คุยเฟื่องเรื่องเชียงตุง

โพสต์28 พ.ค. 2556 03:02โดยกรณัฐ รัตนยรรยง

ที่ตั้งและสภาพทั่วไปของเมืองเชียงตุง
ที่ตั้งและสภาพทางภูมิศาสตร์

                          เชียงตุงเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางตะวันออกของรัฐฉาน[1] สหภาพพม่า ตั้งอยู่ละติจูดที่ 21 องศา 17 ลิปดา 38 ฟิลิปดา เหนือ และลองจิจูดที่ 99 องศา 36 ลิปดา 15 ฟิลิปดา ตะวันออก ความสูง 816 เมตร จากระดับน้ำทะเล (สถานที่วัดตำแหน่งพิกัดภูมิศาสตร์ พระธาตุจอมคำ, พฤษภาคม พ.ศ.2552) (วิกีพิเดีย สารานุกรมเสรี, ประเทศพม่า, http://th.wikipedia.org, 2554)
                          เชียงตุงอยู่ในพื้นที่ภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและสาละวิน แอ่งที่ราบเชียงตุงเป็นที่ราบหนึ่งในสามของรัฐฉาน อีกสองแห่งคือ ที่ราบเฮโฮ และที่ราบแสนหวี ลักษณะภูมิประเทศของเชียงตุงเป็นแอ่งก้นกระทะยาวในแนวเหนือ ใต้ มีสายน้ำขึนไหลผ่านกลางแอ่งจากทางใต้ไปทางเหนือผ่านหุบเขาน้อยใหญ่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง สภาพโดยรอบของแอ่งที่ราบเป็นเทือกเขาสูงชันปิดล้อม ยากแก่การเข้าถึง
                          เชียงตุงเป็นเมืองที่อยู่บนเส้นทางไปสู่เมืองหลวงของอาณาจักรต่างๆในสมัยโบราณ จึงมีความสำคัญยิ่งทางยุทธศาสตร์ ซึ่งเห็นได้ว่ามักเกิดสงครามในพื้นที่นี้อยู่บ่อยครั้ง เราได้เห็นถึงสภาพที่ตั้งของเวียงเชียงตุงอันเป็นศูนย์กลางของพื้นที่ว่า ได้ถูกสร้างเป็นเมืองป้อมปราการบนที่สูงสำหรับใช้ในการตั้งรับข้าศึกเป็นสำคัญ คนสมัยโบราณสร้างเพียงกำแพงดินกำแพงอิฐ และคูเมืองเป็นช่วงๆโดยมีการเชื่อมต่อกับเนินเขาหลายๆลูก ภายในใจกลางเมืองมีหนองน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งสำหรับการอุปโภคและบริโภค และมีพื้นที่ราบลุ่มโดยรอบอุดมสมบูรณ์ สามารถผลิตเสบียงอาหารเลี้ยงผู้คนได้อย่างเพียงพอ 

                                         แผนที่ที่ตั้งเมืองเชียงตุง รัฐฉาน ประเทศเมียร์ม่า  ที่มา : (Google Earth, 2007)

                   ความสำคัญทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจนั้น เชียงตุงยังเป็นศูนย์กลางการค้า เส้นทางผ่าน และจุดแลกเปลี่ยนสินค้าของกองคาราวานระหว่างพ่อค้าชาวจีน ชาวไทใหญ่ ฯลฯ โดยกลุ่มพ่อค้าทางไกลสามารถไปเดินทางลงทางใต้ไปยังเมืองเชียงราย เชียงใหม่ ละคร ถึงเมืองมะละแหม่ง และทางตะวันตกไปยังเมืองแสนหวี สีป้อ มัณฑะเลย์ นับเป็นเส้นทางการค้าโบราณที่สร้างความมั่งคั่งกับเชียงตุงกับกลุ่มพ่อค้าต่างๆ เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เห็นได้ชัดนั้น ดังเช่น ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่ออังกฤษต้องการเปิดเส้นทางการค้าไปยังดินแดนจีนตอนใต้ จึงจัดส่งเจ้าหน้าที่สำรวจเส้นทางและบ้านเมือง โดยได้บันทึกเรื่องราวความเป็นไปของสังคมและวัฒนธรรมขณะนั้นให้คนรุ่นปัจจุบันได้ทราบอย่างละเอียด ดังจะเห็นได้ว่า หากเดินทางจากเมืองมะละแหม่งไปเชียงใหม่นั้นต้องใช้เวลา 17 วัน จากเชียงใหม่ไปเชียงตุงใช้เวลา 15 วัน และจากเชียงตุงไปเชียงรุ่งใช้เวลา 5 วัน เป็นต้น เมื่อเชียงตุงเป็นจังหวัดหนึ่งของราชอาณาจักรไทยในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลได้สร้างถนนสำหรับการติดต่อสื่อสารไปยังเชียงตุงทำให้เกิดการติดต่อง่ายมากขึ้น  (รัตนาพร เศรษฐกุล, 2537) ตราบกระทั่งปัจจุบันได้ถูกกำหนดเป็นเส้นทางการค้าในโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจระหว่างจีน พม่า ไทย ลาว ที่สร้างความเจริญทางด้านเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคนี้

            ด้าน ภูมิอากาศ
                          สภาพภูมิอากาศของพื้นที่โดยรวมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีลักษณะอากาศเย็น และค่อนข้างแห้งแล้ง (วิกีพิเดีย, ประเทศพม่า, http://th.wikipedia.org, 2554) ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน ฤดูหนาว เริ่มขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม อุณหภูมิจะลดต่ำลงมากในช่วงเดือนธันวาคม และฤดูร้อน อยู่ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม โดยมักจะเกิดความแห้งแล้งมากในเดือนเมษายน

             ด้านกายภาพของเมืองเชียงตุง
                          เมืองเชียงตุงเป็นเมืองที่มีพัฒนาการจากอดีตมาถึงปัจจุบัน (Living Ancient/Historic City) มีคุณลักษณะของความเป็นเมืองเก่าที่ยังมีชีวิตอยู่ อันเนื่องจากผู้คนตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่กันมาอย่างต่อเนื่อง  เมืองแห่งนี้มีช่วงระยะของความรุ่งเรือง ตกต่ำ กระทั่งฟื้นฟูจนตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยถาวรมาถึงปัจจุบันได้  สิ่งสำคัญทางกายภาพ ยังคงเห็นคุณลักษณะความเป็นเมืองโบราณที่มีร่องรอยของคูน้ำคันดิน และประตูเมืองเก่าให้เห็นอยู่อย่างชัดเจน ทั้งกายภาพของเรือนพักอาศัย ร้านค้า และวัดวาอารามที่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพเดิม
                          เมืองสามจอม เก้าหนอง สิบสองประตู เป็นปริศนาคำทายของเมืองเชียงตุง โดย สามจอม คือ จอมมน จอมสัก และจอมคำ จอมมีความหมายถึง เนินเขาหรือยอดที่โผล่จากน้ำ เก้าหนอง คือหนองน้ำภายในเมือง 9 แห่ง ได้แก่ หนองตุง หนองเย หนองยาง หนองท่าช้าง หนองแก้ว หนองไค้ หนองป่อง หนองผา และหนองเข้ ปัจจุบันเหลือเพียง 2 หนอง (หนองตุงกับหนองยาง) ส่วนหนองอื่นๆ ถูกถมเป็นที่อยู่อาศัยจนหมด ส่วนสิบสองประตู นั้นหมายถึง ประตูเมืองทั้ง 12 แห่ง ได้แก่ ประตูป่าแดง ประตูง่ามฟ้า ประตูเชียงลาน ประตูเจนเมือง ประตูยางคำ ประตูหนองเหล็ก, ประตูหนองผา ประตูยางเปิ่ง ประตูน้ำบ่ออ้อย ประตูม่านไก่ไห้ และประตูผาหยั่ง

                                                                                                                                                 ภาพของประตูป่าแดง ประตูเมืองแห่งเดียวที่ยังคงเหลืออยู่           ที่มา : (กรณัฐ  รัตนยรรยง, 2552) 

                          สภาพทางกายภาพของความเป็นเมืองเชียงตุงนั้นสามารถพิจารณาได้จากเนื้อเมือง (Built – Up Area) ที่มีสิ่งก่อสร้างและสิ่งปลูกสร้างอย่างต่อเนื่องกันในพื้นที่ภายในเมืองเก่าและพื้นที่ต่อเนื่องภายนอกกำแพงเมืองออกไป โดยมีความเบาบางลงไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่รายล้อมรอบเป็นแอ่งก้นกะทะ การใช้ที่ดินภายในเมืองเชียงตุงมีลักษณะแบบผสมผสาน (Mixed Use) โดยการตั้งอยู่ปะปนกันระหว่างอาคารพักอาศัย อาคารร้านค้า อาคารกึ่งอาศัยกึ่งพาณิชย์ อาคารสถาบันราชการ และศาสนสถาน ศาสนสถานเป็นศูนย์กลางระดับชุมชน โดยภายในเมืองเชียงตุงประกอบขึ้นจากชุมชนย่อย 7 ชุมชนหรือหมู่บ้าน คือ เชียงงาม  เชียงจัน  เชียงลาน เชียงขุ่ม  เชียงอิง  เชียงยืน และเชียงจิน ในระดับเมืองนั้นมีตลาด(กาดหลวง) เป็นศูนย์กลางที่ผู้คนจะมาปฏิสัมพันธ์กันในช่วงเวลาตอนเช้าๆ ส่วนในตอนเย็นศูนย์กลางจะปรับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายไปยังหนองตุงที่อยู่กลางตัวเมือง และมีพระธาตุจอมคำ เป็นศูนย์กลางรวมด้านจิตใจของชาวเชียงตุง
                          สำหรับการเติบโตและกระบวนการเป็นเมืองนั้น พบว่ามีการกำหนดนโยบาย         จากเจ้าหน้าที่ของรัฐในการสร้างเมืองใหม่ (New Town) โดยมีที่ตั้ง (Locations) ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเก่า บริเวณของบ้านหนองคำเหนือกับหนองคำใต้ แนวทางเป็นการแก้ไขพื้นที่ที่มีอยู่จำกัดภายในเวียงเก่า การกำหนดพื้นที่เมืองใหม่เป็นการตอบสนองต่อความต้องการพื้นที่อยู่อาศัยของผู้ที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามายังเมืองแห่งนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลพม่าเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากภายนอกประเทศสามารถลงทุนในกิจการบางประเภทได้ สำหรับเมือง   เชียงตุง ปรากฏว่ามีชาวจีนจากยูนนานเข้ามาประกอบการค้าขายอยู่เป็นจำนวนมาก
                          ทัศนียภาพของเมืองเชียงตุงยังคงมีมนต์เสน่ห์และเอกลักษณ์ทางด้านกายภาพของเมืองเชียงตุงแม้ว่าปัจจุบันจะปรากฏสิ่งปลูกสร้าง ที่เป็นอาคารสมัยใหม่ 
                    โครงสร้างพื้นฐานอันได้แก่ ระบบสาธารณูปโภคต่างๆและสาธารณูปการยังเป็นส่วนที่ต้องได้รับการพัฒนาจากรัฐเป็นพื้นฐานเบื้องต้นเพื่อสร้างความกินดีอยู่ดี อันจะเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของพลเมือง ตามแนวทางและแนวคิดของประเทศกำลังพัฒนาทั่วไป คือ น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก  เพราะจากการเดินทางครั้งนี้ได้พบเจอกับคุณภาพและปริมาณของน้ำที่ยังไม่เหมาะสมกับการอุปโภคบริโภคมากนัก  ไฟฟ้าที่พลเมืองส่วนใหญ่ยังมีความต้องการใช้มากกว่าที่มีจ่ายอยู่เพียงสัปดาห์ละสองวันซึ่งมีใช้บ้างไม่มีใช้บ้าง นอกเหนือไปจากการมีเครื่องปั่นไฟฟ้าเองตามโรงแรม ร้านค้า และบ้านพักอาศัยของผู้มีฐานะที่พอจะเปิดใช้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ เส้นทางการคมนาคมภายในเมืองมีโครงข่ายแบบตามยถากรรม ที่ควรต้องกำหนดระบบการสัญจรให้เกิดความสอดคล้องกับโครงข่ายเดิมที่มีอยู่ ลำดับถนนหลัก ถนนรอง และถนนซอย อันจะง่ายต่อการจดจำและสะดวกต่อการเดินทางทั้งของพลเมืองและผู้ที่เข้าไปท่องเที่ยว นอกจากนั้นยังคงต้องมีการควบคุม รักษา และส่งเสริมเรื่องคุณภาพสิ่งแวดล้อมของเมือง คือ น้ำเสีย และขยะ

                          โครงข่ายการคมนาคมขนส่ง (Transportation Network) นั้น เห็นได้ว่าเมืองและระหว่างเมืองมีโครงข่ายเส้นทางการคมนาคมที่มีความสามารถในการเข้าถึง (Accessibility) ได้มากกว่าแต่ก่อน ซึ่งส่งผลดีต่อการเดินทางติดต่อสัมพันธ์กันสะดวกได้บ่อยครั้ง และง่ายขึ้น ทั้งภายในเมืองและระหว่างชุมชนข้างเคียงกับเมือง ซึ่งพบเห็นการเดินทางของผู้คนและการขนถ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้นและเป็นประจำ โครงข่ายคมนาคมส่งผลให้ผู้คนสามารถเข้ามาใช้บริการสาธารณะภายในเมืองได้สะดวกและรวดเร็วกว่าในอดีต ทั้งนี้ในเขตพื้นที่ชุมชนห่างไกลจากตัวเมืองยังคงรูปแบบของการขนส่งและเดินทางหลักด้วยการเดินด้วยเท้า การขนส่งด้วยวัวเทียมเกวียน การใช้ยานพาหนะส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะพบเห็นการใช้รถมอเตอร์ไซด์เป็นส่วนมาก และรถอีแต๋น

                          พื้นที่เปิดโล่ง (Open Space) จะพบเห็นว่า เมืองเชียงตุงนั้นยังมีพื้นที่เกษตรกรรมอยู่โดยรอบเมือง พื้นที่เปิดโล่งนี้ คือ ที่นาสำหรับผลิตอาหารสำหรับพลเมืองที่มีความสำคัญยิ่งในสังคมเกษตรกรรมที่ยังพึ่งพาตนเอง


                   [1] รัฐฉาน (Shan State) เป็นรัฐที่มีพื้นที่มากที่สุดของสหภาพพม่า คือ 60,155 ตารางไมล์ มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองตองจี (Taunggyi) ทางด้านตะวันตกของพื้นที่ และเมืองล่าเชียว (Lashio) เป็นศูนย์กลางทางตอนเหนือ     (ที่มา : D.P.S. MYANMAR GUIDE MAP, 2000)

Comments