บทที่ 6 กรณีไทยคมกับ BOI, FTA, Exim Bank
6.1 BOI ตามที่กล่าวหา BOI ว่าช่วยเหลือพิเศษต่อชินแซท ข้อเท็จจริงคือ 6.2 ปกติ BOI ส่งเสริมให้บริษัทไทยและต่างประเทศลงทุนในประเทศในโครงการต่างๆจำนวนมากโดยเหตุผลหลายประการ รวมถึง เพื่อให้แข่งขันต่างประเทศได้ดีขึ้น เพื่อการส่งออก การสร้างรายได้จากต่างประเทศ (เป็นรายได้ที่ไม่ได้มาจากในประเทศอยู่แล้ว) ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือภาษีอื่นๆ และสิทธิพิเศษอื่นๆ 6.3 ปกติบริษัทโทรคมนาคมไทย ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้จาก BOI เพราะไม่ได้สร้างรายได้จากต่างประเทศ 6.4 กรณี BOI ให้การส่งเสริม ดาวเทียมไทยคมของบริษัทชินแซท · ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลของรายได้จากต่างประเทศของ ไทยคม 3 และ ไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) เป็นเวลา 8 ปี (แต่ไม่ยกเว้นภาษีกรณีรายได้จากในประเทศ) เนื่องจากไทยคมมีรายได้ปนกันทั้งจากไทยและต่างประเทศ เป็นการส่งเสริมการลงทุน การส่งออก การแข่งขันบริการดาวเทียมกับต่างประเทศ · รายได้ของไทยคมยังเสียค่าสัมปทานทั้งหมด (ปัจจุบัน 15% ของรายได้ อนาคตเป็น 20-25%) · ไทยคม-3 ได้ BOI ปี 40, ไอพีสตาร์ได้ BOI ตามเหตุผลเดียวกัน ตั้งแต่ปี 46 (จะมีผลในปี 49 เมื่อมีรายได้จากต่างประเทศ ไทยคม1-2 ไม่ได้ BOI เพราะรายได้ต่างประเทศไม่มากพอ (ไม่ใช่ได้ BOI ทุกดวง) · ในสามสี่ปีแรกหลังยิงดาวเทียม จะได้ประโยชน์จากการยกเว้นภาษีน้อย โดยเฉพาะกรณี ไอพีสตาร์ เพราะต้นทุนและค่าเสื่อมสูงมาก ทำให้ยังไม่กำไร ไม่มีภาษีเงินได้อยู่แล้ว และรายได้ส่วนใหญ่มาจากในประเทศ จะได้ประโยชน์เพียงปีหลังๆ 6.5 กรณีตัวอย่าง ดาวเทียมเอเชียแซทของฮ่องกง คู่แข่งรายสำคัญของไทยคมในภูมิภาค · ไม่เสียภาษีจากรายได้นอกประเทศฮ่องกงอยู่แล้ว เป็นมาตรฐาน ไม่ต้องขอยกเว้นหรือส่งเสริมใดๆ · รายได้ในประเทศฮ่องกง เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 17.5% (ของไทยเสีย 30% และต้องเสียทั้งรายได้จากไทยและจากนอกไทย หากไม่ได้ BOI) · ไม่มีค่าสัมปทาน (ไทยคมเสีย 15-25% ของรายได้ ขณะที่หากต่างชาติมาขายในตลาดไทยไม่ต้องเสียค่าสัมปทาน เป็นการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมอยู่ในขณะนี้ และไม่เห็นเป็นการส่งเสริมสมบัติของชาติเลย) · ไม่ต้องยกทรัพย์สินและดาวเทียมให้รัฐ ทำให้ทำธุรกิจง่าย ต้นทุนต่ำกว่า (ไทยคมต้องยกให้รัฐ ดูข้างล่าง) · ฮ่องกงเป็นประเทศปลอดภาษีนำเข้าอุปกรณ์ทุกอย่าง ต้นทุนถูกกว่ามาก (ของไทยเสีย 5%-25%) 6.6 ไทยคมยังต้องยกทรัพย์สินและดาวเทียมให้รัฐ ทำให้ทำธุรกิจยาก ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น เช่น ทรัพย์สินค้ำเงินกู้ผู้เอาประโยชน์การประกันภัย กลายเป็นรัฐ จะขายทรัพย์สินดาวเทียมทำได้ยาก เพราะยกให้รัฐแล้ว ฯลฯ · ไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่ต้องยกทรัพย์สินให้รัฐ (Build -Transfer – Operate: BTO) เป็นทางออกให้เอกชนลงทุนโทรคมนาคม ภายใต้กฏหมายเก่า พรบ องค์การโทรศัพท์2497 และ พรบ การสื่อสาร2519 6.7 ไทยคมเจอต้นทุนแฝงพวกนี้สูงกว่าดาวเทียมต่างชาติมาก การยกเว้นภาษี 8 ปีแค่ช่วยปรับชดเชยต้นทุนแฝงให้ใกล้กันกับคู่แข่งต่างชาติได้บ้าง แต่ยังไม่ดีกว่า (คล้ายกับว่า เสียเปรียบอยู่ 100% เหลือ 50%) ช่วยการแข่งขันได้บ้าง อย่าลืมว่า ดาวเทียมเป็นธุรกิจนานาชาติไร้พรมแดนมาก ยิ่งวันยิ่งเปิดเสรียิ่งขึ้นเรื่อยๆ 6.8 ประเทศไทยมีผู้ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของตนเองน้อยรายมาก ไอพีสตาร์เป็นการฉีกแนวจากที่เคยมีแต่การส่งออกอยู่แต่แถวๆ ข้าวและมันสำปะหลัง ไก่ต้มสุก กุ้งแกะเปลือก หรือแค่ค่าแรงโรงงานรับประกอบวงจรให้ต่างชาติ คำถามคือ ประเทศไทยจะส่งเสริมการพัฒนาและส่งออกสินค้าไฮเทคไหม? 6.9 มาเลเซียมี Multimedia Super Corridor (MSC) ที่ให้ผลประโยชน์ด้านภาษี ที่ดิน ทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) การส่งเสริมการตลาด แรงงาน มีเขตพิเศษ Cyberjaya มีเครือข่ายไอทีและโทรคมพิเศษให้ มีบริษัทชื่อดังของโลกเช่น Microsystems, Microsoft, Shell, NTT & DHL ไปลงทุน ทำวิจัย พัฒนา ผลิต สอน ฯลฯ · ของไทยก็มีการส่งเสริมที่ดี แต่ปัญหาคือการเมืองบ้านเราบ่อนทำลายกันเองมาก โดยปรักปรำไม่เป็นความจริง คนอื่นมุ่งค้าขาย เรามัวแต่ทะเลาะกัน
1. มูลค่าเม็ดเงินที่บริษัทชินแซทเทลไลท์ได้รับการยกเว้นภาษีนี้สูงถึง 16,459 ล้านบาท · มาตรา 31 ของ BOI กำหนดว่า การยกเว้นภาษีเงินได้สูงสุดไม่เกินวงเงินที่ลงทุน คือ 16,549 ล้านบาท ใน 8 ปี เป็นแค่ขอบเขตสูงสุด ไม่ใช่การได้ประโยชน์เม็ดเงินลดภาษีตามจำนวนนั้น ยังไม่รู้อนาคต · ลองคำนวณว่า สมมติอัตรากำไรก่อนภาษี = 20% อัตราภาษี = 30% ของกำไร เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการยกเว้นภาษี 16,459 ล้านบาท แสดงว่าไอพีสตาร์ต้องมียอดขายรวมในช่วง 8 ปี = 2.75 แสนล้านบาท เฉลี่ย 6.9 หมื่นล้านบาท/ปี หากปีที่มีกำไร = 4 ปี · วันนี้ ชินแซทมีรายได้จากดาวเทียมไทยคมทั้งหมดราว 4 พันล้านบาท/ปี นั่นคือรายได้นี้ต้องโตอีก 20 เท่าในไม่กี่ปีข้างหน้า เป็นสถานการณ์สุดขั้ว มีโอกาสเกิดแต่ยากมาก ผู้พูดไม่รู้เรื่องอย่างยิ่งหรือปรักปรำมั่วให้ดูรุนแรง ขอเชิญให้ลองมาทำมาหากิน ค้าขายดูด้วยตัวเอง 2. หนึ่ง การส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอไม่มีผลโน้มน้าวให้เกิดการลงทุนใดๆ เพิ่มขึ้น เพราะบริษัทได้ตัดสินใจลงทุนไปแล้ว · พูดไม่รู้หลักการอย่างยิ่ง เพราะ BOI เป็นเรื่องนโยบายและกฏหมายของประเทศ หากประเทศไทยมีนโยบายดี ก็โน้มน้าวดึงดูดการลงทุนเข้ามามาก จากทั้งไทยและเทศ การให้สิทธิ BOI มีกฏหมาย ระเบียบการ คุณสมบัติ ต่างๆเป็นมาตรฐาน เหมือนการเข้าจดทะเบียนขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ทุกคนมีสิทธิ์ไปขอ หากใครมีคุณสมบัติถูกต้องก็จะได้รับอนุมัติ ไม่ใช่ BOI หรือตลาดหลักทรัพย์เลือกอนุมัติเป็นกรณีตามอำเภอใจ · ลงทุนไปแล้วไปทำให้เข้าคุณสมบัติ ค่อยไปขอ BOI อนุมัติหรือเข้าตลาดก็ได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าต้องได้ BOI อนุมัติหรือ เข้าตลาดก่อนค่อยตัดสินใจลงทุน คนละคอนเซ็ปเลย 3. สอง ดาวเทียมไอพีสตาร์ มีประสิทธิภาพดีกว่าดาวเทียมแบบเดิมถึง 30 เท่า ซึ่งหมายความว่า ไอพีสตาร์สามารถแข่งขันกับคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามากอยู่แล้ว การได้รับการส่งเสริมการลงทุนจึงไม่มีความจำเป็นเลย และ · แปลว่าหากของมันดีไม่ต้องส่งเสริม เพราะขายได้อยู่แล้ว? แสดงว่าปรัชญาคือให้ส่งเสริมของไม่ดี ที่แข่งขันสู้ใครไม่ได้? (เหมือนกับว่า อย่าไปส่งเสริมคนเก่ง ต้องสร้างภาระ แต่ไปอุ้มสนับสนุนคนไม่เก่ง? ควรจะเป็นว่ายิ่งเก่งต้องยิ่งเสริมไหม) · การส่งเสริมที่ได้ เพียงเพื่อทำให้ชดเชยต้นทุนแฝง เมื่อเทียบกับต่างชาติ ไม่เกี่ยวกับว่าถูกกว่าอยู่แล้ว ขายได้อยู่แล้ว · ดาวเทียมไอพีสตาร์มีปริมาณช่องสัญญาณมากขึ้น 20 เท่าของดาวเทียมปัจจุบัน แต่เงินลงทุนก็ใช้มากขึ้นมาก (1.6 หมื่นล้านเป็นเพียงเงินลงทุนขั้นต้น) ผลคือ ทำให้ต้นทุนดิบต่ำกว่าของเดิมราว 5-10 เท่าแล้วแต่การใช้งาน ไม่ใช่ 30 เท่า · การที่มีปริมาณช่องสัญญาณมาก (1) ก็ต้องใช้เวลาขายนานกว่าจะใช้งานเต็ม ก็ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยจริงสูงขึ้น เพราะมีส่วนที่ยังขายไม่ได้ ไม่ก่อรายได้อีกพักใหญ่ บางพื้นที่อาจขายไม่ได้ (2) เพื่อขายให้ได้มากๆเร็วๆ ก็ต้องขายถูกลง (หลักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป ราคาลด คนซื้อเพิ่ม) ส่วนต่างกำไรลด · ดาวเทียมไอพีสตาร์ให้บริการบอร์ดแบนด์ (1) ต้องไปแข่งกับสายภาคพื้นดินเช่น เอดีเอสแอล (ADSL) ซึ่งมีราคาถูก ราว 500-1000 บาทต่อเดือน ราคาจึงต้องต่ำมากใกล้กับ ADSL ไม่ใช่แข่งแค่ดาวเทียมกันเอง (2) ไม่ใช่แค่ให้เช่าช่องสัญญาณ แต่ต้องลงทุนอุปกรณ์ลูกข่ายด้วย ซึ่งต้องลงอีกหลายหมื่นล้านบาท กว่าจะได้มาซึ่งรายได้ อาจต้องใช้พันธมิตรในแต่ละประเทศช่วยลงทุน (จะต้องมีการติดตั้งอุปกรณ์ลูกข่ายราว 1 ล้านชุด ชุดละราว 3-4 หมื่นบาท) 4. สาม ผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนคือผู้ใช้ต่างชาติ และผู้ถือหุ้นเท่านั้น โดยประชาชนไทยไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด · การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดาวเทียม เป็นลักษณะ “การประหยัดจากขนาด” (Economies of Scale) ซึ่งยิ่งมีขนาดใหญ่ ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งต่ำลง เป็นหลักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปในการพัฒนาสินค้า แข่งขันและให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภค การที่ไอพีสตาร์มีขนาดใหญ่ การที่ต่างชาติใช้มาก ก็จะทำให้ส่วนที่คนไทยใช้ถูกลงไปด้วย เพราะต้นทุนจะไปถัวเฉลี่ยกันทั้งหมดในปริมาณที่ใหญ่กว่ามาก (ไทย ~ 10% ต่างชาติ 90% เป็นกรณี ต่างชาติอุ้มไทย ไม่ใช่ไทยอุ้มต่างชาติ) · BOI ยกเว้นภาษีเงินได้ไปหลายแสนล้านบาท ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา ให้กับบริษัทไทยและเทศเป็นพันๆบริษัท เป็นผลให้เกิดการลงทุน จ้างงานคนและบริษัทท้องถิ่น สร้างรายได้ภาษีต่างๆมากมาย เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลายล้านๆบาท ผู้พูดจบวิชาอะไรมา เศรษฐศาสตร์หรือไม่ ถึงพูดได้ผิดประเด็นเช่นนี้ สรุป นายสมเกียรติ หากไม่รู้เรื่องโดยสุจริตใจ ก็บิดเบือนปรักปรำอย่างยิ่ง ไม่ควรเป็นนักวิชาการนักโจมตีทางการเมืองเช่นนี้ และนี่คือตัวอย่างของการโจมตีแบบบิดเบือนปรักปรำสุดโต่งอีกจำนวนมากในสังคมของเราตอนนี้ ที่อาศัยกระแส อ้างสิทธิสื่อและเสรีภาพในการพูด โดยไม่รับผิดชอบต่อความถูกต้องของเนื้อหา และการหมิ่นประมาทละเมิดสิทธิผู้อื่น และฉวยโอกาสความซับซ้อนของเนื้อหาที่เข้าใจยากสำหรับประชาชน กลายเป็นเข้าใจผิดว่าโกงไปกันใหญ่ นำประเทศสู่วิกฤตทางการเมืองอย่างตอนนี้ 6.10FTA ตามที่กล่าวหาว่า รัฐบาลไทยเจรจา FTA เพื่อช่วยชินแซท ข้อเท็จจริงคือ 6.11จนบัดนี้ ชินแซทยังไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆเป็นกรณีพิเศษจาก FTA ของรัฐบาลไทย · เช่น ในปี 2548 ยอดขายของชินแซทในออสเตรเลียมีน้อยกว่า 1 ล้านเหรียญ (40 ล้านบาท) จากยอดรวมกว่า 4,000 ล้านบาท (~1%) น้อยมาก ทั้งที่มี FTA ตั้งแต่ 46 เพราะไม่มีสิทธิพิเศษต่อชินแซทดังที่กล่าวหา
6.12อ่านเผินๆดูเหมือนช่วยอะไรพิเศษ ข้อเท็จจริงคือ ออสเตรเลียไม่เคยจำกัดโควตาบริการดาวเทียมและมือถือกับประเทศใดอยู่แล้ว และไม่ได้พูดเจาะจงว่าการไม่จำกัดโควตานี้ทำให้ไทย · บริษัท Optus และ Vodafone มีต่างชาติถือหุ้น100% การบอกไม่จำกัดโควตาให้ไทยไม่มีประโยชน์อันใด เพราะให้ต่างชาติถือหุ้นได้เต็มที่ตามสะดวกอยู่แล้วและต้องไปเจรจาเอาเอง · รัฐบาลออสเตรเลียเป็นเจ้าของ Telstra การกล่าวถึงนี้ ออสเตรเลียไม่ได้เสนออะไรพิเศษแก่ไทยเลย · บริษัททั้งสามมีมูลค่ามหาศาล เช่น Telstra มีมูลค่าในตลาดราว 2.8 ล้านล้านบาท ใหญ่เกินกว่าที่บริษัทไทยจะไปซื้อหรือลงทุนใน Telstra (เอไอเอสของไทยใหญ่สุดแล้ว ราวสามแสนล้านบาท เล็กกว่ามาก) · ที่มีรายการนี้ปรากฏใน FTA ทั้งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไทย เพราะปกติฝ่ายประเทศคู่เจรจาจะขึ้นรายการที่เขาเปิดเสรีอยู่แล้วมาเป็นรายการแรกๆ (ให้กับทุกประเทศที่เจรจาด้วย) เพื่อให้ดูเหมือนยอมให้เรามาก เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปิดรับการค้าและลงทุนโทรคมนาคมจากต่างชาติ 100% อยู่แล้ว 6.13EXIM BANK ตามที่กล่าวหาว่า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของไทย (Exim Bank) ช่วยเหลือชินแซทโดยให้เงินพม่าเพื่อซื้อของจากชินแซท ข้อเท็จจริงคือ · พม่าซื้อบริการดาวเทียมไทยคมและอุปกรณ์ตั้งแต่ปี 2541 (ตั้งแต่ก่อนรัฐบาลนี้) ทั้งโทรคมนาคมและโทรทัศน์ เกือบทั้งหมดและใช้เทคโนโลยีไอพีสตาร์รุ่นแรกตั้งแต่ปี 2546 โดยไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลไทย · ปี 2546 รัฐบาล กัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนามลงนามร่วมมือกันเรียกว่า “ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แม่น้ำอิรวดี - เจ้าพระยา – แม่โขง” หรือ ACMECS (Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy) ของกระทรวงต่างประเทศไทย โดยไทยมีการให้ความช่วยเหลือเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 3% แบบรัฐต่อรัฐ (G2G Soft Loan) แก่ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศละราว 100 ล้านเหรียญ ในการซื้อสินค้าจากไทย · บริษัทโทรคมนาคมของรัฐบาลพม่าได้เปิดประมูลจัดซื้อระบบไฟเบอร์ราว 6 ล้านเหรียญ และอุปกรณ์ดาวเทียมราว 9.5 ล้านเหรียญ (ในที่สุดเลือกไอพีสตาร์) โดยเลือกที่จะใช้เงินกู้นี้เพื่อชำระ (พม่าเป็นผู้ซื้อเป็นผู้เลือกวิธีจ่าย ในอดีตที่ใช้ไทยคมจ่ายจากงบประมาณของรัฐบาลเอง) · ลาว เขมร ซื้อไทยคมและไอพีสตาร์ ตั้งแต่ปี 2537-2538 ถึงบัดนี้ โดยไม่เคยใช้เงินกู้ของไทยเพื่อชำระ 6.14ปกติ EXIM Bank มีภารกิจหลักในการสนับสนุนผู้ขายส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ด้วยการให้เงินกู้แก่ผู้ซื้อที่มีเครดิต ถึงแม้จะเป็นเอกชน (ไม่ใช่ภารกิจเอื้อแต่ชินแซท และยิ่งต้องสนับสนุนผู้ซื้อที่เป็นรัฐ) · เช่นกรณีชินแซทซื้อดาวเทียมและบริการยิง ไทยคม 1, 2, 3, 4, 5 ก็มี EXIM Bank ของสหรัฐและฝรั่งเศส ให้เงินกู้รวมกว่า 4 หมื่นล้านบาท · กรณีพม่า ในปี 2538 รัฐบาลไทยสมัยนายกบรรหาร เคยให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 120 ล้านเหรียญสหรัฐ (3,000 ล้านบาท ค่าเงินสมัยนั้น เท่ากับ 4,000 ล้านบาท ในปัจจุบัน) เพื่อช่วยรัฐบาลพม่าในการจ่ายเงินค่าก่อสร้างสนามบินมันดะเลให้บริษัทอิตัลไทย เป็นเรื่องปกติของการช่วยเหลือการเงินแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) และส่งเสริมผู้ขายหรือบริษัทในประเทศในการค้าขายต่างประเทศ · ปกติ พม่า ลาว เขมร ซื้อสินค้าจากต่างประเทศ โดยรัฐบาลประเทศผู้ขายให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเป็นจำนวนมาก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ของไทยยังน้อย ด้อยในแง่การแข่งขัน (ของไทยคมเพิ่งเคยได้ที่พม่า) · กรณีเงินกู้ 3 ประเทศ 12,000 ล้านบาทในครั้งนี้ มีส่วนที่พม่าใช้ซื้อไอพีสตาร์ 380 ล้านบาท หรือเพียง 3% 6.15สรุป ปกติเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ควรช่วยบริษัทไทย ที่ผ่านมาตั้งป้อมกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นประเด็นการเมืองแต่ต้น ช่วยน้อยมาก แต่ตอนนี้กลับมาอ้างสมบัติของชาติอีก
6.16สรุป: แต่ละหน่วยงานมีภารกิจ ต้องทำตามภารกิจ สังคมต้องเข้าใจในภารกิจเหล่านี้ · BOI ใช้มาตรการจูงใจด้านภาษีให้บริษัทไทยเทศ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในไทย · Exim Bank ใช้มาตรการด้านเงินกู้ให้บริษัทไทยผู้ส่งออก เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้า · SME Bank ใช้มาตรการด้านเงินกู้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยไทย เพื่อส่งเสริมให้สร้างงาน จ้างแรงงาน · G2G Soft Loan ใช้มาตรการด้านเงินกู้ให้รัฐบาลต่างชาติซื้อสินค้าจากผู้ขายไทย เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้า และการเมือง 6.17สรุป: นโยบายส่งเสริมของรัฐจะไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ต้องขอก่อนค่อยทำ ทำก่อนค่อยขอก็ได้ · SET: หากคุณสมบัติบริษัทเข้าข่ายและเหมาะสม เมื่อไปขอเข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็จะได้รับอนุมัติ · BOI: หากคุณสมบัติบริษัทเข้าข่ายและเหมาะสม เมื่อไปขอส่งเสริม ก็จะได้รับอนุมัติ · G2G Soft Loan: หากคุณสมบัติรายการซื้อสินค้าเข้าข่ายและเหมาะสม เมื่อรัฐบาลต่างชาติที่ไทยมีข้อตกลงเงินกู้ ยื่นรายการซื้อสินค้าเพื่อใช้วงเงินกู้ ก็จะได้รับอนุมัติ |
|