ใบความรู้ที่ 5.2

ใบความรู้ที่ 5.2 การเขียนบทคัดย่อ

บทคัดย่อโครงงาน

         บทคัดย่อ คือ ข้อมูลสรุปเนื้อหาของโครงงาน ใช้ข้อความสั้นกะทัดรัด ชัดเจนทำให้ผู้อ่านทราบถึงเนื้อหาของโครงงานอย่างรวดเร็ว โดยให้พิมพ์บทคัดย่อในกระดาษ A4 ไม่เกิน 1 หน้าเท่านั้น เมื่อผู้อ่านๆบทคัดย่อจบแล้ว ต้องมองภาพรวมของโครงงานออก
         บทคัดย่อควรมี 3 – 4 ย่อหน้า โดยแต่ละย่อหน้าควรกล่าวถึง 

1. วัตถุประสงค์  จุดมุ่งหมาย และขอบเขตของการทำโครงงาน
2. วิธีการพัฒนารวมถึงเครื่องมือและโปรแกรมที่ใช้ วิธีการเก็บข้อมูล จำนวนและลักษณะของงานที่ศึกษา
3. ผลการทำโครงงานว่าได้ระบบอะไร ขนาดเท่าใด เหมาะสมที่จะใช้งานในลักษณะใดรวมถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ (ถ้ามีการทดสอบ)
 


บทคัดย่อที่ดี ควรมีลักษณะดังนี้ 


1. มีความถูกต้อง โดยระบุจุดประสงค์และเนื้อหาของเรื่องตามที่ปรากฏ และความสมบูรณ์ เช่น คำย่อ คำที่ไม่คุ้นเคยให้เขียนเต็ม เมื่อกล่าวถึงครั้งแรกไม่จำเป็นต้องอ้างอิงเอกสาร ยกตัวอย่าง ยกข้อความ สมการ หรือภาพวาด คำที่ใช้ในบทคัดย่อเป็นคำสำคัญ หรือเรียกว่า Key Word เพื่อประโยชน์ในการทำดรรชนีเพื่อการสืบค้น นักเรียนสามารถใช้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเป็นแนวทางในการสะกดคำ
 
2.มี ความเฉพาะ กระชับ ชัดเจน ประโยคแต่ละประโยคมีความหมาย โดยเฉพาะประโยคนำพยายามเขียนให้สั้นที่สุด
 
3. มีลักษณะของการรายงานมากกว่าการประเมิน จึงไม่ควรมีคำวิจารณ์นอกจากการรายงานสาระข้อมูลตัวเลขที่สำคัญที่ได้จากการทำโครงงาน ความน่าอ่านและราบรื่น การเขียนใช้ประโยคสมบูรณ์ ในรูปแบบของกรรมกริยา (Active Voice) ใช้ปัจจุบันกาลเมื่อบรรยายสรุปและประยุกต์ผลการทำโครงงาน หรือพัฒนาต่อ ในขณะที่ใช้อดีตกาลเมื่อกล่าวถึงวิธีพัฒนาและการทดสอบ


ประเภทของบทคัดย่อบทคัดย่อมี 2 ประเภทคือ

 1.    บทคัดย่อประเภทให้ข้อมูลความรู้ (Informative Abstract) เขียนเพื่อรายงานผลการศึกษา หรือบทสรุปที่ผู้ใช้ต้องการอย่างเพียงพอ เพื่อหลีกเลี่ยงความจำเป็นในการอ่านเอกสารต้นฉบับ

 2. บทคัดย่อประเภทพรรณนา (Indicative of Descriptive Abstract) เขียนเพื่อชี้แนะข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุดในเอกสาร โดยปราศจากรายงานถึงผลการศึกษา ค้นคว้า หรือสรุป เพื่อให้ผู้อ่านใช้ประกอบการตัดสินใจ ว่าจะต้องอ่านหรือศึกษาเอกสารต้นฉบับหรือไม่ โดยทั่วไปนิยมใช้เขียนเพื่อสรุปเอกสารที่นำเสนอ หรือทัศนคติที่กว้างขวาง เช่น เอกสารด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือบทวิจารณ์ เป็นต้น 


  การเขียนบทคัดย่อมีหลักสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

 

1.  มีความสั้น กระทัดรัดและกระชับ (Concision)

 คือเลือกเฉพาะสาระที่เป็นประเด็นใจความสำคัญของเอกสาร โดยใช้สำนวนที่กระทัดรัด มีความกระชับ หลีกเลี่ยงการใช้คำหรือประโยคที่มีความยาว หรือมีความซ้ำซ้อนความยาวของบทคัดย่อไม่มีกำหนดไว้ตายตัว ขึ้นอยู่กับชนิดของเอกสารและเนื้อหาสาระของเอกสารนั้น ๆ ว่า มีความสำคัญมากน้อยเพียงใด โดยทั่วไปบทคัดย่อจะมีเพียง 1 ย่อหน้า แต่สำหรับเอกสารงานวิจัยมีได้มากกว่า

 

2. มีความถูกต้อง (Precision)

 คือสามารถถ่ายทอดประเด็นสำคัญของเอกสารได้อย่างถูกต้อง ตามความหมายเดิมของเอกสารต้นฉบับ ไม่ควรมีการตีความหรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ อันทำให้ผู้อ่านเข้าใจสาระของเอกสารต้นฉบับผิดไป

 

3. มีความชัดเจน (Clarity)

 การเรียบเรียงถ้อยคำเพื่อเสนอในบทคัดย่อจะต้องสื่อความหมายให้เข้าใจชัดเจน โดยใช้รูปประโยคที่สมบูรณ์ไม่ใช่เขียนกระท่อนกระแท่นเป็นคำ ๆ 

 
ตัวอย่างการเขียนบทคัดย่อโครงงานคอมพิวเตอร์

ตัวอย่างที่ 1

บทคัดย่อ

ื่อโครงการที่พัฒนา  : อัศวินแห่งแสงสว่าง 
ผู้พัฒนา  :   นายพิชญ วาจาสิทธิ์, นายเสฎฐวุฒิ พิลาฤทธิ์ , นายวรัญชิต ชื้อประเสริฐ 
อาจารย์ที่ปรึกษา : นายชนารัตน์ คำอ่อน

           โปรแกรมอัศวินแห่งแสงสว่าง (Knight Of Light) นี้มีจุดประสงค์จัดทำขึ้นเพื่อเป็นโปรแกรมเกมเพื่อความบันเทิง เกี่ยวกับการผจญภัยของเหล่าอัศวิน โดยนำเสนอในรูปแบบ เกมสามมิติมุมมองบุคคลที่สาม แนว RPG พัฒนามาจากโปรแกรม Dark gdk และนำมาผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ของผู้จัดทำ โดยมีตัวละครสองฝ่ายคือ ฝ่าย Detruire Taire และ ฝ่าย Squad Knight มีตัวละครฝ่ายละ 2 ตัวละครเป็นตัวละครแบบ สามมิติทั้งหมด ซึ่งตัวละครแต่ละตัวจะมีความสามารถแตกต่างกันออกไป เช่นความแตกต่างของอาวุธ ความว่องไวของตัวละคร และความสามารถพิเศษทั่วไป(Skill) โดยจะแบ่่ง mode ของการเล่นเกมออกเป็น 2 mode คือ Story Mode และ Single Mode ในแบบ Single Mode การเล่นใน mode นี้เป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัว หรือแบบ 1-1 โดยผู้เล่นสามารถเลือกตัวละครได้ตามใจของผู้เล่นเพื่อมาลงสนามต่อสู้กันใน mode นี้ ต่อไป Story Mode เป็นโหมดที่เป็นการผจญภัยของเหล่าอัศวินโดยผู้เล่นสามารถเลือกตัวละครได้ตามใจชอบเช่นเดียวกัน โดยจะมี event หรือจุดมุ่งหมายให้ตัวละครพิชิตจุดมุ่งหมาย โดยวิธีการสะสม Item ในด่านต่างๆเพื่อจะไปสู่จุดมุ่งหมาย ในการผจญภัยจะพบกับความตื่นเต้นเร้าใจต่างๆ จนถึงจุดสิ้นสุดของเกม ซึ่งคอมพิวเตอร์หรือฝ่ายศัตรูที่จะมีการตัดสินใจด้วยตนเองหรือระบบ AI(Artificial Intelligence) เพื่อให้ผู้เล่นไม่เบื่อในการเล่นเกม และเพื่อความสนุกสนานความบันเทิงของผู้ใช้โปรแกรมอีกด้วย โดยเกมจะจบหรือผู้เล่นชนะก็ต่อเมื่อผู้เล่นได้ผ่านการผจญภัยจนภารกิจทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์


   ตัวอย่างที่ 2

บทคัดย่อ

ชื่อโครงการที่พัฒนา : มอญซ่อนผ้าประจัญบาน

ผู้พัฒนา : นายทินกฤต งามดี, นายวโรภาส ชุนณะวงค,์ น.ส.กุลธิดา ดุษฎีวงษ์กำจร

อาจารย์ที่ปรึกษา : นายชนารัตน์ คำอ่อน

มอญซ่อนผ้าประจัญบาน (Circular Force) เป็นโปรแกรมประเภทให้ความบันเทิง ในรูปแบบ 3 มิติ โดยใช้โปรแกรมประเภท Open Source เป็นหลักในการพัฒนา รูปแบบของเกมจะเป็นแบบ One turn end คือ เล่นจบในตาเดียว และมีการบันทึกสถิติต่างๆ เพื่อนำไปเป็นค่าประสบการณ์ในเกมต่อไป โดยก่อนที่จะเข้าเกม  ผู้เล่นที่เป็นคนตั้งห้องจะต้องเลือกว่า จะให้มีผู้เล่นกี่คนในสนาม  และเมื่อมีผู้เล่นเข้ามาก็จะทำการเล่นเกม  ลักษณะของเกมจะคล้ายกับการเล่นมอญซ่อนผ้า  โดยผู้เล่นจะนั่งเรียงกันเป็นวงกลม  โดยมุมมองของเกมจะมองได้หลากหลายมุมมอง  เสมือนเรานั่งเล่นอยู่จริง รูปแบบของเกมนั้นได้อ้างอิงมาจากการละเล่นไทยสมัยโบราณ เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยสมัยโบราณให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้รู้จักการละเล่นของไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเริ่มแรกจะมีตัวละครให้ผู้เล่นเลือกซึ่งตัวละครที่คณะผู้จัดทำเลือกใช้นำเสนอ เป็นตัวละครที่เป็นสัตว์ คือ ม้า โดยกติกาพื้นฐานภายในเกมจะช่วยอธิบายเพื่อให้ผู้เล่นสามารถเข้าใจวิธีการเล่นมอญซ่อนผ้าได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพื่อให้การละเล่นของไทย “มอญซ่อนผ้า” ได้คงอยู่กับสังคมไทยตลอดไปและดำรงรักษาซึ่งการละเล่นของไทยไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดูได้ชมต่อไปและการละเล่นของไทยก็จะไม่สูญหายไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเกมๆนี้นอกจากจะให้ความรู้ถึงเรื่องมอญซ่อนผ้าแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดของโปรแกรมเกมเพื่อความบันเทิงคือ ความสนุกสนานของผู้เล่น ซึ่งทางคณะผู้จัดทำได้เน้นทางด้านความสนุกสนานของผู้เล่นเป็นหลัก อีกทั้งยังช่วยทางด้านทักษะ เป็นการฝึกสมาธิในการกำหนดแนวทางการเล่นเพื่อชนะฝ่ายตรงข้าม ซึ่งทักษะการมีสมาธินั้นสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันหรือใช้กับการทำงานทั่วไปได้้

Comments