ข้าวสารดอกเล็ก


   



ชื่อวิทยาศาสตร์        Raphistemma hooperianum (Blume) Decne. 

ชื่อวงศ์                     APOCYNACEAE

ชื่อทั่วไป                  มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เคือคิก (สกลนคร), ข้าวสารดอกเล็ก (กรุงเทพฯ), เมือยสาร (ชุมพร), ปลายสาน ดอกข้าวสาร ผักข้าวสาร 
                                  (อุดรธานี, ภาคอีสาน), ข้าวสาร เครือข้าวสาร (ภาคกลาง) เป็นต้น

ลักษณะทางพฤษศาสตร์ 
             ต้นข้าวสารดอกเล็ก จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกหรือไม้เถาเลื้อยพัน ลำต้นเกลี้ยงและมีน้ำยางสีขาว ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ต้องการแสงแดดปานกลางจนถึงค่อนข้างมาก ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินร่วนปนทรายที่มีส่วนผสมของปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก เพื่อเป็นอาหารให้แก่ต้นไม้ได้ พรรณไม้ชนิดนี้มักขึ้นตามชายป่าดิบทั่วไป ตามชายป่าธรรมชาติ หรือบริเวณสวนที่รกร้าง บริเวณป่าไผ่ ในประเทศไทยพบขึ้นทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง

               ใบข้าวสารดอกเล็ก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปไข่แกมขอบขนาน หรือรูปหัวใจ ปลายใบแหลมเป็นหางยาว โคนใบเว้าทั้งสองข้าง ห้อยเป็นรูปติ่งหู ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-10.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-15 เซนติเมตร แผ่นใบบาง ด้านบนที่โคนเส้นกลางใบจะมีขนสั้น ๆ และออกเป็นกระจุก ส่วนก้านใบมีลักษณะเล็กและยาว โดยจะมีความยาวได้ประมาณ 2-7 เซนติเมตร

               ดอกข้าวสารดอกเล็ก ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ แต่ละช่อจะมีดอกย่อยประมาณ 4-7 ดอก ก้านช่อดอกยาวประมาณ     0.25-5.5 เซนติเมตร ส่วนก้านดอกยาวได้ประมาณ 1.25-3.5 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็กและมีกลิ่นหอม กลีบรองกลีบดอกเป็นรูปไข่ปลายมน ยาวได้ประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ตรงโคนเชื่อมติดกัน ส่วนกลีบดอกนั้นมี 5 กลีบ กลีบเป็นสีขาว และต่อมาก็จะกลายเป็นสีเหลืองอ่อนหรือสีเหลืองนวล ส่วนโคนจะเชื่อมติดกันเป็นท่อยาวประมาณ 8-9 มิลลิเมตร ส่วนตรงปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ มีลักษณะยาวกว่าท่อดอกเล็กน้อย ที่ปลายกลีบมีสีแต้มสีม่วง เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร ส่วนเส้าเกสรนั้นจะเป็นสีขาว มีความยาวประมาณ 10-13 มิลลิเมตร ออกดอกในช่วงฤดูหนาว
               
               ผลข้าวสารดอกเล็ก ลักษณะของผลจะเป็นฝักรูปไข่แกมขอบขนานหรือเป็นรูปกระสวย ฝักมีขนาดยาวประมาณ 14 เซนติเมตร ฝักเป็นสีเขียว ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลและมีขนสีขาว
      
สรรพคุณ                  รากใช้ปรุงเป็นยารักษาตา โดยใช้รากตากแห้งแล้วนำไปบดเป็นยากินรักษาโรคตาต่าง ๆ เช่น แก้ตาแดง ตาอักเสบ ตาแฉะ ตามัว 
                               ตาฝ้าฟาง นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันโรคต้อกระจกได้อีกด้วย ส่วนอีกข้อมูลระบุว่าใช้ทำเป็นยาหยอดตา

แหล่งอ้างอิง            https://medthai.com/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%
                              B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81/


ข้าวสารดอกเล็ก /         Raphistemma hooperianum (Blume) Decne.

ชื่อวิทยาศาสตร์             Raphistemma hooperianum (Blume) Decne.

ชื่อวงศ์                           APOCYNACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์  (characteristics of botanical science)

        Raphistemma is a genus of flowering plants of the family Apocynaceae, first described as a genus in 1831. It is native to China and Southeast Asia.

สรรพคุณ: (Properties) :   Root is used to cure eyes problems by grinding as herbs that treat eye problems such as red eye, eye inflammation, watery. It can be used as eye drops.

Comments