่เท่าแขนขวา

ขาซ้ายไม่เท่าขาขวา  นิ้วมือข้างซ้ายไม่เท่าข้างขวา รวมถึงแคมเล็ก แคมใหญ่ ซ้ายไม่เท่าขวา 

เจอเด็กวัยรุ่นมาปรึกษาหลายคน 

เด็กสมัยนี้ ต่างจากสมัยก่อน

เพราะสมัยก่อนไม่ค่อยสนใจอวัยวะในร่างกายมากนัก ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่มีกลิ่นแปลก ก็ไม่ได้ดู แต่สมัยนี้

น้อง ๆเล่าว่า หากมีเวลาว่างก็จะเอากระจกมาส่องร่างกาย

ส่องดูก็ดีค่ะ แต่อย่าไปกังวล บางคนคิดมาก ถึงกับอยากตกแต่ง

ทั้ง ๆที่การไม่เท่ากันของแคมเล็ก ไม่อันตรายใด ๆทั้งสิ้น กลัวใครว่าไม่สวยหรือ

โอ...

ปกติของอย่างนี้ ไม่มีใครเอาสป็อตไลท์มาส่อง เชื่อหมอหวิวสิ


Facebook : ชัญวลี ศรีสุโข(หมอหวิว) https://www.facebook.com/chanwaleesrisukho


คอลัมน์หมอหวิวตอบปัญหาสุขภาพ ประจำเดือนกะปริบกะปรอย 2559 มีนาคม

โพสต์24 มี.ค. 2560 23:25โดยAdmin Sknh   [ อัปเดต 26 มี.ค. 2560 02:19 ]

คอลัมน์หมอหวิวตอบปัญหาสุขภาพ

25 มีนาคม 59 22.03

ประจำเดือนกะปริบกะปรอย

ถาม
ตอนนี้มีปัญญาเกี่ยวกับประจำเดือนค่ะระยะห่างของประจำเดือนแค่19วันแล้วก็มีประจำเดือนมาสีน้ำตาลแบบกะปริดกระปรอยค่ะประมาณ3-4วัน

แล้วก็มีประประจำเดือนมาตามปกติ3-4วันค่ะรวมแล้วราวๆ7วันค่ะเป็นแบบนี้มาปีกว่าเข้าสองปีค่ะ

แต่ตรวจเซ็กมะเร็งปากมดลูกมาติดกันสองปีแล้วค่ะผลปกติดีล่าสุดเซ็กเมื่อเดือยพฤศจิกายนปีที่แล้ว คืออยากทราบว่าประจำเดือนในลักษณะที่เล่ามานี้จะทำยังไงให้หายเป็นปกติเหมือนเดิมค่ะ

ขอบคุณค่ะ

ตอบ
ประจำเดือนที่ไม่ปกติ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา มีดังนี้ค่ะ

1.มานาน เกิน 7 วัน
2. มากะปริบกะปรอบ เป็น ๆหยุด ๆ
3. มีกลิ่น
4. มามากใช้ผ้าอนามัยเกินวันละ 1 กล่อง
หรือประจำเดือนเป็นลิ่มเลือดขนาดใหญ่ เกินสองเซนติเมตร
5. ปวดประจำเดือนมากขึ้นทุกเดือน
6. ไม่มา แต่ไม่ท้อง
7. มาน้อยมาก
8. มีไข้ทุกครั้งเมื่อมีประจำเดือน

อาการที่รุนแรง มักเป็นโรค คือ
ประจำเดือนมามาก มานาน และปวดประจำเดือนค่ะ

ส่วนประจำเดือนมากะปริบกะปรอย 
หากอายุไม่่มาก ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน ควรพบแพทย์เพื่อปรับฮอร์โมนค่ะ

แต่หากอายุมาก ระวังมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกค่ะ

หาหมอดีที่สุดค่ะ

ด้วยความรักและปรารถนาดี
ชัญวลี ศรีสุโข
หมอหวิว

จะคุมกำเนิดวิธีใดดีหนอ?

โพสต์21 เม.ย. 2556 20:51โดยAdmin Sknh   [ อัปเดต 21 เม.ย. 2556 20:58 ]

Thank you to http://blogs.babble.com. This is for education purpose only.

พญ.ชัญวลี ศรีสุโข (chanwalee@srisukho.com)

คำถาม: น้องมีเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นกังวลใจมาสอบถามคุณหมอหน่อยค่ะ คือตอนนี้น้องกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี น้องกับแฟนมีความสัมพันธ์กันค่อนข้างบ่อยค่ะ ก่อนหน้านี้เราใช้วิธีป้องกันโดยใช้ถุงยางอนามัยแต่ว่าน้องแพ้ค่ะ น้องเลยเลือกที่จะทานยาเม็ดคุมกำเนิดแทน หลังจากที่ทานติดต่อกันมาปีกว่าๆ แฟนน้องบอกให้หยุดทานเพราะว่าเขาไปอ่านเจอวิจัยของอเมริกาว่าตัวยาคุมกำเนิดตัวนั้นมีสารทำให้เกิดมะเร็งได้ ปัญหาของน้องคือน้องควรจะใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบไหนแทนดีคะ เพราะน้องหยุดทานยามาแล้วเกือบ1สัปดาห์แล้วด้วย น้องอยากใช้วิธีการใส่ห่วงคุมกำเนิดมากแต่บางเว็บไซท์บอกว่าทำได้เฉพาะผู้หญิงที่เคยมีบุตรแล้วเท่านั้น น้องควรจะป้องกันด้วยวิธีไหนถึงจะดีที่สุดคะ  ขอบพระคุณค่ะ

ตอบ: แม้งานวิจัยพบว่า การกินยาคุมกำเนิดเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกเมื่อกินต่อเนื่องกันไป 5-8 ปี แต่โอกาสเสี่ยงนั้นไม่มาก ทั้งจะลดลงถ้ามีการตรวจภายในทุกปี หากกินยาคุมมานานหลายปีควรเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นคุมกำเนิดบ้างเพื่อไม่ให้กินต่อเนื่อง การคุมกำเนิดนั้นไม่มีวิธีใดดีที่สุดแต่ละวิธีมีข้อเด่นข้อด้อยค่ะ เช่น

วิธีคุมกำเนิด

ข้อดี

ข้อเสีย

ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน

คุมกำเนิดได้ผลดี ประจำเดือนมาตามปกติ ไม่มีปัญหามีลูกยากเมื่อเลิกรับประทานบางชนิดใช้รักษาหน้ามันเป็นสิว ลดอาการปวดประจำเดือน

ต้องรับประทานทุกวันห้ามลืม บางคนแพ้ยาคุมกำเนิดมีอาการคลื่นไส้อาเจียนบางคนน้ำหนักตัวเพิ่ม บางยี่ห้อราคาแพง

ยาคุมกำเนิดชนิดฉีด(3 เดือน)

คุมกำเนิดได้ผลดี เข็มหนึ่งอยู่นาน3 เดือน ราคาถูก

ประจำเดือนไม่มา หรือมากะปริดกะปรอย อาจมีลูกช้า6-9 เดือนเมื่อเลิกฉีด บางคนอาจมีปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

ยาฝังคุมกำเนิด

คุมกำเนิดได้ผลดี ฝังยาครั้งหนึ่งคุมกำเนิดได้นาน3-5 ปี ไม่มีปัญหามีลูกยากเมื่อเอายาฝังออก

ประจำเดือนไม่มา หรือมากะปริดกะปรอย ตอนเอาออกออกยากกว่าตอนใส่ ราคาแพง บางคนอาจมีปัญหาน้ำหนักเพิ่มขึ้น

ห่วงคุมกำเนิด

คุมกำเนิดได้ผลดี ใส่ห่วงครั้งหนึ่ง(มีบุตรหรือยังไม่เคยมีก็ใส่ได้)อยู่นาน3-5 ปี ไม่มีปัญหามีลูกยากเมื่อเอาออก ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเพิ่ม จึงเหมาะสำหรับคนอ้วน

ราคาแพง เจ็บเวลาใส่ ห่วงอาจหลุดพลาดตั้งครรภ์พร้อมห่วงได้ ประจำเดือนมามาก และอาจมีอาการปวดประจำเดือน ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยเพราะอาจอักเสบ



พื้นที่โฆษณา จาก Google ทางเว็บไซต์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโฆษณาที่ปิดไว้ในพื้นที่นี้

ท่านสามารถเสนอแนะ-แสดงความคิดเห็นเพื่อไปใช้ในการพัฒนาบริการของเรา

Comment Form แสดงความคิดเห็น

Comment Form แสดงความคิดเห็น

อะไรคือจุดจี จุดจีคืออะไร??

โพสต์30 มิ.ย. 2555 09:15โดยAdmin Sknh   [ อัปเดต 27 มิ.ย. 2556 00:59 ]


คำถาม: 
อะไรคือจุดจี จุดจีคืออะไร ค่ะ?

คำตอบ: (พญ.ชัญวลี ศรีสุโข)



จุดจี หรือ G-spot เป็นบริเวณที่มีปมประสาทอยู่ เชื่อว่าเป็นปมประสาทที่ทอดต่อมาจากเส้นประสาทของปุ่มกระสัน (Clitoris)

ตำแหน่งที่อยู่ อยู่ที่ผนังช่องคลอดด้านหน้า (Anterior Vagina) หลังกระเพาะปัสสาวะ โดยอยู่กึ่งกลางระหว่างกระดูกหัวหน่าวที่ปากช่องคลอด กับปากมดลูก
หากคลำจากปากช่องคลอด น่าจะอยู่ห่างปากช่องคลอด 2.5-5 เซนติเมตร แล้วแต่ความยาวของช่องคลอดของแต่ละบุคคล

ในบางคนอาจจะคลำได้ เป็นปุ่มเนื้อขรุขระสะดุดมือขนาดเล็กประมาณเม็ดถั่วเหลือง หากขณะมีเพศสัมพันธ์อาจขยายตัวเท่าปลายนิ้วก้อยได้

จุดจี ได้รับการกล่าวถึงในประวัติศาสตร์มากว่าพันปี โดยเรียกว่า ปุ่มศักดิ์สิทธิ์ กว่าจะได้ชื่อว่า จุดจี หรือ Grafenberg Spot ก็ต่อเมื่อ Ernst Gr?fenberg สูติ-นรีแพทย์ ได้เขียนรายงานการค้นพบไว้ ใน ค.ศ 1944

หน้าที่ของจุดจี คือ เป็นบริเวณที่ไวต่อการกระตุ้นทางเพศ ในคุณผู้หญิงบางคน (ไม่ใช่ทุกคน) ในชั้นแรกหากถูกต้องกระตุ้นหรือคลำคลึงปุ่มนี้เป็นเวลานานพอสมควร จะมีความรู้สึกเหมือนอยากปัสสาวะ
ต่อมาจึงรู้สึกมีความสุขสุดยอด มีบางคนเชื่อว่าตนเองหลั่งได้ หากมีการกระตุ้นที่จุดจี โดยจุดจีนี้เทียบได้กับต่อมลูกหมากในฝ่ายชาย

ความเชื่อที่ว่าผู้หญิงหลั่งได้เหมือนผู้ชายถ้ามีการกระตุ้นที่จุดจี สอดคล้องกับการศึกษาที่พบว่ามีผู้หญิงประมาณร้อยละสิบ หลั่งของเหลวใสๆ ออกมาจากรูปัสสาวะเมื่อถึงจุดสุดยอด
ของเหลวนี้มีส่วนประกอบของสารเคมีคล้ายของเหลวที่หลั่งมาจากต่อมลูกหมากของฝ่ายชายเมื่อถึงจุดสุดยอด แต่บางการศึกษาคัดค้านว่า อันที่จริงของเหลวใสที่ว่าก็ คือน้ำปัสสาวะนั่นแหละแต่ส่วนประกอบของสารเคมีเปลี่ยนไป เพราะการถูกกระตุ้นทางเพศและการถึงจุดสุดยอด

ปัจจุบันยังค้นพบ ว่าจุดจี อาจมีหน้าที่มากกว่าเรื่องความสุขทางเพศสัมพันธ์ โดยเมื่อกระตุ้นคลำคลึงจุดจี คุณผู้หญิงจะมีความรู้สึกเจ็บปวดลดลง เชื่อว่า จุดจีมีไว้เพื่อลดความเจ็บปวดในการคลอดลูกอีกด้วย

คุณสามารถตรวจหาจุดจีด้วยตัวของคุณเองได้ โดยคลำบริเวณช่องคลอดในท่านั่งยองๆ ถัดจากรูปัสสาวะเข้าไปด้านในประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร หากเจอเนื้อขรุขระลองกดเป็นจังหวะหากรู้สึกเสียวๆ เหมือนปวดปัสสาวะต่อมารู้สึกสุขสบาย แสดงว่าคุณมีจุดจีกับเขาแล้ว

หากคุณรู้ว่าคุณมีจุดจี ท่าร่วมรักที่สามารถกระตุ้นจุดจีได้ดีที่สุด ที่จะทำให้สุขสม คือ ท่ายืนก้งโค้ง แฟนจับบั้นท้ายและสอดใส่ผ่านด้านหลัง หรือท่าคลานและสอดใส่ด้านหลัง เรียกว่า Doggy style


สรุปเรื่องจุดจี หากคุณมีจุดจีก็เป็นเรื่องดี แต่หากคุณไม่มีจุดจีอย่าคิดว่าคุณมีอะไรขาดหาย หรือสวรรค์จะถล่มทลาย เพราะการมีความสุขในการร่วมรักมีหลายวิธีหลายรูปแบบและหลายระดับของความพึงพอใจ จุดจีเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่กล่าวมาเท่านั้น...ไม่ใช่ทั้งหมดค่ะ




ท่านสามารถเสนอแนะ-แสดงความคิดเห็นเพื่อไปใช้ในการพัฒนาบริการของเรา

Comment Form แสดงความคิดเห็น

Comment Form แสดงความคิดเห็น


เป็นฝ้า รักษาอย่างไรดี?

โพสต์29 เม.ย. 2555 00:57โดยAdmin Sknh   [ อัปเดต 24 ส.ค. 2557 18:53 ]


คำถาม: ดิฉันเป็นฝ้าบริเวณใบหน้า รักษาอย่างไรดีคะ คุณหมอ? (คุณต้อย กทม.)

คำตอบ:

source: google.com

ฝ้า (Melasma หรือ Chloasma faciei) มาจากภาษากรีก แปลว่า จุดดำ หรือ จุดเขียว

หากกล่าวโดยทั่วไป ฝ้าเป็นลักษณะปื้นบนผิวที่มีสีคล้ำกว่าผิวปกติ มักเป็นแผ่นกว้าง และมีผลต่อสภาพจิตใจผู้ที่เกิดฝ้า โดยเฉพาะถ้าเป็นมากบริเวณใบหน้า เชื่อว่าเกิดจากการทำงานที่ผิดเพี้ยนไปของเซลล์ผิวที่ผลิตเม็ดสี

ฝ้า พบมากในผู้มีผิวสีแทน และคนเอเชีย และผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชาย

มีปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด คือ การถูกรังสี อัลตราไวโอเล็ต (รังสียูวี UV), และเกี่ยวข้องกับการใช้ยาฮอร์โมนบางชนิด, อาหารเสริม(ที่มักผสมฮอร์โมน) และยากันชัก

ฝ้าเอง ถ้าแบ่งทางการแพทย์ได้เป็นหลายประเภท ฝ้าตื้น ฝ้าลึก ฝ้าแบบผสมทั้งสองแบบ เป็นต้น

การรักษาฝ้า

มีหลายวิธี ตั้งแต่ยาทา (เช่น hydroquinone, azelaic acid, topical steroid, tretinoin) , ยารับประทาน และ การใช้เลเซอร์

อย่างไรก็ตามควรพบแพทย์เพื่อประเมิน และให้การรักษาที่เหมาะสม เพราะวิธีรักษาต่างๆมีผลข้างเคียง

และไม่สนับสนุนการแสวงหาครีมทาฝ้าเองโดยไม่พบแพทย์ เพราะ ครีมหน้าขาวลดฝ้าในท้องตลาดจำนวนมากอันตราย จะผสมสเตียรอยด์และไฮโดรควิโดนในปริมาณสูง หากใช้ไม่เหมาะสม แทนที่ฝ้าจะหาย กลับคล้ำขึ้น รวมทั้งทำให้เกิดโรคผิวหนังตามมาได้มากมาย และดีไม่ดี จะคล้ำถาวร


การป้องกัน

พยายามไม่ถูกแสงแดด แม้ว่าจะใช้ครีมป้องกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ ก็ยังเกิดฝ้าได้อยู่ดี การป้องกันฝ้าที่ดีที่สุดคือการไม่ถูกแดด ใช้ร่ม หากจะทาครีมกันแดดให้ทาทุกชั่วโมง


ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษา

โดยหลัก ใช้การรักษาด้วยยารับประทาน และ อาจเพิ่มยาทาในบางกรณี ประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่าได้ผลดี ผลข้างเคียงน้อย เห็นผลได้ใน 1 เดือน แต่ควรระวังแสงแดด เพราะอาจกลับมาเป็นอีกได้
ส่วนเลเซอร์ที่มีใช้รักษาฝ้า เป็นส่วนเสริม เป็นเลเซอร์ที่จำเพาะต่อเม็ดสีผิว ยิงเพื่อทำลายเม็ดสี สามารถยิงทุก 4-5สัปดาห์ ยิงประมาณ 2-3 ครั้งจะเห็นผลว่าฝ้าจางลง แต่ทั้งนี้ ควรใช้ควบคู่กับยาทา และยารับประทาน

(โดย นพ.ชเนษฎ์ ศรีสุโข ป.โท ผิวหนัง รพ.ม.แม่ฟ้าหลวง)

ภาพประกอบ





พื้นที่โฆษณา จาก Google ทางเว็บไซต์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโฆษณาที่ปิดไว้ในพื้นที่นี้

ท่านสามารถเสนอแนะ-แสดงความคิดเห็นเพื่อไปใช้ในการพัฒนาบริการของเรา

Comment Form แสดงความคิดเห็น

Comment Form แสดงความคิดเห็น


เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

โพสต์20 เม.ย. 2555 02:05โดยAdmin Sknh   [ อัปเดต 22 เม.ย. 2555 08:40 ]

คำถาม: วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลง (อัพเดท) ตลอดเวลาหรือไม่ จำเป็นต้องได้รับทุกปีหรือเปล่าครับ?

คำตอบ: วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นวัคซีนที่มีการผลิตออกมาใหม่ทุกปีค่ะ

เพราะไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ได้ง่าย และบ่อย เปลี่ยนแปลงไปทุกฤดูกาล

วัคซีนมีฤทธิ์สร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะหลังการระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 ก็มีการเปลี่ยนแปลงตัวสารไปค่อนข้างมาก โดยทั่วไปมีวัคซีนแบบพ่นจมูก กับวัคซีนแบบฉีด

ภาพตัวอย่างกล่องวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ แบบฉีด ตัวอย่างเอกสารประกอบยาวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่



องค์การอนามัยโลก
ได้แนะนำให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการป่วยภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่ และผู้ดูแลหรืออาศัยอยู่ใกล้ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี ทุกปี ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ได้แก่

-ผู้สูงอายุ
-ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง เช่น หอบหืด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง ถุงลมโป่งพอง ฯลฯ
-ผู้ป่วยโรคหัวใจเรื้อรัง เช่น หัวใจพิการแต่กำเนิด หัวใจวายเรื้อรัง โรคหัวใจขาดเลือด
-ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง เช่น ตับแข็ง
-ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เช่น ไตวายเรื้อรัง กลุ่มอาการเนโฟรติก
-ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เคมีบำบัด ได้รับสเตียรอยด์ระยะยาว และผู้ที่ดูแลผู้ป่วยเหล่านี้
-ผู้ที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากซึ่งไข้หวัดใหญ่อาจระบาดได้รวดเร็ว เช่น ในคุก สถานดูแล โรงเรียน หอพัก ค่ายทหาร
-ผู้ให้บริการทางสาธารณสุข เพื่อไม่ให้เจ็บป่วย และไม่ให้นำโรคไปติดผู้ป่วย
-หญิงตั้งครรภ์ (สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในผู้หญิงตั้งครรภ์ และผู้หญิงให้นมบุตร)
-เด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี

ผลข้างเคียงที่สามารถพบได้หลังรับวัคซีน
เกิดค่อนข้างน้อย เพียง 1 ใน 100 คน เท่านั้น ที่จะมีอาการดังต่อไปนี้
ปวดศีรษะ, มีไข้, สั่น, ปวดตามตัว

ห้ามใช้ใน
-ผู้ที่แพ้โปรตีนไข่ไก่ แพ้ไข่ขาว
-แพ้ยาปฏิชีวนะบางชนิด เช่น  kanamycin หรือ neomycin sulphate
-แพ้สารเคมี พวก methylammonium bromide, polysorbate 80, formaldehyde


พื้นที่โฆษณา

Comment Form แสดงความคิดเห็น

Comment Form แสดงความคิดเห็น

ท้องเสียในเด็กเล็ก กับ โรตาไวรัส

โพสต์2 มี.ค. 2555 19:40โดยAdmin Sknh   [ อัปเดต 15 เม.ย. 2555 01:19 ]



เด็กเล็ก อายุต่ำกว่า 2 ปี ที่มีอาการท้องเสีย มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อ ไวรัส

ไวรัส ตัวที่พบบ่อยว่าเป็นปัญหา ได้แก่ โรตาไวรัส (ROTAVIRUS)

มักพบในช่วงฤดูที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

พบเป็นสาเหตุทำให้เด็กทารกเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษา โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนา

การแพร่กระจายเชื้อโรค
เด็กจะได้รับเชื้อโรค ผ่านละอองน้ำ หรืออาหาร และเป็นโรคที่สามารถติดต่อได้

ลักษณะอาการ
เด็กถ่ายเหลวเป็นน้ำ ปริมาณมาก หรือ ปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง
เมื่อท้องเสียมาก จะมีภาวะการขาดน้ำ หากขาดน้ำมาก จะมีอาการตาโหล กระหม่อมแฟบ ซึม กระสับกระส่าย และถึงขั้น shock ได้

ภาวะแทรกซ้อน
ไวรัสทำให้ร่างกายอ่อนแอ และระบบทางเดินอาหาร ลำไส้ มีภาวะภูมิคุ้มกันลดลง
ทำให้อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วยได้ จะมีการถ่ายเป็นมูก หรือเป็นเลือด และก้นแดงเป็นผื่นได้

การรักษา
หากขาดน้ำเล็กน้อย ผู้ปกครองสามารถหาซองเกลือแร่ (ORS) ผสม ทานแทนน้ำเปล่าจนกว่าอาการจะดีขึ้น
หรือแนะนำใช้น้ำสไปร์ท เขย่าให้หมดฟอง ผสมเกลือ ทานแทนได้

หากผู้ป่วยขาดน้ำปริมาณมาก ควรเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพราะควรได้รับน้ำเกลือทดแทนโดยด่วน

การป้องกัน
ปัจจุบัน มีวัคซีนป้องกันโรคโรตาไวรัส เป็นวัคซีนแบบหยอดปาก ให้ 2 ครั้ง ห่างกัน 2 เดือน
ช่วงเวลาที่แนะนำ คือ ให้วัคซีนก่อนเด็กมีอายุครบ 6 เดือน





Comment Form แสดงความคิดเห็น

Comment Form แสดงความคิดเห็น

ฉีดวัคซีนป้องกันโรคสุกใส ดีไหม

โพสต์20 ม.ค. 2555 05:03โดยAdmin Sknh   [ อัปเดต 4 ก.พ. 2558 04:07 ]



ถาม ลูกชายหนู อายุประมาณ 3 ขวบ ไปเล่นกับเด็กที่เป็นโรคอิสุกอิใส กลัวจะติดโรคนี้ ได้ยินว่ามีวัคซีนป้องกันโรค จะฉีดดีไหมค่ะ?


ตอบ

โรคสุกใส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Varicella Zoster เมื่อเป็นจะมีอาการตุ่มใสๆ ขึ้นบริเวณตามตัว

ผู้ที่ได้รับเชื้อ ไวรัสจะหลบอยู่ในปมประสาทได้ไปตลอดชีวิต และหากภูมิคุ้มกันบกพร่อง ก็อาจมีอาการแสดงได้อีก


การติดต่อ ติดต่อทางลมหายใจ และหยดสารคัดหลั่งต่างๆ จากผู้ป่วย มีระยะเวลาฟักไข้ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนแสดงอาการ


ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกัน ที่นิยมใช้ คือ Varirix ฉีด 2 ครั้ง โดยถ้าเป็นเด็กกับผู้ใหญ่ จะเว้นระยะห่างระหว่างเข็มแรกกับเข็มที่สอง นานไม่เท่ากัน

เมื่อฉีดแล้ว ป้องกันโรคได้ 90% หรือหากติดเชื้อสุกใส เมื่อเป็นโรคจะมีอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อาจเกิดตุ่มใสๆ ไม่มาก เช่น ประมาณ 3-5 ตุ่ม


ผู้ที่แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคสุกใส คือผู้มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคสุกใสสูง ได้แก่

1.ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเป็นโรคสุกใสเลย (เพราะเมื่อเป็นจะมีอาการรุนแรงและเป็นแผลเป็นมากกว่าเด็ก)

2.เด็กที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia)

3.ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ได้แก่ ผู้ป่วย HIV, ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่างๆ, ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิ

*อ้างอิง จาก ตำราแพทย์ผิวหนัง Fitzpatrick, 6th ed.


สำหรับคุณแม่ที่กลัวว่าลูกชายจะติด สามารถรับวัคซีนป้องกันโรคสุกใสได้ค่ะ

โดยผลข้างเคียงสำหรับการรับวัคซีนสุกใสที่พบไม่บ่อย คือ หลังฉีด อาจมีผื่นแดงขึ้นได้บ้างเล็กน้อย (ดังภาพด้านล่าง) พบน้อย ไม่ถึง 5% ของผู้รับวัคซีนชนิดนี้ค่ะ



พื้นที่โฆษณา


Comment Form แสดงความคิดเห็น

Comment Form แสดงความคิดเห็น

1-10 of 16

Comments