บทที่ 1 เดินทางไป Branwald
ก่อนที่จะออกเดินทางจากเมืองไทยมาร่วมกิจกรรมของโครงการ YES 2008 หรือ ชื่อเต็มว่า Youth Encounter on Sustainability 2008 ที่จัดขึ้นที่เมือง Zurich ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 8-25 สิงหาคม 2551 เรื่องหนึ่งที่ผมกลัวมากที่สุดก็คือ เรื่องหลงทาง ขึ้นรถผิดเที่ยวหรือตกรถไฟเครื่องบิน ปัญหาเหล่านี้ธรรมดาถ้าอยู่ที่เมืองไทยนั้นคงไม่น่ากังวลอะไร แต่เมื่ออยู่ห่างบ้านชนิดคนละฟ้าคนละแผ่นดินแบบนี้เรื่องนี้ก็ต้องระมัดระวังมากถึงมากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเดินทางคนเดียวข้ามพรมแดนของสองประเทศด้วยแล้วการวางแผนอย่างรอบครอบจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับแรก
นับตั้งแต่แยกย้ายกับพี่ดนย์พี่คนไทยที่พาเที่ยวมิวนิคเมื่อคืนนี้ ผมรู้สึกได้ว่า ‘โลกกว้าง’ เป็นของผมอย่างแท้จริง ใจหนึ่งก็กระหายอยากจะผจญภัยเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆแต่อีกใจก็รู้สึกโดดเดี่ยวอย่างบอกไม่ถูก จริงอยู่ชีวิตผ่านการเดินทางมาก็มาก แต่จะปฏิเสธได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เดินทางในต่างแดนโดยลำพัง

ที่จริงแล้วเส้นทางของผมจากมิวนิคไปซูริกเกือบจะมีเพื่อนร่วมทางเหมือนกัน หากสองพี่น้องสัญชาติอเมริกันที่พบกันเมื่อคืนนี้ที่เดอะเตนท์ (The tent) ที่พักราคาถูกแต่มากไปด้วยสีสันและกิจกรรมไม่ผิดนัด ผมตัดสินใจไม่รอสองคนพี่น้องนั้นไปนานกว่าเวลาที่นัดหมายกันไว้ ตอนที่สะพายเป้ลากกระเป๋าออกมาขึ้นรถรางหรือที่คนที่นี่เรียกกันสั้นๆว่า “แทม”(Tram) ออกจากย่าน Botannicsher Garten ก็เป็นเวลาประมาณ 6 โมง 20 นาที Tram หมายเลข 37 นำผมจากตัวเมืองมิวนิครอบนอกเข้าไปยังใจกลางเมือง รถรางวิ่งมาได้สักพักก็ผ่านพระราชวัง นิวฟันบรวก (Nymphenburg) ที่สร้างโดยพระเจ้ารุดวิกที่ 2 แห่งแคว้นบาววาเรีย ผมผ่านมาเที่ยวและถ่ายรูปยังสถานที่นี้แล้วเมื่อวานนี้ ยังนึกถึงความสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจของสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ของพระราชวังแห่งนี้ ในหนังสือแนะนำเมืองบอกว่าพระราชวังแห่งนี้ จำลองความยิ่งใหญ่ของพระราชวังแวร์ซาย ที่ประเทศฝรั่งเศสมาสร้างไว้ที่นี่ ผมยังไม่เคยไปแวร์ซายแต่เมื่อเห็นพระราชวังแห่งนี้ก็ยิ่งทำให้สงสัยว่าแวร์ซายนั้นจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน เพราะขนาดที่นิวฟันบรวกเป็นแบบจำลองยังใหญ่โตโอ่อ่าถึงเพียงนี้ มองพระราชวังจนสุดสายตาแล้วก็เตือนตัวเองให้มีสมาธิกับการเดินทางต่อไป
เมืองมิวนิคเป็นเมืองใหญ่ของเยอรมันตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศติดกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเมืองที่มีอะไรน่าสนใจอยู่หลายอย่าง ถ้าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบทั้งเรื่องราวประวัติศาสตร์และความทันสมัย การท่องเที่ยวในเมืองนี้จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับทั้งสองสิ่ง คนมิวนิคให้ความสำคัญกับการค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ พอๆ กับการอนุรักษ์มรดก และสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ที่เมืองนี้มีศิลปกรรมโบราณแบบนีโอคลาสสิก (Neo-Classic) และโบสถ์อาคารแบบโกธิกอายุหลายร้อยปีอยู่เต็มเมือง ในขณะเดียวกันก็มีบริษัท SIMEN สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ มีโรงงานผลิตรถยนต์ BMW และมีสนามฟุตบอลอย่าง ALLIANT ARENA ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสร้างมาให้เปลี่ยนสีได้ตามอุณหภูมิ
ความสำคัญของเมืองมิวนิคอีกอย่างก็คือ เคยเป็นเมืองที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกเมื่อปี ค.ศ.1972 (เป็นโอลิมปิกที่เกิดการก่อการร้ายและเรียกกันต่อมาว่าเหตุการณ์ “Black September”) ดังนั้นผมคิดว่าไม่มากก็น้อยระบบคมนาคมอันดีเยี่ยมที่เมืองมิวนิคใช้อยู่นั้นเป็นโครงสร้างมาจากมหกรรมกีฬาครั้งดังกล่าว ระบบรถรางเชื่อมต่อกับรถไฟ และรถไฟก็มีเส้นทางวิ่งที่แน่นอนสองสายคือ U และ S คือ Urban และ S-ban คือนอกเมืองกับในเมืองนั่นเองและถ้าต้องการจะนั่งรถทั้งสองประเภทไปยังหลายสถานที่ ก็สามารถซื้อตั๋ววันได้และสามารถขึ้นรถชนิดใดก็ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
เมื่อระบบคมนาคมสะดวกและราคาเหมาะสม ใครจะอยากเอารถส่วนตัวมาขับให้เปลืองค่าน้ำมันล่ะจริงไหมครับ?
เห็นเมืองมิวนิคแล้วนึกถึงเมืองคูริติบา ของบราซิลที่อ่านเจอในหนังสือ เมืองที่สร้างขึ้นมาโดยมี Concept ว่าจะสร้างเมืองให้คนอยู่และยั่งยืนเพราะฉะนั้นไม่ให้รถเข้าถนนสร้างไว้รอบนอกใครจะเข้ามาในเมืองต้องใช้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะอันได้แก่ รถไฟและรถรางทำให้สามารถลดมลพิษ และวางผังเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีผมก็มาถึงสถานีรถไฟหลักของเมืองมิวนิค หรือ ที่รู้จักกันในนาม Haubanhof station center ไปถึงก็ไม่รอช้ารีบตรงเข้าไปในสถานีเพื่อเช็คชานชาลาที่รถไฟจะออก ปรากฏว่า เป็นชานชาลาที่ 21 พลิกนาฬิกาข้อมือดูยังเหลือเวลาอีกประมาณ 20 นาทีก็เลยไปหาอะไรกินเป็นอาหารเช้าเพราะจะต้องนั่งรถไฟนานถึง 4 ชั่วโมง ผมไปซื้อขนมปังกับกาแฟร้อนมา 1 ชุดเลือกที่ถูกที่สุด ราคา 2 ยูโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 112 บาท รู้สึกเสียดายเงินมากถ้าอยู่ที่เมืองไทยเงินจำนวนนี้สามารถกินข้าวได้ทั้งวันเลยทีเดียว
เมื่อเดินเข้าไปยังชานชาลาหมายเลข 21 ก็รู้สึกประหลาดใจที่ขบวนรถไฟที่จอดอยู่หน้าตาไม่เหมือนกับที่อยู่ในคู่มือที่มีอยู่เพราะในคู่มือนั้นเป็นรถไฟหน้าตาทันสมัยสัญชาติฝรั่งเศส แต่ที่จอดอยู่เป็นรถไฟของบริษัทDB ที่เป็นหัวรถจักรดีเซลล์ธรรมดาหน้าตาไม่ต่างจากบ้านเรานัก สับสนอยู่สักพักก็เลยไปถามเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ ก็ได้รับการยืนยันว่า เช้านี้มีรถไฟขบวนนี้ขบวนเดียวที่จะไปซูริก ก็เลยคิดว่าไม่ผิดขบวนแน่นอน
เมื่อขึ้นมาบนรถไฟและนั่งตามหมายเลขที่อยู่บนตั๋วไม่นานฝรั่งอายุประมาณ 50 กว่าๆ คิดว่าน่าจะเป็นคนเยอรมันก็ขึ้นมานั่งในที่ตรงกันข้าม ผมก็เลยชวนคุยถึงเรื่องทั่วๆไปแต่ฝรั่งคนนี้ดูท่าทางเครียดๆ เมื่อรู้ว่าผมมาจากไทยแลนด์ก็รีบถามเลยว่า ประเทศไทยยังปกครองแบบ Monacy หรือเปล่า ผมก็เลยรีบตอบไปว่าประเทศของเราเป็นประชาธิปไตยมานานหลายสิบปีแล้ว ตอบคำถามเสร็จก็นึกต่อไปว่าแม้ระบบการปกครองนี้จะยังกระท่อนกระแท่นและตอบสนองความต้องการหรือแก้ปัญหาให้คนส่วนใหญ่ในประเทศได้ไม่มากนักก็ตามประเทศไทยก็แขวนป้ายยี่ห้อประชาธิปไตยมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475
พอได้เวลารถไฟใกล้จะออกผมมองออกไปนอกหน้าต่างทางท้ายขบวนก็เห็นสองศรีพี่น้องที่นัดกันไว้เมื่อคืนชาวอเมริกันเพิ่งจะวิ่งมาขึ้นรถไฟ ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกแล้วที่ผมไม่รอมันสองคนอย่างน้อยเช้านี้ผมก็ไม่ต้องวิ่งแข่งกับเวลา แต่ยังไงก็นึกดีใจกับสองคนนั้นด้วยที่ไม่ต้องพลาดรถไฟ
รถไฟแล่นออกจากชานชาลาตามเวลา 7.12 นาที แล่นไปทางทิศใต้ไกลออกไปจากตัวเมืองขึ้นเรื่อยๆ ผมปล่อยให้ฝรั่งที่นั่งตรงข้ามกันบ่นอะไรพึมพำเหมือนบริกรรมภาษาไปตามลำพัง ส่วนผมหยิบเอาหนังสือ ไกด์ของทวีปยุโรป มาอ่านข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองมิวนิคที่ไปเที่ยวมาเมื่อวาน โดยเฉพาะในบริเวณใจกลางเมืองที่เรียกว่า “แมเรียนพลาท” (Marain Plat) นั้นมีอะไรให้น่าเขียนถึงมากมาย แต่ด้วยเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดเรื่องนี้คงต้องเก็บไว้ก่อนเพราะต้องใช้เวลาในการค้นคว้าพอสมควร
รถไฟแล่นออกจากตัวเมืองมิวนิค ทัศนียภาพสองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนไป จากอาคารสูงและบ้านเรือนกลายเป็นท้องทุ่งสีเขียวกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา บางแห่งปลูกข้าวโพดและพืชไร่ชนิดอื่นๆ มองไปไกลๆ เห็นเทือกเขาแอลป์ (Alpes) อันยิ่งใหญ่ปรากฏเป็นเงาลางๆอยู่ที่หลังท้องทุ่งเขียวขจีเหมือนภาพวาดที่มองไปสบายตา
ข้อดีอย่างหนึ่งของรถไฟในยุโรปนอกเหนือไปจากการมีโต๊ะขนาดเล็กให้วางหนังสือ หรือ คอมพิวเตอร์และการมาถึงสถานีตรงต่อเวลาอย่างมากแล้วยังมีหน้าต่างขนาดใหญ่ให้สามารถมองทิวทัศน์ได้อย่างจุใจ ดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจเลยที่ เจ เค โรลว์ลิ่งสามารถจินตนาการถึงแฮรี่ พอร์ตเตอร์และตัวละครของเธอในระหว่างเดินทางโดยรถไฟอยู่ในประเทศอังกฤษไม่มากก็น้อย ก็เพราะทิวทัศน์สองข้างทางนั้นช่างเอื้อต่อการผุดพรายของจินตนาการอันยิ่งใหญ่ได้มากเท่าที่ใจต้องการ
รถไฟแวะจอดตามสถานีต่างๆ ผมถ่ายรูปวิวสองข้างอย่างเพลิดเพลิน หลังจากเวลาผ่านไปราวสองชั่วโมง รถไฟก็แล่นผ่านทะเลสาบ Constance อันกว้างใหญ่ เป็นสัญญาณว่าผมได้เดินทางมาถึงพรมแดนทางอัน
เป็นรอยต่อระหว่างประเทศ เยอรมันและประเทศสวิสเซอร์แลนด์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โชคดีที่ผมมาถึงยุโรปในช่วงฤดูร้อน และเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุดของยุโรปในรอบปีแน่นอนว่าในวันที่แดดจ้าอย่างนี้ผู้คนที่นี่แทบไม่มีใครอยากอยู่กับบ้านต่างพากันออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้ง (ต่างจากบ้านเราที่แดดจัดไม่มีใครอยากอยู่กับบ้าน) เช่น มานอนอาบแดดหรือเล่นกีฬาอยู่ตามชายฝั่งหรือบางคนก็ออกไปแล่นเรือใบอยู่กลางทะเลสาบโน่นเลย มัวแต่ดูวิวสองข้างทางอยู่เพลินๆ ก็ไม่รู้ว่าเข้าสู่เขตแดนของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตอนไหน มารู้อีกทีก็ตอนที่ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ต.ม.) ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นมาขอตรวจพาสปอร์ตถึงได้รู้ว่าเข้ามาอยู่ในประเทศปลายทางแล้ว
ผมมาถึงสนานีรถไฟหลักของเมืองซูริกตอน 11.40 น. สถานีรถไฟที่นี่ใหญ่โตสมกับเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของเมืองที่มีความสำคัญของประเทศสวิตเซอร์แลนด์และทวีปยุโรปอาคารสถานีรถไฟมีสามชั้นแบ่งเป็นชั้นใต้ดินที่เป็นศูนย์การค้าให้ผู้สัญจรผ่านมาได้แวะช็อบปิ้งและชั้น 1-2 เป็นพื้นที่ของชานชาลาซึ่งมีมากมายถึงประมาณ 40 ชานชาลา
ตามแผนการเดินทางที่มิเชลล์บอกมาผมจะต้องซื้อตั๋วรถไฟเพื่อไป Braunwald จากสถานีนี้แต่เดินหาอยู่นานก็ไม่เห็นจุดขายตั๋ว ครั้นพอไปดูที่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติก็ไม่มีสถานีไหนที่ระบุว่า Braunwald เลย ข้อเสียอย่างหนึ่งของการเดินทางอยู่ในประเทศเยอรมันและประเทศสวิสเซอร์แลนด์ก็คือ หาป้ายบอกทางเป็นภาษาอังกฤษยาก เพราะคนที่นี่ส่วนใหญ่ใช้ภาษาเยอรมัน หรือ ฝรั่งเศสเป็นหลักในที่สุดผมก็ตัดสินใจเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ที่จุดแลกเงินก็เลยไปที่ขายตั๋วได้ถูกซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากชานชาลาเท่าไหร่นัก แต่กว่าจะซื้อตั๋วราคา 35.60 CHF ซึ่งเป็นตั๋วที่รวมการเดินทางจากสถานี Zurich , Ziegelbrucke และ Linthal Braunwaldbahn มาได้ก็เป็นเวลาที่รถไฟประจำชั่วโมงนี้ได้ออกจากสถานีไปแล้ว ผมเลยเหลือเวลาอีกเกือบหนึ่งชั่วโมง จึงตัดสินใจฆ่าเวลาด้วยการออกไปเดินดูข้าวของในย่านการค้าที่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟแต่ก็เดินไปได้แค่สองสามช่วงตึกเท่านั้น ด้วยเหตุผลสองประการก็คือ หนึ่งกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ต้องแบกไปด้วยนั้นทำให้เดินไม่สะดวกนักและสองราคาข้าวของที่นี่แพงมากจนหมดกำลังใจดู เคยได้ยินมาบ้างว่าค่าครองชีพที่ซูริกนั้นสูงมาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะสูงอย่างนี้มีอย่างที่ไหนถุงเท้าธรรมดาๆ คู่ละตั้ง 10 CHF ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 300 บาท ส่วนเสื้อผ้าอย่างอื่นก็มีราคาแพงทั้งนั้น
ระหว่างทางที่กลับมาที่สถานีรถไฟแวะกินฮอดดอก กับขนมปัง วิธีทำของพ่อค้าเชื้อสายตะวันออกกลางคนนี้น่าสนใจดี คือจะนำขนมปังแข็งๆ แบบยาวๆ มาตัดแบ่งครึ่งใส่ซอสมะเขือเทศลงไปในขนมปังและใส่ไส้กรอกลงไปในช่องของขนมปัง ผมถือขนมราคา 6 CHF นั้นไปนั่งกินรอรถไฟที่ชานชาลาเริ่มรู้สึกเหนื่อยกับการเดินทางบ้างแล้วคงเป็นผลพวงมาจากการเที่ยวแบบมาราธอนเมื่อวานนี้ด้วย ได้แต่คิดในใจว่าถึงโรงแรมเมื่อไหร่จะนอนให้สมกับการเดินทางอันยาวนานในครั้งนี้
รถไฟออกจากสถานีกลางของซูริกตอน 13.12 นาที จากสถานีนี้ผมจะมุ่งหน้าลงไปยังทิศใต้เรื่อยๆ ต้องเดินทางเปลี่ยนรถไฟอีกสองขบวนที่สถานี Ziegelbrucke (ใช้เวลาเดินทาง 45 นาที) และสถานี Linthal Braunwaldbahn (ใช้เวลาเดินทาง 38 นาที)
เส้นทางระหว่าง Zurich มุ่งหน้าไป Braundwald นั้นเป็นเส้นทางเรียบเทือกเขาแอลป์สลับกับที่ราบระหว่างหุบเขา ตามเนินเขาเตี้ยๆมองเห็นบ้านปลีกไม้ อยู่เป็นกลุ่มๆ ไม่ช้าบนขบวนรถไฟที่นั่งมาผมก็มีเพื่อนร่วมทางเป็นนักปั่นจักรยานทางไกลเต็มโบกี้ ทุกคนแบกจักรยานขึ้นรถไฟมาด้วย คงจะมีโปรแกรมไปตั้งต้นปั่นจักรยานกันที่ไหนสักแห่งในทวีปนี้
มาถึงสถานีรถไฟปลายทางก็เป็นเวลา เกือบบ่ายสามโมงตามเวลาท้องถิ่น เท่ากับวันนี้ผมใช้เวลาเดินทาง กว่า 7 ชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตามสถานที่ที่จัดงานนั้นจะต้องเดินทางต่อขึ้นไปบนภูเขา โดยยานพาหนะที่เรียกว่า cable car อย่างไรก็ตามผมไม่ต้องซื้อตั๋วเพิ่มแต่อย่างใด เพราะตั๋วรถไฟที่ซื้อมานั้นรวมราคาของยานพาหนะชนิดนี้ไว้แล้ว พอโชว์ตั๋วรถไฟให้เจ้าหน้าที่ดูเขาก็ให้ตั๋ว cable car มาถือไปเข้าประตูอัตโนมัติเหมือนที่รถไฟฟ้าบ้านเรา จากนั้นผมก็ไต่ความสูงขึ้นไปบนภูเขาขนาดมหึมาพร้อมกับสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา ใช้เวลา 5 นาทีผมก็ขึ้นมาอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของเทือกเขาแอลป์ (Alpes) อย่างที่เคยฝันไว้ว่าจะมีโอกาสสักครั้งในชีวิต ที่ได้มาถึงดินแดนแห่งนี้
ผมมองผ่านสายฝนออกไปเห็นโรงแรม Apenblixe อยู่ตรงหน้า ที่หน้าโรงแรมประดับประดาดอกไม้สีแดงสดสีเดียวกับพื้นธงชาติสวิสเซอร์แลนด์ เช่นเดียวกับบ้านเรือนแถวนี้ที่มีดอกไม้หลากสีประดับอยู่ที่กระถางต้นไม้หน้าบ้านและที่แขวนไว้ตามหน้าต่าง ผมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นอกหน้าต่าง ยิ้มอยู่คนเดียวที่เดินทางข้ามโลกมาถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยไม่มีอุบัติเหตุและไม่มีการหลงทาง ฝรั่งหน้าตาใจดีในชุดปีนเขาสองคนนั่งอยู่ถัดไปแต่ทั้งสองคนสนทนากันเป็นภาษาเยอรมันซึ่งผมไม่มีความรู้จึงไม่ได้ร่วมสนทนาแต่อย่างใดได้แต่ยิ้มให้ด้วยท่าทีเป็นมิตร รอจนฝนหยุดจึงเดินออกมาจากสถานี cable car
แสงแดดยามเย็นส่องเป็นทิ้วทะลุปุยเมฆขาวที่คลอเคลียร์อยู่บนยอดเขา ผมเริ่มมองเห็นความสวยงามรอบบริเวณ ดอกไม้บนเขาสูงที่หิมะยังคงปกคลุมอยู่บนยอดเบ่งบานรับแสงอาทิตย์ยามใกล้จะอัสดง ฝูงผีเสื้อบินมาทางที่ผมยืนอยู่ เหมือนกับจะย้ำเตือนเรื่องราวในความทรงจำ
...ใช่แล้วหลายเดือนก่อนมีคนบอกให้ห้ผมจับ ‘ผีเสื้อ’ ในยามที่มันมาเกาะอยู่ที่ไหล่เพราะฝีเสื้อก็เหมือนโอกาสดีๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต มันอาจไม่มาถึงอีกเลยก็ได้ ใครจะไปรู้ว่าวันนี้ผมไล่จับผีเสื้อมาไกลจากบ้านนับหมื่นนับพันไมล์ รู้สึกเหนื่อยกับการเดินทางอย่างบอกไม่ถูก บางทีการนอนพักสักตื่นคงเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย ที่พักอยู่ตรงหน้าแล้วผมหายใจเอาอากาศสดชื่นเข้าไปเต็มปอดทางก้าวเข้าไปภายใน ..........
โปรดติดตามตอนที่ 2 ได้เร็วๆ นี้
|