| เรื่องของการรับน้อง เคยเขียนไว้ใน http://maha-oath.spaces.live.com แล้วครั้งหนึ่ง แต่คิดว่ายังไม่สมบูรณ์เท่าไร แต่ขอนำมาไว้ที่ ธรรมะ - ทำเว็บ ด้วย เผื่อผู้ที่ไม่ได้เข้าไปดูใน space ได้อ่านกัน แล้วไว้จะเขียนภาค ๒ ต่อ นะครับ ภาคเเรกเรื่องราวมีดังนี้ ---------------------------------------------------------------------------------------------- ว่าด้วยเรื่องการรับน้องใหม่ เห็นแว่บ ๆ ในหนังสือพิมพ์ ว่ามีการรับน้องอย่างพิศดารเต็มที คือ ใช้ไฟจากสีสเปรย์เผาหลังรุ่นน้อง เห็นแล้วก็อดคิดถึงตอนที่เรียน ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่ได้ ม.เกษตร นี่ขึ้นชื่อเรื่องการรับน้องโหด แต่ก็ไม่มีอะไรที่รุนแรง และไร้เหตุผล อย่างนี้ครับ จำได้ว่า เข้าปี ๑ ใหม่ ๆ พี่ว้ากเกอร์ ชื่อพี่หยี่ หัวหน้าว้ากเกอร์ เป็นชาวภูเก็ต ถามว่า "ใครไม่พอใจบ้าง" ยกมืออยู่คนเดียวเลยครับ นึกว่าโดนเล่นแน่เลย แต่ผิดคาดครับ พี่หยี่ เรียกออกจากแถว มานั่งคุยกันซักพัก ก็ให้กลับเข้าแถวตามเดิม แล้วก็ร่วมกิจกรรมประชุมเชียร์ต่อ จนกระทั่งจบกิจกรรมทั้งหมดที่ต่างจังหวัด พี่ ๆ ว้ากเกอร์พาเข้าห้องเปิดใจ ทั้งพี่ ทั้งน้อง ต่างคนต่างร้องไห้ ไปตาม ๆ กัน เมื่อได้รู้ความในใจของพี่ ๆ ว่า ทำทุกอย่าง ยอมให้น้อง ๆ เกลียด ก็เพราะว่าหวังดี อยากให้น้อง ๆ ได้สามัคคีกัน เล่าเฉย ๆ ไม่ได้อารมณ์ครับ ต้องไปอยู่ในบรรยากาศเอง ถึงจะรู้ พอขึ้นปี ๓ เป็นปีที่ต้องจัดรับน้องเองบ้าง ยิ่งซึ้งครับ
ว่ายากเย็น และเหนื่อยแค่ไหน น้อง ๆ โดนว้าก ว่าเหนื่อย ว่าเครียด แต่ พี่ ๆ ว้ากเกอร์ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียดกว่าหลายเท่า ทุกอย่างที่ทำ ทุกคำที่พูด มีการวางแผนล่วงหน้า เชื่อไหมครับ ว่าวางแผนกันเป็นวินาที ไม่ใช่แค่ว่าวันนี้จะพูด จะทำอะไร แต่ ว่าวางแผนขนาดวินาทีนี้จะทำอะไร ในการวางแผน เราใช้ระบบ SOTUS เป็นหลัก คือ
มีการรับน้องที่มหาวิทยาลัย ๕ ครั้ง จึงตกลงกันว่า ครั้งแรก คือ S=Seniority ครั้ง ๒ เน้น O=Order ครั้งที่ ๓ เน้น T=Tradition ครั้งที่ ๔ เน้น U=Unity และครั้งสุดท้าย ต้อง สามารถเรียก S=Spirit จากน้อง ๆ ให้ได้ นอกจากนั้นยังมีกฎข้อห้ามที่ห้ามกันเองหลายอย่าง เช่น ห้ามว้ากเกอร์ เข้าใกล้ตัวน้อง ๆ เกิน ๑ ช่วงแขน ห้ามถูกตัวน้อง ฯลฯ หลังจากรับน้องที่มหาวิทยาลัยแล้ว
มีกิจกรรมรับน้องต่อที่ต่างจังหวัด แน่นอนครับ เมื่อน้อง ๆ " ชิงธง "
ได้แล้ว การว้ากก็จบหมดสิ้นลง ได้พาน้อง ๆ เข้าห้องเปิดใจ รู้สึกดีมาก ๆ เหมือนกับ สมัยเป็นน้องเลย กาลเวลาเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป ระบบ SOTUS และการว้าก
ที่ใช้จิตวิทยาพื้นฐานว่า " ศัตรูจากภายนอก ทำให้คนในสังคมสามัคคี " มาทำกิจกรรมรับน้อง คงต้องเปลี่ยน หรือเลิกไป แต่ก็แอบคิดไม่ได้ว่า เมื่อไรจะมี " ศัตรูจากภายนอก
มาทำให้สังคมไทยสามัคคี" ซะที ..... ทีนี้ มาดูกันในภาคธรรมะบ้าง เรื่องของความสามัคคี พระศาสดาเราทรงสรรเสริญว่า "นำมาซึ่งความสุขแก่หมู่คณะ" ( สุโข สังฆัสสะ สามัคคี ) ถ้าจะมานั่งรอให้มีศัตรูภายนอก เข้ามาทำให้เราสามัคคี เลิก "กัด" กัน ละก็ คงจะไม่เข้าท่า ต้องอาศัยวิธีของพระศาสดา ที่เรียกว่า อปริหานิยธรรม ๗ ประการ
หมู่คณะใดก็ตาม ประกอบพร้อมด้วยธรรม ทั้ง ๗ ข้อนี้ รับรองได้ว่าจะไม่มีการเสื่อม แม้จะมีศัตรูจากภายนอก ที่ร้ายกาจขนาดไหนก็ตาม ก็ไม่อาจทำอันตรายใด ๆ กับหมู่คณะนั้น ๆ ได้ ๑. หมั่นประชุมกันเป็นนิตย์ ๒.
เมื่อประชุมให้พร้อมเพรียงกัน และช่วยทำกิจของหมู่คณะ ๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติไว้ และไม่เพิกถอนสิ่งที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว ๔. เคารพและเชื่อฟังผู้เป็นประธาน ๕. ไม่ลุแก่อำนาจความอยากที่เกิดขึ้น ๖. ยินดีในเสนาสนะป่า ๗. ตั้งใจอยู่ว่า เพื่อนภิกษุสามเณรผู้มีศีล ที่ยังไม่มาสู่อาวาส ขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข ธรรมะของพระพุทธองค์เป็นอกาลิโก ไม่จำกัดกาลครับ นำมาปรับใช้กับบ้านเมืองของเราได้ ลองคิดกันดูครับ สาธุ บุญรักษาครับ ๒๔ มิ.ย. ๕๑ |