ผลงานวิชาการ สพป.ชัยภูมิ เขต 2


รายงานผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านโคกกุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2

โพสต์3 ต.ค. 2561 02:02โดยโรงเรียน บ้านโคกกุง   [ อัปเดต 3 ต.ค. 2561 02:12 ]

ชื่อเรื่อง           รายงานผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านโคกกุง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ  เขต 2

ผู้รายงาน         นางสาวอัจฉราพร  สูงชัยภูมิ   รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโคกกุง

ปีที่ศึกษา         2560

 บทคัดย่อ

           การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  รายงานผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านโคกกุง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2  ใน  3  ด้านได้แก่  1) ด้านปัจจัยพื้นฐานด้านสภาวะแวดล้อมของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 
2) ด้านกระบวนการปฏิบัติระหว่างดำเนินการของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  3) ด้านผลผลิตของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา  ได้แก่  ครูผู้สอน  นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน  ปีการศึกษา 2560  จำนวน  137  คน 

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า  มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ  เท่ากับ  .90  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่   ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการประเมินพบว่า

           1. ด้านปัจจัยพื้นฐานด้านสภาวะแวดล้อมของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  โดยภาพรวมมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก  เมื่อเรียงจากค่าเฉลี่ยแต่ละองค์ประกอบจากมากไปหาน้อย  ได้แก่ ความเหมาะสมของวัตถุประสงค์ของโครงการ  ความพร้อมและทรัพยากรในการดำเนินการ  ความต้องการจำเป็นของโครงการ  และความเป็นไปได้ของโครงการ       

           2. ด้านกระบวนการปฏิบัติระหว่างดำเนินการของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  โดยภาพรวม  มีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก  เมื่อเรียงค่าเฉลี่ยแต่ละองค์ประกอบจากมากไปหาน้อย  ได้แก่  กิจกรรมการดำเนินงานของโครงการ  และช่วงเวลาการดำเนินงานโครงการ  ตามลำดับ

           3. ด้านผลผลิตของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  โดยภาพรวม  มีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก  เมื่อเรียงค่าเฉลี่ยแต่ละองค์ประกอบ  จากมากไปหาน้อย  ได้แก่  นักเรียนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี สามารถเข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม  นักเรียนไม่เสพสิ่งเสพติด  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์การประเมินตามหลักสูตรทุกกลุ่มสาระ  นักเรียนเรียนรู้ได้ตามศักยภาพ

 

การประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติด และอบายมุข โดยใช้รูปแบบ การประเมินแบบซิป โมเดล (CIPP Model) : กรณีศึกษาโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่

โพสต์2 ก.ย. 2561 21:23โดยโรงเรียน ชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่


ชื่อเรื่อง     การประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติด และอบายมุข โดยใช้รูปแบบ

   การประเมินแบบซิป โมเดล (CIPP Model) : กรณีศึกษาโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่

ผู้ศึกษา     นายเกียรติศักดิ์  คูณประทุม

ปีที่ศึกษา  2560

บทคัดย่อ

                   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงานและประเมินโครงการ การประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติด และอบายมุข โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิป โมเดล (CIPP Model) : กรณีศึกษาโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 2 คน  ครูผู้รับผิดชอบโครงการ จำนวน 18 คน  คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 9 คน  ผู้แทนนักเรียน จำนวน 60 คน  ผู้แทนผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 60 คน ผู้แทนผู้นำชุมชน จำนวน 10 คน  รวมทั้งสิ้น 159 คน  โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการศึกษาเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)  5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) , ค่าเฉลี่ย      ( ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

                     ผลการศึกษาพบว่า

                 1.  สภาพการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุขของโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่  ในภาพรวมอยู่ในระดับมากทั้ง 5 ด้าน เมื่อพิจารณาในรายด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยสูงสุดลงมา ได้แก่ 1) ด้านการป้องกัน 2) ด้านการเฝ้าระวัง 3) ด้านการค้นหา 4) ด้านการบริหารจัดการ และ 5) ด้านการรักษา ตามลำดับ

                    2.  การประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุขของโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่  ในภาพรวมของแต่ละด้านอยู่ในระดับมากทั้ง 4 ด้าน โดยผู้ประเมินได้ประยุกต์ใช้รูปแบบCIPP Model ในการประเมินเพื่อให้เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน  เมื่อพิจารณาในรายด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยสูงสุดลงมา ได้แก่ 1. ประเมินด้านบริบทของโครงการ (Context Evaluation )    2. ประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ   (Input Evaluation ) 3. ประเมินด้านกระบวนการดำเนินงานของโครงการ (Process Evaluation ) และ 4. การประเมินด้านผลผลิตของโครงการ (Product Evaluation) ตามลำดับ เมื่อพิจารณาในรายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยสูงสุดลงมา มีดังนี้

                        2.1 ด้านบริบท (Context Evaluation )  ในภาพรวมโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่  มีการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุขที่ดี และเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยรายข้อ พบว่า การนำนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันสารเสพติด อบายมุข ของระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาใช้เพื่อดำเนินโครงการได้อย่างเหมาะสม  รองลงมาคือ การนำข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน และเอกสารที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการวางแผนดำเนินงานโครงการได้เหมาะสม

และการนำนโยบาย แผนงาน และการดำเนินโครงการมาใช้ สอดคล้องตามสถานการณ์ปัจจุบัน

                        2.2  ด้านปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation ) ในภาพรวมโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่ มีการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติด และอบายมุขที่ดี และเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยรายข้อ พบว่า ความพร้อมของบุคลากรในการดำเนินงานมีความเหมาะสม โดยบุคลากรมีความรู้ความสามารถเพียงพอ และมีความร่วมมือของบุคลากรในการดำเนินงานได้เป็นอย่างดีรองลงมาคือ การบริหารจัดการโครงการ เน้นการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกส่วน และเน้นการกระจายอำนาจ และงบประมาณ ได้รับความช่วยเหลือ  สนับสนุนจากหน่วยงานราชการ องค์กรและชุมชนอย่างเพียงพอ

                        2.3  ด้านกระบวนการ (Process Evaluation ) ในภาพรวมโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อ

หนองไผ่ มีการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุขที่ดี และเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยรายข้อ พบว่า การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการสถานศึกษามีข้อมูลนักเรียนรายบุคคลมากที่สุด รองลงมาคือ การวางแผนดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาว ซึ่งได้คณะกรรมการมีการประชุม วางแผนการดำเนินงานอย่างเหมาะสม  และการดำเนินงานตามแผน

                        2.4  ด้านผลผลิต (Product Evaluation) โรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่  มีการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติด และอบายมุขที่ดีและเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยรายข้อพบว่า  ด้านความร่วมมือในการดำเนินงานตามโครงการ  โดยโครงการนี้ทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและชุมชน รองลงมาคือ ด้านกิจกรรมในโครงการโรงเรียนสีขาว ซึ่งได้รับความรู้จากกิจกรรมในโครงการนี้สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้  และโรงเรียนเพื่อสอดส่องดูแล และแก้ไขปัญหาสารเสพติดน้อยที่สุด

                     ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การดำเนินงานการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข ของโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่  ประจำปีการศึกษา 2560  นั้นประสบผลสำเร็จเป็นโครงการที่ตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล และตรงกับความต้องการของชุมชน ทั้งผู้บริหาร ครู ผู้ปกครองนักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้ความร่วมมือร่วมกับทุกเครือข่าย โดยภาพรวมของความพึงพอใจต่อผลการดำเนินโครงการการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข โรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่  อยู่ในระดับมากที่สุด 

เผยแพร่ผลงานรายงานผลการประเมินโครงการพัฒนาผู้เรียนและสังคมสู่ความพอเพียง:การประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา ของโรงเรียนศรีแก้งคร้อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต 2

โพสต์23 ส.ค. 2561 23:39โดยโรงเรียน ศรีแก้งคร้อ   [ อัปเดต 23 ส.ค. 2561 23:46 ]


 
นายประยูร  ศิริคุณ  ตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนศรีแก้งคร้อ  วิทยฐานะชำนาญการ โรงเรียนศรีแก้งคร้อ เผยแพร่ผลงานรายงานผลการประเมินโครงการพัฒนาผู้เรียนและสังคมสู่ความพอเพียง:การประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา ของโรงเรียนศรีแก้งคร้อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต 2

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ รูปแบบการนิเทศการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา

โพสต์9 มิ.ย. 2561 19:23โดยSupaluck Noicharoen   [ อัปเดต 9 มิ.ย. 2561 19:31 ]




นา
งศิรดา พิริยะชัยวรกุล ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ สังกัด สพป.ชัยภูมิ เขต 2 เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ เรื่อง รูปแบบการนิเทศการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา

บทคัดย่อ

           การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการนิเทศการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 2) ประเมินรูปแบบการนิเทศการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา การดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การพัฒนารูปแบบการนิเทศการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา รอบที่ 2 โดยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 22 คน ที่มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการนิเทศการศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์แนวคำถามปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสร้างข้อสรุป  รอบที่ 2 การยืนยันรูปแบบการนิเทศการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการสอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญจำนวน 22 คน กลุ่มเดิมทั้ง 2 รอบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูปทางสังคมศาสตร์ หาค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างคลอไทล์ และระยะที่ 2 การประเมินรูปแบบการนิเทศการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการประชุมผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 12 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบบันทึกการประชุม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า

            1. รูปแบบการนิเทศการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาใน  มี 3 องค์ประกอบตามแนวคิดเชิงระบบ ประกอบด้วย 1) องค์ประกอบด้านปัจจัยนำเข้า มี 21 กิจกรรม    2) องค์ประกอบด้านกระบวนการ มี 38 กิจกรรม และ 3) องค์ประกอบด้านผลผลิต มี 6 กิจกรรม

2. ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พบว่ามีความเหมาะสม และมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ปฏิบัติได้จริง

คำสำคัญ: โรงเรียนเป็นฐาน การนิเทศการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เผยแพร่ผลงานรายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

โพสต์5 มิ.ย. 2561 01:22โดยศุภลักษณ์ ไปนาน


นางสาวสุพรรณี ศรีโท ตำแหน่งครู วิทยฐานะชำนาญการ เผยแพร่ผลงานรายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อนหนองไผ่

บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่้วยสอน เรื่อง คอมพิวเตอร์กราฟิก กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี

โพสต์5 มิ.ย. 2561 01:17โดยศุภลักษณ์ ไปนาน   [ อัปเดต 5 มิ.ย. 2561 01:26 ]


นายสวพล ภิรมย์กิจ ตำแหน่งครู วิทยฐานะชำนาญการ โรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่ เผยแพร่ผลงาน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่้วยสอน เรื่อง คอมพิวเตอร์กราฟิก กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี

รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา ชั้้นประถมศึกษาปีที่ 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2

โพสต์16 พ.ค. 2561 07:33โดยโรงเรียน ศาลาสามัคคี   [ อัปเดต 16 พ.ค. 2561 07:47 ]


ชื่อเรื่อง     รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  โจทย์ปัญหา  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1                  

                 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ  เขต 2 

ผู้รายงาน       นางสาวพรรณทิพา   ลบบำรุง

ปีที่ศึกษา  2560

                    รายงานฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์   เรื่อง  โจทย์ปัญหา  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  75/75   2) เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผล  ของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  โจทย์ปัญหา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  ที่สร้างและพัฒนาขึ้น  3)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน  โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง  โจทย์ปัญหา  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 

                    กลุ่มตัวอย่าง คือ  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนศาลาสามัคคี  อำเภอเกษตรสมบูรณ์  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2  ที่เรียนโดย  ใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  โจทย์ปัญหา   ชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ภาคเรียนที่  2     ปีการศึกษา  2560  จำนวน  18  คน

                    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็น  แบบฝึกทักษะ  แบบทดสอบ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าเฉลี่ย   ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test  (Dependent  Samples)

                    ผลการศึกษา พบว่า

               1.  ประสิทธิภาพของพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  โจทย์ปัญหา  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1   ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ   เท่ากับ  81.00/81.30  สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้  ที่กำหนดไว้  คือ 75/75 

2.   ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  โจทย์ปัญหา    ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2  มีค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I) เท่ากับ  0.5627  คิดเป็นร้อยละ  56.27  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 0.50  หรือร้อยละ  50    

3.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1  โรงเรียนศาลาสามัคคี  อำเกษตรสมบูรณ์  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2  ปีการศึกษา 2560  ที่เรียนแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  โจทย์ปัญหา   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  คะแนนก่อนเรียน     มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  17.17   คะแนน  คะแนนหลังเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  26.11    คะแนน   สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 

การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ในการนำเสนอผลงาน รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

โพสต์23 เม.ย. 2561 04:40โดยSupaluck Noicharoen


การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอผลงาน รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ   ในการนำเสนอผลงาน รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี 3) เปรียบเทียบคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนจากการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอผลงาน รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอผลงาน รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านแดงสว่าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอผลงาน รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น 2) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอผลงาน รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 15 แผน  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง  การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอผลงาน รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์)กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ที่มีต่อการเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอผลงาน รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี จำนวน 20 ข้อ

          ผลการศึกษา พบว่า

          1. ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอผลงาน รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 86.12/85.33 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80

          2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอผลงาน รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.7843 หรือร้อยละ 78.43 แสดงว่านักเรียนมีคะแนนความก้าวหน้าทางการเรียนจริง คิดเป็นร้อยละ 78.43 ของคะแนนความก้าวหน้าสูงสุด        ที่เป็นไปได้ 

          3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอผลงาน รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียน  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเฉลี่ยสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05

          4. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอผลงานรายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ในภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจ     อยู่ในระดับมากที่สุด

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ 2 รหัสวิชา ว12101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ชีวิตพืชและสัตว์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

โพสต์23 เม.ย. 2561 01:40โดยSupaluck Noicharoen   [ อัปเดต 23 เม.ย. 2561 01:42 ]


การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ 2 รหัสวิชา ว12101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ชีวิตพืชและสัตว์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ 2 รหัสวิชา ว12101   หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ชีวิตพืชและสัตว์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลัง

การจัดการเรียนรู้ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ 2 รหัสวิชา ว12101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ชีวิตพืชและสัตว์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

           กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/7 จำนวน 45 คน ที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ 2 รหัสวิชา ว12101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ชีวิตพืชและสัตว์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีจำนวน 8 ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ 2 รหัสวิชา ว12101  หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ชีวิตพืชและสัตว์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 21 แผน ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 24 ชั่วโมง  3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาวิทยาศาสตร์ 2 รหัสวิชา ว12101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ชีวิตพืชและสัตว์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

จำนวน 20 ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ 2 รหัสวิชา ว12101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ชีวิตพืชและสัตว์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 15 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าประสิทธิภาพของ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้และวิเคราะห์ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test

  ผลการศึกษา พบว่า

           1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ 2 รหัสวิชา ว12101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ชีวิตพืชและสัตว์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.62/84.56  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้

           2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ 2 รหัสวิชา ว12101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ชีวิตพืชและสัตว์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

           3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ 2          รหัสวิชา ว12101 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ชีวิตพืชและสัตว์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.71 อยู่ในระดับ มากที่สุด ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองปลามันหนองไร่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2

โพสต์8 มี.ค. 2561 15:36โดยโรงเรียน บ้านหนองปลามันหนองไร่

ชื่อเรื่อง  การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองปลามันหนองไร่           

             สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2.

ผู้ประเมินโครงการ    นายวิโรจน์  โทราช

ปีการศึกษา              2559        

 บทคัดย่อ

              การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองปลามันหนองไร่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2  ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการดำเนินงานตามโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนบ้านหนองปลามันหนองไร่  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2  ตามรูปแบบการประเมินโครงการแบบ CIPP Model ตามแนวคิดของ Stuffelbeam  ทั้ง 4 ด้าน  ดังนี้ 1) ด้านสภาพบริบท (Context Evaluation)  เป็นการประเมินเกี่ยวกับความเหมาะสมด้านวัตถุประสงค์ของโครงการ ความต้องการต่อการดำเนินงานตามโครงการและความสำคัญของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2) ด้านปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation) เป็นการประเมินเกี่ยวกับ วัสดุ งบประมาณ บุคลากรและปัจจัยสนับสนุนอื่นในการดำเนินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  3) ด้านกระบวนการ (Process Evaluation) เ ป็นการประเมินเกี่ยวกับการวางแผนการดำเนินงานตามขั้นตอนของแผนงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และ 4)ด้านผลผลิต (Product Evaluation) เป็นการประเมินเกี่ยวกับผลผลิตที่เกิดขึ้นกับนักเรียนตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนและความสำเร็จของโครงการ  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ครู โรงเรียนบ้านหนองปลามันหนองไร่ จำนวน 4 คน  นักเรียนโรงเรียนบ้านหนองปลามันหนองไร่   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 26  จำนวน 39 คน  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบ้านหนองปลามันหนองไร่ จำนวน 7 คน ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองปลามันหนองไร่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 16  จำนวน 35 คน

                ผลการศึกษาพบว่า 

                การประเมินการโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนบ้านหนองปลามันหนองไร่  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 ตามรูปแบบการประเมินโครงการแบบ CIPP Model ตามแนวคิดของ Stuffelbeam ตามความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง และ และนักเรียน ในภาพรวมทุกด้านมีผลการประเมินอยู่ในระดับ มากที่สุด (= 4.68 ; S.D. = 0.23) โดยแยกเป็นรายด้าน ได้ดังนี้

                1.  ด้านสภาพบริบท (Context Evaluation) ของโครงการ พบว่า ผลการประเมินโดยภาพรวม อยู่ในระดับ มากที่สุด  (= 4.62 ; S.D. = 0.22)

                2.  ด้านปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation) เกี่ยวกับบุคลากร ทรัพยากร และปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ ของการดำเนินโครงการ พบว่า พบว่า ผลการประเมินโดยภาพรวม อยู่ในระดับ มากที่สุด (= 4.64 ; S.D. = 0.27) 

                3.  ด้านกระบวนการ (Process Evaluation) ของการดำเนินงานตามโครงการ พบว่า ผลการประเมินโดยภาพรวม อยู่ในระดับ มากที่สุด (= 4.71 ; S.D. = 0.23)

                4.  ด้านผลผลิต (Product Evaluation) ของการดำเนินงานตามโครงการ พบว่า ผลการประเมินโดยภาพรวม อยู่ในระดับ มากที่สุด (= 4.75 ; S.D. = 0.21)

 

 

 

1-10 of 24