ครูกับงานวิจัย

 ครูกับงานวิจัย                         (พ.ต.ชวลิต  รัตนยรรยง)

 

คำว่า วิจัย เป็นคำที่เราท่านพบเห็นกับบ่อยๆ ในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะในวงการศึกษาของไทย และหัวข้อเรื่อง ครูกับงานวิจัย นี้อีกก็เหมือนกัน คงจะไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ท่านผู้อ่านเคยได้ยินได้เห็นได้ฟัง  ได้พบเห็น  หรืออาจจะเคยได้อ่านผลการวิจัยมาด้วยแล้วก็เป็นได้   คำว่า ครูกับงานวิจัย  หากแยกคำออกมาดูความหมายก็จะได้ดังนี้

            ครู หมายถึง  ผู้สั่งสอน  หรือหลายๆท่านคงจะมองไปถึงที่มาของคำว่า  ครู  ซึ่งคำว่า ครูนั้นมาจากคำว่า ครุ ซึ่งแปลว่า หนัก

            งาน  หากเป็นนาม ก็หมายถึง  มาตราวัด  หากแปลงอีกอย่างก็คือ  สิ่งที่ทำ

วิจัย   มีความหมายให้เราได้ทราบว่าหมายถึง การรวบรวม ,การค้นคว้าหาข้อมูลอย่างละเอียดตามหลักวิชาการ

ดังนั้น จากหัวข้อ ครูกับงานวิจัย ก็ดูจะแยกกันไม่ค่อยออก   หากเราเอาความหมายของคำเหล่านี้มาผนวกเข้าด้วยกัน และเรียบเรียงเสียใหม่ ก็จะเห็นว่า

(ครู) ผู้สั่งสอน (วิจัย)รวบรวม,ค้นคว้าหาข้อมูลอย่างละเอียดตามหลักวิชาการเพื่อหาผลของ   (งาน)สิ่งที่ครูทำ ในที่นี้คือการสอน  ว่าสิ่งที่ตนเองสอนไปนั้นมีผลเป็นอย่างไร มีปัญหาใดหรือไม่ หากมีก็ต้องหา วิธีการ หรืออุปกรณ์เพื่อมาช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้น  และเมื่อได้ ทำตามวิธีการหรือใช้อุปกรณ์ที่ตนเองคิดค้นขึ้นแล้ว ก็ต้องมาดูผลว่า มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทางใดมากน้อยเท่าใด

Kemmis, S.กล่าวว่า Kurt Lewin เป็นคนแรกที่ใช้คำว่า"action reseach"  โดยมีขอบเขตอยู่ที่การ แก้ปัญหา และพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญ สิ่งกล่าวมานี้ ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๔๔ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาศักยภาพของครู   ให้มีความเป็นผู้นำทางวิชาการสามารถปฏิบัติหน้าที่  โดยใช้กระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้    ให้ครูสามารถใช้การวิจัย  เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ นอกจากนั้นยังให้ครูสามารถศึกษา  ค้นคว้า วิจัย  เพื่อ  พัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้สอดคล้องและมีประสิทธิภาพกับ  กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน     ซึ่งสอดคล้อง กับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ    พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๔ (๕)  กำหนดไว้ว่า ให้สถานศึกษาส่งเสริมให้ครูผู้สอนสามารถใช้การวิจัย    เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ    เรียนรู้ มาตรา  ๓๐  ให้สถานศึกษาส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้  มาตรา ๖๗ รัฐจ้องส่งเสริมให้มี    การวิจัยและพัฒนา   การผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา  โดยมีครูเป็นผู้ปฏิบัติการวิจัย  เรียกว่า  ครูนักวิจัย    (teacher as Research)ซึ่งจะต้องมีพันธกิจ (Mission) ที่จะต้องค้นหาคำตอบเพื่อแก้ปัญหาต่อไป

ทำวิจัยเพื่ออะไร

 

 ในการจัดทำวิจัยของครูนั้น มี ส่วนมากมีจุดประสงค์ทั่วไปคือ

 

          ๑.เพื่อแก้ปัญหานักเรียนในชั้นที่ตนเองสอน
             - สอนไปแล้วมีปัญหา   หรือนำปัญหาจากผลการสอนปีที่ผ่านมาหรือคิดหาวิธีการสอนใหม่ๆ  มาช่วยให้การสอน    สนุกสนานยิ่งขึ้นแล้วทำการวิจัยโดยไม่จำเป็นต้องเขียนเค้าโครงการวิจัยก็ได้ และไม่จำเป็นต้องบันทึกขออนุญาตผู้บริหาร    หรือเสนอหัวหน้าฝ่ายต่างๆให้ความเห็นชอบ
             - เขียนรายงานการวิจัยสั้นๆ หน้าเดียวหรือ ๒ - ๑๐ หน้า
             - บันทึกรายงานเสนอผู้บริหารสถานศึกษาทราบ
             - ถ่ายเอกสารเผยแพร่ให้ครูในโรงเรียน หรือโรงเรียนอื่นๆ เพื่อสะสมเป็นผลงานของเรา
          ๒.เพื่อประกอบการเสนอเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ อาจารย์ ๓
             - แก้ปัญหานักเรียนในชั้นที่ตนเองสอน
             - เมื่อแก้ปัญหาแล้ว เขียนรายงาน สรุป เสนอประกอบการเลื่อนตำแหน่ง
             - รายงานการวิจัยควรมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ โดยทั่วไปจะมี ๕ บท
     รูปแบบของการวิจัยที่เหมาะในการทำวิจัยของครู หรือการนำวิจัยไปใช้วิจัยในชั้นเรียนคือ
          ๑. การวิจัยเชิงสำรวจ   เช่น   สำรวจว่านักเรียนแต่งกายไม่เรียนร้อยนั้นมีกี่คน   ใครบ้างสำรวจความคิดเห็นของ     นักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ สำรวจนักเรียนว่าใครเคยสูบบุหรี่บ้าง
          ๒.การวิจัยหาความสัมพันธ์ เช่นนักเรียนกลุ่มที่เรียนเก่งกับกลุ่มเรียนอ่อนมีความสัมพันธ์ กับอาชีพผู้ปกครองหรือไม่      ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ มีความสัมพันธ์กับภาษาไทย  หรือไม่
          ๓.การวิจัยเปรียบเทียบ   เช่น   การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์วิชาสังคมศึกษาเรื่องการ เลือกตั้งระหว่างการสอนแบบ แสดงบทบาท สมมติกับการสอนแบบบรรยาย
          ๔.การวิจัยทดลองเชิงเหตุผล จะแบ่งกลุ่มทดลองเป็นกลุ่มๆ แล้วเปรียบเทียบว่าใคร ดีกว่ากัน เช่น ทดลองวิธีสอนสอง      วิธี โดยใช้นักเรียนห้อง ก. และห้อง ข. มีจุดอ่อนคือนักเรียน อาจแอบดูกัน หรือสอบถามกันนอกห้องมีนักเรียนกลุ่มหนึ่งได้      ผลดี แต่อีกลุ่มยังอ่อนเหมือนเดิม
          ๕.การวิจัยเชิงทดลองและพัฒนา วิธีนี้ใช้นักเรียนกลุ่มเดียวไม่ต้องเปรียบเทียบวิธีสอนแบบดั้งเดิมกับวิธีสอนใหม่ แต่       นำวิธีสอนแบบใหม่มาใช้ได้เลย หรือพัฒนาสื่ออุปกรณ์มาใช้สอนหรือจัดทำแผนการสอนให้ดีแล้วนำไปสอนนักเรียนจะ      สอน ๑ ห้อง ๕ ห้อง หรือ ๑๐ ห้องก็ได้

 

ส่วนวัตถุประสงค์ของการวิจัยนั้น
          ๑.จะมีข้อเดียวหรือหลายข้อก็ได้ แต่ต้องอยู่ในขอบข่ายของประเด็นปัญหา การวิจัยที่กำหนดไว้เท่านั้น
          ๒.ควรกำหนดเป็นข้อๆ  เช่น  สำรวจเปรียบเทียบ  หาความสัมพันธ์  หาผลกระทบหาความสอดคล้อง เช่น
                 ๑) เพื่อศึกษา เจตคติเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และการสนับสนุนของผู้ปกครองของนักเรียนที่ร่วมทำและไม่ร่วมทำ     โครงงานวิทยาศาสตร์
                 ๒) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและครู    เกี่ยวกับการนิเทศภายในจำแนกตามเพศวุฒิการศึกษา      และประสบการณ์สอน
                 ๓) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอาชีพของผู้ปกครอง กับความสามารถทางคณิตศาสตร์
                 ๔) เพื่อศึกษาอิทธิพลของ  ๑๐ องค์ประกอบ ที่มีผลต่อความพึงพอใจของหัวหน้าคณะและหัวหน้าแผนกวิชา     ช่างอุตสาหกรรม

 

ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างการวิจัยมาเพื่อให้ผู้อ่านได้ เห็น แนวทาง การวิจัยโดยครู พอสังเขป ดังนี้
          การวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เรื่อง     “คำราชาศัพท์ โดยการแสดงลิเกกับการสอนแบบปกติ
          วัตถุประสงค์ :
                 ๑. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ระหว่างกลุ่มที่เรียน     โดยการแสดงลิเกกับกลุ่มที่เรียนแบบปกติ
                 ๒. เพื่อเปรียบเทียบความคงทนในการเรียนรู้ ระหว่างการเรียนภาษาไทยโดยการแสดงลิเกกับกลุ่มที่เรียนแบบ      ปกติ
          นวัตกรรม (Innovation)  หมายถึง  สิ่งประดิษฐ์หรือวิธีการใหม่ๆ  หรือปรับปรุงของเก่าให้เหมาะสม โดยการ
     ให้เหมาะสม   โดยการทดลองหรือพัฒนาจนเป็นที่น่าเชื่อถือได้ว่าจะมีผลดี    ในทางปฏิบัติสามารถนำไปใช้ได้อย่างมี     ประสิทธิภาพ
          ประเภทนวัตกรรม
                 ๑.สื่อสิ่งประดิษฐ์  เช่น  

กล้องโทรทัศน์  หนังสือ  คู่มือครู   แบบเรียนโปรแกรมวิดิทัศน์   แผนการสอน  ชุดการสอน  

ศูนย์การเรียน   สื่อประสม   คอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เกม   เพลง  แบบฝึกต่างๆ เอกสาร

ประกอบการสอน      ใบความรู้ ใบงาน สไลด์ แผ่นโปร่งใส ข่าวหนังสือพิมพ์
               

  ๒.วิธีการหรือเทคนิค  เช่น  

วิธีทดลอง วิธีไตรสิกขา วิธีอริยสัจ ๔ วิธีสอนแบบโครงงานวิธีสอนแบบสหกิจ     วิธีสอนแบบ

โยนิโสมนสิการ  วิธีสอนแบบStoryline  วิธีสอนแบบสากัจฉา  วิธีสอนแบบดาว ๕ แฉก CIPPA

Model,     Mind Mapping  วิธีสอนแบบมุ่งประสบการณ์ วิธีสอนแบบอภิปราย  วิธีสอนแบบสืบ

เสาะหาความรู้  การแสดงละคร     บทบาทสมมติ สถานการณ์จำลอง ทัศนศึกษา สอนซ่อมเสริม

การสอนเป็นทีม การสอนตามสถาพจริง การเรียนรู้จากการ     ปฏิบัติจริง  การเรียนรู้แบบบูรณา

การ การเรียนรู้จากชุมชนและธรรมชาติ  วิธีสอนแบบซินดิเคท  วิธีสอนแบบลีลาศึกษา      วิธี

สอนแบบลักศาสตร์ วิธีสอนแบบเบญจขันธ์ วิธีสอนแบบวรรณี วิธีสอนแบบเรียนเพื่อรอบรู้

(Mastery Learning)     วิธีสอนแบบอนุมาน   วิธีสอนแบบวิพากษ์วิจารณ์ วิธีสอนแบบวัฏจักร

การเรียนรู้(4 MAT System)  เป็นต้น


          ขั้นตอนการวิจัย
          ในการทำวิจัยอย่างเป็นระบบผู้เขียนแบ่งขั้นตอนการวิจัยเป็น ๖ ขั้น คือ
                 ขั้นที่ ๑ บอกปัญหาของนักเรียน
                 ขั้นที่ ๒ บอกวิธีแก้ปัญหา
                 ขั้นที่ ๓ จัดทำสื่อ/อุปกรณ์/แบบฝึก/นวัตกรรม
                 ขั้นที่ ๔ ทดลองสอน/ลงมือแก้ปัญหา
                 ขั้นที่ ๕ วัดผล วิเคราะห์ สรุป
                 ขั้นที่ ๖ เขียนรายงานสั้นๆ หน้าเดียว
                 ขั้นที่ ๑ บอกปัญหาของนักเรียน
                       แบ่งได้ ๓ พวก คือ
                      ๑. ปัญหาด้านพฤติกรรม / ความประพฤติ เช่น การแต่งกายไม่เรียบร้อย ไว้ผมยาว พูดเสียงดัง หยาบคาย      ก้าวร้าว สูบบุหรี่ ไม่มีระเบียบวินัย พูดสอดแทรก ชอบรังแกเพื่อน ฯลฯ
                      ๒.ปัญหาด้านวิชาการ  เช่น  สอบได้คะแนนน้อย  อ่านหนังสือไม่คล่อง  เขียนหนังสือไม่สวย พูดไม่ชัด     ขาดทักษะการทำงาน แต่งประโยคไม่เป็น สรุปองค์ความรู้ไม่ได้ ฯลฯ
                      ๓.ปัญหาด้านจิตพิสัย   เช่น   ขาดความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ เซื่องซึม หงอยเหงา ความเมตตากรุณา     ความเสียสละ ความกตัญญูกตเวที เจตคติต่อวิชาที่เรียน

 

 

 

 

แนวคิดในการกำหนดหัวข้อการวิจัย

 

ในการกำหนดหัวข้อวิจัยนั้น มีแนวคิด ดังนี้
                         ๑.อย่ากำหนดหัวข้อที่ยาก หรือเป็นหัวข้อที่มีความเพ้อฝันมากเกินไป มันจะเกินขีดความสามารถของ     นักวิจัย
                         ๒.เป็นเรื่องที่ตนเองสนใจ และควรอยู่ในสาขาของตนเอง หรือวิชาที่ตนเองสอน
                         ๓.หัวข้อวิจัยควรทันต่อเหตุการณ์ ทันสมัย มีคุณค่า เป็นที่สนใจของหน่วยงานต่างๆ มีประโยชน์ต่อ     บุคคลและสถาบัน และเสริมความรู้ใหม่ๆ
                 ขั้นที่ ๒ บอกวิธีแก้ปัญหา
                       วิธีแก้ปัญหาคือ การใช้นวัตกรรมประเภทสื่อสิ่งประดิษฐ์  หรือวิธีการสอนแบบต่างๆ  ที่เหมาะสมต่อ     ปัญหานั้นๆ โดยครูตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมเอง  หรือศึกษาจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น
                       ๑.ปัญหาการสอนในปีที่ผ่านมา  นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ  อาจแก้โดยใช้ศูนย์การเรียน     แบบเรียนโปรแกรม การเรียนแบบร่วมมือ นิทาน เพลง เกม การทดลอง แบบฝึกทักษะ   ฯลฯ
                       ๒.ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากการสอนในชั่วโมงที่ผ่านมา  นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ต่ำแก้โดยใช้วิธีการสอน     ซ่อมเสริม   เช่น   การสอนซ่อมเสริมโดยครู  เพื่อนสอนเพื่อน  พี่สอนน้อง  ศึกษาด้วยตนเองจากหนังสืออ่านเพิ่มเติม     แบบเรียนโปรแกรม วีดิทัศน์ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นต้น
                 ขั้นที่ ๓ จัดทำสื่อ/อุปกรณ์/ แบบฝึก/นวัตกรรม
                       ในการอบรมการวิจัยทั่วๆไป มักจะใช้คำว่า สร้างนวัตกรรม ซึ่งบางท่านอาจจะคิดว่าเป็นสื่อที่ยิ่งใหญ่      ยากแก่การจัดทำ ผู้เขียนจึงใช้คำว่า จัดทำสื่อ อุปกรณ์ แบบฝึก หรือนวัตกรรมซึ่งทำให้ท่านเข้าใจดีขึ้นและรู้สึกว่าเป็น      สิ่งที่ง่ายเพราะคุณครูได้จัดทำขึ้นมาแล้วในการสอนแต่ละวิชา
                       ในการวิจัยในชั้นเรียน สื่อที่ท่านจัดทำขึ้นไม่จำเป็นต้องไปหาคุณภาพของสื่อ เช่น หา ประสิทธิภาพ      ของศูนย์การเรียนตามเกณฑ์ ๘๐ /๘๐ หาคุณภาพของแบบสอบถาม ประเมิน การใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ประเมิน      คุณภาพของแผนการสอน   หาค่า IOA,ค่า IOC, ค่า CV,หาค่าความยากง่ายของแบบทดสอบ  เป็นต้น    แต่ท่าน      สามารถนำแบบฝึกหรือข้อสอบที่จัดทำ ขึ้นไปใช้ ได้เลย มิฉะนั้นท่านจะกังวลใจและรู้สึกว่าการวิจัยเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก             ไม่อยากทำ
                 ขั้นที่ ๔ ทดลองสอน /ลงมือแก้ปัญหา
                       การทดลองวิจัย จะทำตามวิธีดำเนินการซึ่งจะใช้เวลาในการวิจัย ๒ ชั่วโมง หรือ ๑ สัปดาห์ หรือ      เดือนก็ได้ แต่ไม่ควรนานเกิน ๒ เดือน เพราะการวิจัยในชั้นเรียนมักจะเป็น เรื่องสั้นๆ ปัญหาเล็กๆ เช่น การแก้ปัญหา      ทักษะกระบวนการสังเกตโดยใช้แบบฝึกการสังเกต ซึ่งอาจมี ๒ - ๓ แบบฝึกหัด สามารถดำเนินการให้เสร็จได้ภายใน      ๑ ชั่วโมง หรือ ๒- ๓ ชั่วโมง ก็ได้

                 ขั้นที่ ๕ วัดผล วิเคราะห์ สรุป
                       เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลมีหลายอย่าง เช่น แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบ ประเมิน แบบซักถาม      แบบวัดเจตคติ แบบทดสอบ แบบตรวจผลงาน
                       "ครูผู้สอนไม่ต้องกังวลเรื่องจำนวนหน้า หรือรูปแบบการเขียนรายงาน เพราะสิ่งที่เรา กำลังพูดกันคือ             รูปแบบการเขียนที่ไม่เป็นทางการ จึงคววรเขียนแบบสั้นๆ หน้าเดียว หรือกี่หน้าก็ได้"

                       การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าที (t-test) แบบ             dependent group ในกรณีที่ใช้กลุ่มตัวอย่างเดียว การจัดอันดับคุณภาพเป็นต้น
                       การสรุปผล ให้สรุปตามหัวข้อของวัตถุประสงค์ในการวิจัย อาจมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ได้


                 ขั้นที่ ๖ เขียนรายงานสั้นๆ หน้าเดียว
                       การเขียนรายงานให้สมบูรณ์ทั้ง ๕ บท อาจจะต้องใช้เวลานาน ครูผู้สอนไม่ต้องกังวล เรื่องจำนวนหน้า      หรือรูปแบบการเขียนรายงาน เพราะสิ่งที่เรากำลังพูดกันคือรูปแบบการเขียน ที่ไม่เป็นทางการจึงควรเขียนแบบสั้นๆ       หน้าเดียว หรือกี่หน้าก็ได้ ขอให้เขียนอ่านแล้วรู้เรื่อง เข้าใจว่าครูกำลังทำอะไร ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถทำการวิจัย             ปีหนึ่งได้หลายเรื่อง ผลประโยชน์จะเกิดขึ้นกับนักเรียนและตัวครู เมื่อทำการวิจัยหลายเรื่องจนเกิดความชำนาญแล้วก็      สามารถทำเป็นแบบสมบูรณ์ที่มีหลายบทได้

            ดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ พอที่จะเป็นสิ่งที่ยืนยันหรือ ทำให้เราได้เห็นว่า ครูกับงานวิจัย  นั้น  ไม่สามารถ แยกออกจากกันได้   แต่เป็นสิ่งที่ยืนยันว่า ครูจะต้องเกี่ยวข้องกับงานวิจัย หรือทำงานงานวิจัย เพื่อ ใครหรือกับใคร    ทำงานงานวิจัย เกี่ยวกับอะไร   และทำงานงานวิจัยอย่างไร

 

 

 

 

 

 

Comments