ผลงานวิชาการ สพป.ชัยภูมิ เขต 2


การพัฒนาคุณภาพนักเรียนตามแนวทางสถานศึกษาน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” สู่การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน โรงเรียนบ้านห้วยไห อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ

โพสต์18 เม.ย. 2562 20:37โดยสพป.ชัยภูมิ เขต 2




 ชื่อเรื่อง              การพัฒนาคุณภาพนักเรียนตามแนวทางสถานศึกษาน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา”

                             สู่การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน  โรงเรียนบ้านห้วยไห 

                       อำเภอคอนสาร  จังหวัดชัยภูมิ

ผู้วิจัย                นางวรรษภรณ์  นิตยกุลเศรษฐ์

ตำแหน่ง             ผู้อำนวยการสถานศึกษา  วิทยฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ

หน่วยงาน           โรงเรียนบ้านห้วยไห  อำเภอคอนสาร  จังหวัดชัยภูมิ

สังกัด                สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ  เขต  2

ปีการศึกษา          2560

 

บทคัดย่อ

 

           การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ  1)  ศึกษาองค์ประกอบของการป้องกันและแก้ไขปัญหา

ยาเสพติดในสถานศึกษา  2)  ศึกษาวิธีการพัฒนาคุณภาพนักเรียนตามแนวทางสถานศึกษาน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา”  สู่การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน  3)  พัฒนารูปแบบการพัฒนาคุณภาพนักเรียนตามแนวทางสถานศึกษาน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา”  สู่การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

อย่างยั่งยืน  4)  ประเมินผลการใช้งานรูปแบบการพัฒนาคุณภาพนักเรียนตามแนวทางสถานศึกษาน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา”  สู่การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน  การวิจัยแบ่งออกเป็น  4  ระยะ  ดังนี้  ระยะที่  1  การศึกษาองค์ประกอบและวิธีการพัฒนาคุณภาพนักเรียน  กลุ่มผู้ให้ข้อมูล  ได้แก่ 

คณะผู้ทรงคุณวุฒิ  ระยะที่  2  การศึกษาวิธีการพัฒนาคุณภาพนักเรียน  กลุ่มผู้ให้ข้อมูล  ได้แก่  คณะผู้บริหารและครู  สถานศึกษาต้นแบบ  ระยะที่  3  การพัฒนารูปแบบการพัฒนาคุณภาพนักเรียนตามแนวทางสถานศึกษาน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา”  สู่การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน 

กลุ่มผู้ให้ข้อมูล  คือ  คณะผู้ทรงคุณวุฒิ  และผู้รับผิดชอบด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดจากหน่วยงานราชการ  ชุมชน  และภาคีเครือข่าย  และระยะที่  4  ประเมินผลการใช้รูปแบบ  กลุ่มผู้ให้ข้อมูล  คือ  ผู้บริหาร  ครู  และคณะกรรมการสถานศึกษาซึ่งเป็นพื้นที่ทดลองใช้รูปแบบ  และผู้รับผิดชอบด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดจากหน่วยงานราชการ  ชุมชน  และภาคีเครือข่าย  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  คือ  แบบสอบถาม  แบบประเมิน  และแบบสัมภาษณ์  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ร้อยละ  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน    

           ผลการวิจัยพบว่า

               1.  องค์ประกอบของการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา  มีผล

การประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบโดยรวม  มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก

               2.  วิธีการพัฒนาคุณภาพนักเรียนตามแนวทางสถานศึกษาน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” 

สู่การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน  ได้แก่  หลักการทรงงาน  ข้อที่  3  แก้ปัญหาจาก

จุดเล็ก  หลักการทรงงาน  ข้อที่  5  ภูมิสังคมภูมิศาสตร์  สังคมศาสตร์  หลักการทรงงาน  ข้อที่  8  ประหยัดเรียบง่ายได้ประโยชน์สูงสุด  หลักการทรงงาน  ข้อที่  10  การมีส่วนร่วม  และหลักการ

ทรงงาน  ข้อที่  11  ประโยชน์ส่วนรวม 

               3.  รูปแบบการพัฒนาคุณภาพนักเรียนตามแนวทางสถานศึกษาน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา”  สู่การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน  มีผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมาก

               4.  การประเมินผลการใช้รูปแบบการพัฒนาคุณภาพนักเรียนตามแนวทางสถานศึกษา

น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา”  สู่การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน  โดยรวม

มีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก

 




การพัฒนาระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นสำหรับโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 (กรณีศึกษา : โรงเรียนบ้านห้วยไห อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ)

โพสต์18 เม.ย. 2562 20:34โดยสพป.ชัยภูมิ เขต 2   [ อัปเดต 18 เม.ย. 2562 20:34 ]


ชื่อเรื่อง              การพัฒนาระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นสำหรับโรงเรียนประถมศึกษา

                       ขนาดเล็ก  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ  เขต  2 

                       (กรณีศึกษา  :  โรงเรียนบ้านห้วยไห  อำเภอคอนสาร  จังหวัดชัยภูมิ)

ผู้วิจัย                นางวรรษภรณ์  นิตยกุลเศรษฐ์

ตำแหน่ง             ผู้อำนวยการสถานศึกษา  วิทยฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ

หน่วยงาน           โรงเรียนบ้านห้วยไห  อำเภอคอนสาร  จังหวัดชัยภูมิ

สังกัด                สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ  เขต  2

ปีการศึกษา          2560

 

บทคัดย่อ

 

           การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ  1)  ศึกษาองค์ประกอบของระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นสำหรับโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก  2)  ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก  สังกัดสำนักงาน

เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ  เขต  2  3)  พัฒนาระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นสำหรับโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ  เขต  2    และ  4)  ประเมินผลการนำระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นสำหรับโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กไปใช้  การวิจัยแบ่งออกเป็น  4  ระยะ  ดังนี้  ระยะที่  1  การศึกษาองค์ประกอบของระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นสำหรับโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก  กลุ่มผู้ให้ข้อมูล  ได้แก่  คณะผู้ทรงคุณวุฒิ  จำนวน  5  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  ได้แก่  แบบประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบ  ระยะที่  2  การศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของระบบ

การบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ  เขต  2  กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสังกัด  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ  เขต  2  จำนวน  275  คน  จาก  92  โรงเรียน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  คือ  แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่

พึงประสงค์  ระยะที่  3  การพัฒนาระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นสำหรับโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก  กลุ่มผู้ให้ข้อมูล  คือ  ผู้บริหารและครูของโรงเรียนต้นแบบ  และคณะผู้ทรงคุณวุฒิ  จำนวน  5  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  คือ  แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง  และแบบประเมิน  และระยะที่  การประเมินผลการนำระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นสำหรับโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก  กลุ่มผู้ให้ข้อมูล  คือ  ผู้บริหารและครูโรงเรียนที่เป็นกลุ่มทดลองใช้ระบบและผู้แทนคณะกรรมการสถานศึกษา   เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  คือ  แบบประเมิน  สถิติ

ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ร้อยละ  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการวิเคราะห์

ความต้องการจำเป็นปรับปรุง  (PNImodified

           ผลการวิจัยพบว่า

               1.  องค์ประกอบของระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นสำหรับโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก  ประกอบด้วย  4  องค์ประกอบหลัก  คือ  ปัจจัยนำเข้า  กระบวนการ  ผลผลิต  และ

ผลย้อนกลับ

               2.  สภาพปัจจุบันของระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นสำหรับโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก  ด้านปัจจัยนำเข้า  ด้านกระบวนการ  ด้านผลผลิต  และด้านผลย้อนกลับ  มีสภาพปัจจุบัน

อยู่ในระดับปานกลาง  และมีสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากทุกด้าน

               3.  ระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นสำหรับโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก

สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ  เขต  2  ประกอบด้วย  4  ด้าน  18  องค์ประกอบ  คือ  ด้านปัจจัยนำเข้า  ประกอบด้วย  4  องค์ประกอบ  ด้านการกระบวนการ  ประกอบด้วย  6  องค์ประกอบ  ด้านผลผลิต  ประกอบด้วย  4  องค์ประกอบ  และด้านผลย้อนกลับ  ประกอบด้วย  4  องค์ประกอบ

               4.  ผลการนำระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นสำหรับโรงเรียนประถมศึกษา

ขนาดเล็กไปใช้  พบว่า  มีผลการดำเนินงานอยู่ในระดับมากและมากที่สุด  ผู้บริหาร  ครู  และคณะกรรมการสถานศึกษา  มีความพึงพอใจต่อระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นสำหรับโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก  โดยรวมอยู่ในระดับมาก



เผยแพร่ผลงานบทความวิชาการ

โพสต์17 มี.ค. 2562 20:03โดยกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผล การจัดการศึกษา   [ อัปเดต 17 มี.ค. 2562 20:08 ]

การประเมินโครงการส่งเสริมพัฒนาการดูแลช่วยเหลือและคุ้มครองเด็กนักเรียน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2
โดย : นายมนัส เจียมภูเขียว ผอ.สพป.ชัยภูมิ เขต ๒
..................................................................................

การพัฒนาบุคลากรแบบสามเส้าเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ แผนการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น

โพสต์5 ม.ค. 2562 05:52โดยadmin chaiyaphum2


เรื่องที่รายงาน         การพัฒนาบุคลากรแบบสามเส้าเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้

                            แผนการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น  โรงเรียนบ้านห้วยไห  อำเภอคอนสาร 

                            จังหวัดชัยภูมิ                                                 

ผู้รายงาน                นางวรรษภรณ์  นิตยกุลเศรษฐ์

หน่วยงาน              โรงเรียนบ้านห้วยไห  อำเภอคอนสาร  จังหวัดชัยภูมิ

ปีที่รายงาน             2561

 

บทคัดย่อ

 

              การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย  1)  เพื่อศึกษาบริบทและสภาพทั่วไปด้านการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นของครูโรงเรียนบ้านห้วยไห  อำเภอคอนสาร  จังหวัดชัยภูมิ  2) เพื่อพัฒนารูปแบบสามเส้า  (Triangulation  Model)  ที่ใช้ในการส่งเสริมพัฒนาการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นของครูโรงเรียนบ้านห้วยไห  3)  เพื่อทดลองใช้รูปแบบสามเส้า (Triangulation  Model)  ที่ใช้ในการส่งเสริมพัฒนาการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นของครูโรงเรียนบ้านห้วยไห      4)  เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบสามเส้า  (Triangulation  Model)  ที่ใช้ในการส่งเสริมพัฒนาการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นของครูโรงเรียนบ้านห้วยไห  5)  เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทาง     การเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยไห

              กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้  ได้แก่  ครูผู้สอน  จำนวน  3  คน  นักเรียน  จำนวน  39  คนเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  ได้แก่  1)  รูปแบบสามเส้า  ( Triangulation  Model )  ซึ่งประกอบด้วย  การอบรมเชิงปฏิบัติการ  ( Workshop )  ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ  (Professional  Learning Community  :  PLCและการนิเทศภายใน  (Supervise2)  แบบประเมินบริบทและสภาพทั่วไปเกี่ยวกับการเขียนแผนการเรียนรู้แบบคละชั้นของครูผู้สอนและนักเรียน  3)  แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอนและนักเรียน  4)  คู่มือการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น  5)  แบบสังเกตพฤติกรรมของครู  6)  แบบบันทึกผลสำหรับผู้ศึกษา  7)  แบบสอบถามความพึงพอใจของครูและนักเรียน  8)  แบบบันทึกการนิเทศสำหรับผู้บริหาร 9)  แบบประเมินผลการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้  สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ  ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และสถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือ  ได้แก่  ค่าความเที่ยงตรงตามเนื้อหา  (IOCและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการแจกแจงข้อค้นพบที่สำคัญเพื่อนำมาสรุปเป็นผลการศึกษาตามกรอบแนวคิดของการศึกษาวิจัย  การตรวจสอบข้อมูล  และการนำเสนอผลการศึกษาในรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์

 

              ผลการศึกษาปรากฏ  ดังนี้

                   บริบทและสภาพทั่วไปด้านการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นของครูโรงเรียนบ้านห้วยไห  อำเภอคอนสาร  จังหวัดชัยภูมิ  พบว่า  1)  ครูจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นไม่เป็นปัจจุบัน  2)  ครูขาดความตระหนักและแรงจูงใจที่จะเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น   3)  ครูขาดความรู้ความเข้าใจในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น  4)  ครูไม่ได้รับการนิเทศติดตามจากผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง  5)  ครูขาดทีมงานที่ดีต่อการร่วมกันพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น  หลังจากใช้วิธีพัฒนาครูโดยใช้รูปแบบสามเส้า ( Triangulation  Model )  พบว่า  ได้รูปแบบการพัฒนาครูที่สามารถส่งเสริมการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น  และผู้บริหารสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาครูในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น  เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ 

              โดยสรุป  การศึกษาครั้งนี้ทำให้ได้รูปแบบการพัฒนาวิชาชีพครูอีกรูปแบบหนึ่ง  ซึ่งส่งผลให้ครูได้พัฒนาตนเองจนมีความรู้ความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น  ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น  นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียนมีความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้  และผู้บริหารสามารถนำวิธีการพัฒนาไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาบุคลากรด้านอื่น ๆ ได้ 

 

 

การประเมินโครงการพัฒนาคุณภาพนักเรียนตามแนวทางสถานศึกษาน้อมนำ "ศาสตร์พระราชา" สู่การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน

โพสต์5 ม.ค. 2562 05:50โดยadmin chaiyaphum2


เรื่องที่รายงาน         การประเมินโครงการพัฒนาคุณภาพนักเรียนตามแนวทางสถานศึกษาน้อมนำ

                            "ศาสตร์พระราชา"  สู่การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน 

                            โรงเรียนบ้านห้วยไห  อำเภอคอนสาร  จังหวัดชัยภูมิ

ผู้รายงาน                นางวรรษภรณ์  นิตยกุลเศรษฐ์

หน่วยงาน              โรงเรียนบ้านห้วยไห  อำเภอคอนสาร  จังหวัดชัยภูมิ

ปีที่รายงาน             2561

 

บทคัดย่อ

 

              การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย  1)  เพื่อประเมินบริบทหรือสภาวะแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามโครงการ  2)  เพื่อประเมินปัจจัยเบื้องต้นในการดำเนินงานตามโครงการ               3)  เพื่อประเมินกระบวนการในการดำเนินงานตามโครงการ  และ  4)  เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงานตามโครงการ  กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้  ได้แก่  ผู้บริหารโรงเรียนและครู        จำนวน  5  คน  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  จำนวน  คน  นักเรียนชั้นประถมศึกษา         ปีที่  4-6  ปีการศึกษา  2560  จำนวน  24  คน  ผู้ปกครองนักเรียน  จำนวน  24  คน  และผู้นำชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ จำนวน  15  คน  ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive  sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  ได้แก่  1)  แบบสอบถามเกี่ยวกับความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์ของโครงการกับศาสตร์พระราชาและนโยบายที่เกี่ยวข้อง  2)  แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ        3)  แบบสอบถามเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินการตามโครงการกับความร่วมมือของคณะทำงานและผู้เกี่ยวข้อง  4)  แบบประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ  และ  5)  แบบสอบถามความพึงพอใจของบุคลากรในชุมชนที่มีต่อโครงการ  สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และสถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือ  ได้แก่  ค่าความเที่ยงตรงตามเนื้อหา  (IOC)  ค่าอำนาจจำแนก  (t-test)  และค่าความเชื่อมั่น  (α - Coefficient)

              ผลการศึกษาปรากฏ  ดังนี้ 

                   1)  วัตถุประสงค์ของโครงการย่อยทุกโครงการ  กับศาสตร์พระราชา  และนโยบายของรัฐบาล  นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ  นโยบายของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ  เขต  2  นโยบายของโรงเรียน  หลักสูตรการจัดการเรียนรู้  ความต้องการและความจำเป็นของโรงเรียน  มีความสอดคล้องอยู่ในระดับมากที่สุด  2)  ปัจจัยเบื้องต้นของโครงการสถานศึกษาสีขาว  ปลอดยาเสพติดและอบายมุข  โครงการส่งเสริมกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์  โครงการเพื่อนที่ปรึกษา   และโครงการค่ายเยาชนห่างไกลยาเสพติด  ในภาพรวมมีความเหมาะสมพอเพียงอยู่ในระดับมากที่สุด 3)  ผลการประเมินกระบวนการดำเนินงานตามโครงการ  ในภาพรวมมีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับปฏิบัติมากที่สุด  4)  ผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ  ด้านพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากยาเสพติดของนักเรียน  พบว่า  ด้านการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม  ด้านการให้คำปรึกษา  ด้านการใช้วิจารณญาณ   ในการแก้ปัญหา  อยู่ในระดับมาก  ด้านการเลือกคบเพื่อน  ด้านการรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์  ด้านทักษะการปฏิเสธ  ด้านการยอมรับตนเอง  ด้านการรู้จักให้โอกาสคนอื่น  อยู่ในระดับมากที่สุด  ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียน  บุคลากรในโรงเรียนและในชุมชนที่มีต่อโครงการ  ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก   

              โดยสรุป  ผลการดำเนินงานในทุกกิจกรรมของโครงการย่อยทุกโครงการ  บรรลุผลสำเร็จตามความมุ่งหมายของโครงการ  ทำให้สามารถพัฒนานักเรียน  คณะครู  และโรงเรียน  ให้มีคุณภาพและมาตรฐาน  เป็นที่ยอมรับ  เชื่อมั่น  และศรัทธาของชุมชน  โดยได้รับรางวัลและการยกย่อง         เชิดชูเกียรติด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด  จากหน่วยงานต่าง ๆ จำนวนหลายรายการ

 

การพัฒนารูปแบบการบริหารการจัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาค่านิยมหลัก 12 ประการ โดยใช้กลยุทธ์การบริหารแบบกลุ่มร่วมมือของโรงเรียนวัดสุทธิมงคล สพป.สกนนคร เขต 2

โพสต์14 ธ.ค. 2561 01:20โดยSanit To-amnat

การพัฒนารูปแบบการบริหารการจัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาค่านิยมหลัก 12 ประการ โดยใช้กลยุทธ์การบริหารแบบกลุ่มร่วมมือของโรงเรียนวัดสุทธิมงคล สพป.สกนนคร เขต 2

การประเมินโครงการเรื่อง : 

การพัฒนารูปแบบการบริหารการจัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาค่านิยมหลัก 12 ประการ โดยใช้กลยุทธ์การบริหารแบบกลุ่มร่วมมือของโรงเรียนวัดสุทธิมงคล สพป.สกนนคร เขต 2ของโรงเรียนวัดสุทธิมงคล 

ผู้ประเมิน : นรงณ์   เห็นหลอด
สถานศึกษา : โรงเรียนวัดสุทธิมงคล สพป.สกลนคร เขต 2
ปีที่ทำการวิจัย : 2559

โครงการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด โรงเรียนวัดสุทธิมงคล สพป.สกนนคร เขต 2

โพสต์14 ธ.ค. 2561 01:17โดยSanit To-amnat

การประเมินโครงการเรื่อง : การประเมินเชิงระบบโครงการการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด ของโรงเรียนวัดสุทธิมงคล ตามรูปแบบ CIPIEST Model
ผู้ประเมิน : นรงณ์   เห็นหลอด
สถานศึกษา : โรงเรียนวัดสุทธิมงคล สพป.สกลนคร เขต 2
ปีที่ทำการวิจัย : 2559

รายงานผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านโคกกุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2

โพสต์3 ต.ค. 2561 02:02โดยโรงเรียน บ้านโคกกุง   [ อัปเดต 3 ต.ค. 2561 02:12 ]

ชื่อเรื่อง           รายงานผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านโคกกุง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ  เขต 2

ผู้รายงาน         นางสาวอัจฉราพร  สูงชัยภูมิ   รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโคกกุง

ปีที่ศึกษา         2560

 บทคัดย่อ

           การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  รายงานผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านโคกกุง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2  ใน  3  ด้านได้แก่  1) ด้านปัจจัยพื้นฐานด้านสภาวะแวดล้อมของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 
2) ด้านกระบวนการปฏิบัติระหว่างดำเนินการของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  3) ด้านผลผลิตของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา  ได้แก่  ครูผู้สอน  นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน  ปีการศึกษา 2560  จำนวน  137  คน 

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า  มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ  เท่ากับ  .90  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่   ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการประเมินพบว่า

           1. ด้านปัจจัยพื้นฐานด้านสภาวะแวดล้อมของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  โดยภาพรวมมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก  เมื่อเรียงจากค่าเฉลี่ยแต่ละองค์ประกอบจากมากไปหาน้อย  ได้แก่ ความเหมาะสมของวัตถุประสงค์ของโครงการ  ความพร้อมและทรัพยากรในการดำเนินการ  ความต้องการจำเป็นของโครงการ  และความเป็นไปได้ของโครงการ       

           2. ด้านกระบวนการปฏิบัติระหว่างดำเนินการของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  โดยภาพรวม  มีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก  เมื่อเรียงค่าเฉลี่ยแต่ละองค์ประกอบจากมากไปหาน้อย  ได้แก่  กิจกรรมการดำเนินงานของโครงการ  และช่วงเวลาการดำเนินงานโครงการ  ตามลำดับ

           3. ด้านผลผลิตของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  โดยภาพรวม  มีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก  เมื่อเรียงค่าเฉลี่ยแต่ละองค์ประกอบ  จากมากไปหาน้อย  ได้แก่  นักเรียนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี สามารถเข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม  นักเรียนไม่เสพสิ่งเสพติด  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์การประเมินตามหลักสูตรทุกกลุ่มสาระ  นักเรียนเรียนรู้ได้ตามศักยภาพ

 

การประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติด และอบายมุข โดยใช้รูปแบบ การประเมินแบบซิป โมเดล (CIPP Model) : กรณีศึกษาโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่

โพสต์2 ก.ย. 2561 21:23โดยโรงเรียน ชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่


ชื่อเรื่อง     การประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติด และอบายมุข โดยใช้รูปแบบ

   การประเมินแบบซิป โมเดล (CIPP Model) : กรณีศึกษาโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่

ผู้ศึกษา     นายเกียรติศักดิ์  คูณประทุม

ปีที่ศึกษา  2560

บทคัดย่อ

                   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงานและประเมินโครงการ การประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติด และอบายมุข โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิป โมเดล (CIPP Model) : กรณีศึกษาโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 2 คน  ครูผู้รับผิดชอบโครงการ จำนวน 18 คน  คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 9 คน  ผู้แทนนักเรียน จำนวน 60 คน  ผู้แทนผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 60 คน ผู้แทนผู้นำชุมชน จำนวน 10 คน  รวมทั้งสิ้น 159 คน  โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการศึกษาเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)  5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) , ค่าเฉลี่ย      ( ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

                     ผลการศึกษาพบว่า

                 1.  สภาพการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุขของโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่  ในภาพรวมอยู่ในระดับมากทั้ง 5 ด้าน เมื่อพิจารณาในรายด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยสูงสุดลงมา ได้แก่ 1) ด้านการป้องกัน 2) ด้านการเฝ้าระวัง 3) ด้านการค้นหา 4) ด้านการบริหารจัดการ และ 5) ด้านการรักษา ตามลำดับ

                    2.  การประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุขของโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่  ในภาพรวมของแต่ละด้านอยู่ในระดับมากทั้ง 4 ด้าน โดยผู้ประเมินได้ประยุกต์ใช้รูปแบบCIPP Model ในการประเมินเพื่อให้เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน  เมื่อพิจารณาในรายด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยสูงสุดลงมา ได้แก่ 1. ประเมินด้านบริบทของโครงการ (Context Evaluation )    2. ประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ   (Input Evaluation ) 3. ประเมินด้านกระบวนการดำเนินงานของโครงการ (Process Evaluation ) และ 4. การประเมินด้านผลผลิตของโครงการ (Product Evaluation) ตามลำดับ เมื่อพิจารณาในรายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยสูงสุดลงมา มีดังนี้

                        2.1 ด้านบริบท (Context Evaluation )  ในภาพรวมโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่  มีการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุขที่ดี และเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยรายข้อ พบว่า การนำนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันสารเสพติด อบายมุข ของระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาใช้เพื่อดำเนินโครงการได้อย่างเหมาะสม  รองลงมาคือ การนำข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน และเอกสารที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการวางแผนดำเนินงานโครงการได้เหมาะสม

และการนำนโยบาย แผนงาน และการดำเนินโครงการมาใช้ สอดคล้องตามสถานการณ์ปัจจุบัน

                        2.2  ด้านปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation ) ในภาพรวมโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่ มีการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติด และอบายมุขที่ดี และเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยรายข้อ พบว่า ความพร้อมของบุคลากรในการดำเนินงานมีความเหมาะสม โดยบุคลากรมีความรู้ความสามารถเพียงพอ และมีความร่วมมือของบุคลากรในการดำเนินงานได้เป็นอย่างดีรองลงมาคือ การบริหารจัดการโครงการ เน้นการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกส่วน และเน้นการกระจายอำนาจ และงบประมาณ ได้รับความช่วยเหลือ  สนับสนุนจากหน่วยงานราชการ องค์กรและชุมชนอย่างเพียงพอ

                        2.3  ด้านกระบวนการ (Process Evaluation ) ในภาพรวมโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อ

หนองไผ่ มีการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุขที่ดี และเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยรายข้อ พบว่า การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการสถานศึกษามีข้อมูลนักเรียนรายบุคคลมากที่สุด รองลงมาคือ การวางแผนดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาว ซึ่งได้คณะกรรมการมีการประชุม วางแผนการดำเนินงานอย่างเหมาะสม  และการดำเนินงานตามแผน

                        2.4  ด้านผลผลิต (Product Evaluation) โรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่  มีการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติด และอบายมุขที่ดีและเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยรายข้อพบว่า  ด้านความร่วมมือในการดำเนินงานตามโครงการ  โดยโครงการนี้ทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและชุมชน รองลงมาคือ ด้านกิจกรรมในโครงการโรงเรียนสีขาว ซึ่งได้รับความรู้จากกิจกรรมในโครงการนี้สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้  และโรงเรียนเพื่อสอดส่องดูแล และแก้ไขปัญหาสารเสพติดน้อยที่สุด

                     ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การดำเนินงานการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข ของโรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่  ประจำปีการศึกษา 2560  นั้นประสบผลสำเร็จเป็นโครงการที่ตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล และตรงกับความต้องการของชุมชน ทั้งผู้บริหาร ครู ผู้ปกครองนักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้ความร่วมมือร่วมกับทุกเครือข่าย โดยภาพรวมของความพึงพอใจต่อผลการดำเนินโครงการการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข โรงเรียนชุมชนบ้านแก้งคร้อหนองไผ่  อยู่ในระดับมากที่สุด 

เผยแพร่ผลงานรายงานผลการประเมินโครงการพัฒนาผู้เรียนและสังคมสู่ความพอเพียง:การประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา ของโรงเรียนศรีแก้งคร้อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต 2

โพสต์23 ส.ค. 2561 23:39โดยโรงเรียน ศรีแก้งคร้อ   [ อัปเดต 23 ส.ค. 2561 23:46 ]


 
นายประยูร  ศิริคุณ  ตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนศรีแก้งคร้อ  วิทยฐานะชำนาญการ โรงเรียนศรีแก้งคร้อ เผยแพร่ผลงานรายงานผลการประเมินโครงการพัฒนาผู้เรียนและสังคมสู่ความพอเพียง:การประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา ของโรงเรียนศรีแก้งคร้อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต 2

1-10 of 31