Web Board

SCSU

Link

เมื่อธรรมะมารวมกับทำเว็บ !?! 
 
เพียวเสด ม.เกษตร 
 
WSCSD 
 
ARTS.SU

SCSU Banner

 SCSU

กิจกรรมล่าสุดของไซต์

Counter

Free web stats

SCSU

สังคมยั่งยืนแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร
 
คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์
อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
73000
-------------------------------
SCSU
 
Faculty of Arts
Silpakorn University
Sanamchan Palace Campus
Maung, Nakorn Pathom
73000 Thailand

Yes Switz Diary Vol.3

โพสต์‎‎5 ก.พ. 2552, 19:36‎‎โดยSCSU Thailand   [ อัปเดต ‎‎5 ก.พ. 2552, 20:20‎‎ ]

ตอน วันแรกของการเริ่มต้นคอร์ส Hiking และGame name ของมิเชลล์

 

                โรงแรม Alpenblick ที่ใช้เป็นที่พักและที่เรียนของพวกเราชาว YES ในเดือนสิงหาคม ปี 2008 เป็นโรงแรมที่มีความเก่าแก่หลายสิบปี ตัวโรงแรมตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆใกล้ๆกับสถานีรถเคเบิลคา ด้วยความสูงเพียง 5 ชั้นของโรงแรมจุดเด่นจึงไม่ได้อยู่ที่ความใหญ่โตหากแต่อยู่ที่การตกแต่งภายใน เฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ เช่น เปียโน เครื่องพิมพ์ดีด เตาผิงและภาพเขียนสีน้ำมันตาม       ฝาผนัง ทั้งหมดเป็นมรดกตกทอดมาก่อนการปรับปรุงโรงแรมครั้งใหญ่และทำให้บรรยากาศที่นี่เป็นไปอย่างเรียบง่ายแต่ดูคลาสสิกมีสไตล์ 
 
                หลังอาหารเช้าผมและเพื่อนๆ เดินเข้าห้องสัมมนาที่ชั้น 2 ของโรงแรม ในเวลา 9 โมงเช้า ห้องนี้จะถูกใช้เป็นห้องเรียนตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ภายในห้องมีอุปกรณ์ทันสมัยที่จำเป็นต่อการศึกษาติดตั้งไว้อย่างครบครัน บนโต๊ะไม้ที่ตั้งกระจายไปทั่วทั้งห้องมีแฟ้มสีเขียววางไว้โต๊ะละ 6 แฟ้มตามจำนวนที่กำหนดไว้ให้นั่งตามกลุ่ม ผมเปิดดูจึงรู้ว่าเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับรายละเอียดของโครงการเช่น ตารางกิจกรรมของแต่ละวัน รายชื่อของผู้เข้าร่วมโครงการ แนวความคิดของการศึกษาเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการทำ case study
 
                หลังจากทุกคนแยกย้ายกันนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว กิจกรรมแรกก็เริ่มต้นขึ้นโดยการแจกกระดาษให้วาดรูปอะไรก็ได้ที่เราอยากจะนำเสนอให้เพื่อนๆคนอื่นได้รู้ จากนั้นก็จะออกไปแนะนำตัวหน้าชั้นเรียน รวมทั้งอธิบายความหมายของรูปดังกล่าว แล้วให้นำหมุดไปปักลงบนแผนที่โลกเพื่อแสดงว่าตนเองมาจากประเทศและทวีปใด
 
                ผมฟังคำสั่งจาก Dr.Cluad เสร็จก็นั่งบื้ออยู่สักพักไม่ได้เป็นเพราะไม่รู้จะวาดอะไรแต่เป็นเพราะกำลังนึกต่อไปว่ารูปที่เราจะวาดไปนั้นถ้ายากเกินไปจะสามารถอธิบายเป็นภาษาอังกฤษได้หรือไม่ สุดท้ายผมก็เลยวาดรูปองค์พระปฐมเจดีย์ลงไปบนกระดาษ อาจเป็นเพราะอารมณ์คิดถึงมหาวิทยาลัยและก็เพื่อนๆก็เป็นได้ จากนั้นผมก็ออกไปแนะนำตัวและบอกกับทุกคนว่านี้คือสัญลักษณ์ของเมืองที่มหาวิทยาลัยของผมตั้งอยู่ แล้วก็หยิบหมุดสีแดงไปปักลงบนแผนที่โลกตรงตำแหน่งที่ประเทศไทยตั้งอยู่
 
                ในกิจกรรมนี้คนที่ดูจะเรียกความสนใจจากเพื่อนๆร่วมชั้นได้มากที่สุดเห็นจะเป็น Tony จาก ­USA หมอนี่ท่าทางจะอายุประมาณ 30 หรือมากกว่านั้นเล็กน้อย สิ่งที่ทำให้คนอื่นสนใจก็คือ Tony เขียนชื่อของตัวเองย้อนจากข้างหลังไปข้างหน้า คือ Y-not และบอกกับเพื่อนๆทุกคนว่าตั้งแต่เล็กจนโตนั้นไม่มีใครเข้าใจตัวตนของเขา เพราะทุกคนชอบเรียกเขาว่า Tony Y-not (Why not?) ทำให้คนอื่นพากันหัวเราะไปกับความคิดแปลกๆ ของชาวอเมริกันผู้นี้
 

                เสร็จจากกิจกรรมนี้ก็เป็นช่วงพักดื่มกาแฟ (Coffee Break) พอดี ผมถือโอกาสไปนับดูที่แผนที่ว่ามีคนกี่ประเทศมาร่วมโครงการ สรุปก็คือ พวกเรามีทั้งหมด 35 คน จาก 30 ประเทศทั่วโลก

                กลับเข้าห้องเรียนอีกทีมิเชลล์ก็ใช้เวลาในการแนะนำคอร์สว่ามีจุดประสงค์อย่างไรและเราจะเรียนอะไรกันบ้าง กล่าวอย่างง่ายที่สุดในคอร์สนี้เราจะเรียนกันใน 4 สาขาใหญ่ๆ ก็คือ 1.แนวคิดของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Concept of sustainability) 2.ระบบพื้นฐานของมนุษย์และระบบธรรมชาติ (Basic systems of nature/human) 3.ลักษณะการพัฒนาอย่างยั่งยืนในขอบเขตและการปฏิบัติที่ชัดเจน (Sustainable aspects in distinct   action fields) และ 4.ความต้องการปัจจัยทางจิตใจและสังคม (Psychosocial needs) ซึ่งแต่ละส่วนก็จะมีรายละเอียดแยกย่อยออกไปอีกมากและเกี่ยวข้องกับหลายสาขาวิชา จึงไม่น่าแปลกใจที่ในการคัดเลือกนักศึกษาเข้าร่วมโครงการจึงมีความแตกต่างหลากหลาย คงเป็นเพราะวัตถุประสงค์ของผู้จัดที่ปรารถนาจะก่อให้เกิดความคิดในแง่มุมต่างๆอย่างกว้างขวางนั่นเอง
 
                ในการบรรยายต่อมาของ Dr..Roger ทำให้ความเข้าใจของผมที่มีต่อ การพัฒนาอย่างยั่งยืน ขยายไปครอบคลุมมิติต่างๆ ต้องยอมรับว่าแต่เดิมนั้นผมเข้าใจแต่เพียงว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นเกี่ยวข้องแต่เพียงเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อเท่านั้นแต่วันนี้ผมเข้าใจมากขึ้นว่า เรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นไม่อาจแยกออกจากชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ได้เลยเพราะยังเกี่ยวข้องไปถึงเรื่องของ ความเท่าเทียมกันทางสังคม (Social equity) อิสรภาพ (Liberty) สุขภาพ (Health) ความสุข (Happiness) สันติภาพ (Peace) ความมีเสถียรภาพทางการเมือง (Political stability) การศึกษา (Education) การปกครอง(Governance) การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์ (Changing human behavior) โดยมีประเด็นที่ถือเป็นความท้าทายและอุปสรรคที่จะพัฒนาสังคมโลกไปสู่ความยั่งยืนได้แก่ ปัญหาความยากจน (Poverty) การทุจริตคอรัปชัน(Corruption) การด้อยโอกาสทางการศึกษาและปัญหาโรคเอดส์ เป็นต้น สิ่งที่น่าสนใจที่ดร.โรเจอร์สรุปไว้ในวันนี้ก็คือ การสร้างโลกให้ไปสู่แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีสูตรคือ Head + Heart + Hands = Sustainability นั่นคือทุกคนต้องเริ่มตระหนักในปัญหา คิดหาวิธีการแก้ไข ใส่ใจและลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง การพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงจะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
 

                ในตอนบ่ายพวกเราเรียนเรื่องปัญหาการเพิ่มขึ้นของประชากร ซึ่งถือว่าเป็นหัวเรื่องหลัก(Theme) ของการสัมมนาในครั้งนี้ โดยใช้หัวข้อว่า Human Population Growth 10 Billion people in 2050 ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยที่จะต้องมาหาทางออกให้กับโลกร่วมกัน เมื่อในอีกประมาณ 40 ปี ข้างหน้าจะมีประชากรเพิ่มขึ้นในโลกที่มีขนาดเท่าเดิมของเราอีก 4,000 ล้านคน (ในปัจจุบันโลกมีประชากรประมาณ 6,000 ล้านคน)

                ในการเรียนในวันนี้อาจารย์ ได้ยกตัวเลขทางสถิติที่น่าตกใจของการเพิ่มขึ้นของประชากรมาให้พวกเราดูกันปรากฏว่า ในแต่ละวันทั่วโลกมีเด็กเกิดใหม่ 400,000 คน ในขณะที่มีคนตายวันละ 170,000 คน เท่ากับทุกวันโลกแบกรับประชากรที่เพิ่มขึ้นวันละ 230,000 คน หรือ 80 ล้านคนต่อปี ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือในจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นจำนวน 99 % เป็นประชากรของประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ในขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้วอย่างยุโรปแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง (ในปี2000 ยุโรปมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากร 12% และในปี 2050 คาดการณ์ว่ายุโรปจะมีประชากรเพิ่มเพียง 6 % เท่านั้น) พอจะจินตนาการกันได้ไหมครับว่าจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นอีกเกือบหนึ่งเท่าตัวจะทำให้โลกใบนี้วุ่นวาย โกลาหลขนาดไหน แน่นอนว่าภาวะขาดแคลนน้ำและอาหาร รวมไปทั้งการแก่งแย่งทรัพยากรย่อมมีแนวโน้มที่รุนแรงกว่าที่เป็นอยู่มากทีเดียว
 
                ผมเพิ่งจะทราบวันนี้เองว่า Hiking แปลว่าเดินทางไกล หลังเลิกเรียนประมาณ 17 นาฬิกา พวกเราไปเดินสำรวจสถานที่รอบๆโรงแรมที่อยู่แต่คราวนี้เป็นการเดินกันเป็นกลุ่มใหญ่และมี      Dr. Cluad อาจารย์สอนผู้สอนวิชาเคมีที่ มหาวิทยาลัย ETH ทำหน้าที่เป็นไกด์นำทาง การเดินทางไกลครั้งนี้เป็นการแนะนำให้รู้จักความเป็นอยู่ วัฒนธรรมและอาหารการกินแบบสวิตเซอร์แลนด์ไปในตัวด้วย ดังนั้นจึงเป็นการเดินทางไกลในรูปแบบ เดินไปกินไป ส่วนของกินที่แจกให้กินระหว่างเดินทางคืออาหารที่มีชื่อเสียงของสวิตเซอร์แลนด์ก็คือ ชีสและช็อกโกแลตนั่นเอง สำหรับช็อกโกแลตนั้นผมไม่มีอะไรติดใจเพราะก็ไม่แตกต่างจากที่มีจำหน่ายอยู่ที่เมืองไทย แต่ชีสที่แจกให้กินระหว่างเดินทางนั้นเป็นชีสที่แข็งและมีกลิ่นแรงมาก ผมจึงขอสละสิทธิ์ที่จะชิมอาหารชนิดนี้
 
            ตอนกลางคืนหลังอาหารมื้อเย็นมิเชลล์เรียกพวกเราทั้งหมดมานั่งรวมกลุ่มกันแล้วเล่นเกมส์จำชื่อใช้ชื่อว่า Game names” โดยให้จำชื่อเพื่อนให้ได้และบอกต่อๆ กันไปรวมทั้งแนะนำชื่อตัวเองด้วย ความยากก็คือหากเรานั่งอยู่ในลำดับท้ายๆเราก็จะยิ่งมีภาระในการจดจำชื่อคนอื่นๆมากขึ้นไปเรื่อยๆ ผมนั่งอยู่ในลำดับที่สามสิบต้องตั้งใจฟังและจำชื่อทุกคนให้ดีที่สุด ส่วนคนสุดท้ายคือ มิเชลล์ซึ่งดูเหมือนเกมส์นี้จะเป็นเรื่องง่ายสำหรับเธอ เพราะนอกจากจะจำชื่อทุกคนได้แล้วเธอยังจดจำได้อีกด้วยว่าใครมาจากประเทศใดบ้าง สมกับเป็นผู้ประสานงานโครงการจริงๆ หลังสิ้นสุดเกมส์นี้ปัญหาเรื่องการที่พวกเราจำชื่อกันไม่ค่อยได้ก็ถือว่าได้รับการแก้ไขอย่างถูกจุดเลยทีเดียว