หนาดใหญ่


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง



ชื่อวิทยาศาสตร์  Blumea balsamifera (L.) DC.

ชื่อวงศ์              ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE

ชื่อทั่วไป หนาด (จันทบุรี), คำพอง หนาดหลวง (ภาคเหนือ), ใบหลม ผักชีช้าง พิมเสน หนาดใหญ่ (ภาคกลาง), แน พ็อบกวา (กะเหรี่ยง-แม่ฮองสอน), จะบอ (มลายู-ปัตตานี), เพาะจี่แบ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน), ส้างหยิ้ง (ม้ง), อิ่มบั้วะ (เมี่ยน), เก๊าล้อม (ลั้วะ), ด่อละอู้ (ปะหล่อง), ตั้งโฮงเซ้า ไต่ฮวงไหง่ ไหง่หนับเฮียง (จีน), ต้าเฟิงไอ๋ ไอ๋น่าเซียง (จีนกลาง) 

ลักษณะทางพฤษศาสตร์
ต้นหนาดใหญ่ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มกึ่งไม้ล้มลุกที่มีอายุได้หลายปี ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 0.5-4 เมตร ลำต้นตั้งตรง เนื้อไม้เป็นแก่นแข็ง เปลือกต้นเรียบเป็นสีเขียวอมขาว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแกมเทา แตกกิ่งก้านมาก มีขนปุกปุยสีขาวหรือสีเหลืองอ่อนขึ้นปกคลุมและมีกลิ่นหอม ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดหรือผล เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่มักพบขึ้นตามที่รกร้าง ทุ่งนา หรือตามหุบเขาทั่วไป
ใบหนาดใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปยาวรี รูปขอบขนานแกมใบหอก หรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายใบแหลมหรือมีติ่งหนาม โคนใบสอบหรือเรียวแหลมเล็กน้อย ส่วนขอบใบหยักเป็นซี่ใหญ่ ไม่เท่ากัน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.2-4.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-17 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว หลังใบและท้องใบมีขนทั้งสองด้าน ก้านใบสั้นหรือไม่มี


ดอกหนาดใหญ่ ดอกเป็นช่อกระจุกแน่น ออกดอกเป็นช่อแบบแยกแขนงขนาดใหญ่ที่บริเวณปลายกิ่งหรือซอกใบ ช่อดอกมีขนาดโตไม่เท่ากัน โดยมีขนาดกว้างประมาณ 6-30 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-50 เซนติเมตร ชั้นใบประดับยาวกว่าดอกย่อย ลักษณะของดอกย่อยมีขนาดเล็กสีเหลือง ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก มีกลีบดอกติดกันเป็นหลอดยาวได้ถึง 6 มิลลิเมตร ปลายกลีบเมื่อบานจะแยกออกจากกันเป็น 5 กลีบ กลีบดอกอ่อนเป็นสีเหลือง เมื่อแก่แล้วกลีบดอกจะเปลี่ยนเป็นสีขาว โคนดอกมีกลีบเลี้ยงลักษณะเป็นเส้นฝอยปลายแหลมหุ้มอยู่ ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน ยื่นออกมาจากใจกลางดอก และดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร
ผลหนาดใหญ่ ผลเป็นผลแห้งไม่แตก รูปขอบขนาน ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร สีน้ำตาล โค้งงอเล็กน้อย มีลักษณะเป็นเส้นเล็ก ๆ 5-10 เส้น ส่วนบนเป็นขนสีขาว ๆ ปกคลุม
พิมเสน (พิมเสนหนาด) คือส่วนที่สกัดได้จากใบและยอดอ่อนด้วยไอน้ำ ซึ่งจะได้น้ำมันหอม ทำให้เย็น พิมเสนก็จะตกผลึก แล้วกรองแยกเอาผลึกพิมเสนมาใช้ประมาณ 0.15-0.3 กรัม นำมาป่นให้เป็นผงละเอียด หรือนำไปทำเป็นยาเม็ดกิน

สรรพคุณ
  1. ใบและยอดอ่อนใช้ต้มเอาน้ำกินเป็นยาบำรุงกำลัง (ใบ)[1],[2],[4]
  2. ใบใช้เป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ใบ)[4]
  3. ชาวไทล้อจะใช้ใบนำมาสับแล้วตากให้แห้ง ใช้เข้ายาห่มตำรับไทลื้อ บำรุงร่างกายและผิวพรรณ (ใบ)[6]
  4. ใบใช้เป็นยาบำรุงหลังคลอดบุตรของสตรี (ใบ)[4] ใช้เป็นส่วนผสมในยาต้มให้สตรีหลังคลอดอาบเพื่อช่วยให้ฟื้นตัวเร็ว (ยาต้มประกอบไปด้วย ใบหนาด ไพล ราชาวดีป่า เปล้าหลวง และอูนป่า)[6]
  5. รากสดใช้ต้มเอาน้ำกิน จะช่วยทำให้การหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น (ราก)[1],[2],[4]
  6. ใบและรากมีรสเผ็ดขมเล็กน้อย เป็นยาร้อนเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อตับ ม้าม กระเพาะ และลำไส้ ใช้เป็นยาฟอกเลือดทำให้ร่างกายอบอุ่น ปะสะเลือด ช่วยขับลมชื้นในร่างกาย (ใบและราก)[3]
  7. ใช้เป็นยาลดความดันโลหิต (ใบ, ทั้งต้น)[4]
  8. ช่วยระงับประสาท (ใบ, ทั้งต้น)[4]
  9. ใช้เป็นยาแก้อหิวาตกโรค (ทั้งต้น)[4]
  10. ในกัมพูชา จะใช้ใบนำมาตำร่วมกับใบขัดมอญ (Sida rhombifolia L.) พอกศีรษะแก้อาการปวดศีรษะ (ใบ)[7]
  11. ช่วยแก้ตาเป็นต้อ (พิมเสน)[7]
  12. ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงจมูก (โรคติดเชื้อที่เกิดในจมูก ทำให้หายใจติดขัด มีฝีหนองในจมูก โพรงจมูกอักเสบ) ด้วยการใช้ใบสดนำมาหั่นให้เป็นฝอยเหมือนยาเส้น ตากแดดให้พอหมาด มวนกับยาฉุนแล้วใช้สูบ (ใบ)[1],[4],[7]
  13. ใบนำมาขยี้แล้วใช้ยัดจมูกเวลาเลือดกำเดาไหล จะช่วยทำให้เลือดหยุดไหลได้ (ใบ)[6]
  14. หมอยาพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี จะใช้ลำต้นและใบหนาดใหญ่ เข้ายากับใบมะขามและใบเป้าใหญ่ นำมาต้มกับน้ำอาบแก้อาการวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย (ต้นและใบ)[4]
  15. ใบและยอดอ่อนใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ (ใบ)[1],[2],[4] ส่วนทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ แก้ลมแดด (ทั้งต้น)[4] ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนจะใช้ต้นนำมาต้มกับน้ำอาบแก้อาการไข้ (ต้น)[6] ในซาราวัค จะใช้ใบนำมาต้มรวมกับเทียนดำ หัวหอมเล็ก หรือบดกับเกลือกินเป็นยาแก้ไข้ (ใบ)[7]
  16. ชาวม้งจะใช้ยอดอ่อนนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไปตุ๋นใส่ไข่ ใช้กินเป็นยารักษาโรคไข้มาลาเรีย (ยอดอ่อน)[6]
  17. รากใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้หวัด (ราก, ใบและราก)[3],[4]
  18. ช่วยขับเหงื่อ (ใบ)[1],[2],[4] ในอินโดจีนจะใช้ใบร่วมกับต้นตะไคร้ นำมาต้มให้เดือดใช้อบตัวช่วยขับเหงื่อ (ใบ)[7]
  19. ช่วยขับเสมหะ (ต้น, ใบ)[1],[2],[4]
  20. ใบใช้เป็นยารักษาโรคหืด[2] ตำรับยาพื้นบ้านจะใช้ใบนำมาบดผสมกับแก่นก้ามปู การบูร ต้นข่อย และพิมเสน แล้วมวนด้วยใบตองแห้งสูบรักษาโรคหืด เนื่องจากใบมีสาร cryptomeridion ที่มีฤทธิ์ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ เช่น กล้ามเนื้อหลอดลม (ใบ)[4]
  21. ใช้แก้อาการเจ็บหน้าอก ชาวลั้วะจะนำใบมานวดที่หน้าอกแก้อาการเจ็บหน้าอก ถ้าไม่หายจะนำต้นมาต้มกับน้ำดื่ม (ต้น, ใบ, ทั้งต้น)[4],[6]
  22. ช่วยแก้ลมขึ้นจุกเสียดแน่นเฟ้อ (ใบ[1],[4], รากและใบ[3])
  23. ช่วยในการขับลมในลำไส้ (ราก, ใบ, พิมเสน)[1],[2],[4]
  24. รากใช้ต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ท้องเสีย ปวดท้อง ท้องร่วง (ราก)[1],[2],[4] ส่วนใบใช้ต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องร่วง แก้บิด (ใบ)[1],[2],[4],[7] พิมเสนใช้กินเป็นยาแก้อาการปวดท้อง ท้องร่วง (พิมเสน)[1],[4]
  25. ใบและยอดอ่อนนำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาขับพยาธิ (ใบ)[1],[4] ส่วนทั้งต้นก็มีสรรพคุณเป็นยาขับพยาธิเช่นกัน (ทั้งต้น)[4]
  26. ช่วยขับประจำเดือน (ใบ)[4] ใช้เป็นยาแก้มุตกิด ประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ (ใบ[4],รากและใบ[3] ในชวาจะใช้น้ำคั้นหรือน้ำต้มจากใบหรือจากราก นำมากินเป็นยาแก้ประจำเดือนออกมากผิดปกติ (ใบ, ราก)[7]
  27. ใบใช้เป็นส่วนผสมในยาสมุนไพรอาบเพื่อรักษาอาการผิดเดือนสำหรับสตรีหลังการคลอดบุตร โดยใช้ใบหนาดร่วมกับใบเปล้าหลวง และใบหมากป่า ส่วนชาวลั้วะจะใช้รากนำมาต้มในน้ำผสมกับรากเปล้าหลวง ใช้เป็นยาห่มรักษาอาการผิดเดือน (ราก, ใบ)[6]
  28. ชาวเมี่ยนจะใช้ใบหนาดอ่อนนำมาต้มกับน้ำร่วมกับ ใบช่าน ใบเดื่อฮาก ใบก้านเหลือง ใบฝ่าแป้ง ว่านน้ำเล็ก เครือไฮ่มวย ต้นถ้าทางเมีย ต้นสามร้อยยอด ลำต้นป้วงเดียตม ให้สตรีหลังคลอดบุตรที่อยู่ไฟอาบเพื่อช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น (ถ้าหาไม่ครบก็ให้ใช้เท่าที่หาได้) (ใบ)[6]
  29. ตำรับยาแก้ปวดประจำเดือน ให้ใช้รากหนาด 30 กรัม และเอี๊ยะบ๊อเช่า 18 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำกิน (ราก)[3]
  30. ในประเทศจีนจะใช้ใบหนาดใหญ่ เป็นยาทำให้แท้ง (ใบ)[4]
  31. ตำรับยาแก้เริมบริเวณผิวหนัง ด้วยการใช้ใบหนาด 20 กรัม, ขู่เซินจื่อ 20 กรัม, โด่ไม่รู้ล้ม 20 กรัม, จิงเจี้ย 20 กรัม, เมล็ดพุดตาน 15 กรัม, ไป๋เสี้ยนผี 30 กรัม, และใบสายน้ำผึ้ง 30 กรัม นำมารวมกันต้มเอาน้ำชะล้างแผล (ใบ)[3]
  32. ใบใช้ตำร่วมกับใบกระท่อม ใบเพกา และใบยอ ใช้เป็นยาพอกแก้ม้ามโต (ใบ)[7]
  33. พิมเสนใช้ภายนอกด้วยการนำผงมาโรยใส่แผล จะช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น ช่วยรักษาแผลอักเสบ แก้กลากเกลื้อน และแผลฟกช้ำ (พิมเสน)[1],[4],[7]
  34. ใบใช้ภายนอก นำมาตำพอกแผลจะช่วยห้ามเลือดได้ หรือจะนำใบมาบดให้เป็นผงละเอียดผสมกับเหล้า ใช้พอกหรือทารักษาแผลสด แผลฟกช้ำจากการหกล้มหรือถูกกระทบกระแทก แผลฝีหนอง ฝีบวมอักเสบ แก้กลากเกลื้อน (ใบ)[1],[2],[4],[7] น้ำคั้นจากใบหรือผงใบแห้งใช้ทาแผลจะช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น (ใบ)[7]
  35. ยาพื้นบ้านนครราชสีมา จะใช้ใบหนาดใหญ่เป็นยารักษาโรคเรื้อน โดยนำใบมาตำให้ละเอียด ใส่ด่างทับทิมและน้ำพอประมาณ แล้วนำมาปิดบริเวณที่เป็นแผล (ใบ)[4]
  36. ชาวกัมพูชาจะใช้ใบเป็นยาพอกแก้หิด (ใบ)[7]
  37. ใบใช้ผสมในน้ำอาบสมุนไพรหลังคลอด ช่วยบำรุงผิวหนังให้ชุ่มชื้น และช่วยแก้หิด (ใบ)[4]
  38. รากใช้ต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้บวม แก้อาการปวดข้อ รวมถึงแผลฟกช้ำ (ราก)[1],[2],[4] ส่วนใบให้นำมาบดเป็นผงละเอียดผสมกับเหล้า ใช้พอกหรือทาเป็นยาแก้ปวดข้อ แก้บวม แก้ปวดหลัง ปวดเอว (ใบ)[1],[2],[7] ตำรับยาแก้บวมเจ็บ ปวดข้อ อีกวิธีหนึ่งระบุให้ใช้ใบหรือยอดอ่อนสด ใบละหุ่งสด รากว่านน้ำเล็กสด (Acorus gramineus Soland.) อย่างละเท่ากัน พอประมาณ นำมาต้มเอาน้ำใช้ชะล้างบริเวณที่เป็น (ใบ)[7]
  39. ตำรับยาแก้ปวดข้อ ไขข้ออักเสบเนื่องจากลมชื้น ให้ใช้รากหนาด 30 กรัม, เถาหีบลมเทศ 30 กรัม, เหลี่ยงเมี่ยนเจิน 6 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำกิน หรือใช้ดองกับเหล้ากินก็ได้ (ราก)[3] ส่วนใบก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคไขข้ออักเสบเช่นกัน (ใบ)[4]
  40. รากและใบใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดข้ออันเนื่องมาจากลมชื้น แก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกายหลังจากคลอดบุตรของสตรี (รากและใบ)[1],[3] รากใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ปวดเมื่อยหลังการคลอดบุตร (ราก)[1],[4]
  41. ช่วยแก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ (ใบ)[4]
  42. แก้ปวดเอ็นและกระดูก (ใบ)[7]
  43. การแพทย์แผนไทยจะใช้ใบหนาดในสูตรยาอบสมุนไพร ซึ่งมีสรรพคุณแก้โรคผิวหนังพุพอง น้ำเหลืองเสีย โดยตัวอย่างสมุนไพรแห้งที่นำมาใช้ในการอบ ได้แก่ ใบหนาด ใบมะกรูด ใบมะขาม ใบส้มป่อย ใบพลับพลึง ยอดผักบุ้ง การบูร ขมิ้นชั้น ต้นตะไคร้ และหัวไพล โดยเป็นสูตรช่วยบำรุงผิวพรรณ บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย วิงเวียนศีรษะ และช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต (ใบ)[5]
แหล่งอ้างอิง https://medthai.com/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88/


Comments