ได้รับเมลมาถามเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับการถูกตามจองล้างจองผลาญจากเจ้ากรรมนายเวร และการทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร เพื่อให้อโหสิต่อกัน เลยรีบลัดคิวมาตอบ
ในคำถามมีคำที่น่าสนใจอยู่หลาย ๆ คำ ที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อน คือ เจ้ากรรมนายเวร, ทำบุญ, อุทิศ, และ อโหสิ เจ้ากรรมนายเวร เป็นอย่างไร ? ในความหมายของผู้ถาม คงหมายถึง ใครสักคนที่เราเคยทำกรรมไม่ดีกับเขาไว้ แล้วเขาผูกใจเจ็บ อาฆาต เบียดเบียน ให้เราได้รับความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ซึ่งก็มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก หลาย ๆ เรื่อง เช่นเรื่องของเมียหลวง กับเมียน้อย ที่จองเวรจองกรรมกันหลายชาติ ผลัดกันฆ่าลูกของอีกฝ่าย จนได้พบพระพุทธเจ้า ได้ฟังพระธรรมเทศนา จึงเลิกแล้วต่อกัน อ่านต่อที่นี่ ในเมื่อเป็นอย่างนี้แสดงว่า เหตุเกิดเพราะเราเคยทำไม่ดีกับเธอไว้ก่อน ให้ตั้งไว้ในใจก่อนเลยว่า เป็นเพราะเรานั่นเอง เพื่ออย่างน้อยการผูกเวร จองเวร จะได้ไม่ผูกใจเจ็บต่อกันไปอีก ให้จบเสียในภพชาตินี้ นอกจากนี้ยังมีเจ้ากรรมนายเวรอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ต้องมีการผูกใจเจ็บ ได้แก่ กรรมของเราเอง ที่ได้มีเจตนากระทำลงไป เป็นเจ้ากรรมนายเวรตัวฉกาจ เพราะไม่มีการผูกเวร จองเวร อาฆาต แต่อย่างไร เป็นเรื่องของธรรมชาติ เรื่องของกฎแห่งกรรม ที่ทำกรรมย่อมได้รับผลของกรรม ตัวอย่างเช่นเรื่องของพระมหาโมคคัลานะ ท่าน Dhammasaro ได้เขียนไว้อย่างละเอียดแล้วใน ผู้สร้างมีจริงหรือ เป็นต้ัวอย่างที่ดีว่า พ่อแม่ท่านในชาติก่อน ไม่ได้ผูกเวร จองเวรไว้ แต่เวรกรรม ก็ยังตามสนองท่าน แม้จะหมดกิเลสบรรลุอรหัตตผลแล้วก็ตาม ดังนั้นถ้าแบ่งเจ้ากรรมนายเวรเป็น ๒ อย่างแล้ว การทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรจะมีผลอย่างไรบ้าง ? ในกรณีที่เจ้ากรรมนายเวร เป็นผู้ที่ผูกใจเจ็บ ต้องมาวัดกันละครับว่า เธอจะยอมรับ คือยอมอนุโมทนาหรือไม่ ถ้าเธอไม่ยอมรับ การจองเวรก็ยังมีอยู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าบุญที่ทำจะเสียเปล่าครับ จำกฎแห่งกรรมได้ไหม ใครทำกรรม ต้องรับผลของกรรม ไม่จำกัดเฉพาะฝ่ายกรรมชั่วเท่านั้น แม้ฝ่ายกรรมดีก็เหมือนกัน และอีกอย่างเจ้ากรรมนายเวร เจอกับบุญที่อุทิศไปให้บ่อย ๆ สักวันคงใจอ่อน เหมือนตามตื๊อจีบหนุ่ม จีบสาว หรือ ตามง้อแฟน นั่นแหละครับ น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน ( แต่หัวใจอ่อน ๆ ของเธอทำด้วยอะไร - ใครเกิดทันเพลงนี้บ้าง ? ) ง้อไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ใจอ่อนเอง ของอย่างนี้ต้องใช้เวลาครับ ไม่รู้ว่าเราไปทำอะไรให้เธอโกรธ เรื่องเล็ก หรือเรื่องใหญ่ก็ไม่รู้ อยู่ ๆ ก็งอนตุ๊บป่อง อาศัยความเพียรกันหน่อยนะครับ ทำบุญให้ครั้ง สองครั้ง ยังไม่หาย ก็ต้องทำอีก ทำเพิ่มไปเรื่อย ๆจนกว่าเธอจะใจอ่อน ถ้ากรณีไม่มีบุคคลผู้จองเวร แสดงว่าเป็นเรื่องกรรมล้วน ๆ อย่างนี้ แก้ไม่ได้ แต่ว่าบรรเทาได้ครับ ลองเปรียบเทียบว่า กรรมชั่ว คือเกลือที่เค็มที่สุดในจักรวาล ทานเข้าไปแล้ว แทบจะไตวายในทันที เปรียบกรรมดี เป็นน้ำใสสะอาดเย็นชื่นใจ แล้วเราทำกรรมชั่วไว้ เท่ากับเกลือ ๑ ช้อน ทำกรรมดีไว้ เท่ากับน้ำ ๑ แก้ว เอาเกลือ ๑ ช้อน ใส่ในน้ำ ๑ แก้ว แล้วดื่มเข้าไป อะไรจะเกิดขึ้น ตอบได้เลยว่าเค็มปิ๊ดปี๋ ถ้าเกลือเท่าเดิม คือไม่ทำความชั่วเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มน้ำเข้าไป ด้วยการทำความดี หรือบุญเพิ่มขึ้น ความเข้มข้นของน้ำเกลือลดลง ก็เค็มน้อยลง ถ้าทำความดีมากกก เท่ากับน้ำ ๑ ตุ่ม ถามว่าเกลือยังมีอยู่ไหม ? ยังมี เค็มไหม ? เค็ม แต่เค็มน้อยลง อธิบายอย่างนี้พอให้เห็นภาพนะครับ ว่ากรรมไม่ใช่เรื่องของคณิตศาสตร์ ที่ -๑ รวมกับ ๑ ได้ ๐ กรรมดี กรรมชั่ว หักล้างกันไม่ได้ หรือจะให้ชัดเจนอีกนิด เปลี่ยนจาก กรรมชั่วเป็นเกลือ มาเป็นพริกขี้หนู แล้วกรรมดี เป็นข้าวสวย พริกขี้หนู ๑ เม็ด อยู่ในข้าว ๑ คำ กินข้าวคำนั้นเผ็ดทันที พริก ๑ เม็ด อยู่ในข้าว ๑ จาน กินข้าวหลาย ๆ คำ กว่าจะเจอพริก พริก ๑ เม็ด อยู่ในข้าว ๑ หม้อ อยู่ในข้าว ๑ กระทะใบบัว เพิ่มข้าวเข้าไปโอกาสที่จะเจอพริก ก็น้อยลง เพิ่มมากเข้า มากเข้า จนผู้กิน ( คืออัตตา หรือความถือว่าเป็นตัวเป็นตน ) ตายไปซะก่อน ( คือบรรลุอรหัตตผล ) ก่อนที่จะเจอพริก ก็สบาย อย่างท่านพระมหาโมคคัลลานะ โดนทำร้ายขณะที่ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่ทุกข์ร้อน ไม่เผ็ดแล้ว แม้ความรู้สึกมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รู้สึกแล้ว เป็นเพียงสักแต่ว่าเจ็บ สักแต่ว่าเผ็ดเท่านั้นเอง แล้วเราจะทำบุญอย่างไรดี ? เวลาง้อแฟน เราพยายามหาทางทำอะไรที่ดีที่สุดให้เธอ ถูกไหมครับ ง้อเจ้ากรรมนายเวรก็เหมือนกัน ในบุญ ๓ กอง คือ ทานการให้ ศีล และภาวนา หรือ การเจริญสมาธิ และปัญญา การภาวนาเป็นบุญมหาศาล ที่ดีที่สุด น่าจะเหมาะสำหรับการง้อเจ้ากรรมนายเวร อ๊ะ อ๊ะ อย่าใจร้อนข้าม ทาน และศีล ไปนะครับ ทาน ศีล เป็นพื้นฐาน ที่ทำให้การทำสมาธิ และเจริญปัญญา ทำได้ดี ง่าย สะดวก เห็นผล เริ่มจากรู้จักสละแบ่งปันให้กับผู้อื่น ( ไม่จำเป็นต้องเป็นพระ ) เพื่อลดความตระหนี่ของเราก่อน รักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย ไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น จากนั้น มาทำสมาธิกันอย่างง่าย ๆ ไม่ต้องมีอุปกรณ์ แต่ได้ผลดี คือการรู้ลมหายใจเรานี่เอง ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ที่เราหายใจ เมื่อใดว่างจากการที่ต้องใช้ความคิดในการเรียน การทำงาน ก็หันมาเกาะอยู่กับลมหายใจเราไปเรื่อย ๆ จนชิน จนชำนาญ แล้วค่อยทำอย่างอื่นต่อไป ( ยังไม่บอกครับ ไปเป็นขั้น ๆ ดีกว่า ) ทำอย่างนี้ทุกวัน ทุกวัน ทำให้ครบ ทาน ศีล ภาวนา อย่าให้ขาด เราก็มีบุญเตรียมเอาไปง้อเจ้ากรรมนายเวรแล้วครับ ส่งให้เจ้ากรรมนายเวรอย่างไร ? ส่งของไปง้อแฟน มีหลายทางเลือกครับ ให้เองกับมือ ฝากเพื่อนไปให้ ส่งไปรษณีย์ สารพัดวิธี แต่การส่งบุญนั้น ใช้วิธีกรวดน้ำ หรือ ตรวจน้ำ แล้วแต่ถนัดเรียก ค่อย ๆ รินน้ำเป็นสาย อย่าให้ขาด พร้อมทั้งอธิษฐาน "ขอให้บุญของเรานี้ จงมีแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายจงอนุโมทนา และงดโทษภัยที่มีแก่กันและกัน อย่าได้มีเวรภัยต่อกันอีกต่อไปเลย" ระวังอย่างให้น้ำขาดสาย เป็นอุบายเพื่อน้อมจิตให้เกิดสมาธิในขณะนั้น ๆ เสริมแรงเข้าไปอีก ถ้าเจ้ากรรมนายเวรยอมคืนดีก็สบายไปครับ แต่ถ้าไม่ยอมก็ต้องรับกรรมกันต่อไปจนกว่ากรรมนั้นจะเป็นอโหสิกรรม หลาย ๆ คนเข้าใจว่าคำว่า อโหสิ แปลว่า ยกโทษให้ จริง ๆ อโหสิ แปลว่า ได้เป็นแล้ว อโหสิกรรม หมายถึง กรรมที่ส่งผลไปแล้วเรียบร้อย ไม่มีผลใด ๆ อีก ดังนั้น กรรมทุก ๆ อย่างไม่ว่าดี หรือ ชั่ว เมื่อถึงเวลาที่ส่งผลหมดสิ้นแล้ว ก็จะกลายเป็นอโหสิกรรม โดยอัตตโนมัติ ไม่ต้องไปขอจากใคร ๆ ครับ ถ้าในความหมายของการขอให้เขายกโทษ ควรใช้คำว่าขอขมามากกว่า แต่อย่างไรก็ดี เรียกว่าขออโหสิก็ไม่ผิด เพราะถือว่าเป็นไปตามความนิยม และเป็นที่เข้าใจโดยทั่วกัน
เท่านี้ก่อนนะครับ ขอให้ง้อสำเร็จ คืนดีกันไว ๆ ง้อแฟนเรื่องเล็ก ง้อเจ้ากรรมนายเวร เรื่องใหญ่ครับ บุญรักษาครับ |