Chapter3
คำอธิบาย กรณีขายหุ้นชินคอร์ป บทที่ 3 (ต่างชาติถือหุ้นใหญ่)

3         การมีต่างชาติถือหุ้นใหญ่ในบริษัทโทรคมนาคม

3.1    ครอบครัวดร.ทักษิณขายหุ้นชินคอร์ปที่ตนเป็นเจ้าของ 49% ให้กองทุนเทมาเสกและพันธมิตร

·        ไม่ใช่การขายทั้งบริษัท 100% เพราะที่เหลือเป็นของผู้ถือหุ้นอื่น

·        ไม่ใช่การขายตัวสัมปทาน, ความถี่, เครือข่าย, หรือหุ้นของบริษัทสัมปทานผู้ให้บริการมือถือ ดาวเทียม ทีวี

3.2    ชินคอร์ปถือหุ้นในเอไอเอส 43% ในชินแซทเทลไลท์ 41% ในไอทีวี 53%

·        ดังนั้น ถือได้ว่าเทมาเสก (ผ่านการถือหุ้น49% ในชินคอร์ป) มีความเป็นเจ้าของ เอไอเอส 21% ชินแซทเทลไลท์ 20% ไอทีวี 26% (หากเอาของสิงเทลที่ถือหุ้นเอไอเอส 21% บวกกับส่วนที่เทมาเสกถือผ่านชินคอร์ปอีก 21% ก็จะมีต่างชาติถือหุ้นเอไอเอสรวม 42%) ทั้งหมดไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ถือว่าปกติ

3.3    การที่กองทุนเทมาเสกและพันธมิตรซื้อหุ้นชินคอร์ป และมีการทำการตรวจสอบประเมินมูลค่า (Due Diligence) ชินคอร์ป รวมถึง เอไอเอส ชินแซทเทลไลท์ และไอทีวี ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ บริษัทเหล่านี้ไม่ต้องให้รายละเอียดเครือข่ายที่เป็นความลับใดๆ ของทั้งตนเองและผู้ใช้บริการแก่ผู้ถือหุ้นชินคอร์ปแต่อย่างใด

3.4    สิงเทล หนึ่งในบริษัทลูกของเทมาเสก ถือหุ้นในบริษัทโทรคมนาคมทั่วภูมิภาคจำนวนมาก เช่น

·        ถือหุ้น 100% ใน Optus บริษัทดาวเทียมหนึ่งเดียวและบริษัทมือถืออันดับสองของออสเตรเลีย, ถือหุ้น 21% ในเอไอเอส บริษัทมือถืออันดับหนึ่งของไทย, ถือหุ้น 30% ใน Bharti บริษัทมือถืออันดับหนึ่งของอินเดีย, ถือหุ้น 44% ในบริษัท Globe บริษัทมือถืออันดับสองของฟิลิปปินส์, ถือหุ้น 35% ใน Telkomcel บริษัทมือถือ โทรศัพท์ และดาวเทียมอันดับหนึ่งของรัฐบาลอินโดนีเซีย, ถือหุ้น 20% ในบริษัท Apt Satellite บริษัทดาวเทียมอันดับสองของจีน

·      ขณะที่ บริษัทสิงคโปร์เทคโนโลยี บริษัทลูก 100%ของเทมาเสก ถือหุ้น 42% ใน Indosat บริษัทมือถือ โทรศัพท์ และดาวเทียม อันดับสองของรัฐบาลอินโดนีเซีย

3.5    ประเทศอาเชียนเพื่อนบ้านเหล่านี้ ไม่ประท้วงการขายชาติหรือการขายสมบัติของชาติ ไม่ใช่เพราะโง่กว่าเราและเราฉลาดกว่า ที่เป็นชาตินิยม ปกป้องกีดกันการลงทุนจากต่างประเทศ

·        การลงทุนโทรคมนาคมโดยทุนต่างชาติ สะท้อนถึงโลกาภิวัฒน์ในการเปิดเสรีโทรคมนาคม เป็นไปทั่วโลกอย่างรุนแรง เช่น บริษัทแม่ Vodafone แห่งอังกฤษ ถือหุ้นเกือบ 100% ในVodafone ญี่ปุ่น บริษัทมือถืออันดับสามของญี่ปุ่น, เทเลนอร์ ถือหุ้นใหญ่เกือบ 100% ในดีแทค บริษัทมือถืออันดับสองของไทย และ 61% ใน Digi บริษัทมือถืออันดับสองของมาเลเซีย, ชินแซทของไทยเองก็ถือหุ้น 50% ในบริษัทลาวโทรคมนาคม ซึ่งให้บริการโทรคมนาคมเต็มรูปแบบอันดับหนึ่งของรัฐบาลลาว

3.6    การมีต่างชาติถือหุ้นและร่วมบริหารในบริษัทโทรคมนาคมไทย ไม่กระทบหรือมีประเด็นความมั่นคงของชาติ เพราะใบอนุญาตและผู้ให้บริการโทรคมนาคมล้วนอยู่ภายใต้กฏหมายไทยและเป็นเครือข่ายติดอยู่ในประเทศ (ถอดเครือข่ายออกไปไม่ได้)

·        ผู้ให้บริการต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบและนโยบายของกระทรวงไอซีที, กทช (ซึ่งมีอำนาจถอดถอนใบอนุญาตได้หากละเมิดกฏหมาย), หน่วยราชการอื่นๆ (ตลาดหลักทรัพย์ กระทรวงพาณิชย์ สรรพากร, ฯลฯ) ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีปัญหาที่ควบคุมไม่ได้ (ข้อสังเกตุ: หน่วยงานกำกับดูแลเช่น กทช มีแนวโน้มจะมีปัญหาในการกำกับดูแลบริษัทโทรคมนาคมไทยขนาดเล็ก (เช่น กรณีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ท วิทยุชุมชน ที่บางรายอาจดื้อมากหรือมีอิทธิพล) มากกว่าการกำกับดูแลบริษัทใหญ่ที่มีต่างชาติถือหุ้น ฯลฯ)

·        ปัจจุบันเป็นระบบ ยกทรัพย์สินให้ทางราชการ” (BTO: Build Operate Transfer) ผู้ให้บริการเป็นผู้ลงทุน แต่ได้เพียงสิทธิในการบริหารเครือข่ายเพื่อหารายได้ (ในอนาคตเป็นระบบใบอนุญาต ไม่มีการยกทรัพย์สินให้ทางราชการ)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ ….. มีสาระสำคัญดังนี้

5. การกำกับดูแลและมาตรการบังคับผู้รับใบอนุญาต

กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจตรวจสอบการประกอบกิจการโทรคมนาคมของผู้รับใบอนุญาตได้ และในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ คณะกรรมการอาจเข้าครอบครองและใช้อุปกรณ์ของผู้รับใบอนุญาตหรือจะสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้

ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ตามร่างพระราชบัญญัตินี้ ให้เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติมีอำนาจสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้อง ถ้ายังฝ่าฝืนอีกให้กำหนดค่าปรับทางปกครองได้ และถ้ายังฝ่าฝืนอีกให้คณะกรรมการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต ส่วนกรณีที่มีการกระทำร้ายแรงนั้น ให้มีโทษทางอาญาด้วย      จากการประชุม ครม วันที่ 14 มีนาคม 2543 นายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ

3.7    ดังนั้น ประเทศไทยต้องแยกเรื่อง เงินลงทุนและผู้ถือหุ้นออกจาก บริษัทและใบอนุญาต

·        เงินทุนเคลื่อนไหวเร็ว เสรี ไม่มีพรมแดน โทรคมนาคมลงทุนสูง ต้องส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ

·        ต้องหลีกเลี่ยงลัทธิปกป้องหรือกีดกันการค้า มิเช่นนั้นต่างชาติไม่มาลงทุนและจะกีดกันกลับ

·        หากบริษัทโทรคมนาคมไทยกู้ยืมเงินจากธนาคารต่างชาติ ก็เสมือนต่างชาติเป็นเจ้าหนี้เจ้าของทางอ้อมอยู่ดี

·        ในอนาคต จะต้องมีการลงทุนเทคโนโลยีโทรคมนาคมใหม่เพื่อให้ทันกับการพัฒนา เช่น บรอดแบนด์ โทรศัพท์มือถือยุคที่ 3 ซึ่งจะต้องมีการลงทุนเพิ่มอีกหลายแสนล้านบาท ทุนไทยมีข้อจำกัดอย่างแน่นอน

3.8    ประเทศไทยมีพันธสัญญาต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ตั้งแต่ปี 2538 ในเรื่องการเปิดเสรีโทรคมนาคม ภายในปี 2549 ต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่ทางเลือก มิเช่นนั้นจะมีปัญหาการค้ากับทั่วโลก

3.9    ปัจจุบัน ต่างชาติมีส่วนแบ่งการตลาดและความเป็นเจ้าของสูงมากในอุตสาหกรรมที่ดูเหมือนมีผลต่อความมั่นคงของไทย เช่นน้ำมัน ธนาคาร แต่ภาครัฐก็สามารถกำกับดูแลได้ดี 

กรณีดาวเทียมไทยคม:

3.10การใช้วงโคจรที่ได้รับสิทธิจากสหประชาชาติ (UN) และ ITU ต้องทำตามกฏนานาชาติ เป็นเรื่องสากล เพราะดาวเทียมมีพื้นที่บริการครอบคลุมหลายประเทศ รัฐบาลไทยก็เพียงได้สิทธิ์วงโคจรดาวเทียมที่ประสานงานกับชาติอื่นผ่านแล้ว ไม่ใช่เจ้าของโดยสมบูรณ์ จากนั้นจึงมอบหมายให้บริษัทส่งดาวเทียมขึ้นไปให้บริการมีกำหนดเวลาตามอายุดาวเทียม

·        ไม่ใช่เรื่องที่แต่ละประเทศทำตามใจได้ การให้บริการต้องเป็นสากล เป็นกลางและเน้นธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ อิงการเมืองไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้แต่ละประเทศอนุญาตให้ใช้ดาวเทียมของประเทศอื่นๆได้โดยไม่กีดกันอ้างเรื่องความมั่นคง หากฝั่งไทยอ้างหรือเน้นเรื่องความมั่นคงภายในหรือเรื่องชาตินิยมกันมาก ก็เท่ากับไปป่าวร้องให้ชาติอื่นห่วงเรื่องนี้ เกิดกีดกันระหว่างประเทศ ไปกันใหญ่

3.11ปัจจุบันดาวเทียมไทยคมมีลูกค้าและรายได้จากต่างประเทศ กว่า 60% และเมื่อไอพีสตาร์และไทยคม 5 ให้บริการเต็มรูปแบบ จะมีลูกค้าและรายได้จากต่างประเทศกว่า 95% จึงต้องเป็นสากลและเป็นกลางอย่างยิ่ง

·        ดาวเทียม ปาลาปาของรัฐบาลอินโดนีเซีย แอ็ปสตาร์ของฮ่องกงจีน อ็อปตัสของออสเตรเลีย ล้วนมีผู้ถือหุ้นต่างชาติสัดส่วนสูงมาก มีส่วนร่วมในการบริหารสูง ในอนาคตไทยคมก็จะมีบริษัทลูกในหลายประเทศ

3.12การที่อ้างประเด็นการขายสมบัติของชาติ ที่ผ่านมารัฐบาลส่งเสริมบริษัทโทรคมนาคมไทยอย่างไร?

·        มีการเก็บภาษีสองต่อ ทั้งภาษีเงินได้และค่าสัมปทาน (ต่อมาเรียกบางส่วนเป็นภาษีสรรพสามิตด้วย) ราวกับเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ที่มาเลเซียมีการให้สถานะ MSC (Multimedia Super Corridor) ให้สิทธิประโยชน์หลายอย่าง บ้านเรารัฐบาลให้อะไร?

·        สัมปทานมือถือและดาวเทียมเดิม ต้องโอนทรัพย์สินเป็นของรัฐ ทำให้การบริหารงานและการกู้เงินซับซ้อนมาก ต้นทุนสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

·        รัฐก็กำกับดูแลการแข่งขันให้เหมาะสมไม่ได้ ทำให้บริการมือถือไทยแข่งขันรุนแรงมาก จัดได้ว่าถูกที่สุดในโลก (การแข่งขันมากไปไม่ใช่ว่าดี แข่งกันเจ๊ง ลงทุนซ้ำซ้อนเสียเงินตราต่างประเทศมาก)

·        เช่นกรณีโทรทั่วไทย 1 ชั่วโมง จ่าย 1 นาที (หากจ่าย 2 บาท/นาที เท่ากับ นาทีละ 3.3 สตางค์ ที่อเมริกา นาทีละ 15 เซ็นต์ เท่ากับ 6 บาท มากกว่าบ้านเรา 181 เท่า, ที่ออสเตรเลีย นาทีละ 25 เซ็นต์ เท่ากับ 6.25 บาท/นาที มากกว่าบ้านเรา 189 เท่า, ที่จีน นาทีละ 50 เซ็นต์หยวน จ่ายทั้งผู้โทรออกและรับเข้า เท่ากับ 5 บาท/นาที มากกว่าบ้านเรา 151 เท่า ทั้งหมดนี้แค่โทรในเมืองเดียวกัน ทั่วประเทศแพงกว่านี้มาก) ขณะที่ต้นทุนอุปกรณ์และการเงินของเราแพงกว่า มีแค่บริหารต้นทุนและค่าแรงได้ต่ำกว่าเท่านั้น

3.13กรณี ยูคอม ดีแทค ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่อันดับสองของไทย

·        ปลายปี 48 ตระกูลเบญจรงคกุล ได้ขายหุ้นอย่างซับซ้อน รวมถึงการใช้ตัวแทนนอมินีด้วย ทำให้ต่างชาติ(บริษัทเทเลนอร์ เจ้าของใหญ่คือรัฐบาลนอร์เวย์) เป็นเจ้าของดีแทคเกือบทั้งหมด 100% (มากกว่ากรณีชินคอร์ปมาก) ไม่มีภาษีจากการขายหุ้นเช่นกัน มีการถือหุ้นทางอ้อมผ่านตัวแทน

·        หากกรณีชินคอร์ปไม่ถูกต้อง กรณียูคอมดีแทคก็เหมือนกัน ทำไมผู้ประท้วงกรณีชินคอร์ปไม่ประท้วงกรณียูคอมดีแทค เป็นแค่เกมการโจมตีการเมือง (ไม่ได้ต้องการกระทบดีแทค เพียงไม่ต้องการการเมืองสกปรก)

·        7 ปีก่อน นายสนธิทำโครงการดาวเทียมลาวสตาร์ลงทุนแล้วเจ๊งไปหลายพันล้านบาท ให้ยูคอมซื้ออุ้มบริษัทไป เป็นเหตุให้เลือกปฏิบัติในการโจมตีกล่าวหา?

3.14กรณีนายสนธิทำโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง ASTV แพร่ภาพในไทยโดยใช้ดาวเทียมต่างชาติ (New Sky Network) ผิดกฏหมายไทย สองกรณี

·        การใช้ดาวเทียมต่างชาติที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้บริการได้ในไทยโดย กทช

·        การออกอากาศแพร่ภาพโทรทัศน์ในประเทศไทย โดยไม่มีใบอนุญาต อาศัยช่องโหว่ที่ทางราชการยังไม่มีมาตรการจัดการกับช่องโทรทัศน์ไทยผ่านดาวเทียมอย่างผิดกฏหมาย

·        อาศัยอิทธิพลม็อบ อ้างสิทธิสื่อมวลชน และอ้างว่ารัฐปิดกั้นสื่อ ทั้งที่สื่อไทยโจมตีรัฐบาลได้ทุกรูปแบบ

3.15กรณีนายสนธิทำธุรกิจดาวเทียมลาวสตาร์  ในนามบริษัท  ABCN (Asia Broadcasting & Communications Ltd)

·        นายสนธิขอสัมปทานและร่วมทุนกับรัฐบาลลาว ตั้งเป้าขายตลาด ไทย ไต้หวัน จีน อินเดีย

·        พยายามที่จะฝ่าฝืนกฏหมายไทยเพื่อขายช่องสัญญาณ และทำโทรทัศน์บอกรับสมาชิกในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ เล็งที่จะแข่งกับดาวเทียมไทยคมและUBC

·        แต่หลังลงทุนไปหลายพันล้านบาท ก็ล้มละลายและต้องเลิกไป คงยังเจ็บใจที่ทำแล้วเจ๊ง?

3.16ทั้งหมดนี้ นายสนธิได้ช่วยส่งเสริมความมั่นคงของชาติและการไม่ขายชาติตรงไหน ในการร่วมมือกับต่างชาติเพื่อทำสื่อข้ามประเทศเข้ามาประเทศไทยอย่างผิดกฏหมาย

3.17นายสนธิยังผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรค 1 ทั้ง 4 ประเด็น เพราะ (1) พยายามล้มรัฐบาล (2) หมิ่นประมาทและละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอื่น (3) ก่อม็อบ และ (4) เนื้อหาหยาบคาย

·        บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อ (1) รักษาความมั่นคงของรัฐ (2) เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น (3) เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือ (4) เพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน