ผลงานวิชาการ


การศึกษาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต ๒

โพสต์13 ม.ค. 2560 17:29โดยSanit Toamnat

ชื่อผลงาน : การศึกษาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

               ประถมศึกษาชัยภูมิเขต ๒

ผู้วิจัย : นางศิรดา  พิริยะชัยวรกุล

ปีที่ศึกษา : ๒๕๕๙

บทคัดย่อ

          การวิจัยเรื่องการศึกษาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

 ประถมศึกษาชัยภูมิเขต ๒  มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยคือ   เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นต่อคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต ๒   ๒เพื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  ประถมศึกษาชัยภูมิเขต ๒                ๓เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนา คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  ประถมศึกษาชัยภูมิเขต ๒  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่นักเรียน จำนวน ๑๖๒ คน เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

t-test และ One-Way ANOVA

ผลการวิจัยพบว่า

นักเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  ประถมศึกษาชัยภูมิเขต ๒  มีระดับ

ความคิดเห็นต่อคุณลักษณะอันพึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด

ได้แก่ ด้านรักความเป็นไทย รองลงมาได้แก่ ด้านมีจิตสาธารณะ ด้านรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ด้านซื่อสัตย์สุจริต ด้านอยู่อย่างพอเพียง ด้านมีวินัย และด้านมุ่งมั่นในการทำงาน ส่วนด้านที่มี

ค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือด้านใฝ่เรียนรู้

คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

 ประถมศึกษาชัยภูมิเขต ๒  ที่มีเพศ และอายุต่างกัน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง

สถิติที่ระดับ ๐.๐๕

คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

 ประถมศึกษาชัยภูมิเขต ๒  ที่มีระดับชั้นเรียนต่างกัน โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง

สถิติที่ระดับ ๐.๐๕

แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

 ประถมศึกษาชัยภูมิเขต ๒   คือ ๑ด้านรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ได้แก่ จัดให้นักเรียน

ได้เข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ทุกครั้งครูต้องพยายามให้นักเรียนได้เข้าร่วมร้องเพลง

ชาติก่อนเข้าเรียนทุกครั้ง ๒ด้านซื่อสัตย์สุจริต ได้แก่ ครูจะต้องพยายามให้นักเรียนได้ทำการบ้าน

หรืองานที่มอบหมายด้วยตนเองไม่ลอกของเพื่อนมาส่ง ๓ด้านมีวินัย ได้แก่ ครูจะต้องจัดให้

นักเรียนเข้าแถวก่อนเข้าห้องเรียน และให้เดินเป็นแถวไปเรียนตามห้องทุกครั้ง ๔ด้านใฝ่เรียนรู้

ได้แก่ โรงเรียนควรมีการจัดนิทรรศการด้านวิชาการให้นักเรียนได้เข้าร่วม ๕ด้านอยู่อย่างพอเพียง

ได้แก่ โรงเรียนควรมีโครงการที่เกี่ยวกับการออมเงิน เพื่อฝึกการใช้จ่ายเงินของนักเรียน ๖ด้าน

มุ่งมั่นในการทำงาน ได้แก่ ครูต้องมีกิจกรรมเสริมการสอนที่มอบหมายงานให้เด็กได้ทำงานส่ง

ด้านรักความเป็นไทย ได้แก่ ครูจะต้องสอนให้เด็กรู้จักการไหว้ผู้ใหญ่ และไหว้กันและกัน

 

ด้านมีจิตสาธารณะ ได้แก่ ครูต้องพานักเรียนเข้าร่วมช่วยทำงานให้กับสังคม

การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้ แบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาการอ่าน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา

โพสต์13 ม.ค. 2560 17:28โดยSanit Toamnat

ชื่อเรื่อง           การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้ แบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม

                     เพื่อพัฒนาการอ่าน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา

ผู้วิจัย             นางเต็มสิริ  อินทรชื่น

ตำแหน่ง          ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ

ปีที่วิจัย           ปี พ.ศ. 2557-2558

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทคัดย่อ

 

                   การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนารูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบผู้ปกครอง

มีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษา  โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา(Research and Development )   ด้วยการวิจัยแบบผสมผสานวิธี(Mixed  Methods  Research  ประกอบด้วยการวิจัย  4  ขั้นตอนคือ  ขั้นตอนที่  1  การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน(Analysis) ด้านการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาไทย     โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2   ขั้นตอนที่  2 การพัฒนารูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ขั้นตอนที่  3  การทดลองใช้ รูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม  เพื่อ พัฒนาความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษา  และขั้นตอนที่  4  การประเมินผล การใช้รูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม  เพื่อ พัฒนาความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษา    มีการศึกษาผลการพัฒนา หลังการทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น  ของกลุ่มทดลอง จำนวน  40  โรงเรียน  ประกอบด้วย  ผู้อำนวยการโรงเรียน 40  คน  กรรมการที่เป็นครูผู้สอน 40 คน และกรรมการที่เป็นผู้ปกครองนักเรียนหรือกรรมการสถานศึกษา  40  คน    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ประกอบด้วย  1)  แบบสอบถามปลายเปิด  2)  แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ         3) คู่มือการใช้รูปแบบ  ผู้ปกครองมีส่วนร่วม  4)  แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการใช้รูปแบบ   5)  ตารางสังเคราะห์ผลการใช้รูปแบบ   และ  6)  ตารางเปรียบเทียบพัฒนาการของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ทดสอบที และการวิเคราะห์เนื้อหา

          ผลการวิจัย พบว่า

          1.   การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน  พบปัญหาที่ต้องแก้ไขหรือพัฒนา คือความสามารถด้านการอ่านสำหรับนักเรียนที่อ่านไม่ออก โดยเน้นนักเรียนชั้นประถมศึกษา  ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะผู้ปกครองนักเรียน

          2. ผลการพัฒนารูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม  เพื่อ พัฒนาความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษา    ประกอบด้วย  5  ขั้นตอน  คือขั้นที่  1  การศึกษาข้อมูลสำหรับการพัฒนา   ขั้นที่  2  การวางแผนอย่างมียุทธวิธี  ขั้นที่  3  การปฏิบัติเพื่อส่งผลในตัวเด็ก   ขั้นที่  4  การติดตามและประเมินโดยเน้นผลงาน  และขั้นที่  5  การเผยแพร่เพื่อความภูมิใจ

          3.   ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้   รูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม  เพื่อ พัฒนาความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษา  พบว่า

                      3.1  ผู้อำนวยการโรงเรียน  โดยภาพรวม พบว่ามีความพึงพอใจต่อรูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม  เพื่อ พัฒนาความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษา  อยู่ในระดับ มาก  เมื่อพิจารณา รายประเด็น ประเด็นขั้นตอนแต่ละขั้นสามารถนำไปปฏิบัติได้  มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด  ส่วนประเด็นอื่นๆ มีความพึงพอใจในระดับมาก

                      3.2   กรรมการที่เป็นครูผู้สอน  โดยภาพรวม พบว่ามีความพึงพอใจต่อรูปแบบ   อยู่ในระดับ มาก  เมื่อพิจารณา รายประเด็น ประเด็นคู่มือการใช้รูปแบบมีความเหมาะสม  มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด  ส่วนประเด็นอื่นๆ มีความพึงพอใจในระดับมาก

                      3.3   กรรมการที่เป็นผู้ปกครองนักเรียนหรือกรรมการสถานศึกษา  โดยภาพรวม พบว่ามีความพึงพอใจต่อรูปแบบ อยู่ในระดับ มาก  เมื่อพิจารณา รายประเด็น  ประเด็นรูปแบบเปิดโอกาสให้  ผู้ปกครองหรือกรรมการสถานศึกษามีส่วนร่วม มีความพึงพอใจในระดับ  มากที่สุด  ส่วนประเด็นอื่นๆ มีความพึงพอใจในระดับมาก

 

          4.  ผลการศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม  เพื่อ พัฒนาความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษา    พบว่า  ผลการพัฒนาโดยใช้รูปแบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม  เพื่อ พัฒนาความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษา  นักเรียนที่อ่านไม่ออกมีจำนวนลดลง คิดเป็นร้อยละ  17.6 

การพัฒนารูปแบบการพัฒนาความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่จบตรงเอก เรื่องทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน

โพสต์13 ม.ค. 2560 17:26โดยSanit Toamnat

ชื่อเรื่อง           การพัฒนารูปแบบการพัฒนาความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของ

ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ที่ไม่จบตรงเอก เรื่องทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน

ผู้ศึกษา           นางศิรดา  พิริยะชัยวรกุล

หน่วยงาน        สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ  เขต 2

ปีที่พิมพ์           2558

 

บทคัดย่อ

 

          การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ที่ไม่จบตรงเอกเรื่องทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน โดยใช้การวิจัยรูปแบบ (Model  Develope) แบ่งเป็น  3  ระยะ  คือ  ระยะที่  1   เพื่อสร้างชุดฝึกอบรม การพัฒนาความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ที่ไม่จบตรงเอกเรื่องทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน โดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey  Research) การทบทวนวรรณกรรม (Literature  Review) และการสนทนากลุ่ม (Focus Group)   ประชากรในการสำรวจคือ ครูที่สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้นในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ  เขต 2  จำนวน  264  คน ผลการวิจัย  พบว่าครูส่วนใหญ่ไม่ได้จบสาขาวิทยาศาสตร์และขาดประสบการณ์สอนวิทยาศาสตร์แต่ต้องทำการสอนวิชาวิทยาศาสตร์หลายชั้นจึงมีความต้องการที่จะอบรมพัฒนาตนเองให้มีความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่ารูปแบบที่เหมาะสมในการพัฒนาความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คือการอบรมให้ความรู้ในเรื่องที่ครูต้องการ และผลจากการสนทนากลุ่ม (Focus group) พบว่า ครูมีความต้องการอบรมด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อนำไปจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน นำข้อมูลจากการวิจัยเชิงสำรวจ การทบทวนวรรณกรรม และการสนทนากลุ่ม มาสร้างรูปแบบการพัฒนาความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้พบว่าองค์ประกอบสำคัญของรูปแบบคือ หลักการ  วัตถุประสงค์  กระบวนการอบรม และการประเมินผล ได้รูปแบบการพัฒนาครูเรื่องการพัฒนาความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ที่ไม่จบตรงเอกเรื่องทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน   ระยะที่ การตรวจสอบความตรงของรูปแบบ (Model Validation) นำรูปแบบการพัฒนาครูเรื่องการพัฒนาความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ที่ไม่จบตรงเอกเรื่องทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ตรวจสอบความตรงของรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญและการทดลองใช้รูปแบบ  ผลการประเมินโครงสร้างและองค์ประกอบโดยผู้เชี่ยวชาญ  15  คนพบว่า  มีความเหมาะสมในระดับมาก  ผลการทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นครูวิทยาศาสตร์  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ  เขต  1  จำนวน  24  คนพบว่าครูสอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 จำนวน 18  คน คิดเป็นร้อยละ 75.00   มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ  23.38 จากคะแนนเต็ม  30  คะแนน  คิดเป็นร้อยละ  77.92ส่วนความสามารถด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์   การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้   การปฏิบัติการสอนอยู่ในระดับมากทุกรายการ และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการพัฒนาความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ที่ไม่จบตรงเอกโดย เรื่องทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานในระดับมาก  ระยะที่ 3 การใช้รูปแบบ(Model  Use)   นำชุดฝึกอบรมเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ที่ไม่จบตรงเอกเรื่องทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ  เขต 2  จำนวน 35  คน พบว่าครูสอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ  80   จำนวน  29  คน คิดเป็นร้อยละ  82.85 มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ  24.34  จากคะแนนเต็ม  30  คะแนน  คิดเป็นร้อยละ  81.13 สำหรับด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์พบว่าครูมีความสามารถในการปฏิบัติการทดลองในระดับมากที่สุด  ส่วนความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้  และความสามารถในการสอน  มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ครูมีความพึงพอใจต่อ รูปแบบพัฒนาความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ที่ไม่จบตรงเอกเรื่องทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ในระดับมากที่สุดและศึกษาผลการนิเทศครูเรื่องการพัฒนาความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ที่ไม่จบตรงเอก เรื่องทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ครูกลุ่มเป้าหมาย ผู้บริหารและนักเรียน ให้ความเห็นโดยสอดคล้องกัน  สรุปได้ว่า  “การพัฒนาความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ที่ไม่จบตรงเอกเรื่องทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เป็นรูปแบบที่พัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง   ทำการทดลอง  ฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีเหตุผล กล้าคิด  กล้าตัดสินใจ และเปิดโอกาสให้นักเรียนซักถาม  และแสดงความคิดเห็น ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนน่าเรียน สนุกกับการเรียน”

การนิเทศครูผู้สอนโดยใช้ชุดฝึกอบรม เรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับครูการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2

โพสต์13 ม.ค. 2560 17:25โดยSanit Toamnat

ชื่อเรื่อง การนิเทศครูผู้สอนโดยใช้ชุดฝึกอบรม เรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับครูการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2

ชื่อผู้รายงาน นางเทียนทอง ประทีปเมือง

ตาแหน่ง ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2

 

1. บทคัดย่อ

2. สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ


การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

โพสต์13 ม.ค. 2560 17:23โดยSanit Toamnat

ชื่อเรื่อง           การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้

วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ผู้รายงาน         นายโกศล เดชโนนสังข์ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ

โรงเรียนบ้านท่าขามไร่เดื่อสามัคคี  

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2

ปีที่วิจัย           255

 

 

บทคัดย่อ

 

 

          การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้

วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6จำนวน 14 คน ที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนบ้านท่าขามไร่เดื่อสามัคคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

              เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์       ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีจำนวน ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  จำนวน20 แผน  ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 20 ชั่วโมง      3แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  จำนวน 40 ข้อ  4) แบบวัดความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ จำนวน 15 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิเคราะห์คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้และวิเคราะห์ความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่    ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test

 

ผลการศึกษา พบว่า

1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.75/87.68 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้

2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์             ชั้นประถมศึกษาปีที่ หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

          3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้  โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์  มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.73 อยู่ในระดับ มากที่สุด ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้


โครงการ การพัฒนาการอ่าน การเขียนของนักเรียนโดยใช้รูปแบบบริหารจัดการแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม

โพสต์13 ม.ค. 2560 17:21โดยSanit Toamnat

โครงการ การพัฒนาการอ่าน การเขียนของนักเรียนโดยใช้รูปแบบบริหารจัดการแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม


โครงการ ผอ.ป.3 เพื่อพัฒนาการอ่านการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

โพสต์13 ม.ค. 2560 17:20โดยSanit Toamnat

โครงการ ผอ.ป.3 เพื่อพัฒนาการอ่านการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3


หนังสือส่งเสริมการอ่าน นางอินทร์ตอง แสงสุทธิ ครูโรงเรียนบ้านโนนสาทร

โพสต์13 ม.ค. 2560 17:18โดยSanit Toamnat

หนังสือส่งเสริมการอ่าน นางอินทร์ตอง แสงสุทธิ ครูโรงเรียนบ้านโนนสาทร

หนังสือส่งเสริมการอ่าน เที่ยวบ้านนา

หนังสือส่งเสริมการอ่าน หนูจ๋าไปหาย่า

หนังสือส่งเสริมการอ่าน เพื่อนใหม่ของไอดิน

หนังสือส่งเสริมการอ่าน เสียงเพลงของน้องกวาง

หนังสือส่งเสริมการอ่าน ความสุขของวลัย

หนังสือส่งเสริมการอ่าน ดินแดนสวรรค์

หนังสือส่งเสริมการอ่าน บ้านสวนของคุณตา

หนังสือส่งเสริมการอ่าน ยายสวยขายกล้วย

หนังสือส่งเสริมการอ่าน ลูกชาวนา

หนังสือส่งเสริมการอ่าน หนูส้มดื่มนม


บทคัดย่อ รายงานผลการอบรมและนิเทศครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ศน.สุเมธตา งามชัด

โพสต์13 ม.ค. 2560 17:16โดยSanit Toamnat

บทคัดย่อ รายงานผลการอบรมและนิเทศครูผู้สอนภาษาอังกฤษ  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6    โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ  เขต  2

การพัฒนาชุดนิเทศเพื่อส่งเสริมศักยภาพการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โครงงานวิทยาศาสตร์ สำหรับครูระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัด สพป.ชัยภูมิ เขต 2

โพสต์13 ม.ค. 2560 17:11โดยSanit Toamnat

การพัฒนาชุดนิเทศเพื่อส่งเสริมศักยภาพการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โครงงานวิทยาศาสตร์ สำหรับครูระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัด สพป.ชัยภูมิ เขต 2

1-10 of 14