ฝากเพื่อนพ้องน้องพี่ครับ ฎีกาและแบบฟอร์มล่ารายชื่่อตอนนี้พร้อมแล้วนะครับ
Download จากที่นี่ครับ: http://sites.google.com/site/prachathaiclub/Home/file-sharing
ท่านสามารถดาวน์โหลดแล้วนำออกไปกระจาย ล่ารายชื่อเก็บไว้ได้เลยครับ
แล้วจะแจ้งอีกทีว่า จะส่งไปรวมกันตรงไหนดี
ก่อนนำทูลเกล้าเสนอฯ
หากพวกเราต่างคนต่างช่วยกัน ผมเชื่อว่า เราจะได้คนเห็นด้วยจำนวนมหาศาลมาก
หากจะคิดเอาไปปรับแล้วจัดตั้งเป็นเรื่องเป็นราว ผมก็จะสนับสนุนอยู่ทางเมืองนอกครับ
ขอบคุณครับ
ฎีกาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
รัชกาลที่ ๙ แห่งราชวงศ์จักรี
วันที่ : _______________________________________
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
บรรดาข้าพระพุทธเจ้าผองพสกนิกรชาวไทยใต้พระบรมโพธิสมภาร
พลเมืองของประเทศไทยผู้ซึ่งได้ลงนามต่อท้ายหนังสือฎีกาฉบับนี้
พร้อมด้วยการสนับสนุนของมิตรจากต่างประเทศจำนวนหนึ่ง เป็นผู้ที่รักประเทศชาติบ้านเกิด
และการมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรมคู่บ้านคู่เมืองอย่างจริงใจและไม่สั่นคลอน
ผองข้าพระพุทธเจ้าต่างเห็นว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้นที่เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับแก้ปัญหาระยะยาวทางสังคม
การเมือง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจที่ประสพกันอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย
ในฐานะพลเมืองที่มีสำนึกรับผิดชอบต่อบ้านเมือง พวกเรามีความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อสิ่งที่เกิดขึ้นทางการเมืองและสังคมของไทย
ซึ่งได้แบ่งแยกผู้คนทางความคิด ทำลายความกลมเกลียวและสันติสุขอย่าน่าใจหาย กัดกร่อนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมืองจนความเชื่อมั่นหดหาย
ละเมิดอำนาจอธิปไตยของปวงชนอย่างร้ายแรง และทำร้ายความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจที่พวกเราเคยมีก่อนหน้านี้
ฯลฯ ด้วยความเคารพและจงรักภักดี ผองข้าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยมิตรสหายจากต่างประเทศจำนวนมากที่ห่วงใยความก้าวหน้าของประเทศไทย
เชื่อว่า พระองค์ท่านอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดความรุนแรงของสถานการณ์ต่าง
ๆ ในปัจจุบันและแผ้วถางทางสำหรับอนาคตที่ดีขึ้นของประเทศไทย หากพระองค์จะทรงพระราชทานพระราชวินิจฉัยและหาแนวทางให้เกิดการปฎิบัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อเรียกร้องต่อไปนี้
ประการแรก ตามที่ทรงมีพระราชดำรัสแด่ปวงชนชาวไทย
ณ วันที่ ๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘ อันมีใจความตอนหนึ่งบ่งชัดว่า ทรงมีพระเมตตาธิคุณและพระราชหฤทัยที่กว้างใหญ่ไพศาล
กอปรกับพระราชประสงค์ให้ประชาชนสามารถวิจารณ์องค์พระมหากษัตริย์ได้นั้น ผองข้าพระพุทธเจ้าจึงมีความอบอุ่นและมั่นใจในพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมและในการขอให้พระองค์ทรงพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยให้มีการดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ไม่เหมาะสมกับกาลสมัยและระบอบประชาธิปไตยเสียโดยเร็ว ด้วยเหตุผลเพิ่มเติมดังนี้ หนึ่ง กฎหมายฉบับนี้
นอกจากจะเป็นสิ่งที่ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญการปกครองทั่วโลกถือว่า
เป็นเพียงมารยาททั่วไปที่ประชาชนพึงถวายแด่พระมหากษัตริย์เท่านั้น โดยไม่ได้ถือเป็นกฎหมายเพื่อเอาผิดกับผู้ใดแล้วนั้น
อารยชนในประเทศพัฒนาแล้ว ต่างมองว่าเป็นกฎหมายที่ไร้สาระน่าขัน โบราณ ป่าเถื่อน
ไร้อารยธรรม และไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง
สอง กฎหมายหมิ่นฯ
ในประเทศไทย ซึ่งมีขอบเขตและความหมายที่กำกวมและกว้างเกินไปนั้น ได้ถูกนำไปใช้อย่างมิชอบในยามที่มีความขัดแย้งทางการเมือง
โดยบ่อยครั้งกฎหมายนี้ ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อทำลายคู่แข่งทางการเมือง หรือใช้เป็นเครื่องมือตัดทอนและปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชนโดยรัฐบาลเผด็จการโดยทหารหรือพรรคการเมืองที่ไม่เคารพสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยของมวลชน
จนก่อให้เกิดความขับข้องใจของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและผู้เกี่ยวข้อง และกลับกลายเป็นว่ากฎหมายที่ตั้งใจแต่ต้นว่าจะตราไว้เพื่อเทิดทูนพระเกียรติยศของพระมหาษัตริย์
ได้กลับเป็นสิ่งที่บั่นทอนพระเกียรติยศอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ๆ ที่แม้ว่าจะไม่มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฉบับนี้คอยบังคับ
ประชาชนชาวไทยก็จะยังรักและเทิดทูนพระองค์และราชวงศ์อย่างล้นพ้นเป็นเนืองนิตย์อยู่แล้ว สาม บ่อยครั้ง
มีการอ้างใช้กฎหมายหมิ่นฯ เพื่อนำไปสู่การสร้างแรงจูงใจให้มีการประหัตประหารคนไทยด้วยกันเอง
ที่ออกมาใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตยของพวกเขา ดังประจักษ์ในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖
และอันลืมมิได้ด้วยเช่นกัน คือ เหตุการ์ณ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มาแล้ว สี่ ยิ่งในช่วงสามสี่ปีหลังนี้
ได้เกิดการกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม น่าขัน และขาดน้ำหนักต่อประชาชนและนักการเมืองที่บริสุทธิ์ว่าทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่บ่อยครั้ง
โดยเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มที่มีอำนาจกดขี่ผู้อื่น
จนเป็นผลให้คนไทยจำนวนมากเกิดความสงสัยว่า สถาบันกษัตริย์ไทยได้ทรงเห็นด้วยหรือแม้แต่ได้อยู่เบื้องหลังปฎิบัติการเครือข่ายที่ไม่เป็นประชาธิปไตยต่าง
ๆ ของฝ่ายผู้อ้างว่ารักสถาบันพระมหากษัตริย์แต่ได้ทำร้ายประชาชนอย่างรุนแรงและไร้อารยธรรมหรือไม่
เช่นการล้มล้างรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
การล้มล้างพรรคการเมืองของประชาชน การตัดสินคดีความที่ขัดต่อหลักกฎหมายสากล และการล่วงล้ำย่ำยีสิทธิอธิปไตยของปวงชนชาวไทยอื่น
ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ ดังเช่น ได้มีการกล่าวอ้างกันถึงความน่าขยะแขยงของศาลที่ขาดความยุติธรรม
ทหารที่ไร้ระเบียบและข้าราชการที่ควบคุมไม่ได้ การก่อการกบถและทำผิดกฎหมายอย่างรุนแรงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
การไร้จรรยาบรรณของสื่อกระแสหลัก และความเคลื่อนไหวของกลุ่มอภิสิทธิชนที่ใจคับแคบปนอวิชชา
เหล่านี้
ทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดความคลางแคลงสงสัยต่อท่าที่ของพระองค์ท่านผู้เป็นผู้ถูกหมิ่นโดยตรง
หรือเป็นคู่กรณี ซึ่งรังแต่จะทำให้พระองค์ท่านถูกนำมาเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไม่สมควรเป็นเรื่องได้ ห้า
การบังคับใช้กฎหมายนี้ต่อคนไทยและชนต่างชาติเท่าที่ผ่านมา รังแต่จะทำให้เกิดการแปดเปื้อนต่อพระเกียรติของพระองค์ท่านในฐานะพระมหากษัตริย์ที่เป็นนักปฎิวัติพัฒนาและเป็นปิยมหากษัตริย์เสียมากกว่า
เพราะมันได้นำไปสู่การจับกุมคุมขังนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและเสรีภาพตามหลักสิทธิมนุษยชนจำนวนมากผู้ซึ่งใช้สิทธิทางการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมืองและวิชาการ
อันเป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ละรายที่ถูกดำเนินคดีเมื่อได้ถูกเสนอตามสื่อสารมวลชนทั้งในและต่างประเทศแล้ว
ก็มีแต่จะทำให้คนทั่วไปเห็นกันไปได้ว่า พระมหากษัตริย์ไทยได้ข่มเหงรังแกประชาชนของพระองค์ไปเสียได้
และยิ่งจะดูเป็นสิ่งแปลกประหลาดยิ่งขึ้น คือได้ข่มเหงคนชนต่างชาติจากประเทศที่ไม่มีกฎหมายหมิ่นฯ
เหลืออยู่ หรือไม่ได้เคยมีอยู่เลย และหก
ที่สำคัญที่สุด พวกเราชาวไทยไม่เห็นว่ากฎหมายหมิ่นฯ นี้
จะมีความจำเป็นหรือเหมาะสมสำหรับประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 แต่อย่างใด คนไทยต่างรักพระมหากษัตริย์ของพวกเขา และเชื่อว่าความรักที่แท้จริงที่ถูกทำให้ยืนยาวด้วยทศพิธราชธรรมแห่งองค์ราชา
(มิใช่ด้วยกฎหมายหมิ่นฯ)
โดยอยู่ภายใต้บรรยากาศประชาธิปไตยของไทยเท่านั้น ที่จะค้ำจุนพระมหากษัตริย์ให้สถิตย์อยู่อย่างปลอดภัยตราบนานแสนนานคู่ประเทศไทยและคนไทยผู้เปี่ยมไมตรีจิตและความรักต่อพระองค์และสถาบันฯ
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ผองข้าพระพุทธเจ้า พลเมืองแห่งประเทศไทย
พร้อมด้วยกัลยาณมิตรจากต่างประเทศ ขอพระองค์จงพระราชท่านพระราชวินิจฉัยเพื่อให้เกิดพระราชกรณียกิจและกิจกรรมที่เหมาะสมต่อประเด็นทั้งสามข้างต้นต่อไป
โดยอาจให้มีการยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ นี้ เสียโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนี้ ผองข้าพระพุทธเจ้ายังปรารถนาที่จะขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในการประกาศต่อปวงชนชาวไทย
ด้วยการพระราชทานพระบรมราโชวาทหรือพระราชหัตถเลขาอย่างชัดเจ้งเกี่ยวกับจุดยืนของพระองค์ต่อประเด็นกฎหมายหมิ่นฯ
และพระราชประสงค์อันชัดแจ้งว่าควรมีการกระทำเยี่ยงใดต่อกฎหมายนี้ สิ่งหนึ่งซึ่งควรเกิดขึ้นหลังจากพระมหากรุณาธิคุณในการตอบสนองของพระองค์ต่อข้อเรียกร้องนี้
น่าจะเป็นการแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๕๐ ต่อไป อนึ่ง ในระหว่างที่สิ่งอื่น ๆ
ยังต้องรอให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมายและกระบวนการทางประชาธิปไตยนี้ ผองข้าพระพุทธเจ้าประสงค์จะขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในการทรงพระราชทานอภัยโทษปล่อยนักโทษและผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ
ทุกรายเสียให้หมดโดยเร็ว เพื่อเป็นการแสดงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่
และพระราชหฤทัยที่เป็นประชาธิปไตยยิ่งของพระองค์ ให้เป็นที่ประจักษ์และประทับแน่นในหัวใจของผู้ที่ต้องโทษหรือถูกกล่าวหา
ตลอดจนปวงประชาชนทั้งหลายต่อไป โดยทรงใช้พระอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๑ พระราชทานพระอภัยโทษ แด่
๑) ผู้ต้องสงสัยหรือผู้ถูกหมายเรียกในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อันกระทำด้วยวิพากษ์วิจารณ์เชิงวิชาการ
หรือแสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตย มิได้ใช้คำผรุสวาท หยาบคาย ด่าทอ
ต่อสถาบันกษัตริย์
๒) ผู้ต้องขัง ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
อันกระทำด้วยวิพากษ์วิจารณ์ เชิงวิชาการ หรือแสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตย
มิได้ใช้คำผรุสวาท หยาบคาย ด่าทอ ต่อสถาบันกษัตริย์
๓) ผู้ที่โดนดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในครั้งแรก
หรือการพระราชทานอภัยโทษนักโทษคดีนี้ทั้งหมด หรือแล้วแต่พระองค์จะทรงเห็นควรชอบเป็นอย่างอื่น
ประการที่สอง เพื่อเป็นการแก้ปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง
ณ ปัจจุบัน ซึ่งได้ทำร้ายประเทศชาติให้เสียหายทั้งด้านความเชื่อถือทางการทูต
ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ความสงบเรียบร้อยและภราดรภาพในสังคม พัฒนาการทางการศึกษาและอื่น
ๆ จนเหลือคณาแล้วนั้น ผองข้าพระพุทธเจ้ายังปรารถนาให้พระองค์ท่านได้ทรงแสดงพระมหากรุณาธิคุณโดยการทรงพระราชทานพระราชดำรัส
หรือพระราชหัตถเลขาต่อปวงชนชาวไทยและผู้มีภารกิจเกี่ยวข้อง อย่างชัดแจ้ง ว่าจุดยืนของพระองค์ต่อประเด็นการให้สถาบันพระมหาษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัยเป็นเช่นไร
สิ่งที่เป็นที่ประจักษ์และโจษจันกันในกลุ่มพลเมืองไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะนี้นั้น หลายสิ่งไม่เป็นผลดีต่อสถาบันกษัตริย์ เป็นเพราะรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้สถาบันฯ
ถูกนำไปเกี่ยวโยงทางการเมือง โดยพระมหากษัตริย์ทรงต้องลงพระปรมาภิไธยเห็นชอบต่อการกระทำใด
ๆ ทั้งที่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยและที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยหลีกเลี่ยงได้ยาก
เพราะไม่ว่าจะทรงตัดสินพระทัยเช่นใด ก็จักเป็นการก่อให้เกิดอันตรายต่อสถาบันฯ
เสียทั้งสิ้น เช่น การต้องลงพระปรมาภิไธยรับรองผู้ก่อการปฎิวัติรัฐประหาร การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีไม่วาจะได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนหรือที่มีที่มาแบบไม่เป็นประชาธิปไตยเพียงใด
และการแต่งตั้งองค์กรใด ๆ ทางการบริหาร ตุลาการและนิติบัญญัติที่ถูกนำทูลเกล้าอย่างไม่ชอบตามหลักประชาธิปไตยหรือแม้แต่กฎหมาย
โดยพระองค์ท่านไม่มีทางเลี่ยงเลย จนจะเห็นได้ว่าเงื่อนไขที่กำหนดในรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา
ได้ทำให้เกิดรอยด่างเปื้อนต่อสถาบันกษัตริย์อย่างเลวร้ายที่สุดในระยะปีหลังนี้ โดยคนไทยจำนวนมากได้เกิดความสงสัยในบทบาทที่มีการอ้างด้วยทั้งวาจาและการเอาสัญลักษณ์ของสถาบันฯ
เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง จนเป็นเหตุให้พลเมืองจำนวนมากเกิดอาการเชื่อไปว่า
สถาบันกษัตริย์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองที่ยุ่งเหยิง หรือแม้แต่อยู่เบื้องหลังการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเสียเอง
โดยเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จผ่านอำนาจนิติบัญญัติ ตุลาการ และบริหารในที่สุด ดังที่สำนักข่าวต่างประเทศก็ได้รายงานไปในทำนองเดียวกัน
ซึ่งทำให้สถาบันอันเป็นที่รักของคนไทย ต้องเสื่อมเสียอย่างยิ่ง ดังนั้น เพื่อรักษาความรักและความภักดีที่พลเมืองไทยได้มีต่อพระองค์และราชวงศ์นั้น
ผองข้าพระพุทธเจ้า จึงขอให้พระองค์ทรงใส่พระราชหฤทัยต่อประเด็นการยกเอาสถาบันกษัตริย์ให้พ้นเสียจากบทบาทที่คลุมเครือด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองและให้พ้นจากเงื่อนไขที่จะทำให้สถาบันฯ
เสื่อมเสีย โดยทรงประกาศให้ชัดเจนต่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อที่ว่า
ขั้นตอนที่จำเป็น เช่นการแก้รัฐธรรมนูญและสิ่งอื่น ๆ ที่จำเป็นจักได้เกิดขึ้นได้หลังจากนั้น
ประการสุดท้าย
ที่ผองข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะให้พระองค์ท่านโปรดใช้พระราชวินิจฉัยให้เกิดผลแห่งการปฏิบัตินั้น
เกี่ยวเนื่องด้วยการจำกัดบทบาทของคณะองคมนตรีให้อยู่เฉพาะในกรอบแห่งกิจกรรมของพระราชวังและส่วนพระองค์
มิใช่ไปเกี่ยวด้วยกิจกรรมทางการทหารและการเมืองใด ๆ แม้ว่าตามสาระทางกฎหมายเกี่ยวข้องกับคณะองคมนตรี
ได้กำหนดไว้ว่า องคมนตรีมีสถานะที่ต้องเป็นกลางทางการเมือง แต่กลับได้ปรากฎมีข่าวต่อสายตาประชาชนในประเทศไทยและต่างประเทศว่า
ได้มีประธานและสมาชิกขององคมนตรีบางท่านได้แสดงพฤติกรรมทำนองสนับสนุนการก่อการปฏิวัติรัฐประหาร
เข้าไปก้าวก่ายในการแต่งตั้งข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือน ให้ความเห็นทางการเมืองที่ไม่เป็นกลาง
และให้คำแนะนำทางการเมืองอันไม่ได้รับเชิญหรืออันมิเหมาะสม ซึ่งได้ก่อให้เกิดความสับสนในระหว่างกลุ่มชนที่เกี่ยวข้อง
และบ่อยครั้งพวกเขาได้แสดงตนราวกับว่า
เป็นตัวแทนพระสุรเสียงของสถาบันกษัตริย์ หรือของพระองค์ท่านโดยตรงเสียเอง จนทำให้เกิดการได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมต่อชนบางกลุ่มและเกิดความคับข้องใจในระหว่างกลุ่มคนที่เสียเปรียบจากความเห็นดังกล่าว
ดังนั้น ผองข้าพระพุทธเจ้าจึงปรารถนาจะขอให้พระองค์ทรงพระราชทานพระราชดำรัสหรือพระราชหัตถเลขาที่ระบุถึงประเด็นนี้ให้ชัดเจน เพื่อจักเป็นที่ซาบซึ้งอย่างยิ่งสำหรับคนไทยทั้งหลายที่ไม่สบายใจต่อภาพแห่งความไม่เป็นธรรมในระบอบประชาธิปไตยไทยซึ่งได้ถูกทำให้เกิดขึ้นโดยบทบาทที่ล้ำขอบเขตของบุคคลในคณะองคมนตรี และจักเป็นการเพิ่มพูนพระบารมีและเพิ่มความจงรักภักดีในหมู่ประชาชนทั้งหลายยิ่งขึ้นต่อไป
ความโดยสรุป พวกเรา ผู้ซึ่งได้ลงนามต่อท้ายข้างล่างนี้และเป็นพลเมืองไทยที่มีจิตใจเป็นห่วงกังวล
ทั้งที่พำนักในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมด้วยมิตรสหายจากต่างแดนผู้มีใจห่วงใย ปรารถนาจะขอให้พระองค์ท่านพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในการให้พระราชวินิจฉัยและให้เกิดการปฎิบัติที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นสามประเด็นใหญ่ ๆ นี้ ผองข้าพระพุทธเจ้าเชื่อเหลือเกินว่า ด้วยพระราชอัจฉริยะและพระมหากรุณาธิคุณแล้ว
พระองค์ท่านจะไม่เพียงแต่ทำให้ปัญหาทางการเมืองและปัญหาอื่น ๆ ทั้งมวลได้รับการบำบัดไปอย่างรวดเร็ว แต่จะทำให้ทำให้ความรักและภักดีในหัวใจคนไทยที่พวกเรารักษาไว้ให้พระองค์และราชวงศ์นั้นแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
และยังจะนำพาประเทศไทยให้ก้าวไปสู่อนาคตที่มีสันติสุข สมัครสมานกลมเกลียว มั่งคั่งและเปี่ยมด้วยความเป็นอารยะในโอกาสอันใกล้นี้
พร้อมทั้งการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์คู่คนไทยสืบต่อไปแสนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะฯ
ประชาชนชาวไทยและเพื่อนจากต่างประเทศ ผู้ลงนามแนบท้าย
รายนามผู้สนับสนุนฎีกาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
รัชกาลที่ ๙ แห่งราชวงศ์จักรี
|
ชื่อ – สกุล
|
ตำบล อำเภอ และจังหวัด ตามสำเนาทะเบียนบ้าน
|
อาชีพ
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
หมายเหตุ: แต่ละหน้า สามารถบรรจุรายชื่อได้ 20 รายชื่อ
ก้าวต่อไป
ร่างฎีกาและก้าวต่อไป
เรียนพี่น้องสีแดง ที่รักทุกท่าน
ผมรับปากว่าจะรวบรวมความเห็นเกี่ยวกับร่างฏีกาจากสมาชิก แล้วเขียนเป็นร่างสุดท้าย เพื่อขอความเห็นชอบจาก
พี่น้องในแวดวงพวกเรา โดยเฉพาะที่ประชาไท เป็นจุดเริ่มต้น แต่ด้วยการงานที่รัดตัว ที่กะจะให้เสร็จภายในวัน
ศุกร์ ก็ยังทำไม่ได้ครับ แต่สัญญาว่า เย็นวันเสาร์ ท่านได้เห็นร่างที่ปรับปรุงแล้ว แน่นอนครับ
ตอนนี้ประชาไทกำลังแย่อีกแล้ว ผมเลยมาสื่อสารทางนี้แทนครับ ผมเชื่อว่า พี่น้องเราเข้าใจถึงสาเหตุที่เราต้อง
ถวายฎีกา และเข้าใจว่า การสร้างกระแสนี้ มีเป้าหมายตรงไหน สอดคล้องกับกรณีอาจารย์ใจและคุณจักรภพ
รวมทั้งกรณีผู้สื่อข่าวชาวออสซี่อย่างไรบ้าง ตอนนี้ จะว่าเหล็กกำลังร้อนก็ว่า ได้ ผมจึงคิดว่า พวกเราควรจะ
ได้แสดงพลัง แสดงจุดยืนว่า เราไม่ได้ต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เราต้องการให้สถาบันฯ คงอยู่้
กับสังคมไทย เพื่อเป็นประโยชน์ในทางสัญลักษณ์แห่งความปรองดอง เป็นที่หวังสุดท้ายในกรณีคนในชาติไม่มี
ใครฟังใคร ฯลฯ แต่จุดยืนที่ชัดเจนของเราตอนนี้คือ สถาบันฯ ถูกนำมาเกี่ยวข้องกับการเมือง โดยกลุ่มผลประโยชน์
มากเกินไป และยังมีอาการปรากฎว่า สถาบันเองไม่สามารถควบคุมสมาชิกและผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดไม่ให้ก้าวล้ำ
ไปเกี่ยวข้องกับการเมือง จนนำไปสู่การติดฉินนินทาและโกรธแค้นของอาณาประชาราษฎรจำนวนมากขึ้นทุกวัน
นี่ย่อมไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น โดยเฉพาะสถาบันฯ เอง เราเสนอสามอย่าง ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาทางโครงสร้าง
ประชาธิปไตยไทยอย่างแท้จริง คือ
หนึ่ง ให้สถาบันประกาศจุดยืนเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ และให้มีการแสดงเจตนารมย์ให้แก้ไขหรือล้มเลิกกฎหมายนี่
อย่างชัดเจนเสียต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และขอให้อภัยโทษผู้ต้องหาและผู้ต้องขังทุกกรณีทั้งเก่าและใหม่
สอง ให้สถาบันฯ เปลี่ยนบทบาททางการเมืองเสียใหม่ โดยให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ และการกระทำอื่นใดที่จำเป็น
เพื่อไม่ให้มีการกระทำอันไม่เป็นประชาธิปไตยใด ๆ ที่สถาบันฯ ต้องเกี่ยวข้องด้วย เช่น การโปรดเกล้าฯ อันถือ
เป็นประเพณีการรวบอำนาจอธิปไตย (แต่งตั้งทหารตำรวจ นายกฯ ศาล ฯลฯ) การลงพระปรมาภิไธยให้คณะปฎิวัติ
รัฐประหารมีความชอบธรรมในการยึดอำนาจประชาชน เป็นต้น
สาม อย่าให้องคมนตรีเข้ามาจุ้นจ้านทางการเมืองใด ๆ อีกต่อไป
ทั้งหมดนี้ จะแก้ได้ก็ต้องไปทำที่รรัฐธรรมนูญ แต่ฝ่ายที่กุมอำนาจ (ซึ่งเราก็รู้ว่ามีใครบ้าง) นั้น ไม่ยอมเริ่มทำหรอกครับ
เราต้องสร้างกระแสกดดัน และอาศัยกระแสเกี่ยวเนื่องด้วยกฎหมายหมิ่นฯ โดยมีอาจารย์ใจ คุณจักรภพ และผู้สื่อข่าว
ชาวออสเตรเลียที่เป็นคลื่นแรก ๆ นั้น เป็นแนวร่วมเบื้องหน้า
สิ่งที่เราต้องหารือกัน ก็คือ ก้าวต่อไป ใครจะทำอะไรบ้าง เมื่อใด และจะลงเอยอย่างไร
ผมขอเชิญชวนให้พี่น้องช่วยกันกระจายข่าวและอาสาสมัครรับทำหน้าที่ที่คิดว่าจะทำได้ครับ
เราต้องคิดถึงสิ่งเหล่านี้เป็นเบื้องต้นครับ
หนึ่ง ใครจะเป็นศูนย์กลางความเคลื่อนไหว เราต้องการคนสักสีห้าคน เป็นผู้ประสานงาน คอยรับลายเซ้นต์จาก
ทั่วประเทศที่จะส่งเข้ามา ตรงนี้ หากจะใช้ที่อยู่ทางไปรษณีก็น่าจะได้ เช่น เช่าตู้ปณ. หรืออาจจะติดต่อและขอให้
คุณจักรภพ อาจารย์ชูพงศ์ คุณคธาวุธ ฯลฯ ช่วยรวบรวมรายชื่อ และประกาศข้อมูล หากเรารวมพวกเขามาเป็น
แนวร่วม โอกาสในการทำตรงนี้ให้ยิ่งใหญ่ มีผลดังใจ ก็เพิ่มขึ้น หากผมอยู่เมืองไทย จะออกหน้าเอง แต่นี่ทำไม่ได้
จึงขอให้อาสาสมัคร รับเป็นผู้อำนวยความสะดวก (คือแกนนำนั่นแหละครับ แต่เราไม่อยากให้ใครต้องรับภาระหนัก
และอยากให้การเคลื่อนไหว เป็นแบบไม่มีหัวหน้า ไม่มีผู้ตาม แต่เป็นพลังคลื่นที่ถั่งโถมไปพร้อมกันโดยธรรมชาติ)
ตรงนี้ ยังไงเราก็ต้องการผู้ออกหน้้าครับ ขอให้ได้สักอย่างน้อยสิบท่าน หรือมากกว่า ที่ต้องประชุมกัน กำหนด
แนวทางปฏิบัติ และขยายผล ที่สำคัญที่สุด คือต้องให้มีจุดศูนย์กลางรวมรวมรายชื่อครับ
สอง ช่องทางการล่ารายชื่อ มีอะไรบ้าง เราทำออนไลน์ด้วย ตัวต่อตัวด้วย ทั้งในและต่างประเทศ จะมีการประสาน
งานกับกลุ่มต่าง ๆ อย่างไร ผมได้ออกแบบล่าลายชื่อแบบให้ทุกคน ทุกที่ พิมพ์หรือทำสำเนาแต่ละหน้าที่เป็นเอกเทศ
จากกัน และเก็บรายชื่อได้ถึงยี่สิบชื่อ ต่อหนึ่งหน้า เราแยกกันทำได้ แล้วเอามารวมกันภายหลัง
สาม ขั้นตอนการภวายฏีกา และส่งสำเนาไปยังหน่วยงาน สถานทูต สือในและต่างประเทศ ฯลฯ ใครจะรับผิดชอบ
ตรงไหน
สี่ เรามีเป้าหมายและกรอบเวลาเช่นใด
ผมรู้สึกว่า เหล่านี้มันนอกเหนือความสามารถของผมที่จะทำต่อได้ คงช่วยเหลือได้แค่สนับสนุน ให้ความเห็น
และล่ารายชื่อจากเมืองนอกส่งมาให้ หรือทำการล่ารายชื่อจากออนไลน์ แต่เราต้องการผู้กล้าที่อยู่เมืองไทย
ช่วยอาสาสมัครครับ หากใครสนใจ ช่วยกรุณาอีเมล์ถึงผมหน่อยนะครับ พอได้รายชื่อแล้ว ผมจะรวบรวมแล้วส่ง
ไปให้อาสาสมัครทั้งหมด เพื่อจะได้นัดหมายประชุมและดำเนินการขั้นต่อไปอย่างเร่งด่วนต่อไป
หวังว่าประชาไทจะกลับมาสภาพปกติอีกที แล้วเราจะได้ไปพูดคุยกันในนั้นด้วยครับ
ด้วยรักและศรัทธาหัวใจสีแดงทุกดวงครับ
เพียงดิน
ตอนนี้ ผมคงต้องขอให้พี่น้องทางเมืองไทยช่วยดำเนินการต่อแล้วล่ะครับ
ที่ผมคิดไว้คร่าว ๆ นะครับ
หนึ่ง เราต้องมีทีมงานกลาง ที่ทำหน้าที่ประสานงาน แสวงหาตัวแทน
จังหวัดต่าง ๆ หน่วยงานทั้งหลาย สื่อ และองค์กรต่าง ๆ แล้วเก็บรวมรวม
รายชื่อกระจายข่าว ฯลฯ ทำหน้าที่เหมือนศูนย์อำนวยการกลาง
นอกจากจะมีแกนนำคอยอำนวยความสะดวกและประสานงานแล้ว เราต้องให้
แน่ใจว่า เราขอความร่วมมือจากกลุ่มต่าง ๆ ที่มีพลังอยู่แล้ว เช่น
กลุ่มเว็ปไซต์ต่าง ๆ กลุ่มคุณวีระและคณะฯ กลุ่มอาจารย์ชูพงศ์
กลุ่มคุณคฑาวุธ พรรคการเมือง และอื่น ๆ ที่คิดได้ หากเราสามารถหาตัวแทน
หรือผู้ประสานงานกลุ่มย่อย ๆ ไปทุกจังหวัด ทุกองค์กร และทุกชนชั้น เรา
ก็จะสามารถหารายชื่อได้มากพอที่จะทำให้กระแสมันกระเพื่อมแรงพอ
เราต้องการคนที่ทำงานตรงนี้ ขั้นเริ่มต้นอย่างน้อง 10 คนขึ้นไป และเมื่อ
รวมกับผู้ประสานงานกลุ่มย่อย ๆ แล้ว ก็คงต้องมีคนทำงานในฐานะผู้ประสาน
งานนับร้อยเลยทีเดียว
สอง ขั้นตอนการล่ารายชื่อ ทุกฝ่ายก็นำข้อมูลไปเผยแพร่ ในขณะที่
ฝ่ายแกนกลางที่ศูนย์อำนวยการ ก็คงต้องสร้างกระแสทางสื่อพร้อมกัน
ไปด้วย สถานีวิทยุและกลุ่มต่าง ๆ ทั้งที่ออกหน้าและไม่ออกหน้า ก็ต้อง
ช่วยกันกระพือข่าวครับ เพื่อให้คนที่สงสัย ได้รับข้อมูลมากพอที่จะตัดสิน
ใจร่วมลงชื่อครับ
การล่ารายชื่อ อาจจะทำได้สองทาง คือ
ให้ตัวแทนกระจายออกไปล่ารายชื่อตามหน่วย
หรือกลุ่มที่รับผิดชอบ แล้วให้มีการแตกเครือข่ายลงไป ให้ไกลที่สุด แล้ว
ให้รายชื่อไหลย้อนขึ้นมา เราอาจจะให้มีตู้ปณ. กลางสำหรับรับรายชื่อด้วย
ก็ได้ แต่เพื่อความปลอดภัยและแน่ใจว่า เราได้รายชื่อจากเจ้าของเสียง
จริง ๆ การให้มีตัวแทนลงไป ย่อมดีกว่า
วิธีที่สอง คือ การให้ล่ารายชื่อออนไลน์ ไปด้วย ผมคงช่วยได้ในส่วนนี้ จะ
พยายามติดต่อตัวแทนนักเรียนนอกและเพื่อนพ้องน้องพี่ที่อยู่ตามที่ต่าง ๆ
ได้กระจายข่าวกันไป แล้วรวบรวมรายชื่อผ่านทางนั้น นี่คงรวมเพื่อน
ต่างชาติด้วย
การกำหนดระยะเวลา
เราอาจจะต้องพูดคุยกันว่า จะวางเป้าหมายไว้ที่กี่รายชื่อ ต้องใช้เวลาเท่าใด
ยื่นเวลาไหนจึงจะเกิดผลในแง่กระแสดีที่สุด ตรงนี้ ผมคงแค่เสนอและให้
ความร่วมมื่อในขั้นต่อ ๆ ไป เพราะความที่ไม่สะดวกในการประชุมและเคลื่อนไหว
รายละเอียดส่วนอื่น คงต้องแล้วแต่คณะทำงานที่จะรับภาระต่อไปแล้วครับ
ผมจะคอยเป็นกำลังใจและสนับสนุนเต็มที่ครับ จะออกหน้าในส่วนที่
เป็นต่างประเทศให้ครับ
หากประชาไทเดี้ยงในช่วงนี้ ขอให้ไปดูร่างและวิจารณ์กันได้ที่
http://sites.google.com/site/prachathaiclub/ ครับ
หากท่านมี gmail ก็สามารถจะแแสดงความเห็นได้ด้วย
เชิญนะครับ ผมจะเอาแปะไว้ทั้งสองที่ครับ
ฎีกาเพื่อถวายในหลวง กรณีกฎหมายหมิ่นและบทบาทกษัตริย์และองคมนตรี
เพื่อนพ้องน้องพี่ครับ
ด้วยความกรุณาของพี่น้องหลายท่าน ผมได้รวบรวมความคิดและสรุปเป็นร่างฎีกาฉบับที่สาม พร้อมจะส่งต่อให้พี่น้อง
ที่ปรารถนาอยากจะสนับสนุนฏีกานี้ ได้นำไปขยายผลต่อ โปรดพิจารณาร่างที่ผมเอาไปแปะไว้ที่ลิ้งค์ข้างล่าง เพราะประชาไทยังเข้าไม่ค่อยครับ ผมจะพยายามเอาไปแปะให้ได้เร็ว ๆ นี้ครับ
Download: http://sites.google.com/site/prachathaiclub/Home/file-sharing/Petition-Final.docx?attredirects=0
Read: (You need to log on to gmail to be able to comment. ต้องมีอีเมล์ gmail หากต้องการดูและแสดงความเห็น)
http://sites.google.com/site/prachathaiclub/petition
ส่วนความเห็นเรื่องการดำเนินการต่อไปนั้น ผมได้แสดงความเห็นไว้ที่กระทู้คุณรักเสรีฯ
ที่ http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic.php?id=773290#1553669
ความเห็นสำคัญเรื่องการดำเนินการต่อไปนั้น ผมเขียนไว้ดังนี้ครับ
ตอนนี้ ผมคงต้องขอให้พี่น้องทางเมืองไทยช่วยดำเนินการต่อแล้วล่ะครับ
ที่ผมคิดไว้คร่าว ๆ นะครับ
หนึ่ง เราต้องมีทีมงานกลาง ที่ทำหน้าที่ประสานงาน แสวงหาตัวแทน
จังหวัดต่าง ๆ หน่วยงานทั้งหลาย สื่อ และองค์กรต่าง ๆ แล้วเก็บรวมรวม
รายชื่อกระจายข่าว ฯลฯ ทำหน้าที่เหมือนศูนย์อำนวยการกลาง
นอกจากจะมีแกนนำคอยอำนวยความสะดวกและประสานงานแล้ว เราต้องให้
แน่ใจว่า เราขอความร่วมมือจากกลุ่มต่าง ๆ ที่มีพลังอยู่แล้ว เช่น
กลุ่มเว็ปไซต์ต่าง ๆ กลุ่มคุณวีระและคณะฯ กลุ่มอาจารย์ชูพงศ์
กลุ่มคุณคฑาวุธ พรรคการเมือง และอื่น ๆ ที่คิดได้ หากเราสามารถหาตัวแทน
หรือผู้ประสานงานกลุ่มย่อย ๆ ไปทุกจังหวัด ทุกองค์กร และทุกชนชั้น เรา
ก็จะสามารถหารายชื่อได้มากพอที่จะทำให้กระแสมันกระเพื่อมแรงพอ
เราต้องการคนที่ทำงานตรงนี้ ขั้นเริ่มต้นอย่างน้อง 10 คนขึ้นไป และเมื่อ
รวมกับผู้ประสานงานกลุ่มย่อย ๆ แล้ว ก็คงต้องมีคนทำงานในฐานะผู้ประสาน
งานนับร้อยเลยทีเดียว
สอง ขั้นตอนการล่ารายชื่อ ทุกฝ่ายก็นำข้อมูลไปเผยแพร่ ในขณะที่
ฝ่ายแกนกลางที่ศูนย์อำนวยการ ก็คงต้องสร้างกระแสทางสื่อพร้อมกัน
ไปด้วย สถานีวิทยุและกลุ่มต่าง ๆ ทั้งที่ออกหน้าและไม่ออกหน้า ก็ต้อง
ช่วยกันกระพือข่าวครับ เพื่อให้คนที่สงสัย ได้รับข้อมูลมากพอที่จะตัดสิน
ใจร่วมลงชื่อครับ
การล่ารายชื่อ อาจจะทำได้สองทาง คือ
ให้ตัวแทนกระจายออกไปล่ารายชื่อตามหน่วย
หรือกลุ่มที่รับผิดชอบ แล้วให้มีการแตกเครือข่ายลงไป ให้ไกลที่สุด แล้ว
ให้รายชื่อไหลย้อนขึ้นมา เราอาจจะให้มีตู้ปณ. กลางสำหรับรับรายชื่อด้วย
ก็ได้ แต่เพื่อความปลอดภัยและแน่ใจว่า เราได้รายชื่อจากเจ้าของเสียง
จริง ๆ การให้มีตัวแทนลงไป ย่อมดีกว่า
วิธีที่สอง คือ การให้ล่ารายชื่อออนไลน์ ไปด้วย ผมคงช่วยได้ในส่วนนี้ จะ
พยายามติดต่อตัวแทนนักเรียนนอกและเพื่อนพ้องน้องพี่ที่อยู่ตามที่ต่าง ๆ
ได้กระจายข่าวกันไป แล้วรวบรวมรายชื่อผ่านทางนั้น นี่คงรวมเพื่อน
ต่างชาติด้วย
การกำหนดระยะเวลา
เราอาจจะต้องพูดคุยกันว่า จะวางเป้าหมายไว้ที่กี่รายชื่อ ต้องใช้เวลาเท่าใด
ยื่นเวลาไหนจึงจะเกิดผลในแง่กระแสดีที่สุด ตรงนี้ ผมคงแค่เสนอและให้
ความร่วมมื่อในขั้นต่อ ๆ ไป เพราะความที่ไม่สะดวกในการประชุมและเคลื่อนไหว
รายละเอียดส่วนอื่น คงต้องแล้วแต่คณะทำงานที่จะรับภาระต่อไปแล้วครับ
ผมจะคอยเป็นกำลังใจและสนับสนุนเต็มที่ครับ จะออกหน้าในส่วนที่
เป็นต่างประเทศให้ครับ
หากประชาไทเดี้ยงในช่วงนี้ ขอให้ไปดูร่างและวิจารณ์กันได้ที่
http://sites.google.com/site/prachathaiclub/ ครับ
หากท่านมี gmail ก็สามารถจะแแสดงความเห็นได้ด้วย
เชิญนะครับ ผมจะเอาแปะไว้ทั้งสองที่ครับ
หนึ่ง กฎหมายฉบับนี้ นอกจากจะเป็นสิ่งที่ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญการปกครองทั่ว โลกถือว่า เป็นเพียงมารยาททั่วไปที่ประชาชนพึงถวายแด่พระมหากษัตริย์เท่านั้น โดยไม่ได้ถือเป็นกฎหมายเพื่อเอาผิดกับผู้ใดแล้วนั้น อารยชนในประเทศพัฒนาแล้ว ต่างมองว่าเป็นกฎหมายที่ไร้สาระน่าขัน โบราณ ป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม และไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง
1.กฎหมายฉบับ นี้ ตราไว้เพราะถือว่าจารีตประเพณีที่ประชาชนพึงถวายแด่พระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่ไม่ควรนำมาใช้เพื่อเอาผิดผู้หนึ่งผู้ใดเช่นเดียวกับนานาประเทศที่ปกครอง ด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะการบัญญัติเป็นความผิดตามกฎหมายไทยนั้น เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง ทำให้นานาอารยประเทศต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นกฎหมายฉบับเดียวในโลกที่เก่าแก่ล้าสมัยโบราณคร่ำครึ ป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม ไร้สาระ น่าขัน และไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง
สอง กฎหมายหมิ่นฯ ในประเทศไทย ซึ่งมีขอบเขตและความหมายที่กำกวมและกว้างเกินไปนั้น ได้ถูกนำไปใช้อย่างมิชอบในยามที่มีความขัดแย้งทางการเมือง โดยบ่อยครั้งกฎหมายนี้ ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อทำลายคู่แข่งทางการเมือง หรือใช้เป็นเครื่องมือตัดทอนและปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชนโดย รัฐบาลเผด็จการโดยทหารหรือพรรคการเมืองที่ไม่เคารพสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ของมวลชน จนก่อให้เกิดความขับข้องใจของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและผู้เกี่ยวข้อง และกลับกลายเป็นว่ากฎหมายที่ตั้งใจแต่ต้นว่าจะตราไว้เพื่อเทิดทูนพระ เกียรติยศของพระมหาษัตริย์ ได้กลับเป็นสิ่งที่บั่นทอนพระเกียรติยศอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ๆ ที่แม้ว่าจะไม่มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฉบับนี้คอยบังคับ ประชาชนชาวไทยก็จะยังรักและเทิดทูนพระองค์และราชวงศ์อย่างล้นพ้นเป็น เนืองนิตย์อยู่แล้ว
2.เนื่องจากกฎหมายหมิ่นฯ ของไทยมีขอบเขตและความหมายที่กำกวมและกว้างเกินไป แทนที่จะตราไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองพระมหาษัตริย์อันเป็นที่เคารพรักและ เทิดทูนของปวงชนชาวไทยตามที่ตั้งใจไว้แต่ต้น กลับถูกรัฐบาลเผด็จการทางทหารหรือพรรคการเมืองฝ่ายเผด็จการ นำไปใช้โดยมิชอบเพื่อเข่นฆ่าทำลายล้างศัตรูคู่แข่งที่มีความขัดแย้งกันทาง การเมือง การลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพของประชาชนชาวไทยตามระบอบประชาธิปไตย จึงสร้างความโกรธแค้น ชิงชังและคับข้องใจแก่ผู้เคราะห์ร้ายที่ตกเป็นเหยื่อ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยอีกมากมาย
สาม บ่อยครั้ง มีการอ้างใช้กฎหมายหมิ่นฯ เพื่อนำไปสู่การสร้างแรงจูงใจให้มีการประหัตประหารคนไทยด้วยกันเอง ที่ออกมาใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตยของพวกเขา ดังประจักษ์ในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และอันลืมมิได้ด้วยเช่นกัน คือ เหตุการ์ณ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙
3. ในอดีต มีหลายครั้งหลายคราที่มีการอ้างใช้กฎหมายหมิ่นฯ เพื่อยุยงปลุกปั่นให้มีการเข่นฆ่าทำลายล้างคนไทยด้วยกันเอง ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ดังจะเห็นได้จากกรณีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้น
สี่ ยิ่งในช่วงสามสี่ปีหลังนี้ ได้เกิดการกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม น่าขัน และขาดน้ำหนักต่อประชาชนและนักการเมืองที่บริสุทธิ์ว่าทำการหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพอยู่บ่อยครั้ง โดยเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มที่มีอำนาจกดขี่ผู้อื่น จนเป็นผลให้คนไทยจำนวนมากเกิดความสงสัยว่า สถาบันกษัตริย์ไทยได้ทรงเห็นด้วยหรือแม้แต่ได้อยู่เบื้องหลังปฎิบัติการ เครือข่ายที่ไม่เป็นประชาธิปไตยต่าง ๆ ของฝ่ายผู้อ้างว่ารักสถาบันพระมหากษัตริย์แต่ได้ทำร้ายประชาชนอย่างรุนแรง และไร้อารยธรรมหรือไม่ เช่นการล้มล้างรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย การล้มล้างพรรคการเมืองของประชาชน การตัดสินคดีความที่ขัดต่อหลักกฎหมายสากล และการล่วงล้ำย่ำยีสิทธิอธิปไตยของปวงชนชาวไทยอื่น ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ ดังเช่น ได้มีการกล่าวอ้างกันถึงความน่าขยะแขยงของศาลที่ขาดความยุติธรรม ทหารที่ไร้ระเบียบและข้าราชการที่ควบคุมไม่ได้ การก่อการกบถและทำผิดกฎหมายอย่างรุนแรงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การไร้จรรยาบรรณของสื่อกระแสหลัก และความเคลื่อนไหวของกลุ่มอภิสิทธิชนที่ใจคับแคบปนอวิชชา เหล่านี้ ทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดความคลางแคลงสงสัยต่อท่าที่ของพระองค์ท่านผู้เป็น ผู้ถูกหมิ่นโดยตรง หรือเป็นคู่กรณี ซึ่งรังแต่จะทำให้พระองค์ท่านถูกนำมาเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไม่สมควรเป็น เรื่องได้
4. นับตั้งแต่เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงบัดนี้ ได้เกิดเสียงครหาโจษจันกันมากมายเกี่ยวกับการรับรองโจรกบฏว่าเป็นรัฐาธิปัต ย์ วิกฤติศรัทธาตุลาการที่เข้าข้างโจรกบฏ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่แอบอ้างเบื้องสูง ทำตัวเยี่ยงโจรผู้ก่อการร้ายสากลปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ และทำผิดกฎหมายบ้านเมืองตามอำเภอใจโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐหน่วยใดกล้าจับ กุมมาลงโทษแต่อย่างไร การที่ทหารกล้านอกแถวทำรัฐประหาร ตุลาการเอียงข้างโจรกบฏ ตำรวจไม่กล้าจับพันธมิตรฯป่วนเมืองเพราะถือว่าเป็นม็อบมีเส้นใหญ่ ไม่มีใครกล้าแตะต้อง บ้านเมืองไร้ขื่อไร้แป เกิดวิกฤติศรัทธาลามไปทั่วเช่นนี้ จึงเป็นการยากยิ่งนักที่จะห้ามไฟไม่ให้มีควัน ยิ่งรัฐบาลปัจจุบันที่ได้มาโดยมิชอบด้วยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนตามระบอบ ประชาธิปไตย ก็ยิ่งเท่ากับเติมเชื้อไฟให้รุกโหมหนักยิ่งขึ้นไปอีก และยิ่งคิดที่จะเอากฎหมายหมิ่นฯ มาปิดบังความชั่วที่สร้างเอาไว้ ก็ยิ่งจะเป็นการทำลายสถาบันให้เสื่อมทรุดหนักยิ่งไปกว่าเดิมอีก
ห้า การบังคับใช้กฎหมายนี้ต่อคนไทยและชนต่างชาติเท่าที่ผ่านมา รังแต่จะทำให้เกิดการแปดเปื้อนต่อพระเกียรติของพระองค์ท่านในฐานะพระมหา กษัตริย์ที่เป็นนักปฎิวัติพัฒนาและเป็นปิยมหากษัตริย์เสียมากกว่า เพราะมันได้นำไปสู่การจับกุมคุมขังนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและเสรีภาพตาม หลักสิทธิมนุษยชนจำนวนมากผู้ซึ่งใช้สิทธิทางการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการ เมืองและวิชาการ อันเป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ละรายที่ถูกดำเนินคดีเมื่อได้ถูกเสนอตามสื่อสารมวลชนทั้งในและต่างประเทศ แล้ว ก็มีแต่จะทำให้คนทั่วไปเห็นกันไปได้ว่า พระมหากษัตริย์ไทยได้ข่มเหงรังแกประชาชนของพระองค์ไปเสียได้ และยิ่งจะดูเป็นสิ่งแปลกประหลาดยิ่งขึ้น คือได้ข่มเหงคนชนต่างชาติจากประเทศที่ไม่มีกฎหมายหมิ่นฯ เหลืออยู่ หรือไม่ได้เคยมีอยู่เลย
5.หากมีการบังคับใช้กฎหมายนี้ต่อคนไทยและ ชนต่างชาติอีกต่อไป นอกจากจะทำให้เกิดมลทินแปดเปื้อนต่อพระเกียรติยศของพระองค์ท่านในฐานะพระมหา กษัตริย์นักพัฒนาตามสมญานามว่า สมเด็จพระภัทรมหาราชแล้ว ยังทำให้ชาวไทยและชาวต่างชาติทั้งหลายตั้งข้อครหาพระองค์ได้ว่า พระองค์มีส่วนข่มเหงรังแกประชาชนอีกด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบัน คือ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง และเพื่อน น.ส.รัชพิณ จันทร์เจริญ น.ส.ดา ตอร์ปิโด นายจักรภพ เพ็ญแข อาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์ Mr.Harry Nicolaides เป็นต้น การกระทำทั้งหมดนี้นอกจากจะผิดหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย ผิดหลักศีลธรรมจรรยา และผิดหลักทุกศาสนาแล้ว ยังผิดกฎหลักขององค์การสหประชาชาติที่ไทยเป็นสมาชิกอีกด้วย
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หก ที่สำคัญที่สุด พวกเราชาวไทยไม่เห็นว่ากฎหมายหมิ่นฯ นี้ จะมีความจำเป็นหรือเหมาะสมสำหรับประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 แต่อย่างใด คนไทยต่างรักพระมหากษัตริย์ของพวกเขา และเชื่อว่าความรักที่แท้จริงที่ถูกทำให้ยืนยาวด้วยทศพิธราชธรรมแห่งองค์ ราชา (มิใช่ด้วยกฎหมายหมิ่นฯ) โดยอยู่ภายใต้บรรยากาศประชาธิปไตยของไทยเท่านั้น ที่จะค้ำจุนพระมหากษัตริย์ให้สถิตย์อยู่อย่างปลอดภัยตราบนานแสนนานคู่ประเทศ ไทยและคนไทยผู้เปี่ยมไมตรีจิตและความรักต่อพระองค์และสถาบันฯ
6. ประเด็นสุดท้ายที่ถือว่าสำคัญที่สุดคือ กฎหมายหมิ่นฯ ไม่เหมาะสมกับยุคสมัยในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคโลกาภิวัฒน์แต่อย่างไร ตราบใดที่พระองค์ยังทรงทศพิธราชธรรมมั่นคงอยู่ ตราบนั้นประชาชนคนไทยก็ยังคงเคารพรักในพระองค์มิมีวันเปลี่ยนแปลง และยิ่งพระองค์มีความเป็นนักประชาธิปไตยมากเท่าไร สถาบันกษัตริย์ก็ยิ่งจะมั่นคงยิ่งขึ้นมากเท่านั้น ดังที่ปรากฎชัดในอารยประเทศทั้งหลาย