ทรงบาดาล

รูปภาพ
ทรงบาดาล



ชื่อวิทยาศาสตร์  : Senna surattensis (Burm.f.) H.S.Irwin & Barneby

ชื่อวงศ์ : FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)

ชื่อทั่วไป : สะเก้ง (เชียงใหม่), ขี้เหล็กหวาน (ขอนแก่น), พรึงบาดาล ตรึงบาดาล (ระยอง), ขี้เหล็กบ้าน (ภาคเหนือ), สะเก๋ง (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), สะแก้ง เป็นต้น

ลักษณะทางพฤษศาสตร์ : ต้นทรงบาดาล เป็นพรรณไม้พื้นเมืองดั้งเดิมของไทย โดยมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชีย ซึ่งรวมไปถึงประเทศไทยด้วย โดยจัดเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่มีความสูงได้ถึง 7 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขามากเป็นเรือนยอด เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลปนสีเทา แตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ พรรณไม้ชนิดนี้เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง แต่วิธีที่นิยมและได้ผลดีที่สุดคือวิธีการเพาะเมล็ด ใบทรงบาดาล ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ออกเรียงสลับกัน มีใบย่อยประมาณ 5-10 คู่ ลักษณะของใบเป็นรูปรี ปลายใบมน โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตรและยาวประมาณ 2.5-4 เซนติเมตร หลังใบเรียบ ส่วนท้องใบมีขนประปราย ดอกทรงบาดาล ออกดอกเป็นช่อตามศอกใบใกล้กับปลายยอด ในช่อดอกมีดอกประมาณ 10-15 ดอก มีก้านดอกรวมยาวประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ส่วนก้านดอกย่อยยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ดอกย่อยเป็นสีเหลือง มีกลีบดอก 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่ มีขนาดประมาณ 4-5 มิลลิเมตร เมื่อดอกบานจะมีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร ดอกมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวอมเหลือง ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวน 10 ก้าน เป็นหมัน 3 ก้าน โดยต้นทรงบาดาลมีดอกดก และสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี ผลทรงบาดาล ออกผลเป็นฝักแบน เรียบ มีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 7-20 เซนติเมตร เมื่อฝักแก่แล้วจะแตกออกตามตะเข็บ ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 15-25 เมล็ด ผิวของเมล็ดเป็นมันเงา มีขนาดกว้างประมาณ 4 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 8 มิลลิเมตร 
สรรพคุณ : รากเป็นยาถอนพิษไข้มีรสขมเบื่อ ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาถอนพิษผิดสำแดงหรือไข้ซ้ำ เป็นยาแก้อาการสะอึกอันเนื่องมาจากกระเพาะอาหารขยายตัว

แหล่งอ้างอิง : หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  “ทรงบาดาล (Song Badan)”.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  หน้า 141.
                 หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  “ทรงบาดาล”.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  หน้า 356
Comments