Web Board

SCSU

Link

เมื่อธรรมะมารวมกับทำเว็บ !?! 
 
เพียวเสด ม.เกษตร 
 
WSCSD 
 
ARTS.SU

SCSU Banner

 SCSU

กิจกรรมล่าสุดของไซต์

Counter

Free web stats

SCSU

สังคมยั่งยืนแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร
 
คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์
อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
73000
-------------------------------
SCSU
 
Faculty of Arts
Silpakorn University
Sanamchan Palace Campus
Maung, Nakorn Pathom
73000 Thailand

Diary from YES Switzerland 2008

Yes Switz Diary Vol.3

โพสต์‎‎5 ก.พ. 2552, 19:36‎‎โดยSCSU Thailand   [ อัปเดต ‎‎5 ก.พ. 2552, 20:20‎‎ ]

ตอน วันแรกของการเริ่มต้นคอร์ส Hiking และGame name ของมิเชลล์

 

                โรงแรม Alpenblick ที่ใช้เป็นที่พักและที่เรียนของพวกเราชาว YES ในเดือนสิงหาคม ปี 2008 เป็นโรงแรมที่มีความเก่าแก่หลายสิบปี ตัวโรงแรมตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆใกล้ๆกับสถานีรถเคเบิลคา ด้วยความสูงเพียง 5 ชั้นของโรงแรมจุดเด่นจึงไม่ได้อยู่ที่ความใหญ่โตหากแต่อยู่ที่การตกแต่งภายใน เฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ เช่น เปียโน เครื่องพิมพ์ดีด เตาผิงและภาพเขียนสีน้ำมันตาม       ฝาผนัง ทั้งหมดเป็นมรดกตกทอดมาก่อนการปรับปรุงโรงแรมครั้งใหญ่และทำให้บรรยากาศที่นี่เป็นไปอย่างเรียบง่ายแต่ดูคลาสสิกมีสไตล์ 
 
                หลังอาหารเช้าผมและเพื่อนๆ เดินเข้าห้องสัมมนาที่ชั้น 2 ของโรงแรม ในเวลา 9 โมงเช้า ห้องนี้จะถูกใช้เป็นห้องเรียนตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ภายในห้องมีอุปกรณ์ทันสมัยที่จำเป็นต่อการศึกษาติดตั้งไว้อย่างครบครัน บนโต๊ะไม้ที่ตั้งกระจายไปทั่วทั้งห้องมีแฟ้มสีเขียววางไว้โต๊ะละ 6 แฟ้มตามจำนวนที่กำหนดไว้ให้นั่งตามกลุ่ม ผมเปิดดูจึงรู้ว่าเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับรายละเอียดของโครงการเช่น ตารางกิจกรรมของแต่ละวัน รายชื่อของผู้เข้าร่วมโครงการ แนวความคิดของการศึกษาเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการทำ case study
 
                หลังจากทุกคนแยกย้ายกันนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว กิจกรรมแรกก็เริ่มต้นขึ้นโดยการแจกกระดาษให้วาดรูปอะไรก็ได้ที่เราอยากจะนำเสนอให้เพื่อนๆคนอื่นได้รู้ จากนั้นก็จะออกไปแนะนำตัวหน้าชั้นเรียน รวมทั้งอธิบายความหมายของรูปดังกล่าว แล้วให้นำหมุดไปปักลงบนแผนที่โลกเพื่อแสดงว่าตนเองมาจากประเทศและทวีปใด
 
                ผมฟังคำสั่งจาก Dr.Cluad เสร็จก็นั่งบื้ออยู่สักพักไม่ได้เป็นเพราะไม่รู้จะวาดอะไรแต่เป็นเพราะกำลังนึกต่อไปว่ารูปที่เราจะวาดไปนั้นถ้ายากเกินไปจะสามารถอธิบายเป็นภาษาอังกฤษได้หรือไม่ สุดท้ายผมก็เลยวาดรูปองค์พระปฐมเจดีย์ลงไปบนกระดาษ อาจเป็นเพราะอารมณ์คิดถึงมหาวิทยาลัยและก็เพื่อนๆก็เป็นได้ จากนั้นผมก็ออกไปแนะนำตัวและบอกกับทุกคนว่านี้คือสัญลักษณ์ของเมืองที่มหาวิทยาลัยของผมตั้งอยู่ แล้วก็หยิบหมุดสีแดงไปปักลงบนแผนที่โลกตรงตำแหน่งที่ประเทศไทยตั้งอยู่
 
                ในกิจกรรมนี้คนที่ดูจะเรียกความสนใจจากเพื่อนๆร่วมชั้นได้มากที่สุดเห็นจะเป็น Tony จาก ­USA หมอนี่ท่าทางจะอายุประมาณ 30 หรือมากกว่านั้นเล็กน้อย สิ่งที่ทำให้คนอื่นสนใจก็คือ Tony เขียนชื่อของตัวเองย้อนจากข้างหลังไปข้างหน้า คือ Y-not และบอกกับเพื่อนๆทุกคนว่าตั้งแต่เล็กจนโตนั้นไม่มีใครเข้าใจตัวตนของเขา เพราะทุกคนชอบเรียกเขาว่า Tony Y-not (Why not?) ทำให้คนอื่นพากันหัวเราะไปกับความคิดแปลกๆ ของชาวอเมริกันผู้นี้
 

                เสร็จจากกิจกรรมนี้ก็เป็นช่วงพักดื่มกาแฟ (Coffee Break) พอดี ผมถือโอกาสไปนับดูที่แผนที่ว่ามีคนกี่ประเทศมาร่วมโครงการ สรุปก็คือ พวกเรามีทั้งหมด 35 คน จาก 30 ประเทศทั่วโลก

                กลับเข้าห้องเรียนอีกทีมิเชลล์ก็ใช้เวลาในการแนะนำคอร์สว่ามีจุดประสงค์อย่างไรและเราจะเรียนอะไรกันบ้าง กล่าวอย่างง่ายที่สุดในคอร์สนี้เราจะเรียนกันใน 4 สาขาใหญ่ๆ ก็คือ 1.แนวคิดของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Concept of sustainability) 2.ระบบพื้นฐานของมนุษย์และระบบธรรมชาติ (Basic systems of nature/human) 3.ลักษณะการพัฒนาอย่างยั่งยืนในขอบเขตและการปฏิบัติที่ชัดเจน (Sustainable aspects in distinct   action fields) และ 4.ความต้องการปัจจัยทางจิตใจและสังคม (Psychosocial needs) ซึ่งแต่ละส่วนก็จะมีรายละเอียดแยกย่อยออกไปอีกมากและเกี่ยวข้องกับหลายสาขาวิชา จึงไม่น่าแปลกใจที่ในการคัดเลือกนักศึกษาเข้าร่วมโครงการจึงมีความแตกต่างหลากหลาย คงเป็นเพราะวัตถุประสงค์ของผู้จัดที่ปรารถนาจะก่อให้เกิดความคิดในแง่มุมต่างๆอย่างกว้างขวางนั่นเอง
 
                ในการบรรยายต่อมาของ Dr..Roger ทำให้ความเข้าใจของผมที่มีต่อ การพัฒนาอย่างยั่งยืน ขยายไปครอบคลุมมิติต่างๆ ต้องยอมรับว่าแต่เดิมนั้นผมเข้าใจแต่เพียงว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นเกี่ยวข้องแต่เพียงเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อเท่านั้นแต่วันนี้ผมเข้าใจมากขึ้นว่า เรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นไม่อาจแยกออกจากชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ได้เลยเพราะยังเกี่ยวข้องไปถึงเรื่องของ ความเท่าเทียมกันทางสังคม (Social equity) อิสรภาพ (Liberty) สุขภาพ (Health) ความสุข (Happiness) สันติภาพ (Peace) ความมีเสถียรภาพทางการเมือง (Political stability) การศึกษา (Education) การปกครอง(Governance) การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์ (Changing human behavior) โดยมีประเด็นที่ถือเป็นความท้าทายและอุปสรรคที่จะพัฒนาสังคมโลกไปสู่ความยั่งยืนได้แก่ ปัญหาความยากจน (Poverty) การทุจริตคอรัปชัน(Corruption) การด้อยโอกาสทางการศึกษาและปัญหาโรคเอดส์ เป็นต้น สิ่งที่น่าสนใจที่ดร.โรเจอร์สรุปไว้ในวันนี้ก็คือ การสร้างโลกให้ไปสู่แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีสูตรคือ Head + Heart + Hands = Sustainability นั่นคือทุกคนต้องเริ่มตระหนักในปัญหา คิดหาวิธีการแก้ไข ใส่ใจและลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง การพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงจะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
 

                ในตอนบ่ายพวกเราเรียนเรื่องปัญหาการเพิ่มขึ้นของประชากร ซึ่งถือว่าเป็นหัวเรื่องหลัก(Theme) ของการสัมมนาในครั้งนี้ โดยใช้หัวข้อว่า Human Population Growth 10 Billion people in 2050 ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยที่จะต้องมาหาทางออกให้กับโลกร่วมกัน เมื่อในอีกประมาณ 40 ปี ข้างหน้าจะมีประชากรเพิ่มขึ้นในโลกที่มีขนาดเท่าเดิมของเราอีก 4,000 ล้านคน (ในปัจจุบันโลกมีประชากรประมาณ 6,000 ล้านคน)

                ในการเรียนในวันนี้อาจารย์ ได้ยกตัวเลขทางสถิติที่น่าตกใจของการเพิ่มขึ้นของประชากรมาให้พวกเราดูกันปรากฏว่า ในแต่ละวันทั่วโลกมีเด็กเกิดใหม่ 400,000 คน ในขณะที่มีคนตายวันละ 170,000 คน เท่ากับทุกวันโลกแบกรับประชากรที่เพิ่มขึ้นวันละ 230,000 คน หรือ 80 ล้านคนต่อปี ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือในจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นจำนวน 99 % เป็นประชากรของประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ในขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้วอย่างยุโรปแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง (ในปี2000 ยุโรปมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากร 12% และในปี 2050 คาดการณ์ว่ายุโรปจะมีประชากรเพิ่มเพียง 6 % เท่านั้น) พอจะจินตนาการกันได้ไหมครับว่าจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นอีกเกือบหนึ่งเท่าตัวจะทำให้โลกใบนี้วุ่นวาย โกลาหลขนาดไหน แน่นอนว่าภาวะขาดแคลนน้ำและอาหาร รวมไปทั้งการแก่งแย่งทรัพยากรย่อมมีแนวโน้มที่รุนแรงกว่าที่เป็นอยู่มากทีเดียว
 
                ผมเพิ่งจะทราบวันนี้เองว่า Hiking แปลว่าเดินทางไกล หลังเลิกเรียนประมาณ 17 นาฬิกา พวกเราไปเดินสำรวจสถานที่รอบๆโรงแรมที่อยู่แต่คราวนี้เป็นการเดินกันเป็นกลุ่มใหญ่และมี      Dr. Cluad อาจารย์สอนผู้สอนวิชาเคมีที่ มหาวิทยาลัย ETH ทำหน้าที่เป็นไกด์นำทาง การเดินทางไกลครั้งนี้เป็นการแนะนำให้รู้จักความเป็นอยู่ วัฒนธรรมและอาหารการกินแบบสวิตเซอร์แลนด์ไปในตัวด้วย ดังนั้นจึงเป็นการเดินทางไกลในรูปแบบ เดินไปกินไป ส่วนของกินที่แจกให้กินระหว่างเดินทางคืออาหารที่มีชื่อเสียงของสวิตเซอร์แลนด์ก็คือ ชีสและช็อกโกแลตนั่นเอง สำหรับช็อกโกแลตนั้นผมไม่มีอะไรติดใจเพราะก็ไม่แตกต่างจากที่มีจำหน่ายอยู่ที่เมืองไทย แต่ชีสที่แจกให้กินระหว่างเดินทางนั้นเป็นชีสที่แข็งและมีกลิ่นแรงมาก ผมจึงขอสละสิทธิ์ที่จะชิมอาหารชนิดนี้
 
            ตอนกลางคืนหลังอาหารมื้อเย็นมิเชลล์เรียกพวกเราทั้งหมดมานั่งรวมกลุ่มกันแล้วเล่นเกมส์จำชื่อใช้ชื่อว่า Game names” โดยให้จำชื่อเพื่อนให้ได้และบอกต่อๆ กันไปรวมทั้งแนะนำชื่อตัวเองด้วย ความยากก็คือหากเรานั่งอยู่ในลำดับท้ายๆเราก็จะยิ่งมีภาระในการจดจำชื่อคนอื่นๆมากขึ้นไปเรื่อยๆ ผมนั่งอยู่ในลำดับที่สามสิบต้องตั้งใจฟังและจำชื่อทุกคนให้ดีที่สุด ส่วนคนสุดท้ายคือ มิเชลล์ซึ่งดูเหมือนเกมส์นี้จะเป็นเรื่องง่ายสำหรับเธอ เพราะนอกจากจะจำชื่อทุกคนได้แล้วเธอยังจดจำได้อีกด้วยว่าใครมาจากประเทศใดบ้าง สมกับเป็นผู้ประสานงานโครงการจริงๆ หลังสิ้นสุดเกมส์นี้ปัญหาเรื่องการที่พวกเราจำชื่อกันไม่ค่อยได้ก็ถือว่าได้รับการแก้ไขอย่างถูกจุดเลยทีเดียว
 

 


YES Switz Chapter 1

โพสต์‎‎18 ส.ค. 2551, 21:48‎‎โดยSCSU Thailand   [ อัปเดต ‎‎19 ส.ค. 2551, 7:59‎‎ ]

 
บทที่ 1 เดินทางไป Branwald

               

ก่อนที่จะออกเดินทางจากเมืองไทยมาร่วมกิจกรรมของโครงการ YES 2008 หรือ ชื่อเต็มว่า Youth Encounter on Sustainability 2008 ที่จัดขึ้นที่เมือง Zurich ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 8-25 สิงหาคม 2551 เรื่องหนึ่งที่ผมกลัวมากที่สุดก็คือ เรื่องหลงทาง ขึ้นรถผิดเที่ยวหรือตกรถไฟเครื่องบิน ปัญหาเหล่านี้ธรรมดาถ้าอยู่ที่เมืองไทยนั้นคงไม่น่ากังวลอะไร แต่เมื่ออยู่ห่างบ้านชนิดคนละฟ้าคนละแผ่นดินแบบนี้เรื่องนี้ก็ต้องระมัดระวังมากถึงมากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเดินทางคนเดียวข้ามพรมแดนของสองประเทศด้วยแล้วการวางแผนอย่างรอบครอบจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับแรก
 
                นับตั้งแต่แยกย้ายกับพี่ดนย์พี่คนไทยที่พาเที่ยวมิวนิคเมื่อคืนนี้ ผมรู้สึกได้ว่า โลกกว้าง เป็นของผมอย่างแท้จริง ใจหนึ่งก็กระหายอยากจะผจญภัยเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆแต่อีกใจก็รู้สึกโดดเดี่ยวอย่างบอกไม่ถูก จริงอยู่ชีวิตผ่านการเดินทางมาก็มาก แต่จะปฏิเสธได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เดินทางในต่างแดนโดยลำพัง
               
        ที่จริงแล้วเส้นทางของผมจากมิวนิคไปซูริกเกือบจะมีเพื่อนร่วมทางเหมือนกัน หากสองพี่น้องสัญชาติอเมริกันที่พบกันเมื่อคืนนี้ที่เดอะเตนท์ (The tent) ที่พักราคาถูกแต่มากไปด้วยสีสันและกิจกรรมไม่ผิดนัด ผมตัดสินใจไม่รอสองคนพี่น้องนั้นไปนานกว่าเวลาที่นัดหมายกันไว้ ตอนที่สะพายเป้ลากกระเป๋าออกมาขึ้นรถรางหรือที่คนที่นี่เรียกกันสั้นๆว่า แทม(Tram) ออกจากย่าน Botannicsher Garten ก็เป็นเวลาประมาณ 6 โมง 20 นาที Tram หมายเลข 37 นำผมจากตัวเมืองมิวนิครอบนอกเข้าไปยังใจกลางเมือง รถรางวิ่งมาได้สักพักก็ผ่านพระราชวัง นิวฟันบรวก (Nymphenburg) ที่สร้างโดยพระเจ้ารุดวิกที่ 2 แห่งแคว้นบาววาเรีย ผมผ่านมาเที่ยวและถ่ายรูปยังสถานที่นี้แล้วเมื่อวานนี้ ยังนึกถึงความสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจของสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ของพระราชวังแห่งนี้ ในหนังสือแนะนำเมืองบอกว่าพระราชวังแห่งนี้ จำลองความยิ่งใหญ่ของพระราชวังแวร์ซาย ที่ประเทศฝรั่งเศสมาสร้างไว้ที่นี่ ผมยังไม่เคยไปแวร์ซายแต่เมื่อเห็นพระราชวังแห่งนี้ก็ยิ่งทำให้สงสัยว่าแวร์ซายนั้นจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน เพราะขนาดที่นิวฟันบรวกเป็นแบบจำลองยังใหญ่โตโอ่อ่าถึงเพียงนี้ มองพระราชวังจนสุดสายตาแล้วก็เตือนตัวเองให้มีสมาธิกับการเดินทางต่อไป
(ภาพ: พระราชวังนิวฟันบรวก, จาก www.mikesbiketours.com/Munich-Sightsee.75.0.html)
                       
         เมืองมิวนิคเป็นเมืองใหญ่ของเยอรมันตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศติดกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเมืองที่มีอะไรน่าสนใจอยู่หลายอย่าง ถ้าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบทั้งเรื่องราวประวัติศาสตร์และความทันสมัย การท่องเที่ยวในเมืองนี้จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับทั้งสองสิ่ง คนมิวนิคให้ความสำคัญกับการค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ พอๆ กับการอนุรักษ์มรดก และสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ที่เมืองนี้มีศิลปกรรมโบราณแบบนีโอคลาสสิก (Neo-Classic) และโบสถ์อาคารแบบโกธิกอายุหลายร้อยปีอยู่เต็มเมือง ในขณะเดียวกันก็มีบริษัท SIMEN สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ มีโรงงานผลิตรถยนต์ BMW และมีสนามฟุตบอลอย่าง ALLIANT ARENA ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสร้างมาให้เปลี่ยนสีได้ตามอุณหภูมิ
 
                ความสำคัญของเมืองมิวนิคอีกอย่างก็คือ เคยเป็นเมืองที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกเมื่อปี ค.ศ.1972 (เป็นโอลิมปิกที่เกิดการก่อการร้ายและเรียกกันต่อมาว่าเหตุการณ์ Black September) ดังนั้นผมคิดว่าไม่มากก็น้อยระบบคมนาคมอันดีเยี่ยมที่เมืองมิวนิคใช้อยู่นั้นเป็นโครงสร้างมาจากมหกรรมกีฬาครั้งดังกล่าว ระบบรถรางเชื่อมต่อกับรถไฟ และรถไฟก็มีเส้นทางวิ่งที่แน่นอนสองสายคือ U และ S คือ Urban และ S-ban คือนอกเมืองกับในเมืองนั่นเองและถ้าต้องการจะนั่งรถทั้งสองประเภทไปยังหลายสถานที่ ก็สามารถซื้อตั๋ววันได้และสามารถขึ้นรถชนิดใดก็ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
 
                เมื่อระบบคมนาคมสะดวกและราคาเหมาะสม ใครจะอยากเอารถส่วนตัวมาขับให้เปลืองค่าน้ำมันล่ะจริงไหมครับ? 
 
                เห็นเมืองมิวนิคแล้วนึกถึงเมืองคูริติบา ของบราซิลที่อ่านเจอในหนังสือ เมืองที่สร้างขึ้นมาโดยมี Concept ว่าจะสร้างเมืองให้คนอยู่และยั่งยืนเพราะฉะนั้นไม่ให้รถเข้าถนนสร้างไว้รอบนอกใครจะเข้ามาในเมืองต้องใช้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะอันได้แก่ รถไฟและรถรางทำให้สามารถลดมลพิษ และวางผังเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
 
                ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีผมก็มาถึงสถานีรถไฟหลักของเมืองมิวนิค หรือ ที่รู้จักกันในนาม Haubanhof  station center ไปถึงก็ไม่รอช้ารีบตรงเข้าไปในสถานีเพื่อเช็คชานชาลาที่รถไฟจะออก ปรากฏว่า เป็นชานชาลาที่ 21 พลิกนาฬิกาข้อมือดูยังเหลือเวลาอีกประมาณ 20 นาทีก็เลยไปหาอะไรกินเป็นอาหารเช้าเพราะจะต้องนั่งรถไฟนานถึง 4 ชั่วโมง ผมไปซื้อขนมปังกับกาแฟร้อนมา 1 ชุดเลือกที่ถูกที่สุด ราคา 2 ยูโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 112 บาท รู้สึกเสียดายเงินมากถ้าอยู่ที่เมืองไทยเงินจำนวนนี้สามารถกินข้าวได้ทั้งวันเลยทีเดียว
 
                เมื่อเดินเข้าไปยังชานชาลาหมายเลข 21 ก็รู้สึกประหลาดใจที่ขบวนรถไฟที่จอดอยู่หน้าตาไม่เหมือนกับที่อยู่ในคู่มือที่มีอยู่เพราะในคู่มือนั้นเป็นรถไฟหน้าตาทันสมัยสัญชาติฝรั่งเศส แต่ที่จอดอยู่เป็นรถไฟของบริษัทDB ที่เป็นหัวรถจักรดีเซลล์ธรรมดาหน้าตาไม่ต่างจากบ้านเรานัก สับสนอยู่สักพักก็เลยไปถามเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ ก็ได้รับการยืนยันว่า เช้านี้มีรถไฟขบวนนี้ขบวนเดียวที่จะไปซูริก ก็เลยคิดว่าไม่ผิดขบวนแน่นอน
 
                 เมื่อขึ้นมาบนรถไฟและนั่งตามหมายเลขที่อยู่บนตั๋วไม่นานฝรั่งอายุประมาณ 50 กว่าๆ คิดว่าน่าจะเป็นคนเยอรมันก็ขึ้นมานั่งในที่ตรงกันข้าม ผมก็เลยชวนคุยถึงเรื่องทั่วๆไปแต่ฝรั่งคนนี้ดูท่าทางเครียดๆ เมื่อรู้ว่าผมมาจากไทยแลนด์ก็รีบถามเลยว่า ประเทศไทยยังปกครองแบบ Monacy หรือเปล่า ผมก็เลยรีบตอบไปว่าประเทศของเราเป็นประชาธิปไตยมานานหลายสิบปีแล้ว ตอบคำถามเสร็จก็นึกต่อไปว่าแม้ระบบการปกครองนี้จะยังกระท่อนกระแท่นและตอบสนองความต้องการหรือแก้ปัญหาให้คนส่วนใหญ่ในประเทศได้ไม่มากนักก็ตามประเทศไทยก็แขวนป้ายยี่ห้อประชาธิปไตยมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475
 
                พอได้เวลารถไฟใกล้จะออกผมมองออกไปนอกหน้าต่างทางท้ายขบวนก็เห็นสองศรีพี่น้องที่นัดกันไว้เมื่อคืนชาวอเมริกันเพิ่งจะวิ่งมาขึ้นรถไฟ ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกแล้วที่ผมไม่รอมันสองคนอย่างน้อยเช้านี้ผมก็ไม่ต้องวิ่งแข่งกับเวลา แต่ยังไงก็นึกดีใจกับสองคนนั้นด้วยที่ไม่ต้องพลาดรถไฟ
 
                รถไฟแล่นออกจากชานชาลาตามเวลา 7.12 นาที แล่นไปทางทิศใต้ไกลออกไปจากตัวเมืองขึ้นเรื่อยๆ ผมปล่อยให้ฝรั่งที่นั่งตรงข้ามกันบ่นอะไรพึมพำเหมือนบริกรรมภาษาไปตามลำพัง ส่วนผมหยิบเอาหนังสือ     ไกด์ของทวีปยุโรป มาอ่านข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองมิวนิคที่ไปเที่ยวมาเมื่อวาน โดยเฉพาะในบริเวณใจกลางเมืองที่เรียกว่า แมเรียนพลาท(Marain Plat) นั้นมีอะไรให้น่าเขียนถึงมากมาย แต่ด้วยเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดเรื่องนี้คงต้องเก็บไว้ก่อนเพราะต้องใช้เวลาในการค้นคว้าพอสมควร
 
                
 
           
(ภาพ:Haubahnhof  station cente, จาก: http://www.marketing.hamburg.de )
 
                        รถไฟแล่นออกจากตัวเมืองมิวนิค ทัศนียภาพสองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนไป จากอาคารสูงและบ้านเรือนกลายเป็นท้องทุ่งสีเขียวกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา บางแห่งปลูกข้าวโพดและพืชไร่ชนิดอื่นๆ มองไปไกลๆ เห็นเทือกเขาแอลป์ (Alpes) อันยิ่งใหญ่ปรากฏเป็นเงาลางๆอยู่ที่หลังท้องทุ่งเขียวขจีเหมือนภาพวาดที่มองไปสบายตา
 
                ข้อดีอย่างหนึ่งของรถไฟในยุโรปนอกเหนือไปจากการมีโต๊ะขนาดเล็กให้วางหนังสือ หรือ คอมพิวเตอร์และการมาถึงสถานีตรงต่อเวลาอย่างมากแล้วยังมีหน้าต่างขนาดใหญ่ให้สามารถมองทิวทัศน์ได้อย่างจุใจ ดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจเลยที่ เจ เค โรลว์ลิ่งสามารถจินตนาการถึงแฮรี่ พอร์ตเตอร์และตัวละครของเธอในระหว่างเดินทางโดยรถไฟอยู่ในประเทศอังกฤษไม่มากก็น้อย ก็เพราะทิวทัศน์สองข้างทางนั้นช่างเอื้อต่อการผุดพรายของจินตนาการอันยิ่งใหญ่ได้มากเท่าที่ใจต้องการ
 
                 รถไฟแวะจอดตามสถานีต่างๆ ผมถ่ายรูปวิวสองข้างอย่างเพลิดเพลิน หลังจากเวลาผ่านไปราวสองชั่วโมง รถไฟก็แล่นผ่านทะเลสาบ Constance อันกว้างใหญ่ เป็นสัญญาณว่าผมได้เดินทางมาถึงพรมแดนทางอัน
เป็นรอยต่อระหว่างประเทศ เยอรมันและประเทศสวิสเซอร์แลนด์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โชคดีที่ผมมาถึงยุโรปในช่วงฤดูร้อน และเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุดของยุโรปในรอบปีแน่นอนว่าในวันที่แดดจ้าอย่างนี้ผู้คนที่นี่แทบไม่มีใครอยากอยู่กับบ้านต่างพากันออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้ง (ต่างจากบ้านเราที่แดดจัดไม่มีใครอยากอยู่กับบ้าน)  เช่น มานอนอาบแดดหรือเล่นกีฬาอยู่ตามชายฝั่งหรือบางคนก็ออกไปแล่นเรือใบอยู่กลางทะเลสาบโน่นเลย มัวแต่ดูวิวสองข้างทางอยู่เพลินๆ ก็ไม่รู้ว่าเข้าสู่เขตแดนของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตอนไหน มารู้อีกทีก็ตอนที่ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ต.ม.) ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นมาขอตรวจพาสปอร์ตถึงได้รู้ว่าเข้ามาอยู่ในประเทศปลายทางแล้ว
 
                ผมมาถึงสนานีรถไฟหลักของเมืองซูริกตอน 11.40 น. สถานีรถไฟที่นี่ใหญ่โตสมกับเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของเมืองที่มีความสำคัญของประเทศสวิตเซอร์แลนด์และทวีปยุโรปอาคารสถานีรถไฟมีสามชั้นแบ่งเป็นชั้นใต้ดินที่เป็นศูนย์การค้าให้ผู้สัญจรผ่านมาได้แวะช็อบปิ้งและชั้น 1-2 เป็นพื้นที่ของชานชาลาซึ่งมีมากมายถึงประมาณ 40 ชานชาลา
 
(ภาพ: Constance Lake, จาก: www.travelmuse.com/destinations/DE/00-germany)
               
 ตามแผนการเดินทางที่มิเชลล์บอกมาผมจะต้องซื้อตั๋วรถไฟเพื่อไป Braunwald จากสถานีนี้แต่เดินหาอยู่นานก็ไม่เห็นจุดขายตั๋ว ครั้นพอไปดูที่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติก็ไม่มีสถานีไหนที่ระบุว่า Braunwald เลย ข้อเสียอย่างหนึ่งของการเดินทางอยู่ในประเทศเยอรมันและประเทศสวิสเซอร์แลนด์ก็คือ หาป้ายบอกทางเป็นภาษาอังกฤษยาก เพราะคนที่นี่ส่วนใหญ่ใช้ภาษาเยอรมัน หรือ ฝรั่งเศสเป็นหลักในที่สุดผมก็ตัดสินใจเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ที่จุดแลกเงินก็เลยไปที่ขายตั๋วได้ถูกซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากชานชาลาเท่าไหร่นัก แต่กว่าจะซื้อตั๋วราคา  35.60 CHF ซึ่งเป็นตั๋วที่รวมการเดินทางจากสถานี Zurich , Ziegelbrucke  และ Linthal Braunwaldbahn มาได้ก็เป็นเวลาที่รถไฟประจำชั่วโมงนี้ได้ออกจากสถานีไปแล้ว ผมเลยเหลือเวลาอีกเกือบหนึ่งชั่วโมง จึงตัดสินใจฆ่าเวลาด้วยการออกไปเดินดูข้าวของในย่านการค้าที่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟแต่ก็เดินไปได้แค่สองสามช่วงตึกเท่านั้น ด้วยเหตุผลสองประการก็คือ หนึ่งกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ต้องแบกไปด้วยนั้นทำให้เดินไม่สะดวกนักและสองราคาข้าวของที่นี่แพงมากจนหมดกำลังใจดู เคยได้ยินมาบ้างว่าค่าครองชีพที่ซูริกนั้นสูงมาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะสูงอย่างนี้มีอย่างที่ไหนถุงเท้าธรรมดาๆ คู่ละตั้ง 10 CHF ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 300 บาท ส่วนเสื้อผ้าอย่างอื่นก็มีราคาแพงทั้งนั้น
 
                ระหว่างทางที่กลับมาที่สถานีรถไฟแวะกินฮอดดอก กับขนมปัง วิธีทำของพ่อค้าเชื้อสายตะวันออกกลางคนนี้น่าสนใจดี คือจะนำขนมปังแข็งๆ แบบยาวๆ มาตัดแบ่งครึ่งใส่ซอสมะเขือเทศลงไปในขนมปังและใส่ไส้กรอกลงไปในช่องของขนมปัง ผมถือขนมราคา 6 CHF นั้นไปนั่งกินรอรถไฟที่ชานชาลาเริ่มรู้สึกเหนื่อยกับการเดินทางบ้างแล้วคงเป็นผลพวงมาจากการเที่ยวแบบมาราธอนเมื่อวานนี้ด้วย ได้แต่คิดในใจว่าถึงโรงแรมเมื่อไหร่จะนอนให้สมกับการเดินทางอันยาวนานในครั้งนี้
 
                รถไฟออกจากสถานีกลางของซูริกตอน 13.12 นาที จากสถานีนี้ผมจะมุ่งหน้าลงไปยังทิศใต้เรื่อยๆ ต้องเดินทางเปลี่ยนรถไฟอีกสองขบวนที่สถานี Ziegelbrucke (ใช้เวลาเดินทาง 45 นาที) และสถานี Linthal Braunwaldbahn (ใช้เวลาเดินทาง 38 นาที)
 
             
  
เส้นทางระหว่าง
Zurich มุ่งหน้าไป Braundwald นั้นเป็นเส้นทางเรียบเทือกเขาแอลป์สลับกับที่ราบระหว่างหุบเขา ตามเนินเขาเตี้ยๆมองเห็นบ้านปลีกไม้ อยู่เป็นกลุ่มๆ ไม่ช้าบนขบวนรถไฟที่นั่งมาผมก็มีเพื่อนร่วมทางเป็นนักปั่นจักรยานทางไกลเต็มโบกี้ ทุกคนแบกจักรยานขึ้นรถไฟมาด้วย คงจะมีโปรแกรมไปตั้งต้นปั่นจักรยานกันที่ไหนสักแห่งในทวีปนี้
 
                มาถึงสถานีรถไฟปลายทางก็เป็นเวลา เกือบบ่ายสามโมงตามเวลาท้องถิ่น เท่ากับวันนี้ผมใช้เวลาเดินทาง กว่า 7 ชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตามสถานที่ที่จัดงานนั้นจะต้องเดินทางต่อขึ้นไปบนภูเขา โดยยานพาหนะที่เรียกว่า cable car อย่างไรก็ตามผมไม่ต้องซื้อตั๋วเพิ่มแต่อย่างใด เพราะตั๋วรถไฟที่ซื้อมานั้นรวมราคาของยานพาหนะชนิดนี้ไว้แล้ว พอโชว์ตั๋วรถไฟให้เจ้าหน้าที่ดูเขาก็ให้ตั๋ว cable car มาถือไปเข้าประตูอัตโนมัติเหมือนที่รถไฟฟ้าบ้านเรา จากนั้นผมก็ไต่ความสูงขึ้นไปบนภูเขาขนาดมหึมาพร้อมกับสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา ใช้เวลา 5 นาทีผมก็ขึ้นมาอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของเทือกเขาแอลป์ (Alpes) อย่างที่เคยฝันไว้ว่าจะมีโอกาสสักครั้งในชีวิต ที่ได้มาถึงดินแดนแห่งนี้
 (ภาพ: Braundwald, จาก: www.chastonay.ch/Braunwald.htm)
             
       ผมมองผ่านสายฝนออกไปเห็นโรงแรม Apenblixe อยู่ตรงหน้า ที่หน้าโรงแรมประดับประดาดอกไม้สีแดงสดสีเดียวกับพื้นธงชาติสวิสเซอร์แลนด์ เช่นเดียวกับบ้านเรือนแถวนี้ที่มีดอกไม้หลากสีประดับอยู่ที่กระถางต้นไม้หน้าบ้านและที่แขวนไว้ตามหน้าต่าง ผมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นอกหน้าต่าง ยิ้มอยู่คนเดียวที่เดินทางข้ามโลกมาถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยไม่มีอุบัติเหตุและไม่มีการหลงทาง ฝรั่งหน้าตาใจดีในชุดปีนเขาสองคนนั่งอยู่ถัดไปแต่ทั้งสองคนสนทนากันเป็นภาษาเยอรมันซึ่งผมไม่มีความรู้จึงไม่ได้ร่วมสนทนาแต่อย่างใดได้แต่ยิ้มให้ด้วยท่าทีเป็นมิตร รอจนฝนหยุดจึงเดินออกมาจากสถานี cable car
แสงแดดยามเย็นส่องเป็นทิ้วทะลุปุยเมฆขาวที่คลอเคลียร์อยู่บนยอดเขา ผมเริ่มมองเห็นความสวยงามรอบบริเวณ ดอกไม้บนเขาสูงที่หิมะยังคงปกคลุมอยู่บนยอดเบ่งบานรับแสงอาทิตย์ยามใกล้จะอัสดง ฝูงผีเสื้อบินมาทางที่ผมยืนอยู่ เหมือนกับจะย้ำเตือนเรื่องราวในความทรงจำ
 
...ใช่แล้วหลายเดือนก่อนมีคนบอกให้ห้ผมจับ ผีเสื้อในยามที่มันมาเกาะอยู่ที่ไหล่เพราะฝีเสื้อก็เหมือนโอกาสดีๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต มันอาจไม่มาถึงอีกเลยก็ได้ ใครจะไปรู้ว่าวันนี้ผมไล่จับผีเสื้อมาไกลจากบ้านนับหมื่นนับพันไมล์ รู้สึกเหนื่อยกับการเดินทางอย่างบอกไม่ถูก บางทีการนอนพักสักตื่นคงเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย ที่พักอยู่ตรงหน้าแล้วผมหายใจเอาอากาศสดชื่นเข้าไปเต็มปอดทางก้าวเข้าไปภายใน ..........
 
                                        
 
                                                                                                                                                                                                                                                                                    โปรดติดตามตอนที่ 2 ได้เร็วๆ นี้
 
 
 

YES Switz Chapter 2

โพสต์‎‎18 ส.ค. 2551, 21:47‎‎โดยSCSU Thailand   [ อัปเดต ‎‎9 ก.ย. 2551, 19:39‎‎ ]

 
บทที่ 2 คนแคระริมทาง มุมอ่านหนังสือ และน้ำใจจากเพื่อนใหม่  

 

              

               

                สายลมเย็นๆ พัดเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มเอาไว้ตั้งแต่เช้า ผมตื่นขึ้นแต่เช้าตรู่ของวันที่ 8 สิงหาคม 2551 ตามกำหนดการที่ทราบจากมิเชลล์เมื่อวาน ในวันนี้จะยังไม่มีกิจกรรมหรือการเรียนการสอนใดๆจากทางผู้จัดนอกไปจากงานเลี้ยงต้อนรับที่จะจัดขึ้นตอนอาหารมื้อเย็น ในวันนี้ผู้เข้าร่วมโครงการที่เหลือจากทวีปต่างๆจะเดินทางมาสมทบกันที่โรงแรม Alpenblick ก่อนที่งานจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้

 
        หลังจากจัดการกับอาหารเช้าเรียบร้อยผมกับเพื่อนๆชาวเอเชียอีก 4 คน ได้แก่ Kwan ชาวสิงคโปร์ Richard ชาวฟิลิปปินส์ Masa และ Arki เพื่อนจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ชวนกันไปเดินเล่นรอบๆโรงแรมซึ่งมีที่ตั้งอยู่บนภูเขา ผมถือว่านี่เป็นการเดินสำรวจพื้นที่รอบๆไปในตัวด้วย เพื่อนพวกนี้เป็นกลุ่มแรกที่ผมได้รู้จักในโครงการนี้เราพบกันตั้งแต่เมื่อวาน เกือบทั้งนั้นหมดเรียนอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ยกเว้น Kwan รูมเมทของผมที่เรียนมหาวิทยาลัย MIT  (Massachusetts Institute of Technology) ที่บอสตันในสหรัฐอเมริกา
 
                 หมอกลงหนามากในช่วงเช้าของวันนี้ แม้แต่ภูเขาที่เคยตระหง่านอยู่ตรงหน้าผมก็ไม่สามารถชื่นชมได้อย่างใจต้องการ ผมรู้สึกเหมือนกำลังเดินฝ่าเข้าไปในกลุ่มเมฆที่ลอยต่ำอยู่รอบตัว รู้สึกเวียนศีรษะเล็กน้อยคงจะเป็นเพราะ อากาศที่เบาบาง ผมกระชับเสื้อกันหนาวแนบเข้ากับลำตัวแล้วเดินตามเส้นทางที่ทอดยาวขึ้นไปยังเนินสูงบนเทือกเขา
 
                พวกเราเดินห่างออกไปจากโรงแรม ไปบนถนนสายแคบๆที่ไม่รู้จุดสิ้นสุด พวกเราเดินทอดน่องสบายๆ และแวะถ่ายภาพบ้านเรือนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว ผมสังเกตจากเครื่องไม้เครื่องมือที่วางไว้ตามบ้านเรือนก็รู้ได้ว่าชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับกสิกรรม เลี้ยงสัตว์เมื่อเดินสูงขึ้นไปสิ่งที่เห็นตรงหน้าก็ยิ่งยืนยันความเข้าใจของผมว่าถูกต้อง บนทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่มี    วัวนมยืนกินหญ้าอยู่อย่างสบายอารมณ์หลายสิบตัว วัวพวกนี้คนเลี้ยงจะผูกกระดึงอันใหญ่รูปร่างคล้ายระฆังย่อส่วนไว้ที่คอของมันเวลามันเดินไปไหนเสียงก็จะสะท้อนดังไปทั่วคนเลี้ยงจะติดตามหามันได้พบกรณีที่มันหลงออกจากฝูง แต่ปกติพวกเขาจะปล่อยให้มันกินหญ้าอย่างอิสระอยู่ในทุ่งหญ้าอย่างกว้างขวาง Kwan ถึงกับเปรยว่าวัวพวกนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมาก ผมเห็นด้วยกับเขาเพราะพูดก็พูดเถอะครับผมไม่เคยเห็นแม่วัวของประเทศไหนดูมีความสุขเท่านี้มาก่อน
 
                อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์บนเส้นทางเดินขึ้นภูเขาของเมือง Braundwald ก็คือที่ริมข้างทางจะมีวาล์วเก็บน้ำที่ทาสีสันต่างๆ ไว้อย่างสวยงาม ถ้ามองอย่างผิวเผินอาจคิดว่ามีคนแคระใส่เสื้อผ้าหลากสีมายืนต้อนรับอยู่
ริมทาง ซึ่งวาล์วน้ำเหล่านี้นอกจากเพิ่มความสวยงามให้กับสถานที่ยังใช้เป็นจุดสังเกตของนักท่องเที่ยวหรือนักเดินทางไกลเพื่อไม่ให้หลงทางเพราะลวดลายของวาล์วน้ำแต่ละจุดก็มีสีสันและลวดลายแตกต่างกันออกไป
 

                บ้านเรือนในแถบนี้ส่วนใหญ่สร้างด้วยปีกไม้มีบ้างที่เป็นครึ่งไม้ครึ่งปูน มีหลายบ้านที่มีคอกม้าหรือคอกวัวอยู่ในบริเวณบ้าน แต่ละบ้านมักประดับประดาด้วยไม้ดอกหลากสีสันตามหน้าต่างและแปลงดอกไม้ขนาดเล็กๆ บ้านแต่ละหลังอยู่กระจัดกระจายอยู่ห่างๆกันไปตามพื้นที่กว้างใหญ่ของที่ราบในขุนเขาลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ ไกลออกไปจากจุดที่ยืนอยู่ทิวสนสูงลิ่วมองเห็นเป็นแนวอยู่ลางๆ ในสายหมอกที่เริ่มคลี่คลายตัว

                                             
 
          (ภาพ:วาล์วเก็บน้ำ, ถ่ายโดย: นายนครินทร์ ศรีเลิศ )
           
                 เกือบหนึ่งชั่วโมงต่อมาเส้นทางของเราเริ่มวกกลับสู่โรงแรม ผมสะดุดตาเข้ากับบ้านหลังหนึ่งที่ทำมุมอ่านหนังสือไว้ที่หน้าบ้าน เพื่อนชาวญี่ปุ่นบอกว่านี่อาจเป็นห้องสมุดของชุมชน แต่ผมกลับคิดว่าถ้าจะเป็นห้องสมุดของชุมชนก็คงเล็กเกินไป แต่ขนาดของมุมอ่านหนังสือนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ ที่น่าสนใจก็คือในชั้นที่ต่อไว้ด้วยเศษไม้ง่ายๆนั้นมีหนังสือที่เล่มหนาหลายเล่ม ผมพลิกดูแม้จะเป็นภาษาสวิตซ์-เยอรมัน (ซึ่งผมไม่มีความสามารถที่จะอ่าน) แต่ดูจากภาพประกอบแล้วเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นหนังสือเกี่ยวกับการเกษตร ผมคุยกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นถึงเรื่องห้องสมุดต่อไปบอกว่ามหาวิทยาลัยของผมมีหอสมุดที่ใหญ่มากแล้วในช่วงสอบก็เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อนชาวญี่ปุ่นตื่นเต้นมากกับการเปิดห้องสมุดตลอด 24 ชั่วโมง แต่ Richard ดูจะไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้สักเท่าไหร่เขาบอกว่านี่ไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะหมายถึงพลังงานที่ต้องสูญเสียไปอย่างมหาศาลเพื่อตอบสนองบริการนี้      
                                                                                                                 
 
                      ผมมองไปยังมุมอ่านหนังสือและมองไปยังสภาพแวดล้อมรอบบริเวณ นาทีนั้นผมรู้สึกว่ารอบตัวของผมเองสามารถเป็น ห้องสมุดที่ดีที่สุดได้   ใช่หรือไม่ว่าหากรัฐสามารถปกป้องดูแลและจัดสรรสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ปราศจากมลภาวะทางเสียงหรือทางทางอากาศ การใช้เวลาอยู่กับห้องสมุดในธรรมชาติน่าจะเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ดีที่สุด เพราะนอกจากประหยัดงบประมาณและพลังงานมนุษย์ยังสามารถรู้สึกได้อย่างแท้จริงว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและมีหน้าที่โดยตรงที่จะพิทักษ์รักษาดูแลมิใช่ทำลาย     
 
                      ที่หมายสุดท้ายที่กลุ่มของพวกเราแวะไปก็คือ น้ำตกเล็กๆที่อยู่ใกล้ๆกับถนนด้านหลังของโรงแรม อุณหภูมิที่สูงขึ้นสลับกับฝนที่ตกลงมาเป็นระยะในช่วงนี้ทำให้หิมะที่ยังคงเหลืออยู่บนยอดเขาสูงละลายและไหลลงมาตามความลาดชันของภูเขา ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นน้ำตกเล็กๆ อยู่หลายแห่งในเวลานี้
               
                    
 
หลังจากกลับมาที่โรงแรมแล้วผมใช้เวลาในช่วงเช้าไปกับการส่งข่าวถึงอาจารย์ ครอบครัวและเพื่อนที่เมืองไทยว่าผมได้เดินทางมาถึงที่หมายแล้วอย่างปลอดภัยและสบายดีไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ก่อนหน้านั้นผมก็ต้องใช้เงินเกือบ
10 CHF ไปซื้อข้อต่อปลั๊กไฟเพราะเต้าเสียบที่สวิตเซอร์แลนด์นั้นเป็นแบบกลมๆ ซึ่งแตกต่างกับที่เมืองไทย
 
ตอนบ่ายที่โรงแรมเริ่มคึกคักขึ้นเป็นลำดับ เพราะมีอีกหลายคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงในจำนวนนั้น มี Rajesh ชาวเนปาลที่เรียนปริญญาโทสาขาป่าไม้อยู่ที่มหาวิทยาลัยเยล (Yale University) ประเทศสหรัฐอเมริกา ผมกับเขาเคยเจอกันคราวไปร่วมงานประชุมนักศึกษาเพื่อความยั่งยืน ที่มหาวิทยาลัยเรจินา ประเทศแคนาดาผมบอกกับ Rajesh ว่าดีใจที่ได้เจอกับเขาอีกครั้งเขาถามถึงเพื่อนๆ ที่เมืองไทยทุกคนว่าสบายดีหรือไม่ ผมบอกว่าทุกคนสบายดีและเพิ่งจะผ่านงานรับปริญญากันไปเมื่อเดือนที่แล้ว Rajesh ฝากผมมาแสดงความยินดีกับเพื่อนๆทุกคนด้วย อีกคนหนึ่งที่อยากพูดถึงในวันนี้ก็คือ Sabina ชาวอุซเบกิสถานเธอเป็นน้องสาวของ Dimera ที่เคยไปประชุมที่แคนาดาเช่นกัน เธอหน้าตาสะสวยไม่แตกต่างจากพี่สาวมากนัก ผมถามถึงพี่สาวของเธอตามมารยาทจึงรู้ว่า Dimera ได้เข้าเรียนเป็นนักศึกษาแพทย์อยู่ในมหาวิทยาลัยการแพทย์ในอุซเบกิสถานเรียบร้อยแล้วในตอนนี้
 
 
 
(ภาพ:ระหว่างทางเดิน, ถ่ายโดย: นายนครินทร์ ศรีเลิศ)
 
 
วันนี้เป็นวันที่ผมได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ที่มาจากที่ต่างๆ มากมาย มารยาทเวลาเจอกับเพื่อนต่างชาติในการทักทายและแนะนำตัวก็ไม่ต่างจากที่ร่ำเรียนกันมาคือแนะนำชื่อ ประเทศและสาขาที่เรียนมา สิ่งที่ผมได้เพิ่มเข้าไปก็คือ รอยยิ้มอย่างจริงใจซึ่งผมคิดว่าจะช่วยให้ท่าทีของเราเป็นมิตรอย่างเปิดเผย ผมแนะนำตัวเองว่าชื่อ แบงก์ คิดว่าน่าจะทำให้คนอื่นจำชื่อเราได้ง่ายขึ้น ปัญหาก็คือ ผมยังไม่สามารถจำชื่อและที่มาของใครได้เป็นชิ้นเป็นอันมากนักซึ่งปัญหานี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับผมเพียงแค่คนเดียว เพื่อนกลุ่มละตินอเมริกาถึงกับบ่นว่าแต่ละคนน่าจะมีป้ายชื่อของตัวเองจะได้จำชื่อกันได้ง่ายขึ้น
 
ตอนบ่ายผมรู้สึกปวดศีรษะมากจนต้องขึ้นไปนอนพักบนห้อง รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกทีก็เกือบได้เวลาอาหารเย็นแล้วแต่แม้จะนอนไปหลายชั่วโมงอาการปวดศีรษะก็ยังไม่ทุเลาลง อากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมีโอกาสที่ทำให้การเจ็บป่วยเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ผมนึกโทษตัวเองที่ไม่นำยาสามัญใดๆติดตัวมาเลย โชคดีได้เพื่อนชาวฟิลิปปินส์คือ Richard เอายาแก้ปวดศีรษะมาให้ส่วน   รูมเมทของผมก็ดูเป็นห่วงผมไม่น้อยเขาบอกว่าถ้าผมไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับไม่ไหวก็คงไม่เป็นไร ผมควรจะนอนพักมากๆ เขาจะบอกกับมิเชลล์ให้ว่าผมป่วย ผมกินยาและล้มตัวลงนอนอีกสักพักแล้วตามลงไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับที่จัดไว้ที่ภัตตาคารของโรงแรม ตอนที่ผมลงไป ดร.โรเจอร์ ผู้อำนวยการของโครงการลุกขึ้นกล่าวต้อนรับทุกคนที่มาร่วมงานพอดี ดร.โรเจอร์เป็นชายอายุ 60 เศษๆ มีพุงใหญ่และหนวดหลอมแหลมที่ริมฝีปากบนเป็นเอกลักษณ์ เท่าที่ผมจับใจความได้   ดร.โรเจอร์ (Roger Baud) บอกว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่ทุกคนมาพบกัน มีโอกาสที่จะได้แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็น มีโอกาสจะได้รู้จักและเป็นเพื่อนกับคนที่มาจากที่ต่างๆทั่วโลกเพื่อสัมพันธภาพอันดีงามที่จะสร้างโลกไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
 

        บนโต๊ะอาหารคืนนั้น Richard และ Kwan เพื่อจะบอกกับเขาว่าผมรู้สึกดีขึ้นจากอาการป่วยได้ด้วยน้ำใจที่คนทั้งสองหยิบยื่นให้ ทั้งสองคนยิ้มตอบกลับมาอย่างเป็นมิตร ผมรู้สึกดีใจที่มิตรภาพระหว่างผมกับเพื่อนใหม่กลุ่มนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยวันต่อไปใน Braundwald ของผมก็คงไม่โดดเดี่ยวอย่างที่เคยหวาดกลัวมาก่อน ............

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
(ภาพ:รอยยิ้มบนโต๊ะอาหาร, ถ่ายโดย: นายนครินทร์ ศรีเลิศ)
 
 
 
 
 
 

‹ ก่อนหน้า    1-3 จาก 3    ถัดไป ›