หน้าแรก

ยินดีต้อนรับนักเรียน นักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๐
เช็คชื่อ บค.11 (28 สิงหาคม 2560)

นายวัชระ ลานเจริญ (2556)


           ประเทศไทยเป็นชาติที่มีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมของสังคม  ซึ่งสังคมไทยไม่ได้ปิดกั้นการแพร่กระจายของวัฒนธรรมอื่น ที่จะเดินทางเข้ามาภายในประเทศ นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การเข้ามาของวัฒนธรรมต่างชาติมีเหตุปัจจัยหลายประการด้วยกัน เช่น การค้า ศาสนา การเมือง ค่านิยม สงคราม การอพยพถิ่นฐาน ฯลฯ จึงส่งผลให้สังคมไทยมีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีความหลากหลายทางด้านภาษาตามไปด้วย

              ประเทศไทยจำแนกภาษาที่ใช้ในการสื่อสารออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ตามภูมิภาค ได้แก่ ภาษาถิ่นภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ซึ่งแต่ละภูมิภาคก็จะมีภาษาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นแตกต่างกันออกไป นอกจากจะจำแนกเป็นภูมิภาคแล้ว ยังแยกย่อยออกเป็นภาษาของแต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอ แต่ละตำบล แต่หมู่บ้าน และแต่ละกลุ่ม ซึ่งจะมีสำเนียงที่ต่างกันต่างกัน เรียกว่าภาษาถิ่น 

1. ความหลากหลายทางภาษาไทย

           ในสังคมไทย ไม่ว่าจะพิจารณาในภาพรวมทั้งประเทศหรือ พิจารณาในระดับที่เล็กลงมาเช่น ระดับภูมิภาค หรือแม้แต่ระดับจังหวัด หรือระดับชุมชน เราก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีความหลากหลายในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายทางกายภาพหรือทางภูมิศาสตร์ และความหลากหลายด้านวิถีชีวิต หรือความหลากหลายทางด้านภาษา เป็นต้น (อุทัย ดุลยเกษม, 2551 : 2-3) ภาษาสื่อสารเกิดจากการเรียนรู้ มิใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ซึ่งเกิดจากสัญชาติญาณของตัวมนุษย์เอง ที่เรียนรู้วิธีการใช้ภาษา เพื่อใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ความแตกต่างกันไปบ้างตามกาลเทศะ บุคคล อาชีพ เพศ วัย สภาพทางภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม สังคม สิ่งแวดล้อม และสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลทำให้เกิดความแตกต่าง ทำให้เกิดภาษาย่อยต่างๆ ขึ้น ซึ่งเรียกว่า ภาษาเฉพาะถิ่นหรือภาษาถิ่น ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากภาษามาตรฐาน หรือภาษาราชการ และอาจจะแตกต่างจากภาษาในท้องถิ่นอื่นทั้งทางด้านเสียง คำ และการใช้คำ ภาษาถิ่นเป็นภาษาที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งถ้อยคำ และสำเนียง ภาษาถิ่นของไทยแบ่งตามภูมิศาสตร์หรือท้องถิ่นของผู้ใช้ภาษา แบ่งได้4 ถิ่นใหญ่ๆ คือ ภาษาถิ่นเหนือ ภาษาถิ่นอีสาน ภาษาถิ่นกลาง และภาษาถิ่นใต้ 

           1.1 ภาษาไทยถิ่นเหนือ

       เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคเหนือตอนบน หรือภาษาล้านนา มักจะพูดกันมากในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา ลำปาง น่าน ลำพูน ตาก แพร่ เป็นต้น


ภาพวัฒนธรรมภาคเหนือ
ที่มา : http://www.thapra.lib.su.ac.th/supat/slide/result.php?pageNum_rs=239&totalRows_rs=4845&check=type&keyword=6&Submit322=Search

           1.2 ภาษาไทยถิ่นอีสาน

           ภาษาถิ่นอีสานของประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาที่พูดที่ใช้กันในประเทศลาว        แต่ภาษาอีสานก็ยังถือว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาไทย ภาษาถิ่นอีสานมีภาษาถิ่นย่อยหลายภาษา ได้แก่      ภาษาที่ชนกลุ่มใหญ่ในภาคอีสานใช้พูดจากัน ซึ่งใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่างๆ ของภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อุดรธานี ขอนแก่น ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีภาษาไทยถิ่นอีสานใต้ด้วย ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากมาจากเขมร เช่น บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และนครราชสีมาบางส่วนอำเภอ


           1.3 ภาษาไทยถิ่นกลาง

             เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารอยู่ในบางจังหวัดของภาคกลาง เช่น เพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดเหล่านี้ มีสำเนียงพูดที่แตกต่างกันออกไป จะมีลักษณะเพี้ยนเสียงไปจากภาษากลางที่เป็นภาษามาตรฐาน

ที่มา : http://travel.sanook.com/1395017/

           1.4 ภาษาไทยถิ่นใต้

              ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซีย รวม 14 จังหวัด เช่น ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช ฯลฯ      เป็นต้น และบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์



ที่มา : http://www.klongdigital.com/webboard3/46397.html

           ซึ่งแต่ละภูมิภาคก็จะมีความแตกต่างกันออกไป เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ นอกจากนี้แต่ละภูมิภาคจะมีภาษาเป็นของตนเองแล้ว ยังแยกย่อยออกไปได้ระดับ เช่น ภาษาของจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน และของกลุ่ม ซึ่งจะมีภาษาถิ่นที่แตกต่างกัน(สุปรีดี สุวรรณบูรณ์, ไม่ปรากฏปีที่เขียน : ออนไลน์) 

2. สำเนียงภาษาไทยมาตรฐาน จากอดีตสู่ปัจจุบัน

           ภาษามาตรฐาน เป็น ภาษาถิ่นที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นภาษาที่ถูกต้องเหมาะสม ทั้งการพูดและการเขียน ถือเป็นภาษากลางที่ใช้ติดต่อสื่อสารเข้าใจกันทั้งประเทศด้วยสำนวน และสำเนียงเดียวกัน ใช้ติดต่อสื่อสารในวงราชการ สถานศึกษาและสถาบันสำคัญในสังคม ในสถานการณ์ ที่เป็นทางการ ภาษาถิ่นที่ได้รับการยอมรับ ให้เป็นภาษามาตรฐานนั้น มักจะเป็นภาษาถิ่นที่ใช้ติดต่อสื่อสารกันในเมืองหลวงของประเทศ เช่น ภาษามาตรฐานของไทยก็ คือ ภาษาถิ่นกรุงเทพมหานคร เป็นต้น ซึ่งสำเนียงภาษามาตรฐานของไทยแบ่งออกได้ 3 ยุค คือ

           1. สมัยสุโขทัย

                 นับย้อนไปเมื่อครั้งสุโขทัยเป็นราชธานี(สุจิต วงษ์เทศ อ้างในการบรรยายของ สถิตย์ ภาคมฤค, 2556) ไทยรับอิทธิพลทางภาษามาจากเขมรและลาว ซึ่งใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาราชการและใช้ภาษาลาวเป็นภาษาถิ่นในการสื่อสาร ซึ่งสำเนียงจะเป็นภาษาเหนือปนลาวพวน

                 เคียง ชำนิ กล่าวไว้ในหนังสือศิลปวัฒนธรรมว่า สำเนียงพูดในภาษาถิ่นสุโขทัย ไม่ตรงกับภาษาที่เขียน และสำเนียงพูดของชาวภาคกลางมาแต่โบราณ ชาวสุโขทัยมีสำเนียงพูดเป็นเอกลักษณ์ของตนเองเหมือนกับที่ล้านนาและล้านช้างมี จริงอยู่เราไม่สามารถทราบได้อย่างแน่ชัดว่าชาวสุโขทัย และสมัยอยุธยาพูดด้วยสำเนียงแบบใด แต่เราพอจะทราบว่าคนสุโขทัยในสมัยอยุธยาตอนปลาย และรัตนโกสินทร์ตอนต้น พูดด้วยสำเนียงที่เหมือนกับสำเนียงสุโขทัยในปัจจุบัน เราสามารถทราบได้จากบทเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน       ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้โปรดเกล้าฯ ให้กวีในรัชสมัยของพระองค์ ตลอดจนพระองค์เองร่วมกันแต่ง และพระราชนิพนธ์ขึ้น บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน มีอยู่หลายตอนที่เกี่ยวข้องกับเมืองสุโขทัยและเมืองใกล้เคียง ซึ่งเรียกรวมๆ กันว่า เมืองเหนือหรือเมืองบน(เมืองในแว่นแคว้นสุโขทัยแต่เดิม มิได้หมายถึงล้านนา) ตอนใดที่กล่าวถึงเมืองเหนือเหล่านี้ กวีในราชสำนักมักบอกไว้ด้วยว่าเมืองเหนือพูดด้วยสำเนียงแบบใด ดังปรากฏอยู่ในตอนที่พลายชุมพลขึ้นไปหาตายายที่เมืองสุโขทัย

                 ครั้นจะร่ำไปนักก็ชักช้า              ด้วยผีพารีบรัดไม่ขัดขวาง

ครั้นสายัณห์หยุดหย่อนลงนอนค้าง                    ในกลางทางเภทภัยไม่แผ้วพาน

สามวันครั้นถึงเมืองสุโขทัย                             เสียงชาวเหนือเกื๋อไก๋ไปทุกบ้าน

แลเห็นจวนเจ้าพระยาฝากระดาน                     ผีกุมารบอกพลายชุมพลพรัน

เรือนที่แขวนกรงนกหกเจ็ดหลัง                        ลับแลตั้งปิดประตูดูชึงขัน

เรือนคุณตาคุณยายพ่อพลายนั้น                       ไปหากันสิพ่ออย่ารอรั้ง

                 และอีกตอนหนึ่ง เมื่อเจ้าเมืองพิจิตรจะลงไปอยุธยา เพื่อเยี่ยมศรีมาลาหลังพระไวยถูกเสน่ห์ว่า

                 สั่งพลางทางลงจากเรือนใหญ่       อ้ายทิดถือชุดไฟเดินตามหลัง

ครั้นถึงท่าลงเรือไม่รอรั้ง                                ท่านพระพิจิตรนั่งเอกเขนกไป

อ้ายทิดโบกมือบอกให้ออกเรือ                          พลพายชาวเหนือเสียงเกื๋อไก๋

ยังไม่เคยเลยพ่อพายอย่างไร                            ทำขวักไขว่เกะกะกีดกันเอง

คนหนึ่งยาวคนหนึ่งไล่ไม่ถนัด                           ข้างหัววาดท้ายคัดตุหนัดตุเหน่ง

น้ำเพรื่อเรือโคลงอยู่โงงเงง                               ไม่เป็นบทเป็นเพลงโก้งเก้งมา

                 จะสังเกตเห็นว่า กวีท่านบอกไว้อย่างชัดแจ้งว่าชาวสุโขทัยและชาวพิจิตร ซึ่งเป็นกลุ่มเมืองเหนือด้วยกัน พูดเกื๋อไก๋เหมือนกัน นั่นแสดงถึงการรับรู้ของกวี และผู้คนในแถบภาคกลางว่า ชาวเมืองเหนือเหล่านี้พูดด้วยสำเนียงที่แตกต่างออกไปจากสำเนียงของชาวภาคกลาง จนกระทั่งเห็นเป็นเรื่องแปลกอดที่จะพูดถึงมิได้ อันเป็นสิ่งช่วยยืนยันว่าในยุคสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น ชาวสุโขทัยพูดด้วยสำเนียงที่เหมือนกับสำเนียงสุโขทัยในปัจจุบัน เพราะในปัจจุบันคนสุโขทัยก็ยังพูดคำว่า เกื๋อ เกื้อะ เกี้ยะ เก๊ย ก๊าย ไก๊ ไก๋ เป็นคำช่วยประโยคคำถามอยู่ เช่น คำว่างั้นก๊าย งั้นเก๊ย งั้นเกี้ยะ งั้นเกื้อะ งั้นเก้ะ งั้นไก๋ ซึ่งจะแตกต่างแยกย่อยกันไปในแต่ละถิ่น ถึงขนาดคำพูดที่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า บ้านสวนก๊าย บ้านไกรเก๊ย ซึ่งแปลว่า ชาวบ้านสวนนั้นพูดก๊าย, ก๋าย และชาวบ้านกงนั้นพูดเก๊ย, เก๋ย

                 ชาวสุโขทัยพูดอย่างหนึ่งแต่เขียนอย่างหนึ่งมาแต่โบราณเช่นกัน ไม่ค่อยปรากฏในเอกสารทั้งเก่าและใหม่ว่า ชาวสุโขทัยเขียนเหมือนสำเนียงพูด เพราะถ้าเขียนเหมือนสำเนียงพูด จะทำให้ผิดหลักภาษาไทย ทั้งเสียงวรรณยุกต์ก็มากถึงหกเสียง ชาวสุโขทัยจะรู้ว่าถ้าเราออกเสียงอย่างนี้ เวลาเขียนเราจะเขียนอย่างไรจึงจะถูกหลักภาษา เราจะเขียนกลับกันกับสำเนียงพูด และเช่นกันหากเราอ่านจากตัวหนังสือ เราก็จะรู้ทันทีว่าคำนี้ออกเสียงอย่างไรในสำเนียงของเรา ผู้เฒ่าผู้แก่ และเด็กเล็กๆ ที่ไม่ได้ร่ำเรียน หากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ภาษากลางท่านก็สามารถพูดได้ ซึ่งบางครั้งท่านอาจใช้ภาษาถิ่นสุโขทัยในสำเนียงภาคกลางก็ได้ เช่น แม่ค้าแม่ค้าขนมห่อละหนึ่งบาทเก่ย, คนขับรถจ่าช่วยแหวะข้างทางหน่อย ข้าเมารถจนเหงอะหงะไปหมดแล้ว

                 ชาวสุโขทัยจะเขียนเหมือนสำเนียงพูดเฉพาะเสียงสามัญ เสียงเอกสระยาวที่สะกดด้วยแม่กก กด กบ และอักษรกลาง อักษรสูงเสียงโทเท่านั้น นอกนั้นจะกลับตาลปัตรหมด ซึ่งหลักการนี้ใช้ได้กับคำไทยแท้ๆ และคำที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤต เขมร อังกฤษ ที่เข้ามาปะปนกับคำไทยเป็นเวลานานแล้วเท่านั้น ถ้าเป็นคำใหม่ๆ หรือเป็นคำภาษาจีนมักอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของภาษาถิ่นสุโขทัยเสมอ จะไม่เปลี่ยนแปลงเสียงวรรณยุกต์ตามสำเนียงสุโขทัยเมื่อเวลาชาวสุโขทัยพูด เช่นคำว่า ก๋วยเตี๋ยว รถเก๋ง เก๋ง จะไม่ผันเป็นก่วยเตี่ยว รถเก่ง ไต้เก่ง เลยสักคำ ซึ่งนับว่าแปลกมากที่กฎเกณฑ์ดังกล่าวยกเว้นสำหรับคำที่เป็นภาษาจีน

           2. สมัยอยุธยา

                 สำเนียงดั้งเดิมของกรุงศรีอยุธยามีความเชื่อมโยงกับชนพื้นเมืองตั้งแต่ลุ่มน้ำยมที่เมืองสุโขทัยลงมาทางลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกในแถบสุพรรณบุรี, ราชบุรี, เพชรบุรี ซึ่งสำเนียงดังกล่าวมีความใกล้ชิดกับสำเนียงหลวงพระบาง โดยเฉพาะสำเนียงเหน่อของสุพรรณบุรีมีความใกล้เคียงกับสำเนียงหลวงพระบาง      ซึ่งสำเนียงเหน่อดังกล่าวสันนิฐานว่าเป็นสำเนียงหลวงของกรุงศรีอยุธยา ประชาชนชาวกรุงศรีอยุธยา         ทั้งพระเจ้าแผ่นดินจนถึงไพร่ฟ้าราษฎรก็ล้วนตรัสและพูดจาในชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจุบันเป็นขนบอยู่ในการละเล่นโขนที่ต้องใช้สำเนียงเหน่อ หากเปรียบเทียบกับสำเนียงกรุงเทพในปัจจุบันนี้ ถือว่าเป็นสำเนียง    บ้านนอกถิ่นเล็กๆ ของราชธานี ที่แปร่งและเยื้องจากสำเนียงมาตรฐานของกรุงศรีอยุธยา และถือว่าผิดขนบ ภาษาดั้งเดิมของกรุงศรีอยุธยาปรากฏอยู่ในโองการแช่งน้ำ ซึ่งเป็นร้อยกรองที่เต็มไปด้วยฉันทลักษณ์ที่แพร่หลายแถบแว่นแคว้นสองฝั่งลุ่มแม่น้ำโขงมาแต่ดึกดำบรรพ์ และภายหลังได้พากันเรียกว่า โคลงมณฑกคติ เนื่องจากเข้าใจว่าได้รับแบบแผนมาจากอินเดีย ซึ่งแท้จริงคือโคลงลาว หรือโคลงห้า ที่เป็นต้นแบบของโคลงดั้นและโคลงสี่สุภาพ โดยในโองการแช่งน้ำเต็มไปด้วยศัพท์แสงพื้นเมืองของไทย-ลาว ส่วนคำที่มาจากบาลี-สันสกฤต และเขมรมีอยู่น้อย โดยหากอ่านเปรียบเทียบก็จะพบว่าสำนวนภาษาใกล้เคียงกับข้อความในจารึกสมัยสุโขทัย และพงศาวดารล้านช้าง

                 ด้วยเหตุที่กรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ใกล้ทะเลและเป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติทำให้สังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ต่างกับบ้านเมืองแถบสองฝั่งโขงที่ห่างทะเลเป็นเหตุที่ทำให้มีลักษณะ         ที่ล้าหลัง จึงสืบทอดสำเนียงและระบบความเชื่อแบบดั้งเดิมไว้ได้เกือบทั้งหมด ส่วนภาษาในกรุงศรีอยุธยาก็ได้รับอิทธิพลของภาษาจากต่างประเทศจึงรับคำในภาษาต่างๆ มาใช้ เช่นคำว่า กุหลาบ ที่ยืมมาจากคำว่า     กุล็อบ ในภาษาเปอร์เซีย ที่มีความหมายเดิมว่า น้ำดอกไม้ และยืมคำว่า ปาดรี (Padre) จากภาษาโปรตุเกส แล้วออกเสียงเรียกเป็น บาทหลวง เป็นต้น (กวี สุขสมวัช, 2555: ออนไลน์) 

           3. สมัยรัตนโกสินทร์ (ปัจจุบัน)

                 สมัยรัตนโกสินทร์ประเทศไทยใช้ภาษาถิ่นกรุงเทพฯ เป็นภาษามาตรฐานของชาติ ที่ใช้ในการสื่อสาร เมืองหลอมรวมวัฒนธรรม(นาน้อย อ้อยหนู, 2555 : ออนไลน์) กล่าวว่า ข้อมูลประวัติศาสตร์บ่งว่า กลุ่มคนผู้เป็นประชากรของกรุงเทพฯ มีหลากหลาย ส่วนหนึ่งคือชาวกรุงศรีอยุธยาผู้ติดตามสมเด็จพระเจ้าตากสินลงมาตั้งยังกรุงธนบุรีก่อน รวมไปถึงชาวเมืองดั้งเดิมที่อยู่อาศัยในย่านชุมชนบางกอกมาตั้งแต่ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา ชาวจีนเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่อยู่อาศัยในแถบนี้เป็นชุมชนมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยาเช่นกัน ปรากฏชื่อบางจีนในเพลงยาวนิราศหม่อมภิมเสนสมัยอยุธยาตอนปลาย ชาวมอญอยู่ทางคลองบางกอกใหญ่และมีเครือข่ายไกลออกไปทางปากเกร็ด สามโคก สมุทรสาคร ย่านปากคลองบางกอกน้อยและคลองบางกอกใหญ่มีชุมชนมุสลิมตั้งอยู่ติดต่อเนื่องกัน ชาวคริสต์เชื้อสายโปรตุเกสที่อพยพจากกรุงศรีอยุธยาได้รับพระราชทานที่ดินตรงฝั่งใต้ปากคลองบางกอกใหญ่มาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีตรงที่เรียกกันว่ากุฏีจีน พอตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็มีการเกณฑ์แรงงานชาวเขมร 10,000 คน ชาวลาวสองฝั่งโขงอีก 5,000 คน เข้ามาสร้างพระนคร ก่อกำแพงเมือง ขุดคลองคูเมือง ในจำนวนนี้ยังมีกลุ่มแขกจามซึ่งคงถูกกวาดปะปนกันเข้ามา ตั้งบ้านเรือนริมคลองมหานาคที่เรียกว่าบ้านครัว แสดงว่าเมื่อก่อสร้างพระนครแล้วเสร็จ ชาวลาว ชาวเขมรและแขกจามเหล่านี้คงอยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เป็นการถาวร

                 ดังนั้น กรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัยแรกสร้างจึงเต็มไปด้วยกลุ่มคนหลากหลายปะปนกัน ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไปมีการผสมผสานข้ามไปข้ามมา จึงไม่อาจบ่งได้ว่าใครเป็นใคร วัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มที่เคยแยกกันเป็นเอกเทศก็ค่อยๆถ่ายเทเข้าหากันจนไม่สามารถแยกกันได้ในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างที่ง่ายที่สุด คือภาษาท้องถิ่นของคนกรุงเทพฯ ซึ่งกลายเป็นภาษาทางการ มีรูปศัพท์ สำเนียงที่หยิบยืมเอามาจากกลุ่มคนต่างๆ ทำให้คนกรุงเทพฯ พูดผิดเพี้ยนไปจากการพูดของคนจังหวัดรอบข้างทั้งสิ้น 

                 สำเนียงมาตรฐานหรือสำเนียงราชการ จะขึ้นอยู่กับการปกครอง หากเมืองหลวงไปย้ายไปตั้งยังสถานที่ใด สำเนียงหรือภาษาของถิ่นนั้นก็จะกลายเป็นภาษามาตรฐาน ซึ่งครั้งหนึ่งภาษาเหล่านั้นเมื่อครั้งอดีต อาจจะเป็นภาษาบ้านนอกหรือผิดขนบ แต่เมื่อใดที่เมืองหลวงย้ายไปตั้งยังถิ่นนั้น ภาษาของถิ่นนั้นก็จะกลายมาเป็นภาษามาตรฐาน เช่นเดียวกันกับภาษาที่เคยเป็นภาษามาตรฐาน เมื่อมีการย้ายเมืองหลวงไปตั้งที่อื่น ภาษานั้นก็จะกลายเป็นภาษาที่เชย ผิดขนบ หรือผิดเพี้ยนไปจากภาษามาตรฐานใหม่ได้เช่นกัน สำเนียงแห่งภาษาไทย จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงสำเนียงภาษามาตรฐานไปตามอำนาจการปกครองของประเทศในแต่ละยุคสมัยนั่นเอง 

3. สิ่งที่ทำให้สำเนียงเปลี่ยนแปลง

           ปัจจัยที่ทำให้สำเนียงหรือภาษามีการเปลี่ยนแปลงนั้น ก็มีปัจจัยหลักๆ อยู่ 2 คือ 

                 1. ปัจจัยภายใน

                       ปัจจัยภายในที่ทำให้สำเนียงภาษาในแต่ละยุดในแต่ละสมัยมีความแตกต่างกันออกไป มักจะเกิดจาก อำนาจทางการเมืองการปกครอง การเปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้งราชธานี ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีความสำคัญมากต่อการเปลี่ยนแปลงของสำเนียงภาษาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

                 2. ปัจจัยภายนอก

                       ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลทำให้ภาษาเกิดความเปลี่ยนแปลงไปของสำเนียงภาษาก็ได้แก่ การรับวัฒนธรรมภายนอกเข้ามาใช้ในสังคมซึ่งเป็นการผสมกลมกลืนระหว่างวัฒนธรรมกับวัฒนธรรมนั่นเอง การรับวัฒนธรรมภายนอกมาใช้นี้ก็เกิดจากหลายปัจจัย เช่น การอพยพถิ่นฐาน การติดต่อค้าขาย การเผยแผ่ศาสนา หรือการยืมวัฒนธรรมอื่นมาใช้ ฯลฯ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สำเนียงภาษาเปลี่ยนแปลงไปทุกวันไม่มีวันหยุดนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

สรุป

                สำเนียงภาษาในประเทศไทยมีสำเนียงมีภาษานับร้อยสำเนียง ทีใช้สื่อสารกันภายในกลุ่มสังคม ความหลากหลายของสำเนียงภาษาในประเทศไทยนั้น เกิดจากเหตุปัจจัยหลายประการ เช่น การอพยพถิ่นฐาน การค้า ศาสนา การเมือง ค่านิยม สงคราม ฯลฯ ซึ่งสามารถจำแนกกลุ่มสำเนียงภาษาตามท้องถิ่นของสำเนียงภาษาได้ 4 กลุ่ม คือ สำเนียงภาษาถิ่นเหนือ อีสาน กลาง และใต้ สำเนียงของแต่ละถิ่นก็จะมีเอกลักษณ์เฉพาะของตนแตกต่างกันออกไป

                    สำเนียงภาษาในประเทศไทยมีนับร้อยสำเนียงก็จริง แต่การที่สำเนียงใดจะได้เป็นสำเนียงภาษามาตรฐานนั้น ก็ขึ้นอยู่กับอำนาจการปกครองของประเทศนั่นเอง ราชธานีตั้งอยู่ในท้องถิ่นใดภาษาถิ่นนั้นก็จะกลายเป็นภาษามาตรฐาน ซึ่งถึงถือว่าเป็นภาษากลางของเมืองหลวง ซึ่งสำเนียงภาษาที่เป็นมาตรฐานก็สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ยุค คือ เมื่อครั้งสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ประเทศไทยใช้สำเนียงภาษาถิ่นของสุโขทัยเป็นสำเนียงหลวงหรือสำเนียงมาตรฐาน เมื่อย้ายราชธานีมาตั้งอยู่ที่อยุธยา ประเทศไทยก็ใช้สำเนียงภาษาถิ่นแบบสุพรรณบุรี อยุธยาเป็นสำเนียงหลวงในการติดต่อสื่อสาร สังเกตได้จากสำเนียงการพากย์โขน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงที่เกิดขึ้นในสมัยอยุธยา ต่อมาราชธานีของประเทศได้ย้ายมาตั้งที่บางกอกหรือกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน สำเนียงภาษาถิ่นกรุงเทพฯ ซึ่งเมื่อครั้งสมัยอยุธยาถือเป็นสำเนียงภาษาบ้านนอก ก็กลับกลายมาเป็นภาษามาตรฐานหรือภาษาราชการที่ใช้ในการสื่อสารกันภายในประเทศ ด้วยเหตุนี้ อำนาจของการปกครองจึงถือว่ามีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงสำเนียงภาษาของไทยนั่นเอง

                    อย่างไรก็ตามสำเนียงภาษาทุกๆ สำเนียง มีความสำคัญไม่ต่างกัน เพราะภาษาถือเป็นมรดกวัฒนธรรมของสังคม ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน และเป็นเครื่องแสดงความเป็นเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของสังคม ซึ่งบรรพชนได้คิดค้น และสร้างขึ้นจากการสั่งสมประสบการณ์ การเรียนรู้ และถ่ายทอด สืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน เราฐานนะคนในท้องถิ่น สังคม ประเทศชาติควรดูแลรักษา และภาคภูมิในภาษาของตน

  

เอกสารอ้างอิง

กวี สุขสมวัช. 2555, สำเนียงอยุธยา. (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อวัน 29 ธันวาคม 2556 จาก https://www.facebook.com/welovethaihistory/posts/347300961983869.

เคียง ชำนิ. ไม่ปรากฏปีที่เขียน, ศิลปวัฒนธรรม. (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อวัน 29 ธันวาคม 2556 จาก http://board.postjung.com/688760.html.

นาน้อย อ้อยหนู. 2555 , 3000 ปีลพบุรีไม่เคยหลับ : กรุงเทพฯเมืองหลากหลายวัฒนธรรม. (ออนไลน์)   สืบค้นเมื่อวัน 29 ธันวาคม 2556

         จากhttp://www.sujitwongthes.com/category/siamrath/page/4/.

สุจิตต์ วงษ์เทศ อ้างในการบรรยายของ สถิตย์ ภาคมฤค. 2556,วิชาสัมมนาภาษาไทย.

สุปรีดี สุวรรณบูรณ์, ไม่ปรากฏปีที่เขียน, ภาษาถิ่น. (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อวัน 29 ธันวาคม 2556 จาก  http://www.ipesp.ac.th/learning/thai/chapter4-8.html

อุทัย ดุลยเกษม. 2551, ความแตกต่างทางวัฒนธรรม : ผลกระทบและข้อคิดในการจัดการข้ามวัฒนธรรมวารสารเทคโนโลยีภาคใต้ ปีที่ 1 ฉบับที่ 1.