|
จับคาม่านรูดพัทยา-พระนอนกกสีกา.
จับพระปลูกเพิงนอนกับสีกาเอาของบิณฑบาตไปขายต่อ รวบพระธุดงค์เสพกามกับสีกากลางป่า รวบพระ73ปีควงสีกาวัยดึกเปิดโรงแรมกลางอ.ทุ่งสง บุกจับพระ-เณร-สีกา มั่วเซ็กส์-อัพยา คากุฎิ
มีมาเรื่อย ๆ ครับ ข่าวประเภทนี้ แถมขายดิบขายดีเสียด้วย ทำให้เสื่อมเสียวงการผ้าเหลืองกันไปทั้งหมด เข้าตำรา "ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นไปทั้งข้อง" ต้องทำใจน่าดูในฐานะที่สีเดียวกัน แต่เมื่อมาย้อนนึกถึงเรื่องราวในพุทธประวัติแล้ว จะเห็นได้ว่า พวกเหลืองโล้น ( ค่อนข้างกระดากถ้าต้องเรียกพวกนี้ว่าพระ ) หรือเรียกสั้น ๆ ว่าพวกโล้น มีมานานมากแล้วครับ มีหลาย ๆ เรื่อง
ที่ชัด ๆคือเรื่องเดียรถีย์ ( นักบวชลัทธิอื่นในสมัยนั้น ) ปลอมบวช คือในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช นั้นศาสนาพุทธรุ่งเรืองมาก ลาภสักการะ ข้าวปลาอาหาร ปัจจัย ๔ มีผู้ถวายมากมาย แต่ลัทธิเดียรถีย์กลับอดอยากปากแห้ง ทำให้เกิดความคิดชั่วร้ายขึ้น ว่าปลอมตัวเป็นพระดีกว่า ว่าแล้วพวกนี้ก็พากันปลอมเป็นพระโดยโกนหัว นุ่งห่มเหลืองกันเองก็มี ผ่านพิธีก็มีรวม ๆ เรียกว่า "ปลอมบวช" เข้ามาแล้วก็แสวงหาลาภสักการะบ้าง แสดงธรรมวินัยผิดเพี้ยน อ้างคำสอนของลัทธิตนเองว่าเป็นพุทธศาสนาบ้าง ทำให้พระแท้ ๆ เกิดความรังเกียจ พวกโล้นพวกนี้ ไม่ยอมทำสังฆกรรมด้วยกันเพราะการทำสังฆกรรมนั้น ท่านอนุญาตให้เฉพาะพระด้วยกันเท่านั้น ที่จะร่วมกันทำได้ ถ้ามีผู้อื่นมาร่วมด้วย ถือว่ากรรมนั้นเสีย หรือ วิบัติ พอถึงวันพระใหญ่ ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ ที่พระจะต้องประชุมกันฟังสวดพระปาฏิโมกข์ พวกโล้นไม่คิดอะไรมาก เข้าโบสถ์ไปนั่งรอแต้อยู่ แต่ว่าพระท่านรังเกียจ ว่าไม่ใช่พระด้วยกัน ทำให้กรรมเสีย พระท่านจึงไม่ลงทำอุโบสถกรรม ( ชื้อเป็นทางการของการลงฟังสวดพระปาฎิโมกข์ )
เรื่องรู้เข้าถึงหูพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์จึงให้คนไปจัดการให้พระลงทำสังฆกรรมด้วยกัน พระสมัยนั้น รักศีล ยิ่งกว่าชีวิตครับ ทหารบังคับให้ลงโบสถ์ก็ไม่ยอมลงเพราะผิดศีล แม้จะต้องตายก็ไม่ลง ปรากฏว่าพระดี ๆ ถูกประหารไปหลายรูปครับ ส่วนพวกโล้นสบายเลยเพราะว่าไม่ห่วงเรื่องอะไรอยู่แล้ว ใครให้ทำอะไรก็ทำ ของให้ได้ลาภสักการะ ได้ข้าว ได้น้ำ ก็พอ ร้อนถึงพระเจ้าอโศกอีกแล้ว เพราะพระดี ๆ โดนทหารฆ่าไปเยอะ พระองค์ทรงเปลี่ยนวิิธีใหม่ ให้พระเถระชื่อว่าโมคคัลลีบุตรติสสะจัดการแทน โดยการถามปัญหาเรื่องพระธรรม พระวินัย ใครตอบไม่ได้ หรือตอบผิดมาก ๆ ประมาณว่าคนละเรื่องเลย ก็จัดการให้ปลงผ้าเหลืองออก ( ไม่เรียกว่าสึก เพราะไม่ได้เป็นพระ เป็นแค่โล้นห่มเหลือง ) ปรากฎว่าจัดการไปได้ประมาณ ๖๐,๐๐๐ ตัว เอ๊ย คน
หลังจากนั้นได้ทำการสังคายนาพระธรรมวินัยขึ้น นับว่าเป็นครั้งที่ ๓ ของพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดม ขณะนั้นพระพุทธเจ้าของเราปรินิพพานแล้ว ๒๓๕ ปี หรือ พ.ศ. ๒๓๕ นั่นเอง สังคายนาเสร็จ ได้มีการส่งพระภิกษุผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ออกไปเผยแผ่ในทิศต่าง ๆ ๙ สายด้วยกัน ๑ ในนั้น มาสุวรรณภูมิ หรือปัจจุบันคือประเทศไทยของเรานี่เอง
ผ่านมาสองพันกว่าปี เรื่องอย่างนี้ก็ยังมีอยู่ พวกโล้น ก็ยังมีอยู่ และยังคงนำความเสื่อมเสียมาสู่วงการผ้าเหลืองอย่างสม่ำเสมอ จนหลาย ๆ คนเกิดความเบื่อหน่าย ระอา ระแวง ไปจนถึงขั้นรังเกียจ บุคคลที่โกนผม ห่มผ้าเหลือง ไปเสียหมด เห็นที่ไหนแทบจะเบือนหน้าหนี ไม่ต้องพูดถึงความเคารพนับถือ เพราะว่ารู้สึกว่าพวกนี้เป็นกาฝาก เป็นเหลือบ เป็นไร ในสังคม ไม่ทำอะไรวัน ๆ คอยแต่รับทรัพย์ จนบางคนมีเงินทองมากมาย มีบ้าน มีรถหรู เรียกว่า กินดีอยู่ดีกว่าโยมที่ใส่บาตรเสียอีก ไป ๆ มา ๆนอกจากเสืือมศรัทธาในพระแล้ว ยังพาลเสื่อมศรัทธาความเชื่อ ปสาทะความเลื่อมใส ในพระธรรมวินัย พระศาสนา อีกด้วย
เสื่อมศรัทธาในพระ ไม่เป็นไร อย่าเสื่อมศรัทธาในสิ่งที่ควรศรัทธาก็แล้วกันครับ แล้วเราควรศรัทธา หรือ เชื่ออะไร ? เชื่อในความจริง ๔ ประการครับ แล้วความจริง ๔ ประการคืออะไรบ้าง ? ให้เวลาคิด ๑ นาที.........หมดเวลาครับ
เฉลย ไม่ใช่อริยสัจ ๔ นะครับ อริยสัจจ์ ๔ ไม่ต้องเชื่อก็ได้ แค่สร้างเหตุให้เกิด เดี๋ยวก็ประจักษ์เองครับ แต่เฉลยที่ถูกคือ
๑ เชื่อเรื่องของกรรม เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง ข้อนี้ไ่ม่ยากเท่าไรครับ ก่อนอื่นรู้จักกรรมก่อน
กรรม = การกระทำ+เจตนา
สมการง่าย ๆ แค่นี้ครับ ทำอะไรด้วยเจตนาเรียกว่ากรรมทั้งหมด เช่น ทานข้าวก็เป็นกรรม
๒ เชื่อเรื่องผลของกรรม กรรมทุกอย่างที่กระทำย่อมต้องมีผลตามมา คล้าย ๆ กับฟิสิกส์ ที่ว่า
แรงกิริยา = แรงปฏิกริยา
กรรม = ผลของกรรม
ง่าย ๆ อีกแล้วคือ จากข้อ ๑ ทำกรรม คือ ทานข้าวแล้วเรียบร้อย ผลกรรมที่ตามมาคืออิ่ม
๓ เชื่อเรื่องกรรมเป็นของเฉพาะตัว นาย A ทำกรรม นาย A ก็ต้องรับกรรม mahaoath ทำกรรม mahaoath ก็ต้องรับกรรม ให้คนอื่นรับแทนไม่ได้ จากข้อ ๑ นาย A ทำกรรม คือ ทานข้าว นาย A ก็ต้องเป็นผู้ที่อิ่ม จะให้ mahaoath อิ่มแทนก็ไม่ได้
๔ เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ข้อนี้ต้องพิจารณากันมากหน่อยนะครับ เพราะว่าผู้ที่ไม่ได้รู้เห็นธรรมด้วยตนเองคงจะเชื่อยากสักหน่อย เอาเป็นว่าลองศึกษาและพิจารณาธรรมที่พระองค์สอนในเรื่องง่าย ๆ ที่เห็นได้ไม่ยากนักก่อน เช่นเรื่องศีล ที่ทรงสอนว่าทำให้เกิดความสงบสุข เอาแค่ศีล ๕ ก่อน ลองคิดดูว่าถ้าคนเราทุกคน มีศีล ๕ สังคมจะสงบสุขแค่ไหน รวมไปถึงธรรมอื่น ๆ ที่พระองค์ทรงสอน ลองทำดูเอาแค่ธรรมที่เป็นเรื่องโลก ๆ นี่แหละครับ ยังไม่ต้องถึงกับมรรค ผล นิพพานหรอก แล้วจะพบได้ว่าเป็นอย่างที่พระองค์ทรงสอนทุกประการ แล้วถ้าพระองค์ไม่ได้ตรัสรู้จริง ๆ คงไม่สามารถคิดแต่งธรรมต่าง ๆมากมายถึง ๘๔,๐๐๐ อย่างมาสอนพวกเราหรอกครับ
เบื้องต้นเชื่อแค่นี้ก็พอแล้วครับในพระพุทธศาสนา อย่าปล่อยให้การกระทำของโล้นเหลือง ที่แอบแฝงมา ทำให้เราต้องเสียประโยชน์อย่างยิ่งของเราเลย บางคนเห็นข่าวพวกโล้นแล้วก็เหมารวมเอาเลยว่า พระไม่ดี พระเลว ลามปามไปถึงศาสนาพุทธไม่ดี ศาสนาพุทธเลว ปลาเน่าต้วเดียว เทปลาทิ้งทั้งข้อง ก็อดกินปลากันพอดี แยกให้ออกครับ ทำใจให้สบาย ๆ ถ้ารู้แน่ชัดว่าพวกโล้นแน่ ๆ ก็ไม่ต้องไปยุ่ง ไม่ต้องใส่บาตร ไม่ต้องทำบุญด้วย แต่ว่าถ้ายังไม่แน่ ให้ยึดหลักนิติศาสตร์ที่ว่าผู้ถูกกล่าวหาถ้ายังไม่ถูกตัดสิน ก็ยังเป็นแค่ผู้ถูกกล่าวหา ยังไม่เป็นผู้ผิดแต่อย่างไร
เวลาทำบุญ ตักบาตร ถวายทานอะไรก็แล้วแต่ ให้คิดว่าถวายแก่ส่วนรวม ถวายแก่ผ้าเหลือง ถวายแก่พระพุทธศาสนา อย่าไปมองหน้าว่าถวายใคร แล้วใจจะสบายขึ้นเยอะ ใจสบาย ใจใส เป็นใจบุญนะครับส่วนพวกโล้นก็ปล่อยให้กรรมจัดการเถิดครับ เดี๋ยวนี้กรรมตามเร็ว เป็นกรรมติดจรวด เป็นกรรม adsl 4 Mb ซะด้วย อย่าไปเสี่ยงไปหลงว่าพระดี ๆ ว่าเป็นโล้น มันจะเข้าตัวนะครับ
บุญรักษาครับ
๒๙ ส.ค. ๕๑
๑๓.๕๙ น.
|