วัน ลอยกระทง

การนำทาง

วัน ลอยกระทง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


วันลอยกระทง เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทยส่วนใหญ่ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย หรือเดือนยี่ (เดือนที่ 2) ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา มักจะตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทย ประเพณี ลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

ในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทำ "กระทง" จากวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตบแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ ลงไปใน กระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ (ในพื้นที่ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาพระแม่คงคาด้วย




จาก krabikrabongbodin2.com

เทศกาลลอยกระทงมีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย เป็นราชธานี มีปรากฏหลักฐานในหนังสือเรื่อง

 

" นางนพมาศ" หรือ "ตำหรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์" กล่าวถึงนางนพมาศ ซึ่งมียศเป็นท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระสนมเอก
ของพระร่วงเจ้า (พระเจ้าอรุณกุมาร) เกี่ยวกับเทศกาลนี้ว่า "ในฤดูเดือน ๑๒ เป็นเวลาเสด็จออกประภาสตามแม่น้ำ
ตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน พระอัครมเหสีและพระนางสนมฝ่ายในตามเสด็จในเรือพระที่นั่ง ทอดพระเนตร
การนักขัตฤกษ์ซึ่งราษฎรเล่นในแม่น้ำตามกำหนดปี เมื่อนางนพมาศได้เข้ามารับราชการจึงได้คิดอ่านทำกระทง
ถวายพระเจ้าแผ่นดินเป็นรูปดอกบัวและรูปต่าง ๆ ให้ทรงลอยตามสายน้ำ และคิดคำขับร้องขึ้นถวายพระเจ้าแผ่นดิน
ทรงดำริจัดเรือพระที่นั่งเทียบขนานกันให้กว้างใหญ่ สำหรับสนมฝ่ายในจะได้ตามเสด็จประภาสได้มากกว่าแก่ก่อน

 

การลอยกระทงจะนับว่าเป็นพิธีด้วยหรือไม่นั้น จะทราบได้จากพระราชนิพนธ์ของ พระบาทสมเด็จ

พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เรื่อง พระราชพิธี ๑๒ เดือน ตอนที่ว่าด้วยลอยพระประทีป กล่าวว่า "การลอย
พระประทีป การลอยกระทงนี้ เป็นนักขัตฤกษ์ที่รื่นเริงทั่วไปของชนทั้งปวง ไม่เฉพาะแต่การหลวง แต่จะนับว่าเป็น
พระราชพิธีอย่างใดก็ไม่ได้ ด้วยไม่มีพิธีสงฆ์ พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวข้อง เนื่องในการลอยพระประทีป เว้นแต่จะ
เข้าใจว่าตรงกับเพ็ญเดือน ๑๒ เวลาหน้าน้ำ พญานาคขึ้นมานมัสการรอยพระพุทธบาทแล้วเล่น้ำสนุกที่แม่น้ำ
นัมมทานที"

สภาพปัจจุบันและปัญหาในการลอยกระทง
          กิจกรรมที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน
          ๑.   การทำความสะอาดแม่น้ำ ลำคลอง เช่น ขุด ลอก คูคลอง
          ๒.   การทำบุญให้ทาน
          ๓.   การปฏิบัติธรรม การฟังเทศน์
          ๔.   การประดิษฐ์กระทงใหญ่   กระทงเล็ก
          ๕.   การจัดกิจกรรมการประกวดต่าง ๆ เช่น การประกวด
กระทง   การประกวดนางนพมาศ ประกวดโคมลอย
          ๖.   การจัดขบวนแห่กระทง
          ๗.   การนำกระทงไปลอยในแม่น้ำ
          ๘.   การปล่อยโคมลอย
          ๙.   การจุดดอกไม้ไฟ   ประทัด   หรือพลุ   เพื่อเป็นการ
เฉลิมฉลอง
         ๑๐. การละเล่นรื่นเริง   ตามท้องถิ่นนั้น ๆ 


เมื่อถึงวันลอยกระทงก็จะต้องนึกถึง นางนพมาศ 


นางนพมาศ เป็นธิดาของพระศรีมโหสถกับนางเรวดี


บิดาเป็นพราหมณ์ปุโรหิตในสมัยพระยาเลอไท นางนพมาศได้ถวายตัวเข้ารับราชการในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ในยุคสุโขทัย เป็นที่โปรดปรานจนได้เป็นสนมเอกตำแหน่งท้าวศรีจุฬาลักษณ์

นางนพมาศได้เขียนตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ขึ้น เพื่อเป็นหลักประพฤติปฏิบัติตนในการเข้ารับราชการของนางสนมกำนัลทั้งหลาย


เรื่องนี้แต่งด้วยร้อยแก้วแต่มีคำประพันธ์ลักษณะเป็นกลอนดอกสร้อยแทรกอยู่ บ้าง ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นใหม่ในมัยรัตนโกสินทร์ เพราะภาษาที่ใช้แตกต่างจากภาษาที่ใช้ในวรรณคดีที่แต่งในยุคเดียวกันคือ คือศิลาจารึกหลักที่ 1 และ ไตรภูมิพระร่วง

เนื้อเรื่องในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ กล่าวถึงประเพณีต่างๆ ของไทย

เช่น การประดิษฐ์ พานหมากสองชั้นรับแขกเมือง การประดิษฐ์โคมลอยรูปดอกกระมุท (ดอกบัว) เพื่อใช้ในพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (ลอยกระทง) ซึ่งประเพณีนี้ได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หนังสือนางนพมาศ

และนางนพมาศได้ทำคุณงามความดีเป็นที่โปรดปรานของพระร่วง มีอยู่ 3 ครั้ง ดังนี้

ครั้งที่ 1 เข้าไปถวายตัวอยู่ในวังได้ห้าวัน ก็ถึงพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (ลอยกระทง) นางได้คิดประดิษฐ์โคมลอยรูปดอกกระมุท (ดอกบัว) มีนกเกาะดอกไม้สีสวยๆ ต่างๆ กัน เป็นที่โปรดปรานของพระร่วงมาก
 
ครั้งที่ 2 ในเดือนห้ามีพิธีคเชนทร์ศวสนาน เป็นพิธีชุมนุมข้าราชการทุกหัวเมือง มีเจ้าประเทศราชขึ้นเฝ้าถวายเครื่องราชบรรณาการด้วย ในพิธีนี้พระเจ้าแผ่นดินทรงรับแขกด้วยเครื่องหมากพลู  นางนพมาศได้คิดประดิษฐ์พานหมากสองชั้นร้อยกรองด้วยดอกไม้งดงาม พระร่วงทรงโปรดปรานและรับสั่งว่า ต่อไปผู้ใดจะทำการมงคลก็ดี รับแขกก็ดี  ให้ใช้พานหมากรูปดังนางนพมาศประดิษฐ์ขึ้น ซี่งเป็นต้นเหตุของพานขันหมากเวลาแต่งงาน ซึ่งยังคงใช้จนถึงปัจจุบัน
 
ครั้งที่ 3 นางได้ประดิษฐ์พนมดอกไม้ถวายพระร่วงเจ้าเพื่อใช้บูชาพระรัตนตรัย พระร่วงทรงพอพระทัยในความคิดนั้น ตรัสว่าแต่นี้ต่อไปเวลามีพิธีเข้าพรรษาจะต้องบูชาด้วยพนมดอกไม้กอบัวนี้ 

นางนพมาศเป็นบุคคลที่ได้สมญาว่า "กวีหญิงคนแรกของไทย" ดังเช่นที่เขียนไว้ว่า " ทั้งเป็นสตรี สติปัญญาก็น้อยกว่าบุรุษ แล้วก็ยังอ่อนหย่อนอายุ กำลังจะรักรูปและแต่งกาย ซึ่งอุตสาหะพากเพียร กล่าวเป็นทำเนียบไว้ ทั้งนี้เพื่อหวังจะให้สตรีอันมีประเภทเสมอด้วยตน พึงให้ทราบว่าข้าน้อยนพมาศ กระทำราชกิจในสมเด็จพระร่วยงเจ้ากรุงมหานครสุโขทัย ตั้งจิตคิดสิ่งซึ่งเป็นการควรกับเหตุ ถูกต้องพระราชอัชฌาสัยพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้ปรากฎชื่อแสียงว่าเป็นสตรีนักปราชญ์ ฉลาดในวิชาช่างอยู่ชั่วกัลปาวสาน " 

นี่คือนางนพมาศ สนมเอกของสมเด็จพระร่วงเจ้า



ที่ขาดไม่ได้ในวันลอยกระทง ก็คือ "เพลง รำวงวันลอยกระทง"

 

วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง

เราทั้งหลายชายหญิง

สนุกกันจริง วันลอยกระทง

ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง

ลอยกระทงกันแล้ว

ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง

รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง

บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ

 

วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง

เราทั้งหลายชายหญิง

สนุกกันจริง วันลอยกระทง

ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง

ลอยกระทงกันแล้ว

ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง

รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง

บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ