แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัน

ตัวช่วยคุณครูในการหาคำตอบ

โพสต์31 ต.ค. 2556 02:23โดยภาคภูมิ พัชนี


เมื่อวันที่ 15 เดือนพฤษภาคม 2552 มีการเปิดตัว Search engine แนวใหม่ ชื่อ Wolfram alpha เป็นเครื่องมือหาความจริง หาคำตอบ (Fact Engine)  ตอนนี้ยังไม่สนับสนุนการค้นหาในภาษาไทย การค้นคำนั้นสามารถที่จะใส่เป็นประโยคได้(natural language) ระบบสามารถที่จะวิเคราะห์สิ่งที่ผู้ใช้ต้องการและแสดงข้อมูล ที่เป็นทั้งตัวเลข กราฟ ภาพ และสื่ออื่นในสิ่งที่ผู้ใช้หาอยู่

จากการทดสอบของ http://www.amphur.in.th/wolfram-alpha-google-killer-review
วิธีการค้นหาที่ search engine ตัวอื่นจะทำได้ยาก แต่ wolfram alpha ทำได้ง่าย
1. Historical event การค้นหาเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีต
2.Musical notation การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโน๊ตดนตรี
3.Drug information การค้นหารายละเอียดของยา หรือสารเคมี
4.Geography ภูมิศาสตร์ 
5.Nutrition & Food เกี่ยวกับโภชนาการและอาหาร
                                                     6.Colors การค้นหาสี เหมาะสำหรับนักออกแบบ หรือนักพัฒนาเว็บไซต์
                                                     7. Physics & Mathematics การคำนวณทางฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์
                                                         Wofram alpha สามารถคำนวณค่าต่างๆออกมาให้อย่างรวดเร็ว ข้อดีเราสามารถใช้อ้างอิงในการทำแบบฝึกหัดอย่างวิชา calculus หรือ โจทย์คณิตศาสตร์ ได้อย่างสบาย แต่อย่างเช่น ฟิสิกส์ที่ต้องมีการตีโจทย์ออกมาเป็นตัวแปลอยู่นั้นก็ต้องมีคิดก่อนนำมาคำนวณ ส่วนวิชาเคมี ก็สามารถช่วยได้ทั้งคำนวณ และหาคำตอบดูตัวอย่างวิธีการใส่ค่าเพื่อหาคำตอบได้ที่ http://www85.wolframalpha.com/examples/ ดูวิดีโอสาธิตการใช้งาน introducing wolfram alpha
                                                    
คลิกเข้าใช้งาน>>>>


ที่มา :  http://www.wolframalpha.com/


ตัวช่วยสร้าง Password

โพสต์21 ต.ค. 2556 02:42โดยภาคภูมิ พัชนี



คำถามที่คุณครูมักถาม ตอนที่สร้างบัญชีผู้ใช้ (Account) แล้วต้องกำหนด Password  ก็คือ จะตั้งอะไรดี  จะตั้งอย่างไรให้จำได้ และไม่โดน hack แต่สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ของคุณครูคือตั้งไปแล้ว "ลืม"  ไชยกร อภิวัฒโนกุล ได้เสนอเทคนิคการตั้ง password ให้จำง่ายแต่ crack ยาก 5 เทคนิค ได้แก่ ตั้งจากวลีที่จำง่าย  ใช้อักษรตัวแรกของคำจากวลี  แทนสระหรืออักษรด้วยตัวเลขหรืออักขระพิเศษ  กดปุ่ม “Shift” ค้างไว้ขณะที่กดตัวเลขบนแป้นพิมพ์ด้านบน และพิมพ์ไทย ได้อังกฤษ รายละเอียดศึกษาได้ข้างล่างนี้
แต่มี การให้บริการตั้ง password ผ่านเว็บไซต์ คุณครูเพียงแต่ กรอกชื่อพิเศษ คำพิเศษ และวันพิเศษ เว็บไซต์จะตั้ง password ที่จำง่ายแต่ยากที่ผู้อื่นจะเดา 
ลองดูนะครับ...>> http://www.passwordbird.com/







สร้างอีบุ๊คด้วย flipbooksoft ฟรี

โพสต์13 เม.ย. 2556 09:07โดยภาคภูมิ พัชนี


Flipbook ถือเป็นนวัตกรรมซอฟท์แวร์ทางด้านการศึกษาและการประชาสัมพันธ์ข้อมูลผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต   ที่ให้บริการสร้างอีบุ๊คผ่านทางเว็บไซต์ www.flipbooksoft.com เปิดให้บริการแก่บุคคลทวั่ไป องค์กรภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องการสร้างอีบุ๊ค อีโบรชัวร์ และอีแคตตาล็อก สามารถเข้ามาใช้บริการนีผ่านทางหน้าเว็บไซต์ได้ฟรี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงแค่ท่านจะต้องจัดเตรียมไฟล์เอกสารที่ต้องการสร้างเป็นอีบุ๊คให้อยู่ในรูปแบบของไฟล์ PDF ก่อนเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากแต่อย่างใด เพราะท่านสามารถสร้างไฟล์ PDF ได้จากโปรแกรมเอกสารอย่าง Microsoft Office ได้อย่างสะดวก อีกทั้งท่านยังสามารถเผยแพร่อีบุ๊ค    ที่ท่านสร้างขึ้น ไปยังกลุ่มเพื่อนและผู้อื่นผ่านทางหน้าเว็บไซต์และ Social Media อย่าง Facebook Twitter ได้อีกด้วย








PISA โครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ

โพสต์7 มี.ค. 2556 06:20โดยภาคภูมิ พัชนี


PISA
โครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ
(Programme for International Student Assessment ) เป็นโครงการประเมินผลการศึกษาของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) มีจุดประสงค์เพื่อสำรวจว่าระบบการศึกษาของประเทศได้เตรียมเยาวชนของชาติให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตและการมีส่วนร่วมในสังคมในอนาคตเพียงพอหรือไม่ โดย PISA เน้นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนวัย 15 ปี ที่จะใช้ความรู้และทักษะเพื่อเผชิญกับโลกในชีวิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน ในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์







“กวดวิชา” ทำให้เศรษฐกิจเติบโตหรือไม่?

โพสต์19 ม.ค. 2556 02:23โดยภาคภูมิ พัชนี

การกวดวิชาเป็นรายจ่ายมหาศาลของระบบเศรษฐกิจ แต่การกวดวิชาก็สามารถก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ อาจจะมากถึง 5% เลยทีเดียว เพียงแต่แบบจำลองชี้ให้เห็นว่าจำเป็นต้องมีเงื่อนไขบางอย่างเพื่อให้การกวดวิชาก่อให้เกิดการยกระดับความสามารถของนักเรียน

ารศึกษาเป็นช่องทางในการสะสมทุนมนุษย์ เพราะความรู้จากการศึกษาส่งผลต่อผลิตภาพของตัวผู้ได้รับการศึกษาในเกือบทุกด้าน หากพิจารณาระดับการศึกษาคร่าวๆ ก็จะสามารถแบ่งออกได้เป็นสองระดับคือ ก่อนอุดมศึกษาและอุดมศึกษา โดยมีการสอบวัดความรู้ฯ เป็นปราการแบ่งแยกสองระดับที่ว่า
เมื่อเป็นเช่นนั้น หนทางหนึ่งที่นักเรียนก่อนอุดมศึกษาส่วนใหญ่กระทำก็คือ เรียนกวดวิชาเพิ่มเติมนอกเหนือจากการเรียนในชั้นเรียนปกติ ดุสิตโพลล์ (2547) ชี้ว่า การเรียนพิเศษเป็นการช่วยทบทวนความรู้และสรุปเนื้อหาให้เข้าใจได้มากขึ้น สอดคล้องกับงานของไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2545) ที่ให้รายละเอียดด้วยว่า นักเรียนหนึ่งคนจะเรียนกวดวิชาเฉลี่ยสองวิชา ค่าใช้จ่ายวิชาละประมาณ 1,600 บาท แต่ละปีมีนักเรียนเรียนกวดวิชาประมาณ 3.3 แสนคน หรือประมาณร้อยละ 30 ของจำนวนนักเรียนมัธยมปลายทั้งหมด นั่นคือธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาจะมีเงินหมุนเวียนประมาณภาคเรียนละ 1,000 ล้านบาท อีกทั้งแนวโน้มของนักเรียนที่เรียนกวดวิชายังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามภาพที่ ๑

“ภาพที่ ๑ จำนวนและร้อยละของผู้สมัครสอบวัดระดับความรู้ที่เรียนกวดวิชา”

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ประเทศไทยเพียงประเทศเดียวที่มีนักเรียนมัธยมปลายเข้าเรียนกวดวิชาเป็นจำนวนมาก ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะแถบบ้านเราก็มีนักเรียนกวดวิชาจำนวนมากเช่นกัน ดังตารางที่ ๑

“ตารางที่ ๑ ขนาดของการเรียนกวดวิชาในประเทศต่างๆ”

มนชยา และ ศิวพงศ์ (2548) จึงตั้งคำถามต่อเม็ดเงินของระบบเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลนี้ว่า แท้จริงแล้วการกวดวิชาส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือไม่ เพราะในด้านหนึ่ง คุณภาพแรงงานและทุนมนุษย์เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งมาจากการศึกษา และการศึกษาในระดับอุดมศึกษาก็ย่อมดีกว่าการศึกษาในระดับก่อนอุดมศึกษา แต่ในอีกด้านหนึ่ง การศึกษาก็มีต้นทุน ทั้งต้นทุนค่าจัดการศึกษา ค่าใช้จ่ายในการศึกษา และค่าเสียโอกาสในการทำงาน ขณะที่การกวดวิชา แม้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา แต่ก็เป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลของสังคมเช่นกัน

การศึกษาอาศัยแบบจำลองรุ่นอายุเหลื่อมกันสองช่วงเวลา (Two-Period Overlapping Generation Model) ในการวิเคราะห์ โดยช่วงแรก (t=1) คือวัยเรียน และช่วงหลัง (t=2) คือวัยทำงาน คนที่เกิดมาจะเริ่มต้นจากวัยเรียนในช่วงแรก และเข้าสู่วัยทำงานในช่วงถัดไป จากนั้นจะตายตอนสิ้นสุดวัยทำงาน นอกจากนี้ ความสามารถของคนในระบบเศรษฐกิจมีตั้งแต่ต่ำสุด (j=0) ไปจนถึงสูงสุด (j=1) และกระจายแบบสม่ำเสมอ (Uniformly Distributed)

ในวัยเรียน นักเรียนทุกคนจะได้รับการศึกษาภาคบังคับอย่างเท่าเทียม ดังนั้น ทุกคนจะมีเวลาเหลือจากการเรียนเท่าๆ กัน พวกเขาสามารถเลือกเอาเวลาที่เหลือไปใช้ได้สองทาง หนึ่งคือเอาชั่วโมงไปเรียนกวดวิชา (v) โดยค่ากวดวิชาคิดตามเวลาที่ใช้ (T) (จ่ายค่ากวดวิชารวม = Tv) และสองคือเอาชั่วโมงไปทำงาน (1-v) ได้ค่าจ้างแรงงานระดับมัธยมศึกษา (W) (ได้ค่าจ้างรวม = (1-v)W) ซึ่งพวกเขาอาจจะใช้ทั้งหมดไปกับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือผสมผสานทั้งสองอย่างก็ได้

เนื่องจากความสามารถของคนมีการกระจายอย่างสม่ำเสมอ การกวดวิชาจะเข้ามามีบทบาททำให้ความสามารถของคนที่ไปกวดวิชาเพิ่มขึ้นได้ ดังสมการ



เมื่อ คือความสามารถหลังการกวดวิชา คือระดับเฉลี่ยเริ่มต้นของประชากร และมีการกระจายของคนที่ j=0 ถึง j=1 อยู่ระหว่าง

ดังนั้น บุคคลที่ความสามารถเริ่มต้นต่ำกว่าเกณฑ์ก็สามารถเรียนกวดวิชาเพื่อเพิ่มความสามารถของตนให้ถึงเกณฑ์ได้ด้วยการเรียนกวดวิชาเป็นเวลาเท่ากับ



อย่างไรก็ดี ตามหลักการทางเศรษฐศาสตร์แล้ว คนที่มีความสามารถ j=1 จะไม่เรียนกวดวิชา เนื่องจากสอบเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาได้อย่างแน่นอน ขณะที่คนที่มีความสามารถ j=0 ก็จะไม่เรียนกวดวิชาเช่นกัน เพราะไม่สามารถสอบเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาได้อย่างแน่นอน ดังนั้น นักเรียนจะเลือกเรียนกวดวิชาตราบเท่าที่ความพึงพอใจจากการได้เข้าเรียนระดับอุดมศึกษาภายหลังกวดวิชาเท่ากับความพึงพอใจจากการทำงานโดยไม่เรียนต่อ

“ห้องเรียนกวดวิชา” (ที่มาของภาพ)



ผลได้ของระบบเศรษฐกิจของการเรียนกวดวิชาที่ทำให้นักเรียนสามารถเรียนต่อในระดับอุดมศึกษามากขึ้นจะถูกส่งผ่านมาทางสมการการผลิตแบบ Cobb-Douglas ที่พิจารณาร่วมกับทุนมนุษย์



โดยสมมติให้ระบบเศรษฐกิจมีสินค้าชนิดเดียว (Yt) ที่ผลิตจากปัจจัยการผลิตสามประเภท ได้แก่ ทุนทางกายภาพ (Kt) ทุนมนุษย์ (Ht) และแรงงานอันประกอบด้วยแรงงานที่ไม่จบอุดมศึกษา (ltN) และแรงงานที่จบอุดมศึกษา (ltG) ซึ่งแรงงานที่ไม่จบอุดมศึกษาก็สามารถได้รับประโยชน์จากทุนมนุษย์ของแรงงานที่จบอุดมศึกษาบางส่วน ()

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถพิจารณาได้จากการเปลี่ยนแปลงค่าทุนนุษย์ โดยสมมติว่าทุนมนุษย์ไม่มีการเสื่อมค่า จะได้ว่า



จัดรูปใหม่ได้ว่า


โดย คืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ คือบัณฑิตคนที่ตัดสินใจเรียนกวดวิชา คือดัชนีชี้วัดความคับคั่ง (Congestion) เพราะการมีบัณฑิตมากเกินไปอาจไม่เป็นผลดีกับระบบเศรษฐกิจ และ คือผลรวมความสามารถของบัณฑิตที่มีในเวลา t ซึ่งเป็นคนรุ่นอายุ t-1 ตั้งแต่คนที่ ถึง 1

สุดท้ายนำเอาแบบจำลองที่ได้มาทำ Calibration ได้สัดส่วนรายได้ของแรงงานต่อผลผลิตเท่ากับ 0.56 สัดส่วนผู้เข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย 55.3 และค่าอัตราการเติบโตร้อยละ 5.1

นั่นหมายความว่า การกวดวิชาสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นได้ และสาเหตุที่การเติบโตเพิ่มสูงขึ้นไม่มากนักก็เพราะคนที่เลือกเรียนกวดวิชามักจะเป็นคนที่มีความสามารถค่อนข้างสูงและมีโอกาสได้เรียนต่อระดับอุดมศึกษาอยู่แล้ว ขณะที่คนที่ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อก็จะเลือกไม่เรียนกวดวิชาตั้งแต่ต้น

“เส้นทางชีวิตของคนในแบบจำลอง”

นอกจากนี้ แบบจำลองยังทำให้เราตระหนักในอีกสามประเด็น ได้แก่

– การเพิ่มจำนวนบัณฑิตให้มากขึ้นจากการลดเกณฑ์ขั้นต่ำ () ในการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อของมหาวิทยาลัย (ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม) จะทำให้เกืดความคับคั่งของแรงงานบัณฑิตที่มีประสิทธิภาพต่ำ อันจะส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สูงอย่างที่ควรจะเป็นจนอาจไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายของสังคมในการกวดวิชา

– หากไม่สามารถเพิ่มคุณภาพของการศึกษาภาคบังคับได้ การกวดวิชาก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักเรียน และอย่างน้อยมันก็ก่อให้เกิดผลบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

– การให้น้ำหนักกับเกรดเฉลี่ยในการคัดเลือกเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา ไม่สามารถลดปริมาณการกวดวิชาได้ ตราบใดที่ความต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษายังมีมากกว่าจำนวนที่นั่งอยู่

โดยสรุปแล้ว การกวดวิชาสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 5 ต่อปี เพียงแต่เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การกวดวิชาก่อให้การเติบโตก็คือ ต้องมีการขยายจำนวนการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา แต่มาตรฐานการรับบุคลเข้าศึกษาต่อต้องไม่ลดลง เพราะนั่นจะเป็นการประกันว่า การกวดวิชาจะทำให้เกิดการเพิ่มความสามารถของบุคคลก่อนเข้าศึกษาต่อ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะเห็นว่าปัญหาสำคัญของการใช้จ่ายมหาศาลในการเรียนกวดวิชาของประเทศไทย อาจจะแก้ไขได้ในระดับหนึ่งหากการรับเด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้ดูเหมือนว่าลดมาตรฐานลงอย่างที่เป็นอยู่

มนชยา อุรุยศ และ ศิวพงศ์ ธีรอําพน (2548) “การกวดวิชากับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ”, การประชุมวิชาการระดับชาติของนักเศรษฐศาสตร์ ครั้งที่ 1 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 28 ตุลาคม 2548.

ที่มา : http://setthasat.com/2012/09/15/private-tutoring-and-economic-growth/


หนังสือวันเด็กปี 56 "ต้นกล้าของความซื่อสัตย์"

โพสต์5 ม.ค. 2556 18:36โดยภาคภูมิ พัชนี

คุณธรรมหลักที่ชาติต้องการ พร้อมอัญเชิญพระบรมราโชวาท "ในหลวง" เรื่อง "หน้าที่" ที่ทุกคนมีภาระต้องทำ ด้านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ให้คำขวัญ "รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน" พร้อมจำหน่ายและแจกที่ระลึกงานเด็กวัน ณ ทำเนียบ และสนามเสือป่า
      ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อวันที่ 4 ม.ค.56 นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2556 เรียบร้อยแล้ว โดยปีนี้ใช้ชื่อว่า "ต้นกล้าของความซื่อสัตย์" และได้นำภาพต้นกล้าหรือต้นอ่อนของต้นไม้ที่กำลังผลิดอก ออกใบ มีสีสันสดใสสวยงาม อยู่บนปุยเมฆขาวสะอาดตา ประกอบด้วย ดวงอาทิตย์ที่กำลังทอแสงในยามเช้า เปรียบเสมือนเด็กๆ ที่อยู่ในวัยที่มีความสดใส ร่าเริง พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อเจริญเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสมบูรณ์ พร้อมทั้งคุณธรรม และความรู้ มาเป็นภาพหน้าปก

 "ต้นกล้า เปรียบเสมือนเด็กที่เราจะต้องดูแลและพัฒนา อีกทั้งสีเขียวของต้นกล้า ยังเป็นสีประจำหน่วยงานของ สพฐ.อีกด้วย ดังนั้นจึงใช้ต้นกล้าเป็นสัญลักษณ์เพื่อย้ำเตือนและสื่อไปถึงเด็ก เยาวชน ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยสาระสำคัญของเนื้อหาในหนังสือมุ่งเน้นส่งเสริมปลูกฝังให้เด็ก และเยาวชนไทย ได้พัฒนาและเติบโตมามีคุณลักษณะของคนที่มีความซื่อสัตย์ และมีคุณธรรมอยู่ในจิตใจ ซึ่งคุณธรรมที่ประเทศเราต้องการมากในขณะนี้คงเป็นเรื่องของความซื่อสัตย์" นายชินภัทร กล่าว


เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า หนังสือวันเด็กปีนี้ได้อัญเชิญพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้พระราชทานเพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็ก ประจำปี 2528 ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของหน้าที่ที่ทุกคนมีภาระต้องทำ หมายความว่าในสังคมไทยเรานี้ ผู้ใหญ่มีหน้าที่ในการประกอบภารกิจหน้าที่การงาน เด็กก็มีหน้าที่ในการศึกษาเล่าเรียน เพราะฉะนั้นทุกคนจำเป็นต้องระลึกถึงบทบาทหน้าที่ของตนและทำได้อย่างเหมาะสม

     พร้อมกันนี้ยังได้อัญเชิญพระวรธัมโมวาท สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันเด็กแห่งชาติ ปี 2556 ซึ่งมีสาระสำคัญว่า การที่จะให้เด็กเติบโตเป็นเด็กที่ดีและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้นั้นขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ในวันนี้ ที่จะได้แสดงเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้เด็กไม่รู้สึกว่าผู้ใหญ่ได้แต่สอน และผู้ใหญ่ก็ไม่ได้เป็นผู้ที่มีความประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นข้อย้ำเตือนว่าการที่จะส่งเสริมความดีนั้นต้องเป็นเรื่องของความปฏิบัติจริง และผู้ใหญ่ต้องเป็นผู้ปฏิบัติที่ดีให้แก่เด็ก

     นายชินภัทร กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีคำขวัญของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่มอบให้เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2556 ว่า "รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน" ทั้งนี้หนังสือวันเด็กได้จัดพิมพ์เป็นขนาด A5 จำนวน 128 หน้า พิมพ์ 4 สี จำหน่ายราคา 15 บาท และจะมีการแจกให้แก่เด็กและเยาวชนที่มาร่วมกิจกรรมในวันเด็กในสถานที่ต่าง ๆ เช่น ทำเนียบรัฐบาล สนามเสือป่า เป็นต้น

ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

สพฐ.เปิดให้ดาวน์โหลดหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน ๖ เล่ม

โพสต์26 พ.ย. 2555 16:00โดยภาคภูมิ พัชนี

ดาวน์โหลด หนังสือ 6 เล่ม เกี่ยวกับ หนังสือ การ์ตูนเศรษฐกิจพอเพียง นำสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน หนังสือ จากปรัญญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติหนังสือ การ์ตูนเศรษฐกิจพอเพียง นำสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน

แบ่งเป็น 13 ไฟล์ เมื่อดาวน์โหลด หรือเชฟไฟล์ แล้วนำมารวมกัน จะได้หนังสือ 1 เล่ม แบบ 4 สี หนา 202 หน้า พร้อมปกหน้าหลัง
ดาวน์โหลดตามลิงค์นี้ http://www.obec.go.th/documents/17910 หนังสือ จากปรัญญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ เมื่อดาวน์โหลด หรือเชฟไฟล์ แล้วจะได้หนังสือ 1 เล่ม แบบ 4 สี หนา 178 หน้า พร้อมปกหน้าหลัง
ดาวน์โหลดตามลิงค์นี้ http://www.obec.go.th/documents/17907 หนังสือ เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
เมื่อดาวน์โหลด หรือเชฟไฟล์ แล้วจะได้หนังสือ 1 เล่ม แบบ 4 สี หนา 54 หน้า พร้อมปกหน้าหลัง
ดาวน์โหลดตามลิงค์นี้ http://www.obec.go.th/documents/17905 หนังสือ เรียนรู้หลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อดาวน์โหลด หรือเชฟไฟล์ จะได้หนังสือ 1 เล่ม แบบ 4 สี หนา 40 หน้า พร้อมปกหน้าหลัง
ดาวน์โหลดตามลิงค์นี้ http://www.obec.go.th/documents/17904 หนังสือ การทรงงานพัฒนาประเทศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เป็น ไฟล์แบบ .pdf จำนวน 150 หน้า แบ่งเป็น 3 ไฟล์ เมื่อดาวน์โหลด หรือเชฟไฟล์ แล้วนำมารวมกัน จะได้หนังสือ 1 เล่ม แบบ 4 สี หนา 150 หน้า พร้อมปกหน้า/หลัง
ดาวน์โหลดตามลิงค์นี้ http://www.obec.go.th/documents/17895 หนังสือ พระมหากษัตริย์นักพัฒนา เพื่อประโยชน์สุขสู่ปวงประชา เป็น ไฟล์แบบ .pdf จำนวน 312 หน้า
แบ่งเป็น 3 ไฟล์ เมื่อดาวน์โหลด หรือเชฟไฟล์ แล้วนำมารวมกัน จะได้หนังสือ 1 เล่ม แบบ 4 สี หนา 312 หน้า พร้อมปกหน้าหลัง
ดาวน์โหลดตามลิงค์นี้ http://www.obec.go.th/documents/17892


“การบ้าน” ทำให้เด็กฉลาดขึ้นหรือไม่?

โพสต์18 พ.ย. 2555 13:10โดยภาคภูมิ พัชนี

การบ้านเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการศึกษาในโรงเรียนมาเนิ่นนาน แต่เคยสงสัยกันไหมว่าการบ้านมีผลช่วยให้เด็กๆ ฉลาดขึ้นหรือไม่ มีวินัยมากขึ้นหรือไม่ รักการเรียนมากขึ้นไหม นอกจากนั้น การบ้านยังมีผลได้ที่ลดน้อยถอยลง เบียดบังเวลาเรียนรู้ด้านอื่นๆ แถมคุณครูแต่ละคนยังมี coordination failure ในการสั่งการบ้านด้วย

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเตรียมออกคำสั่งห้ามครูสั่งการบ้านนักเรียน เนื่องจากไม่ได้ช่วยให้เด็กฉลาดขึ้น (ดูข้อมูลประกอบที่นี่) อันที่จริงประเด็นนี้เป็นที่สนใจกันมาพอสมควรแล้ว โดยจุดเริ่มต้นมาจากหนังสือที่มีชื่อเสียงมากสองเล่มคือ The Homework Myth ของ Alfie Kohn และ The Case Against Homework ของ Sara Bennett และ Nancy Kalish หนังสือทั้งสองเล่มได้ยกเอาข้อมูล สถิติ งานศึกษา และการสำรวจจำนวนมากเพื่อพยายามชี้ให้เห็นว่า “การบ้าน(ที่มากเกินไป)ไม่ได้มีส่วนช่วยให้เด็กมีได้คะแนนสอบดีขึ้น”

ข้อมูลที่น่าสนใจก่อนการวิเคราะห์ของหนังสือทั้งสองเล่ม ได้แก่
– จากการสำรวจเด็กอเมริกัน 24,000 คนในปี 2004 ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน พบว่า เด็กใช้เวลาทำการบ้านมากขึ้นกว่าในปี 1981 ถึง 51%
– เด็กๆ ในชั้นเรียนระดับล่างจะมีอัตราการเพิ่มของการบ้านมากกว่าเด็กในชั้นเรียนที่สูงขึ้น
– เด็กในช่วงอายุ 6-8 ปี ใช้เวลาทำการบ้านเพิ่มจาก 52 นาทีต่อสัปดาห์ในปี 1981 เป็น 128 นาทีต่อสัปดาห์ในปี 1997 และดูเหมือนว่าในปี 2006 จะเพิ่มเป็น 78 นาทีต่อวันเลยทีเดียว
– ผลการสำรวจดังกล่าวไม่ได้ดูเหมือนเป็นจริงแค่ในสหรัฐอเมริกา เพราะประเทศที่ให้การบ้านน้อย(เกินไป) เช่น ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเชค และเดนมาร์ก จะมีคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กสูงกว่าประเทศที่ให้การบ้านมาก(เกินไป) เช่น ไทย กรีซ และอิหร่าน


Cooper, Robinson and Patall (2006) หาความสัมพันธ์ของเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐาน(ไม่เกี่ยวข้องกับคะแนนที่มาจากการบ้าน) ด้วยการหาค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) การวิเคราะห์ตัวแปรพหุ (Multivariate Analysis) และการวิเคราะห์สมการแบบโครงสร้าง (Structural Equations Model) แต่”ไม่”พบความสัมพันธ์ในทางบวกระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบ นั่นคือ การบ้านไม่ได้มีผลใดใดกับความฉลาดของเด็ก

นอกจากนี้ Cooper et. al (2006) ยังพบความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นเส้นตรงของการบ้านกับคะแนนสอบ นั่นคือ จำนวนการบ้านเป็นไปตามกฎของการลดน้อยถอยลง (Diminishing Return)

ภาพที่ ๑ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กเกรด 4, 8 และ 12 (เทียบได้กับเด็ก ป.4, ม.2 และ ม.6) ซึ่งผลได้ที่ลดน้อยถอยลงนั้นมีความชัดเจนมากในเด็กเล็ก แต่จะมีความอดทนมากขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้นตามอายุ(เกรด)

“ภาพที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กเกรด 4, 8 และ 12″


ที่น่าสนใจคือภาพที่ ๒ ซึ่งเด็กที่ไม่มีการบ้านกับเด็กที่มีการบ้านนั้น มีระดับผลการสอบที่แตกต่างกันน้อยมากๆ คือ เด็กที่ใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมงจะมีคะแนนสอบเฉลี่ยอยู่ที่ 222 คะแนน กับเด็กที่ไม่มีการบ้านจะมีคะแนนสอบเฉลี่ยอยู่ที่ 212 คะแนน

“ภาพที่ ๒ ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กที่ใช้เวลาทำการบ้านแตกต่างกัน”
……….

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการบ้านอีกประการหนึ่งก็คือ อันที่จริงกระบวนการเรียนรู้ของเด็กควรเป็นแบบสม่ำเสมอและค่อยเป็นค่อยไป แต่การให้การบ้านของครูในแต่ละวิชานั้นมีแนวโน้มจะเป็นอิสระจากกัน จึงเกิดความล้มเหลวของการร่วมมือกันให้การบ้าน (Homework Coordination Failure) นั่นหมายถึง บางวันเด็กอาจจะมีการบ้านเยอะมาก บางวันก็อาจไม่มีเลย แทนที่จะกระจายอย่างสม่ำเสมอแม้ว่าจะมีการโต้แย้งว่า การบ้านอาจไม่ได้มุ่งหวังแค่ผลสอบที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังเพื่อสร้างนิสัยรักการเรียนด้วย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ตามมาจำนวนมากก็ยังไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการบ้านมีแนวโน้มที่น่าจะทำให้เด็กไม่รักการเรียนมากกว่า

นอกจากนี้ การบ้านยังทำให้เด็กมีโอกาสใช้เวลาในการออกกำลังกายน้อยลง มีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวน้อยลง และนอนน้อยลงด้วย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญกับพัฒนาการของเด็กและการเป็นคนที่สมบูรณ์ของสังคมในอนาคตไม่น้อยไปกว่าการเป็นคนเรียนเก่งอีกด้วย

ทางออกที่ Kohn (ผู้เขียนหนังสือ The Homework Myth) เสนอคือให้ยกเลิกการบ้านไปเลย ขณะที่ Bennet and Kalish เสนอบนพื้นฐานงานวิจัยของ Cooper et. al (2006) ว่าให้มีการบ้านเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 10 นาที) และไม่ต้องมีการบ้านในช่วงวันหยุดยาวหรือสุดสัปดาห์ด้วย

“ตัวอย่างของความล้มเหลวในการทำการบ้าน (ภาพจาก FaceBook ซึ่งไม่ทราบต้นตอแรกจริงๆ ครับ)”
……….

แม้ว่าข้อเสนอแนะของหนังสือทั้งสองเล่มจะดูขัดแย้งกับสถานการณ์ของโลกความเป็นจริง(รวมทั้งสังคมไทย)ไปมากทีเดียว แต่มันก็น่าจะทำให้เราฉุกคิดหรือนำมาศึกษาในกรณีเฉพาะของสังคมเราบ้างว่า “การบ้านเป็นผลดีกับการศึกษาของเด็ก…จริงหรือไม่”
และก็เป็นสิ่งที่น่าจะช่วยกันหาคำตอบต่อไป ^^

อ้างอิง :– Harris Cooper, Jorgianne Civey Robinson, and Erika A Patall (2006) Does Homework Improve Academic Achievement? A Synthesis of Research, 1987–2003. Review of Educational Research Spring 76: 1-62.
– Alfie Kohn (2007) The Homework Myth: Why Our Kids Get Too Much of a Bad Thing. Da Capo Press.
– Sara Bennett and Nancy Kalish (2007) The Case Against Homework: How Homework Is Hurting Children and What Parents Can Do About It. Three Rivers Press; Reprint edition.



แปลงภาพถ่ายให้กลายเป็นภาพวาดได้ในพริบตาเดียว ด้วยโปรแกรม Dynamic Auto-Painter

โพสต์5 ก.ค. 2555 02:05โดยภาคภูมิ พัชนี



Dynamic Auto-Painter
เป็นโปรแกรมสำหรับแปลงภาพถ่ายให้กลายเป็นภาพวาดได้ในพริบตาเดียว สามารถแต่งให้ดูดีมีเสน่ห์ได้ โดยการจำลองเทคนิคจากการวาดภาพของจิตรการเอกของโลก ด้วยรูปแบบลายเส้นที่มีมาให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ดินสอสี ดินสอดำ สีน้ำ สีเทียน โปรแกรมนี้ยังมีคุณสมบัติของ ฟิลเตอร์ (Filter) ที่มีในโปรแกรม Photoshop มารวมอยู่อีกด้วย โดยมีทั้งกลุ่มฟิลเตอร์แบบ Artistic ที่ทำให้ภาพงดงามหรือวิจิตรเหมือนงานศิลปะจากการวาดภาพ กลุ่มฟิลเตอร์แบบ Brush Strokes เหมือนใช้แปรงทาสีและหมึกระบายภาพ และกลุ่มฟิลเตอร์แบบ Sketch เหมือนภาพสเกตซ์ มาใช้ในการแปลงภาพถ่ายเป็นภาพวาด ซึ่งจะช่วยทำให้ภาพถ่ายที่เราชื่นชอบให้กลายเป็นสไตล์ภาพวาดได้อย่างสมใจ


Download โปรแกรม

                    1.  http://www.mediachance.com/dap/index.html#_trial
                   





วิธีใช้งาน






Clip วิธีใช้งาน 

วิดีโอ YouTube

วิดีโอ YouTube

วิดีโอ YouTube

วิดีโอ YouTube




        
    

ดาวน์โหลดโปรแกรม Fotosizer

โพสต์25 มิ.ย. 2555 21:31โดยภาคภูมิ พัชนี

ดาวน์โหลดโปรแกรม Fotosizer 1.33.0.509โปรแกรม Fotosizer 1.33.0.509   สามารถย่อภาพทีละหลาย ๆ ภาพพร้อมกันอย่างรวดเร็วตามขนาดและความละเอียดที่เราต้องการ   Fotosizer โปรแกรมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดการรูปไม่ว่าจะเป็นการย่อรูป การปรับความละเอียดรูป อีกทั้งสามารถย่อและจัดการรูปได้ทีละหลาย ๆ รูปพร้อมกันอย่างรวดเร็ว และฟังก์ชั่นอื่น ๆ น่าสนใจอีกเพียบดาวน์โหลดโปรแกรมฟรีแบบนี้กันได้เลย ดาวน์โหลดที่นี่...
ดาวน์โหลด โปรแกรมใหม่ๆ โดย DownloadOop.com


1-10 of 16