บทที่ 2 คนแคระริมทาง มุมอ่านหนังสือ และน้ำใจจากเพื่อนใหม่
สายลมเย็นๆ พัดเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มเอาไว้ตั้งแต่เช้า ผมตื่นขึ้นแต่เช้าตรู่ของวันที่ 8 สิงหาคม 2551 ตามกำหนดการที่ทราบจากมิเชลล์เมื่อวาน ในวันนี้จะยังไม่มีกิจกรรมหรือการเรียนการสอนใดๆจากทางผู้จัดนอกไปจากงานเลี้ยงต้อนรับที่จะจัดขึ้นตอนอาหารมื้อเย็น ในวันนี้ผู้เข้าร่วมโครงการที่เหลือจากทวีปต่างๆจะเดินทางมาสมทบกันที่โรงแรม Alpenblick ก่อนที่งานจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ หลังจากจัดการกับอาหารเช้าเรียบร้อยผมกับเพื่อนๆชาวเอเชียอีก 4 คน ได้แก่ Kwan ชาวสิงคโปร์ Richard ชาวฟิลิปปินส์ Masa และ Arki เพื่อนจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ชวนกันไปเดินเล่นรอบๆโรงแรมซึ่งมีที่ตั้งอยู่บนภูเขา ผมถือว่านี่เป็นการเดินสำรวจพื้นที่รอบๆไปในตัวด้วย เพื่อนพวกนี้เป็นกลุ่มแรกที่ผมได้รู้จักในโครงการนี้เราพบกันตั้งแต่เมื่อวาน เกือบทั้งนั้นหมดเรียนอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ยกเว้น Kwan รูมเมทของผมที่เรียนมหาวิทยาลัย MIT (Massachusetts Institute of Technology) ที่บอสตันในสหรัฐอเมริกา
หมอกลงหนามากในช่วงเช้าของวันนี้ แม้แต่ภูเขาที่เคยตระหง่านอยู่ตรงหน้าผมก็ไม่สามารถชื่นชมได้อย่างใจต้องการ ผมรู้สึกเหมือนกำลังเดินฝ่าเข้าไปในกลุ่มเมฆที่ลอยต่ำอยู่รอบตัว รู้สึกเวียนศีรษะเล็กน้อยคงจะเป็นเพราะ อากาศที่เบาบาง ผมกระชับเสื้อกันหนาวแนบเข้ากับลำตัวแล้วเดินตามเส้นทางที่ทอดยาวขึ้นไปยังเนินสูงบนเทือกเขา
พวกเราเดินห่างออกไปจากโรงแรม ไปบนถนนสายแคบๆที่ไม่รู้จุดสิ้นสุด พวกเราเดินทอดน่องสบายๆ และแวะถ่ายภาพบ้านเรือนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว ผมสังเกตจากเครื่องไม้เครื่องมือที่วางไว้ตามบ้านเรือนก็รู้ได้ว่าชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับกสิกรรม เลี้ยงสัตว์เมื่อเดินสูงขึ้นไปสิ่งที่เห็นตรงหน้าก็ยิ่งยืนยันความเข้าใจของผมว่าถูกต้อง บนทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่มี วัวนมยืนกินหญ้าอยู่อย่างสบายอารมณ์หลายสิบตัว วัวพวกนี้คนเลี้ยงจะผูกกระดึงอันใหญ่รูปร่างคล้ายระฆังย่อส่วนไว้ที่คอของมันเวลามันเดินไปไหนเสียงก็จะสะท้อนดังไปทั่วคนเลี้ยงจะติดตามหามันได้พบกรณีที่มันหลงออกจากฝูง แต่ปกติพวกเขาจะปล่อยให้มันกินหญ้าอย่างอิสระอยู่ในทุ่งหญ้าอย่างกว้างขวาง Kwan ถึงกับเปรยว่าวัวพวกนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมาก ผมเห็นด้วยกับเขาเพราะพูดก็พูดเถอะครับผมไม่เคยเห็นแม่วัวของประเทศไหนดูมีความสุขเท่านี้มาก่อน
อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์บนเส้นทางเดินขึ้นภูเขาของเมือง Braundwald ก็คือที่ริมข้างทางจะมีวาล์วเก็บน้ำที่ทาสีสันต่างๆ ไว้อย่างสวยงาม ถ้ามองอย่างผิวเผินอาจคิดว่ามีคนแคระใส่เสื้อผ้าหลากสีมายืนต้อนรับอยู่
ริมทาง ซึ่งวาล์วน้ำเหล่านี้นอกจากเพิ่มความสวยงามให้กับสถานที่ยังใช้เป็นจุดสังเกตของนักท่องเที่ยวหรือนักเดินทางไกลเพื่อไม่ให้หลงทางเพราะลวดลายของวาล์วน้ำแต่ละจุดก็มีสีสันและลวดลายแตกต่างกันออกไป
บ้านเรือนในแถบนี้ส่วนใหญ่สร้างด้วยปีกไม้มีบ้างที่เป็นครึ่งไม้ครึ่งปูน มีหลายบ้านที่มีคอกม้าหรือคอกวัวอยู่ในบริเวณบ้าน แต่ละบ้านมักประดับประดาด้วยไม้ดอกหลากสีสันตามหน้าต่างและแปลงดอกไม้ขนาดเล็กๆ บ้านแต่ละหลังอยู่กระจัดกระจายอยู่ห่างๆกันไปตามพื้นที่กว้างใหญ่ของที่ราบในขุนเขาลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ ไกลออกไปจากจุดที่ยืนอยู่ทิวสนสูงลิ่วมองเห็นเป็นแนวอยู่ลางๆ ในสายหมอกที่เริ่มคลี่คลายตัว (ภาพ:วาล์วเก็บน้ำ, ถ่ายโดย: นายนครินทร์ ศรีเลิศ )
เกือบหนึ่งชั่วโมงต่อมาเส้นทางของเราเริ่มวกกลับสู่โรงแรม ผมสะดุดตาเข้ากับบ้านหลังหนึ่งที่ทำมุมอ่านหนังสือไว้ที่หน้าบ้าน เพื่อนชาวญี่ปุ่นบอกว่านี่อาจเป็นห้องสมุดของชุมชน แต่ผมกลับคิดว่าถ้าจะเป็นห้องสมุดของชุมชนก็คงเล็กเกินไป แต่ขนาดของมุมอ่านหนังสือนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ ที่น่าสนใจก็คือในชั้นที่ต่อไว้ด้วยเศษไม้ง่ายๆนั้นมีหนังสือที่เล่มหนาหลายเล่ม ผมพลิกดูแม้จะเป็นภาษาสวิตซ์-เยอรมัน (ซึ่งผมไม่มีความสามารถที่จะอ่าน) แต่ดูจากภาพประกอบแล้วเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นหนังสือเกี่ยวกับการเกษตร ผมคุยกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นถึงเรื่องห้องสมุดต่อไปบอกว่ามหาวิทยาลัยของผมมีหอสมุดที่ใหญ่มากแล้วในช่วงสอบก็เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อนชาวญี่ปุ่นตื่นเต้นมากกับการเปิดห้องสมุดตลอด 24 ชั่วโมง แต่ Richard ดูจะไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้สักเท่าไหร่เขาบอกว่านี่ไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะหมายถึงพลังงานที่ต้องสูญเสียไปอย่างมหาศาลเพื่อตอบสนองบริการนี้
ผมมองไปยังมุมอ่านหนังสือและมองไปยังสภาพแวดล้อมรอบบริเวณ นาทีนั้นผมรู้สึกว่ารอบตัวของผมเองสามารถเป็น ‘ห้องสมุด’ ที่ดีที่สุดได้ ใช่หรือไม่ว่าหากรัฐสามารถปกป้องดูแลและจัดสรรสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ปราศจากมลภาวะทางเสียงหรือทางทางอากาศ การใช้เวลาอยู่กับห้องสมุดในธรรมชาติน่าจะเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ดีที่สุด เพราะนอกจากประหยัดงบประมาณและพลังงานมนุษย์ยังสามารถรู้สึกได้อย่างแท้จริงว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและมีหน้าที่โดยตรงที่จะพิทักษ์รักษาดูแลมิใช่ทำลาย
หลังจากกลับมาที่โรงแรมแล้วผมใช้เวลาในช่วงเช้าไปกับการส่งข่าวถึงอาจารย์ ครอบครัวและเพื่อนที่เมืองไทยว่าผมได้เดินทางมาถึงที่หมายแล้วอย่างปลอดภัยและสบายดีไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ก่อนหน้านั้นผมก็ต้องใช้เงินเกือบ 10 CHF ไปซื้อข้อต่อปลั๊กไฟเพราะเต้าเสียบที่สวิตเซอร์แลนด์นั้นเป็นแบบกลมๆ ซึ่งแตกต่างกับที่เมืองไทย
ตอนบ่ายที่โรงแรมเริ่มคึกคักขึ้นเป็นลำดับ เพราะมีอีกหลายคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงในจำนวนนั้น มี Rajesh ชาวเนปาลที่เรียนปริญญาโทสาขาป่าไม้อยู่ที่มหาวิทยาลัยเยล (Yale University) ประเทศสหรัฐอเมริกา ผมกับเขาเคยเจอกันคราวไปร่วมงานประชุมนักศึกษาเพื่อความยั่งยืน ที่มหาวิทยาลัยเรจินา ประเทศแคนาดาผมบอกกับ Rajesh ว่าดีใจที่ได้เจอกับเขาอีกครั้งเขาถามถึงเพื่อนๆ ที่เมืองไทยทุกคนว่าสบายดีหรือไม่ ผมบอกว่าทุกคนสบายดีและเพิ่งจะผ่านงานรับปริญญากันไปเมื่อเดือนที่แล้ว Rajesh ฝากผมมาแสดงความยินดีกับเพื่อนๆทุกคนด้วย อีกคนหนึ่งที่อยากพูดถึงในวันนี้ก็คือ Sabina ชาวอุซเบกิสถานเธอเป็นน้องสาวของ Dimera ที่เคยไปประชุมที่แคนาดาเช่นกัน เธอหน้าตาสะสวยไม่แตกต่างจากพี่สาวมากนัก ผมถามถึงพี่สาวของเธอตามมารยาทจึงรู้ว่า Dimera ได้เข้าเรียนเป็นนักศึกษาแพทย์อยู่ในมหาวิทยาลัยการแพทย์ในอุซเบกิสถานเรียบร้อยแล้วในตอนนี้
(ภาพ:ระหว่างทางเดิน, ถ่ายโดย: นายนครินทร์ ศรีเลิศ)
วันนี้เป็นวันที่ผมได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ที่มาจากที่ต่างๆ มากมาย มารยาทเวลาเจอกับเพื่อนต่างชาติในการทักทายและแนะนำตัวก็ไม่ต่างจากที่ร่ำเรียนกันมาคือแนะนำชื่อ ประเทศและสาขาที่เรียนมา สิ่งที่ผมได้เพิ่มเข้าไปก็คือ รอยยิ้มอย่างจริงใจซึ่งผมคิดว่าจะช่วยให้ท่าทีของเราเป็นมิตรอย่างเปิดเผย ผมแนะนำตัวเองว่าชื่อ “แบงก์” คิดว่าน่าจะทำให้คนอื่นจำชื่อเราได้ง่ายขึ้น ปัญหาก็คือ ผมยังไม่สามารถจำชื่อและที่มาของใครได้เป็นชิ้นเป็นอันมากนักซึ่งปัญหานี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับผมเพียงแค่คนเดียว เพื่อนกลุ่มละตินอเมริกาถึงกับบ่นว่าแต่ละคนน่าจะมีป้ายชื่อของตัวเองจะได้จำชื่อกันได้ง่ายขึ้น
ตอนบ่ายผมรู้สึกปวดศีรษะมากจนต้องขึ้นไปนอนพักบนห้อง รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกทีก็เกือบได้เวลาอาหารเย็นแล้วแต่แม้จะนอนไปหลายชั่วโมงอาการปวดศีรษะก็ยังไม่ทุเลาลง อากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมีโอกาสที่ทำให้การเจ็บป่วยเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ผมนึกโทษตัวเองที่ไม่นำยาสามัญใดๆติดตัวมาเลย โชคดีได้เพื่อนชาวฟิลิปปินส์คือ Richard เอายาแก้ปวดศีรษะมาให้ส่วน รูมเมทของผมก็ดูเป็นห่วงผมไม่น้อยเขาบอกว่าถ้าผมไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับไม่ไหวก็คงไม่เป็นไร ผมควรจะนอนพักมากๆ เขาจะบอกกับมิเชลล์ให้ว่าผมป่วย ผมกินยาและล้มตัวลงนอนอีกสักพักแล้วตามลงไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับที่จัดไว้ที่ภัตตาคารของโรงแรม ตอนที่ผมลงไป ดร.โรเจอร์ ผู้อำนวยการของโครงการลุกขึ้นกล่าวต้อนรับทุกคนที่มาร่วมงานพอดี ดร.โรเจอร์เป็นชายอายุ 60 เศษๆ มีพุงใหญ่และหนวดหลอมแหลมที่ริมฝีปากบนเป็นเอกลักษณ์ เท่าที่ผมจับใจความได้ ดร.โรเจอร์ (Roger Baud) บอกว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่ทุกคนมาพบกัน มีโอกาสที่จะได้แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็น มีโอกาสจะได้รู้จักและเป็นเพื่อนกับคนที่มาจากที่ต่างๆทั่วโลกเพื่อสัมพันธภาพอันดีงามที่จะสร้างโลกไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
(ภาพ:รอยยิ้มบนโต๊ะอาหาร, ถ่ายโดย: นายนครินทร์ ศรีเลิศ)
|





