การปลูกอ้อย



การปลูกอ้อย โดย นายเกษม สุขสถาน 
          อ้อยเป็นพืชที่ปลูกง่าย  สามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่แปรปรวน เช่น สภาพน้ำท่วมหรือแห้งแล้ง เป็นต้น  การปลูกอ้อยเพียงเพื่อให้ขึ้นนั้นทำได้ไม่ยากนัก  แต่การปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง และคุณภาพดีด้วยทำได้ค่อนข้างยาก  ผู้ปลูกจะต้องมีทั้งความรู้และเงินทุนอย่างพอเพียง
          ความสำเร็จของการทำไร่อ้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง  แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือตัวกสิกรเองเพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับตัวกสิกรทั้งสิ้นนับตั้งแต่การตัดสินใจเลือกทำเล  พันธุ์  และการ
ปฏิบัติอื่นๆ ในที่นี้ที่สำคัญที่สุดคือ ทำเล  ถ้าทำเลไม่เหมาะก็อาจประสบกับการขาดทุน หรือไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร  ความจริงคำว่า  "ทำเล"  มีความหมายกว้าง  ซึ่งอาจรวมถึงสภาพทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจและสังคมของบริเวณนั้นด้วย ซึ่งจะได้กล่าวโดย ลำดับ
          ๑. สภาพพื้นที่  ต้องเป็นที่น้ำไม่ท่วมตลอดทุกฤดูกาล  น้ำท่วมระยะสั้นอาจทำให้การเจริญเติบโตลดลง  เป็นผลให้ผลผลิตลดลงด้วย  ถ้าน้ำท่วมเป็นเวลานานอ้อยอาจตาย นอกจากนี้ต้องไม่เป็นที่ลาดชันเกินไป เพราะนอกจากจะไม่สะดวกต่อการใช้เครื่องมือแล้วยังทำให้ดินพังทลายเมื่อมีฝนตกมากอีกด้วย
         ๒. การคมนาคมสะดวก  มีถนนหนทางที่ใช้สัญจรไปมาได้สะดวกทุกฤดูกาล  และถนนนั้นจะต้องสามารถรับน้ำหนักรถบรรทุกอ้อยได้ด้วย  มิฉะนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องการขนส่งอ้อย
         ๓. ไม่ห่างไกลจากโรงงาน  ไร่ที่อยู่ใกล้โรงงานมากกว่าย่อมได้เปรียบ  ทั้งในด้านการขนส่งและติดต่อ ไร่อ้อยควรจะอยู่ห่างจากโรงงานไม่เกิน ๓๐ กิโลเมตร
         ๔. มีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินควรเป็นบริเวณที่ไม่มีปัญหาจากนักเลงอันธพาล หรือโจรผู้ร้าย เป็นต้น

         นอกจากปัจจัยสี่ประการตามที่กล่าวแล้วจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ อีก ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าการเลือกทำเลทำไร่อ้อยเป็นไปอย่างเหมาะสม ปัจจัยเหล่านี้ ได้แก่
          ๑. สภาพของดิน  ต้องมีเนื้อดินลึกอย่างน้อย ๘๐ เซนติเมตร  เพราะอ้อยเป็นพืชอายุยืนและหยั่งรากลึก  นอกจากนี้ต้องเป็นดินที่มีการระบายน้ำดีอีกด้วย
          ๒. ความอุดมสมบูรณ์ของดิน  ดินมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงค่อนข้างดี   จึงจะทำให้การปลูกอ้อยได้ผลดี  ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงมากๆ เช่นป่าเปิดใหม่แม้ว่าจะได้น้ำหนักมาก  แต่ก็มักประสบปัญหาเรื่องอ้อยมีความหวานต่ำ
          ๓. น้ำฝนหรือน้ำชลประทาน  อ้อยเป็นพืชต้องการน้ำมาก  ถ้าเป็นน้ำฝนต้องไม่น้อยกว่าปีละ ๑,๕๐๐ มิลลิเมตร  และต้องมีการกระจายดีโดยเฉพาะในระยะที่อ้อยกำลังเจริญเติบโต  ถ้าที่ใดมีฝนตกน้อย หรือฝนกระจายไม่ดีจะต้องมีน้ำชลประ-ทานช่วย  นอกจากนี้ต้องมีระยะที่ขาดฝนและอากาศหนาวเพื่อให้อ้อยแก่และสุก
          ปัจจัยอื่นๆ นอกจากที่กล่าวแล้วก็คือ แสงแดดและอุณหภูมิ อ้อยเป็นพืชต้องการแสงแดดจัดตลอดเวลาตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ดังนั้นบริเวณที่ได้รับแสงแดดน้อย จึงไม่เหมาะแก่การปลูกอ้อยสำหรับอุณหภูมินั้นเกี่ยวข้องกับคุณภาพหรือความหวานของอ้อย ในระยะที่ขาดฝนหรือขาดน้ำ ควรจะเป็นระยะที่อุณหภูมิต่ำหรืออากาศหนาวด้วย และสภาพอากาศหนาวควรจะมีเวลานานพอ ซึ่งจะทำให้อ้อยมีความหวานมากขึ้น 

การปลูกอ้อยในภาคกลาง พวกที่หาบจะวางท่อนพันธุ์ในร่องอีกพวกหนึ่งใช้จอบกลบตาม

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

ฤดูปลูก 
          การเลือกเวลาปลูกที่เหมาะสมนับว่ามีความสำคัญมาก เพราะเวลาปลูกมีอิทธิพลถึงการเตรียมดิน การปฏิบัติรักษา การเจริญเติบโตและผลผลิต   ตลอดจนเวลาตัดหรือเก็บเกี่ยวด้วยปัจจัยสำคัญที่ควบคุมเวลาปลูกในแหล่งที่ไม่มีการชลประทาน  คือ ฝน ในบริเวณที่มีการชลประทาน อาจปลูกได้ตลอดที่  อย่างไรก็ดี การปลูกอ้อยในประเทศไทยส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝน ซึ่งอาจแบ่งออกเป็น ๒ พวก คือ
          ๑. ปลูกต้นฝน  ปลูกในราวเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเริ่มต้นของฤดูฝนชาวไร่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางส่วนมากนิยมปลูกในช่วงเวลาดังกล่าว  การปลูกต้นฝนมักประสบปัญหาวัชพืช ทำให้ต้องเสีย ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ในแง่ของการใช้น้ำ การปลูกต้นฝนไม่สามารถใช้น้ำฝนได้อย่างเต็มที่ เพราะในระยะ ๑-๓ เดือนแรกซึ่งอ้อยยังเล็กอยู่นั้นต้องการน้ำน้อยฝนที่ตกลงมาส่วนมากเกินความต้องการของอ้อย จึงสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์  ครั้นพอถึงระยะที่อ้อยต้องการน้ำมาก คือ เมื่ออายุ  ๔-๘  เดือนก็ใกล้เวลาที่ฝนจะหมดแล้ว ทำให้มีเวลาในการใช้น้ำสั้นมีการเจริญเติบโตน้อย และให้ผลผลิตต่ำเพราะน้ำไม่พอ  นอกจากนี้การปลูกต้นฝนไม่สามารถตัดได้ตอนต้นฤดูหีบเพราะอ้อยยังไม่แก่   จึงต้องตัดตอนปลายฤดูหีบ ดังนี้เป็นต้น
          ๒. ปลูกปลายฝน  ปลูกในราวเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธุ์  ชาวไร่ในภาคตะวันออก คือ ชลบุรีและระยอง ได้ถือปฏิบัติกันมานานแล้ว ส่วนชาวไร่ ในภาคอื่นๆ โดยเฉพาะภาคกลางกำลังให้ความสนใจเพิ่มขึ้นโดยลำดับ  การปลูกปลายฝนมีข้อดี  คือลดปัญหาวัชพืช อ้อยได้ใช้น้ำฝนเต็มที่ และมีเวลาในการเจริญเติบโตนานกว่า   จึงให้ผลผลิตสูงกว่านอกจากนั้นยังสามารถตัดอ้อยได้ตั้งแต่ต้นฤดูหีบอีกด้วย  อย่างไรก็ดี ข้อสำคัญในการปลูกปลายฝนนั้นจะต้องมีการเตรียมดินให้ดีกว่าการปลูกต้นฝน 
[กลับหัวข้อหลัก]

อ้อยพันธุ์ เอฟ ๑๖๐ พร้อมที่จะเก็บเกี่ยว

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การเตรียมพื้นที่และการเตรียมดิน 
          ก. การเตรียมพื้นที่   หมายถึงการทำให้พื้นที่อยู่ในสภาพที่จะใช้เครื่องมือทำไร่อ้อยได้สะดวกพื้นที่ดังกล่าวอาจเป็นพื้นที่ป่า  ที่รกร้างว่างเปล่า ที่เคยปลูกพืชอื่นมาก่อน หรือพื้นที่ซึ่งปลูกอ้อยอยู่แล้ว  วิธีการเตรียม  เครื่องมือ  แรงงาน  และทุนรอนที่ต้องการใช้แตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะพื้นที่ซึ่งเคยปลูกพืชอื่นมาก่อนและพื้นที่ซึ่งปลูกอ้อยอยู่แล้วเท่านั้น เพราะเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ที่กสิกรใช้ปลูกอ้อย
         ข. การปรับปรุงสมบัติของดิน ดินที่ปลูกอ้อยหรือพืชอื่นนอกจากพืชตระกูลถั่วติดต่อกันมาเป็นเวลานาน  มักจะมีความอุดมสมบูรณ์น้อยลงและสภาพทางกายภาพของดินเลวลงด้วย ทำให้ผลผลิตพืชที่ปลูกต่ำลง วิธีที่จะปรับปรุงให้ดินดีขึ้นกระทำได้ด้วยการใส่ปุ๋ย  โดยเฉพาะพวกปุ๋ยอินทรีย์ต่างๆ  หรือโดยวิธีปลูกพืชตระกูลถั่วแล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยอินทรีย์ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักหรือผลพลอยได้จากโรงงานน้ำตาล ซึ่งได้แก่ กากตะกอน (filter-cake)  และชานอ้อย (bagasse) เป็นต้นเมื่อใส่สารอินทรียวัตถุเหล่านี้ลงดินจะช่วยทำให้ดินนั้นมีสมบัติทางเคมี  ทางกายภาพ  และทางชีวภาพดีขึ้น เป็นผลให้ผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นการใส่ปุ๋ยอินทรีย์จึงนับว่ามีความจำเป็น
         ค. การเตรียมดิน  เนื่องจากอ้อยเป็นพืชอายุยืนและมีรากหยั่งลึกมาก และเมื่อปลูกครั้งหนึ่งแล้วสามารถไว้ตอหรือเก็บเกี่ยวได้หลายครั้ง ปริมาณผลผลิตที่ได้จากการเก็บเกี่ยวแต่ละครั้ง  ตลอดจนความยาวนานของการไว้ตอ นอกจากจะขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพลมฟ้าอากาศแล้ว  การเตรียมดินนับว่ามีบทบาทสำคัญมาก  ชาวไร่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ

         การไถ  สำหรับการเตรียมพื้นที่  ซึ่งปลูกอ้อยอยู่แล้ว และต้องการรื้อตอเก่าเพื่อปลูกใหม่ก็เริ่มต้นด้วยการเผาเศษที่เหลืออยู่บนดินโดยเร็วภายหลังการเก็บเกี่ยว เพราะขณะนั้นดินยังมีความชื้นพอที่จะปฏิบัติไถพรวนได้สะดวก ก่อนใช้ไถบุกเบิกรื้อตอเก่า ควรใช้เครื่องไถระเบิดดินดาน (subsoiler) หรือไถสิ่ว (ripper) ไถแบบตาหมากรุกเพื่อให้ดินชั้นล่างแยกออกเสียก่อน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ดินนั้นเก็บน้ำไว้มากขึ้นภายหลังฝนตกและดินระบายน้ำได้ดีแล้ว ยังทำให้รากสามารถหยั่งลึกได้มากขึ้นอีก ขณะเดียวกัน ถ้าพื้นดินอยู่ในสภาพที่ขาดน้ำก็จะเป็น ทางให้อ้อยใช้น้ำใต้ดินได้อีกด้วย
          เมื่อไถระเบิดดินชั้นล่างแล้วก็ตามด้วยไถจาน ๓ อีก ๓-๔ ครั้ง  คือไถดะ  ๑ ครั้ง  แล้วไถแปร อีก ๑-๒ ครั้ง  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของดินและฤดูกาลที่ปลูก  สำหรับการปลูกต้นฝน อาจไม่จำเป็น ต้องเตรียมดินให้ละเอียดมากนัก  แต่ถ้าเป็นการปลูกปลายฝนการเตรียมดินให้ละเอียดเป็นสิ่งจำเป็นการไถควรไถให้ลึกมากๆ เพื่อให้สามารถเปิดร่องได้ลึกและปลูกได้ลึกด้วย
          ข้อที่ต้องระวังในการเตรียมดินก็คือ ไถในขณะที่ดินมีความชื้นพอเหมาะ  วิธีง่ายที่สุดที่จะทราบว่าดินนั้นมีความชื้นพอเหมาะหรือไม่ก็คือเอาดินในชั้นที่จะมีการไถใส่ฝ่ามือ  แล้วกำพอแน่นแบมือออก  ถ้าดินมีความชื้นพอเหมาะ จะจับกันเป็นก้อนในลักษณะพร้อมที่จะแตกออกเมื่อมีอะไรมากระทบ ดินที่มีความชื้นน้อยเกินไปก็จะแข็งมากไถลำบาก   ถ้าดินมีความชื้นมากเกินไปก็จะจับกันเป็นก้อน นอกจากนี้ถ้าเป็นพื้นที่ลาดเอียง การปฏิบัติต่างๆ ในการเตรียมดินต้องกระทำในทิศทางตั้งฉากกับความลาดเอียงเสมอ  ทั้งนี้เพื่อช่วยลดการชะกร่อนของดินเนื่องจากน้ำ
          ง. การปรับระดับ  เมื่อไถเสร็จแล้วควรปรับระดับพื้นที่ให้ราบเรียบพอสมควร และให้มีความลาดเอียงเล็กน้อยทางใดทางหนึ่งที่จะสะดวกต่อการให้น้ำและระบายน้ำ ในกรณีที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝนการปรับระดับจะทำให้น้ำไหลช้าลงช่วยลดการชะกร่อนได้อีกทางหนึ่งด้วย
          ในที่บางแห่งซึ่งมีความลาดเอียงค่อนข้างมากอาจต้องทำคันดินกั้นน้ำเป็นตอนๆ ตัดขวางทางลาดเอียง  พร้อมทั้งมีร่องระบายน้ำด้วย  ทั้งคันดินและร่องน้ำควรให้มีความลาดเอียงเล็กน้อยเพื่อให้น้ำไหลช้าลง  บริเวณที่ลาดเอียงมากไม่ควรใช้ปลูกอ้อย
          จ. การยกร่อง  การยกร่องหรือการเปิดร่องสำหรับปลูกอ้อยเป็นสิ่งจำเป็น เพราะนอกจากจะสะดวกแก่การปฏิบัติต่างๆ เช่น  การปลูก  การให้น้ำ และการระบายน้ำแล้ว  ยังทำให้ปลูกได้ลึกอีกด้วย การปลูกลึกช่วยให้อ้อยไม่ล้มง่าย  ทนแล้งได้ดี  และสามารถไว้ตอได้นานกว่าการปลูกตื้น เครื่องยกร่องอาจเป็นผานหัวหมู  หรือหางยกร่องซึ่งใช้สำหรับยกร่องโดยเฉพาะ  แนวร่องที่ยกควรให้ตัดกับความลาดเอียงของพื้นที่ ระยะระหว่างร่องประมาณ ๙๐-๑๔๐ เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้และวัตถุประสงค์ในการปลูก
 
[กลับหัวข้อหลัก]

การไถดะด้วยจาน ๓


กากตะกอนใช้เป็นปุ๋ยบำรุงดินได้ดี


การรื้อตอเก่า


การลงริปเปอร์เพื่อระเบิดดินดาน

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การเตรียมอ้อยพันธุ์และเตรียมท่อนพันธุ์ 
ก. การเตรียมอ้อยพันธุ์ 
          การเตรียมพันธุ์อ้อยไว้สำหรับปลูกเอง นับว่ามีความจำเป็นสำหรับชาวไร่  ทั้งนี้เพราะนอกจากจะได้พันธุ์ที่ดีตามเวลาที่ต้องการแล้ว  ยังได้อ้อยที่มีความสมบูรณ์  ในขณะเดียวกันช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย  วิธีการก็คือเมื่อต้องการจะปลูกอ้อยพันธุ์ใด  ก็หาพันธุ์มาปลูกไว้ล่วงหน้าประมาณ ๖-๗ เดือน เพื่อให้อ้อยเติบโต\เต็มที่ ก่อนตัด ๒-๓ สัปดาห์ควรลอกกาบออกเพื่อให้ตาแข็งแรง  อ้อยที่ปลูกไว้ทำพันธุ์ในเนื้อที่ ๑ ไร่จะใช้ปลูกได้ ๑๐-๒๐ ไร่  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะปลูกและอัตราปลูก  อย่างไรก็ดีหากจะพิจารณาถึงลักษณะอ้อยที่เหมาะสำหรับใช้ทำพันธุ์ ก็พอจะกล่าวเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
         ๑. ต้องเป็นอ้อยปลูก (plant cane) ที่ได้ รับน้ำและปุ๋ยอย่างเพียงพอ   มีการเจริญเติบโตดีปราศจากโรคและแมลงรบกวน   ไม่ควรใช้อ้อยตอ (ratoon cane) ทำพันธุ์
         ๒. ต้องไม่แก่หรืออ่อนเกินไป  อายุที่เหมาะสมคือ ๕-๘ เดือน อ้อยที่อ่อนเกินไปมักจะแห้งง่ายและมีความงอกต่ำ โดยเฉพาะถ้าปลูกในฤดูแล้ง และดินมีความชื้นไม่พอ อ้อยที่แก่เกินไปก็มีความงอกต่ำเช่นเดียวกัน
         ๓. ลำต้นควรเป็นขนาดปานกลางถึงขนาดใหญ่ อ้อยที่ลำเล็กเกินไปจะให้ต้นอ่อนที่ไม่ค่อย\แข็งแรง ตั้งตัวได้ช้า
การใช้ส่วนยอดของลำต้นที่ตัดเข้าหีบทำพันธุ์\นั้นได้ผลน้อยกว่าอ้อยที่ปลูกไว้ทำพันธุ์โดยเฉพาะ\และมักจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับเวลาตัดและเวลาปลูกไม่สัมพันธ์กัน เป็นการไม่สะดวก
         นอกจากนี้การปลูกอ้อยที่ได้ผลดีควรจะปลูกอ้อยหลายๆ พันธุ์ที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ในเวลาต่างๆ กัน คือ มีทั้งพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวต้นฤดู  กลางฤดู  และปลายฤดูหีบ  ทั้งนี้เพื่อจะได้อ้อยที่มีคุณภาพดีส่งโรงงานตลอดฤดูหีบ  การปลูกอ้อยเพียง ๑-๒ พันธุ์ในพื้นที่จำนวนมากๆ อาจมีปัญหาเรื่องคุณภาพในช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่ยาวนานนับเป็นเดือน

ข. การเตรียมท่อนพันธุ์ 
          ท่อนพันธุ์ที่ดีจำเป็นสำหรับการงอกที่ดีและการเจริญเติบโตที่ดีด้วย  ท่อนพันธุ์ที่ดีต้องมีตาที่สามารถงอกและเจริญเติบโตได้อย่างน้อยท่อนละหนึ่งตา โดยทั่วไปชาวไร่ใช้ท่อนพันธุ์ที่มี ๒ ตาปลูก  แต่ถ้าใช้ท่อนที่มี  ๓  ตาจะให้ผลดีกว่าทั้งในด้านความงอก  และการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในระยะแรก   ชาวไร่โดยทั่วไปมัก\จะขาดความระมัดระวังเรื่องท่อนพันธุ์ ทำให้ความงอกต่ำ  จึงต้องมีการชดเชยโดยใช้ท่อนพันธุ์เกินความจำเป็นทำให้ต้องเสียค่าใช้เพิ่มขึ้นโดยใช่เหตุการเตรียมท่อนพันธุ์ที่ดีกระทำได้ดังนี้
          ๑.  ตัดท่อนพันธุ์ให้มี ๓ ตา ตัดกึ่งกลางปล้อง
          ๒. ระวังอย่าให้ตาถูกกระทบกระเทือน มิฉะนั้นอาจไม่งอก
          ๓. แช่ท่อนพันธุ์ด้วยยาฆ่าเชื้อราทันที ภายหลังตัดเป็นท่อน
          ๔. ถ้าสงสัยว่าจะมีโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสต้องแช่น้ำร้อน  ๕๐-๕๒ องศาเซลเซียสเป็นเวลา  ชั่วโมง
          ๕. ถ้าต้องขนส่งพันธุ์อ้อย ควรขนส่งทั้งโดยไม่ลอกกาบ
          ๖. ไม่ควรลอกกาบท่อนพันธุ์ เพราะจะทำให้ตาอ้อยขาดเครื่องป้องกัน ซึ่งอาจทำให้มีความงอกน้อย
          ๗. ถ้าต้องเก็บท่อนพันธุ์ที่ได้สับเป็นท่อนแล้วไว้หลายวัน ควรกองไว้ในร่ม คลุมด้วยหญ้าแห้ง ฟาง หรือใบอ้อยแห้
รดน้ำให้ชุ่มนอกจากปลูกด้วยท่อนพันธุ์แล้ว  อาจใช้ชิ้นตา (bud chip) ซึ่งเป็นส่วนของข้อที่มีตาและปุ่มรากปลูกโดยตรงในไร่  หรือชำให้งอกแล้วย้ายปลูกก็ได้
 
[กลับหัวข้อหลัก]

การตัดอ้อยเพื่อใช้ทำพันธุ์


เตรียมท่อนพันธุ์โดยตัดลำต้นออกเป็นท่อนๆ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
วิธีปลูกอ้อย 
          ๑. ปลูกด้วยเครื่องปลูกเป็นเครื่องมือที่ติดกับรถแทรกเตอร์  ซึ่งทำหน้าที่หลายอย่างไปพร้อมๆ กัน นับตั้งแต่การเปิดร่อง ตัดลำต้นอ้อยออกเป็นท่อนๆ  ยาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร วางท่อนพันธุ์ในร่อง ใส่ปุ๋ยและกลบท่อนพันธุ์  การปลูกด้วยเครื่องต้องใช้แรงงาน ๓ คน  คนหนึ่งทำหน้าที่ขับ และควบคุมการทำงานของส่วนต่างๆ ส่วนอีกสองคนทำหน้าที่ป้อนอ้อยทั้งลำ  การปลูกด้วยเครื่องไม่ต้องมีการเปิดร่องหรือยกร่องไว้ก่อนเพียงแต่ไถให้ดินร่วนซุยดีเท่านั้น ชาวไร่รายใหญ่นิยมใช้เครื่องปลูกเพราะทุ่นค่าใช้จ่าย และมีความงอกสม่ำเสมอดี   เพราะความชื้นในดินสูญเสียไปน้อยกว่าการปลูกด้วยแรงคนซึ่งต้องยกร่องไว้ล่วงหน้า วันหนึ่งปลูกได้ประมาณ ๑๕-๒๐ ไร่
          ๒. ปลูกด้วยแรงคน ในทางทฤษฎีแนะนำให้เปิดร่องแล้วปลูกทันที แต่ในทางปฏิบัติชาวไร่มักจะเตรียมดินแล้วยกร่องคอยฝน  เมื่อฝนตกมากพอก็จะรอจนดินหมาด  แล้วจึงลงมือปลูก  ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยรองพื้นแล้วกลบปุ๋ยก่อนวางท่อนพันธุ์ การปลูกก็ใช้วิธีวางท่อนพันธุ์ให้ราบกับพื้นร่องแล้วกลบดินให้หนาประมาณ ๕-๑๕ เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูปลูก ถ้าปลูกหน้าฝนกลบบาง  หน้าแล้งกลบหนา ขณะปลูกต้องมีการคัดเลือกท่อนพันธุ์ไปด้วยควรปลูกเฉพาะท่อนพันธุ์ที่มีตาสมบูรณ์เท่านั้น
          ระยะปลูกแตกต่างกันไปตามสถานที่ โดยทั่วไปใช้ระยะระหว่างแถวตั้งแต่ ๙๐-๑๔๐ เซนติเมตรส่วนระยะระหว่างท่อนห่างกัน ๓๐-๕๐ เซนติเมตรวัดจากกึ่งกลางท่อนหนึ่งถึงกึ่งกลางของอีกท่อนหนึ่งอย่างไรก็ดีเนื่องจากชาวไร่ขาดความระมัดระวังเกี่ยวกับท่อนพันธุ์ ทำให้ความงอกต่ำจึงต้องใช้ท่อนพันธุ์มากขึ้น เช่น ปลูกโดยวางท่อนพันธุ์เป็นคู่ติดต่อกันไป  หากชาวไร่ใช้ท่อนพันธุ์ ๓ ตา  และมีการระวังในการเตรียมท่อนพันธุ์แล้วจะใช้ท่อนพันธุ์ประมาณ ๒,๐๐๐-๔,๐๐๐ ท่อนต่อไร่เท่านั้น  แทนที่จะใช้ ๖,๐๐๐-๘,๐๐๐ ท่อนต่อไร่อย่างเช่นที่ปฏิบัติกันอยู่
          นอกจากนี้ก็มีชาวไร่บางรายที่นิยมปลูกโดยวางอ้อยทั้งลำลงในร่อง  โดยมิได้สับให้ขาดจากกันเป็นท่อนๆ  วิธีนี้ไม่ถูกต้องเพราะอ้อยจะงอกเฉพาะ ปลายกับโคนเท่านั้น  วิธีที่ถูกคือ  เมื่อวางอ้อยทั้งลำแล้วใช้มีดสับให้ขาดเป็นท่อนๆ ละ ๒-๓ ตา  วิธีนี้จะช่วยประหยัดแรงงานได้มาก แต่อ้อยที่ใช้ทำพันธุ์ ต้องมีอายุระหว่าง ๕-๘ เดือนจึงจะได้ผลดี
          ในกรณีที่ดินแฉะหรือมีน้ำขังเล็กน้อย  ควรปลูกโดยวิธีปักท่อนพันธุ์ให้เอียงประมาณ  ๔๕ องศากับแนวดิ่ง   และควรฝังให้ลึกประมาณสองในสามของความยาวท่อนพันธุ์
 
[กลับหัวข้อหลัก]

การปลูกอ้อยด้วยแรงคน


การปลูกอ้อยด้วยเครื่องปลูก ในกรณีที่เครื่องทำงานไม่เรียบร้อย ผู้ถือจอบตามหลังก็จะช่วยอีกทีหนึ่ง

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายเกษม สุขสถาน
Comments