|
ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ
ราชทินนาม,ประดิษฐไพเราะ นั้นเป็นราชทินนามเก่ามีมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่2 โปรด พระราชทานแต่งตั้งให้
แก่ครูดนตรีไทยผู้มีความสามารถในกระบวนเพลงทั้งการเล่น และแต่งเพลงให้เป็นที่นิยมอย่างดีเด่น ผู้ได้รับ
พระราชทินนามนี้จึงเท่ากับเป็นผู้ต่อชีวิต ให้แก่ดนตรีไทยโดยแท้
ครูดนตรีไทยท่านแรกที่ได้รับพระราชทินนามนี้ คือ พระประดิษฐ์ไพเราะ หรือ ครูมี (แขก) ดุริยางกูรใน
รัชกาลที่2 ครูดนตรีไทยท่านนี้ได้ชื่อว่าเป็นเอกทางปี่ถึงกับมีกล่าวไว้ในกลอนไหว้ครูเสภาว่า "ครูมีแขกคนนี้
เขาดีครัน เป่าทยอยลอยลั่นบรรเลงลือ" เพลงทยอยที่กล่าวถึงนี้คือเพลง"ทยอยเดี่ยว"ซึ่งครูมีเป็นผู้ประดิษฐ์
ทางขึ้นไว้สำหรับเดี่ยวปี่ ตกมาถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังพอหาฟังเพลงนี้ได้เป็นขวัญหูได้อยู่บ้างหากมีบุญพอ เพราะทุกวันนี้ผู้เล่นเพลงนี้ มีให้นับตัวได้น้อยมาก คน
ต่อมาได้เป็นพระประดิษฐไพเราะเช่นกัน คือครูตาด ตาตะนันท์,ครูดนตรีในรัชกาลที่5 ท่านสุดท้ายคือ หลวงประดิษฐไพเราะ (จางวางศร) ได้รับพระ
ราชทานบรรดาศักดิ์ในรัชกาลที่ 6
ครูหลวงประดิษฐไพเราะ นามเดิมว่า ศร เป็นบุตรคนสุดท้ายของนางยิ้ม และครูสิน ศิลปบรรเลง ครูปี่พาทย์ที่มีชื่อเสียงแห่งจังหวัด
สมุทรสงคราม และเคยเป็นศิษย์ของครูมีแขก พระประดิษฐไพเราะมาก่อน ท่านเกิดที่ ตำบลคลองดาวดึงส์ จังหวัดนั้น เมื่ออายุเพียง 5ขวบ
ก็ตีฆ้องวงเป็นเพลงได้โดยไม่มีใครหัดให้ แต่ก็ยังไม่สนใจอย่างจริงจัง กระทั่งเริ่มประทับใจจนรักที่จะเรียนจะหัดเมื่ออายุ11ขวบ ในงาน
โกนจุกตัวเอง บิดาท่านได้จัดเป็นงานใหญ่ มีปี่พาทย์ประชันกันหลายวง ได้เห็นฝีมือความสามารถของนักดนตรีเหล่านั้น และรู้สึกถึงความ
ไพเราะของเพลงขึ้นมาในทันที จึงได้เริ่มหัดกับบิดาด้วยความตั้งใจมาตั้งแต่นั้นและในชั่วเวลาไม่นานนักก็สามารถออกประชันวงกับเขาได้
เช่นกัน
จากการได้ออกแสดงฝีมือนี้เองทำให้ชื่อเสียงของนายศรเป็นที่เลื่องลือในหมู่นักดนตรีมากขึ้นโดยเฉพาะในงานใหญ่ครั้งแรก คือ
งานโกนจุกเจ้าจอมเอบ และเจ้าจอมอบ ธิดาเจ้าพระยาสุรพันธ์ พิสุทธิ์ จังหวัดเพชรบุรี ฝีมือตีระนาดของนายศร ปรากฎให้เห็นอย่างเด่นชัด
คือ การตีได้ "ไหว" คำว่า"ไหว"นี้เป็นภาษาดนตรี โดยเฉพาะระนาดเอก หมายถึงการตีรัวได้อย่างรวดเร็วอย่างยิ่งใครตีได้อย่างนี้จัดได้ว่า
ฝีมืออยู่ในขั้นสูงทีเดียว ครั้งนี้เองที่ทำชื่อให้กับนายศร บุตรครูสินไว้อย่างมาก อีกครั้งหนึ่งที่สำคัญคือการประชันวงในงานคล้ายวันเกิดของ
เจ้าคุณจอม มาดราสำลี พระมารดาสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมมาลมารศรี พระอัครราชเทวี นายศรได้แสดงฝีมือเดี่ยวระนาดเอกเพลงกราว
ในเถา เพลงนี้เป็นเพลงที่ต้องใช้วิธีบรรเลงยากมาก และกินเวลาถึง1ชั่วโมง นายศร บรรเลงได้อย่างดียิ่งเป็นที่พอพระทัยเจ้านาย ที่เสด็จ
มาในงานนั้น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ซึ่งเป็นนักดนตรีฝีพระหัตถ์เยี่ยม ถึงกับพระราชทานรางวัล
เหตุการณ์สำคัญที่ชักนำให้นายศร ได้เข้ามาอยู่ในวังบูรพาภิรมณ์วรเดช เสด็จไปบัญชาการรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุล
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสถ้ำเขางู จังหวัดราชบุรี สมเด็จเจ้าฟ้าฯวังบูรพาองค์นี้ ได้ทราบกิตติศัพท์ของนายศร จึงได้รับสั่งให้หาตัว
เมื่อได้สดับฝีมือของนายศรแล้ว ทรงพอพระทัยมากถึงกับขอตัวจากบิดาท่านให้เข้ามาเป็นมหาดเล็กจนได้เป็นจางวาง คือเป็นใหญ่ใน
บรรดามหาดเล็ก อยู่ในวังบูรพาภิรมณ์ ตั้งแต่เมื่ออายุได้เพียง 19ปี
ระยะอยู่ในวังบูรพาภิรมณ์นี้เอง ที่ชื่อของจางวางศร และวงดนตรีวังบูรพาภิรมณ์เป็นที่ยกย่องกันทั่วไป ทั้งสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยา
ภาณุพันธุวงศ์วรเดชก็ทรงชุบเลี้ยงด้วยพระกรุณาเป็นอย่างยิ่ง ทรงอุปถัมภ์ให้อุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร1พรรษา โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นพระอุปัชฌาชย์ พร้อมทั้ง ทรงพระกรุณาจัดการแต่งงานให้กับ น.ส.โชติ หุราพันธ์ ธิดาพันโทพระประมวลพล
(พันธุ์ หุราพันธุ์) จางวางศรได้ตั้งในปฎิบัติหน้าที่สนองพระกรุณา ด้วยความจงรักภักดีอย่างสุดความสามารถตลอดมา ความสามารถของ
จางวางศรนั้น ไม่จำเพาะเพียงฝีมือการบรรเลงดนตรีไทยได้ทุกเครื่องมือเท่านั้น ท่านยังสามารถในการประดิษฐ์เพลงขึ้นมาใหม่ ตลอดถึง
การปรับปรุงเพลงที่มิอยู่แล้ว ขยายอัตราจังหวะขึ้นเป็นสามชั้น และตัดลงเป็นชั้นเดียว ที่เรียกว่า เพลงเถา ได้อีกด้วย การปรับปรุงเพลง
ประเภทนี้ ท่านได้ทำไว้ถึงร้อยกว่าเพลง และยังนิยมเล่นกันมาจนทุกวันนี้ มีเพลงลาวเสี่ยงเทียน เป็นต้น
โหลดเพลง |






