![]()
หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก:: ร่มโพธิ์ไทร > ห้องคณาจารย์ > ประวัติพระคณาจารย์ของเมืองไทย http://romphosai.com/forums/forum15/thread167.html หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก /2 ::หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก หลวงปู่ เดิมชื่อ สังวาล นามสกุล จันทร์เรือง เกิดเมื่อ จันทร์ เดือน 4 ปีมะโรง (2459) ที่บ้านหนองผักนาก สามชุก
สุพรรณบุรี บรรพบุรุษท่านมีอาชีพทำนา แต่โยมบิดาของท่านเป็นผู้ที่ได้นำภาพยนตร์มาฉายในอำเภอสามชุกเป็นคนแรก
อุปสมบทครั้งแรก เมื่ออายุครบบวช แต่ด้วยความที่ท่านเป็นคนไม่รู้หนังสือ บทสวดมนต์บางบท ท่านต้องจำจากที่แม่ชีสวดกัน
ท่านจึงสวดมนต์ได้แค่ อิติปิโส ฯ พาหุง ฯ แม้แต่นะโมก็ต้องต่อเอา ด้วยเหตุนี้ท่านจึงต้องลาสิกขาบททั้งๆที่ไม่อยากจะลาเลย
ชีวิตสมรส ท่านสมรสกับแม่บาง เมื่ออายุ 26 ปี ในปี 2448 แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ท่านยึดอาชีพทำนาแต่ด้วยเหตุที่ท่านมีสุขภาพ
ไม่ค่อยจะแข็งแรงเท่าไรนักบางครั้งขณะที่ทำงานเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา ท่านก็ต้องผลัดกันไถนาโดยอาศัยห้างนาเป็นที่พัก รอจนไข้ลดจึงได้ออกมาทำนาเป็นปรกติ บางทีก็ทำนาไม่ได้ต้องให้ภรรยาท่านเป็นคนทำ ท่านจึงรับหน้าที่ เป็นผู้ช่วยหุงหาอาหาร
ให้ภรรยาเท่านั้นเอง ท่านได้ทนทุกข์ทรมานกับโรคภัยถึง 2 ปีโดยในระหว่างนั้นท่านได้รับคำแนะนำจากแม่ชีจินตนา ซึ่งเป็นศิษย์
ของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ให้ทำกรรมฐานเผื่อว่าโรคจะหายความที่ท่านมีโรคภัยนี้เอง จึงได้เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่านได้เห็นภัย
วัฏฏะสงสาร เห็นภัยที่เกิดจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ขึ้นมา ท่านเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งแม่บางไม่สบาย ท่านก็ได้ช่วยดูแลตามประ
สาสามี ธรรมดาของคนป่วยย่อมจะต้องมีความอิดโรยเป็นธรรมดาและช่วยตัวเองไม่ได้ ท่านจึงช่วยตักน้ำราดศรีษะให้แม่บาง พอ
น้ำราดลงบนเส้นผม ไอระเหยที่โดนเส้นผมนั้น ส่งกลิ่นชวนให้น่ารังเกียจ เนื่องจากไม่ได้ทำความสะอาดมาเป็นเวลานาน ทำให้
ท่านเกิดสลดสังเวชใจเป็นอย่างยิ่งว่า อสุภนิมิต มีโครงกระดูกขึ้นแทน ด้วยตัวท่านเป็นผู้ฝึกทำกรรมฐานอยู่เสมอ จึงทำให้จิตใจที่ รับการฝึกฝนอยู่ย่อมเกิดปัญญาเกิดความรู้เห็นขึ้น มีญาณทัศนะปรากฎขึ้น ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ท่านเห็นภัยในสังขารยิ่งขึ้นและเกิด ความเบื่อหน่ายที่จะครองเรือนอีกต่อไป การสละจาการครองเรือนจึงได้เกิดขึ้น ที่ได้รับการฝึกฝนอยู่ย่อมเกิดปัญญาเกิดความรู้เห็น
ขึ้นมีญาณทัศนะปรากฎขึ้น ท่านได้บอกกับแม่บาง ให้รู้ถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ที่ท่านจะไปสู่ธรรมวินัยของพระบรมศาสดา
เพื่อที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ให้จงได้ ในการจะออกบวชในครั้งนี้ท่านก็ได้ให้พ่อห่วง ผู้เป็นบิดา ให้บอกกับลูกหนี้ทั้งหมดที่เป็นหนี้เป็นสิน
กับบิดาของท่าน ให้มาประชุมพร้อมกันและท่านได้ขอร้องพ่อห่วงให้ยกเลิกสัญญาที่ลูกหนี้ทั้งหลายได้กระทำกับบิดาของท่าน ด้วย
การฉีกเอกสารทิ้งทั้งหมด นับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นในการให้ทาน อันเป็นที่น่าปิติยินดีอย่างยิ่งหลังจากนั้นท่านได้ อุปสมบทอีกครั้ง
เมื่อ วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๔๙๔ ณ วัดนางบวช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เวลา ๑๔.๔๕ น. ท่านพระครูแขก เป็นอุปัชฌาย์
เมื่อท่านอุปสมบทแล้ว ก็ได้เข้าไปปฏิบัติธรรม ณ ป่าช้าวัดบ้านทึง อ.สามชุก เป็นเวลา ๖ พรรษา ท่านได้อาศัยอยู่ในป่าช้าโดยฝาก
ตัว เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อมหาทอง โสภโณ วัดบ้านทึง จ. สุพรรบุรี ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ทางด้านปริยัติได้ดีท่านหนึ่ง หลวงพ่อมหา
ทองท่านได้เป็นผู้แปลข้อศีลที่ว่า สมาธิ ภิกฺขเว ภาเวย สมาธิโต ยถาภูตํ ปชานาติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลาย
พึงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด เพราะจิตที่เป็นสมาธินั้น ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง เพียงประโยคนี้เท่านั้น ที่ท่านถือเป็นแนวทาง
ปฏิบัติ มุ่งมั่นกระทำความเพียร อยู่ในป่าช้าตลอดเวลา ๕ ปี ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัตินี้เองทำให้ท่านรู้เห็นตามความเป็นจริง โดย ท่านได้ยึดหลักธุดงควัตรตลอดเวลา หลังจากที่ท่านพระอาจารย์มหาทองได้ละสังขารแล้ว ท่า่นจึงได้ออกจากป่าช้า แต่ท่านก็มิได้
ละเลยหรือทอดธุระในภาคปฏิบัติเลยแม้แต่น้อย เรื่องนี้ก็ให้นึกถึงคำของท่านที่ได้กล่าวว่านักปฏิบัติจะทิ้งการปฏิบัติไม่ได้ จนกว่าจะหมด
ลมท่านเองก็เป็นเช่นนั้น เมื่อท่านมาอยู่วัดทุ่งสามัคคีธรรม และไปสร้างวัดป่าน้ำตกเขมโก ที่ ด่านช้าง สุพรรณบุรี ท่านก็จะสั่งสอน
และเจริญสมาธิภาวนาอยู่เสมอมิได้ขาดเลย ในระยะเริ่มแรกท่านมีอุปสรรคมากเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ บางคนถึงกับเข้า มาทำร้ายและขัดขวางการเผยแพร่ธรรมทุกรูปแบบ แต่ในที่สุดท่านก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ และเผยแพร่ธรรมให้ทุกคนรู้จักประ
พฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างกว้างขวางมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจในการปฏิบัติธรรม เข้า
ห้องกรรมฐานปฏิบัติตตามหลักมหาสติปัฏฐาน 4 ที่หลวงพ่อแนะนำสั่งสอนได้เป็นอย่างดี
หลวงปู่จึงมีศิษยานุศิษย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย ******** อันนี้อาตมาจะพาเที่ยวกรรมฐาน ปัญจกรรมฐาน ๕ ผม ขน เล็บ ฟัน หนังหุ้มโดยรอบ ฟันอยู่ในปาก เหมือนกระดูก นี่ ควรกำหนดรู้ เห็น ขนขึ้นรอบๆ ร่างกายของเรา ควรกำหนดรู้เห็น ไม่เห็นหนดรู้ เล็บ ขึ้นปลายนิ้ว กำหนดรู้เห็น ที่เราเคยรู้ เราเคยเห็นอยู่ ฟันอยู่ในปาก กำหนดรู้เห็น เราเคยรู้ หนังหุ้มโดยรอบ กระดูกอยู่ภายในนี่ ฟันนั้นแหละ กระดูกนี่ ให้เห็น ไม่เห็นกำหนดรู้ ปัญจกรรมฐาน ๕ นี้ จะเห็นอย่างหนึ่งอย่างไร ก็ให้กำหนดไว้ให้ชำนาญ ให้ชำนิชำนาญในการรู้ในการเห็น เมื่อเห็นแล้วทำใจไว้สงบๆ เห็นก็ไม่ว่า ไม่เห็นก็ไม่ว่า ทำใจเฉยๆ รู้ เห็นก็ไม่ว่า ไม่เห็นก็ไม่ว่า ทำใจ เฉย...รู้ เฉย...รู้ ว่าเรานั่งสมาธิอยู่ อยู่กับองค์พระสมาธิ เมื่อจิตอยู่กับองค์พระสมาธิแล้ว ย่อมจะรู้ความเป็นจริง ทำใจ พุทโธ พุท... ลมเข้า โธ... ลมออก พุท... ลมเข้า โธ... ลมออก ให้กำหนดรู้ เห็น กายของเรา ให้กำหนดเห็น ลมเข้า กำหนดรู้...ลมออก กำหนดรู้ ให้รู้เห็นในลมเข้า ทำปีติในลมหายใจเข้า กำหนดรู้ ปีติในลมหายใจออกกำหนดรู้ พยายามทำอยู่อย่างนี้เป็นอารมณ์ เมื่อจิตนี้ เลิกคิดนึกแล้ว ย่อมจะเห็นสภาวะอย่างแน่นอน พยายามทำ บริกรรมภาวนาเป็นเครื่องตรัสรู้ธรรม ไม่ให้จิตคิดนึกอย่างอื่น ทีนี้เมื่อจิตคิดนึก คิดก็รู้...เฉย เลิกคิดเราก็รู้...เฉย ทำความรู้...เฉยเป็นอารมณ์ แล้วจะมีสติสัมปชัญญะความรู้ตัวอยู่ทุกขณะๆ เพราะอานุภาพธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นผู้เจริญ ผู้ปฏิบัตินั้นหละเป็นผู้จะเจริญธรรมคำสั่งสอนของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อใครมั่นอยู่ในพระพุทธเจ้า ผู้นั้นแหละจะต้องตรัสรู้ธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ = รู้เฉย....หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก <<< มีต่อ
http://www.dhammakid.com/board/index.php?topic=738.0 http://www.jozho.net/index.php?mo=3&art=73423 << เสียงอ่าน และ เพลง38ตอน ประวัติ หลวงปู่มั่น
**************************************************************************************** | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||


หน้าชื่อไฟล์ เพื่อรับฟังเสียงที่คุณเลือก