| บทความนี้เขียนขึ้นเืพื่อลงใน blog ที่ http://dhamweb.exteen.com อย่างที่ทราบกันดีว่า blog เป็นที่ให้ผู้ใช้ได้เขียนบทความของตัวเอง เรียกว่า entry แล้วเมื่อผู้อื่นมาอ่านก็จะสามารถ แสดงความเห็น ( comment - ment - เม้ัน - เม้นท์ ) ได้ ซึ่งบางครั้งบางคราวอาจไม่ถูกใจกัน เกิดเป็นสงครามวาทะย่อย ๆ ได้ หยิบยกเอาเรื่องนี้มาเขียนในแนวทางแนะนำด้วยธรรมะ เพื่อเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น จึงนำมาไว้ที่นี่ และที่อื่น ๆ ด้วย ---------------------------------------------------------------------------------- คำถาม : "เราว่าเราเขียน entry อย่างดิบดีแล้วนะ มาเม้นท์กันแย่ ๆ อย่างนี้ได้อย่างไร" ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ คุณจะทำอย่างไร ? ( เลือกข้อที่ถูกใจที่สุด ๑ ข้อ )
ก่อนตอบคำุถาม มาอ่านอะไรกันก่อนซักหน่อยนะครับ เป็นธรรมดาเหลือเกินที่ระบบการสื่อสาร ๒ ทาง ของ blog ซึ่งมีการเปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้ แสดงความเห็นของตน จะนำมาซึ่งความร้าวฉานในกรณีที่ความเห็นไม่ตรงกันเกิดขึ้น เราตั้งใจเขียนซะอย่างดิบดี แต่คนอื่นอาจว่าไม่ดี หรือมีมุมมองที่ต่างกัน หรือบางทีก็แสดงความเห็นมาไม่ตรงกับเนื้อเรื่องเลยก็มี ถามอะไรก็ไม่รู้ วุ่นวาย ไร้สาระ หรืออีกอย่างก็พวก spam ทั้งหลายประมาณ ลดความอ้วนเห็นผลใน ๗ วัน ทำงานผ่านเนท ไม่ต้องทำิอะไรก็รวยได้ ฯลฯ ความเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เรารำคาญใจน่าดู ที่เรารำคาญเพราะเรายังละกิเลสไม่ได้ เลยเกิดความเศร้าหมองขึ้นในจิตของเรา โลภ อยากได้ความเห็นดี ๆ ถูกใจ พอไม่ได้ ก็โกรธ ไม่พอใจ มีความหลงคิดว่า "เรา" กำลังถูกประทุษร้ายด้วยความเห็นของเขา ถ้าละตัวโลภ ตัวโกรธ ตัวหลงได้ ทุกอย่างก็จบ เหมือนจะง่าย แต่ก็ไม่ธรรมดา เอาเป็นว่าปุถุชนอย่างเรา ๆ ยังละกิเลสได้ยาก คงต้องค่อย ๆ หัด ค่อย ๆ ขัดเกลากันไป ส่วนเรื่องเฉพาะหน้านั้นเราต้องจัดการด้วยธรรมง่าย ๆ ๔ ขั้นตอน ๑ เริ่มแรกต้องปลุก ขันติ ความอดทน ก่อน ขันติ นั้นพระท่านสอนว่าเป็นธรรมที่ทำให้งาม คนที่ไม่มีขันติ ความอดทน ทำอะไรก็ดูไม่งาม ไม่เข้าท่า น่าเกลียด ลองนึกถึง สาวสวย หรือ หนุ่มหล่อ ที่ตรงสเปคเราที่สุด ถ้าเขาหรือเธอ ตกอยู่ในสถานการณ์เช่น ถ้าเป็นดารา แล้วมีแฟน ๆ มารุมขอลายเซ็นมาก ๆ อดทนไม่ได้ ขาดขันติ แสดงความโกรธออกมา หน้าแดง หูแดง ตาโปน แยกเขี้ยว กระทืบเท้า พร้อมกับพ่นคำหยาบคายออกมา อย่างนี้แล้ว เขาหรือเธอคนนั้นจะงามไหม เช่นเดียวกัน ถ้าอ่านความเห็นแล้วทนไม่ได้ โต้ตอบทันควัน ด้วยอำนาจโทสะ ความโกรธละก็ เราก็จะกลายเป็นคนที่น่าเกลียด ไม่งาม ดูไม่ได้ ไม่น่าคบ ไปทันที ดังนั้นอย่างแรกที่ควรทำคืออดทน ๒ สร้างสติ ความระลึกได้ จริง ๆ สติน่าจะมาเป็นอย่างแรกที่สุด เพราะถ้าไม่มีสติ เตือนว่าต้องขันตินะ คงจะหลุดด่าสวนไปแล้ว แต่ว่าที่จัดให้สติมาเป็นอันดับสอง เพราะว่าสติในที่นี้หมายถึงให้หวนระลึกดูว่า เอ เราเขียนอะไรไม่ดี ไม่ถูก เขาถึงแสดงความเห็นอย่างนี้ ให้ทบทวนข้อเขียนของเราเองก่อนเลย รวมไปถึงเรื่องเก่า ๆ และความเห็นที่เคยโต้ตอบกันมาก่อนหน้านี้ด้วย ว่ามีอะไรที่ผิดใจกันหรือเปล่า ใครเป็นคนเริ่มขาดขันติก่อน ถ้าเจอสาเหตุว่า อ้อ เรานี่เอง เคยไปแสดงความเห็นว่าเขาไว้ก่อน หรือเขียนบทความกระทบเขาไว้ ก็เป็นอันจบกันเราผิดเองที่ไปเริ่มก่อน จะว่าก็ต้องว่าตัวเอง ถ้าเขาเป็นคนเริ่มต้อง ๓ เจริญพรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พรหมวิหาร ๔ เป็นคุณธรรมของผู้ที่มีความเป็น "ผู้ใหญ่" ถึงเราจะอายุเ่ท่าไรก็ตาม ถ้ามีพรหมวิหารมากก็มีความเป็นผู้ใหญ่มาก ผู้่มีอายุมากบางคนขาดพรหมวิหารก็ไม่เป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ต้องประกอบด้วย เมตตา มีความคิดอยากให้ผู้อื่นมีความสุข กรุณา อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ มุทิตา ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี อุเบกขา วางเฉยในเมื่อผู้อื่นต้องรับผลกรรมที่ก่อขึ้น ในกรณีนี้ เราเจริญเมตตา กับกรุณาเป็นหลัก คือ คิดว่าเขามีัความสุข ไม่มีความทุกข์ได้ เพราะการแสดงความเห็นอย่างนี้ อย่างนี้ ก็ขอให้เขามีความสุข พ้นจากความทุกข์เถิด ถ้าต่อไปในภายภาคหน้า blog ของเขาได้ hot post ก็ยินดีด้วยที่เขาประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเขาถูกคนอื่นรุมด่า เพราะเที่ยวเพ่นพ่านแสดงความเห็นแย่ ๆ ก็อุเบกขา อย่าไปซ้ำ อย่าไปสมน้ำหน้าเขา เ่ท่านี้ยังไม่พอเจริญพรหมวิหารแล้ว ยังต้อง ๔ สมาทานศีลข้อที่ ๔ มุสาวาทา เวระมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ ศีลข้อนี้เรื่องของการสื่อสารกันโดยเฉพาะครับ ไม่ได้ให้เว้นแต่การพูดปดอย่างเดียว เว้นการพูดส่อเสียดให้แตกสามัคคี เว้นการพูดหยาบ และเว้นการพูดเพ้อเจ้อไร้สาระด้วย บางท่านอาจนึกในใจว่าไม่ได้พูดสักหน่อย พิมพ์เอาทั้งหมดเลย พิมพ์ เขียน ชี้นิ้ว พยักหน้า ฯลฯ จัดว่าเป็นการพูดทั้งหมดครับ แล้วแต่ว่าออกมาทางไหน ออกมาทางวจีทวาร ก็มาเป็นเสียง ออกมาทางกายทวาร ก็มาเป็นอย่างอื่น เพียงแต่ให้เป็นการสื่อสารให้ผู้อื่นรู้เรื่องก็จัดเป็นการพูด ( วจีกรรม ) แล้วละครับ การสมาทานศีลไม่จำเป็นต้องไปหาพระนะครับ นึกเอาเองเลยว่าเราจะงดการพูดชั่วทั้ง ๔ อย่าง ยิ่งเหตุการณ์เฉพาะหน้าอย่างนี้ด้วย ท่านเรียกว่า สัมปัตตะวิรัติ ได้กุศลดีนะครับ เหมือนนายพรานเข้าป่าล่าสัตว์ เจอสัตว์เข้าแล้วเกิดคิดได้ไม่ฆ่าดีกว่าสงสาร หรือ กลัวบาป สมาทานศีลแล้วให้รักษาด้วยนะ ไม่ใช่ว่าสมาทานปุ๊ป ผิดปั๊ปเลย ข้อนี้ให้เน้นเรื่องการเว้นจากการพูดหยาบคายเป็นหลัก การพูดหยาบคายไม่จำเป็นต้องเป็นคำหยาบเสมอไป บางคนใช้แต่คำสวย ๆ หรู ๆ แต่ฟังแล้วบาดหูจี๊ด ๆ ประมาณมีดโกนอาบน้ำผึ้ง จัดเป็นการพูดหยาบคายประเภทหนึ่งเหมือนกัน อย่างนี้ก็เว้นซะด้วยครับ ถ้าทำตามขั้นตอน ๔ อย่างนี้แล้วจะเป็นผลดีอย่างไร ? ผลดีเกิดกับหลายฝ่ายครับ ตัวเราเองก็ดูงดงาม มีความสุขจากการได้ทำความดี ใคร ๆ ที่รู้จะชื่นชมว่า เป็น bloggerชั้นดี มีคุณภาพ มีคุณธรรม อยากคบหาสมาคมด้วย สังคม blog ก็จะสดใส ไม่มัวหมอง เป็นสังคมที่อยู่กันอย่างมีความสุข ปราศจากความขัดแย้ง และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ เราเองได้ปฏิบัติฝึกหัดขัดเกลาเจ้ากิเลส ๓ กอง คือ โลภ โกรธ หลง ออกไปบ้างแล้วละครับ ขัดออก เกลาออก บ่อย ๆ มันก็หมด ถ้ามันหมดเมื่อไรก็คือนิพพาน ไม่ต้องทุกข์อีกต่อไป ( โอ้ !! ปฏิบัติธรรมใน blog ก็ได้ แจ๋วจริง ๆ ) แต่ถ้าทำตามแล้วยังไม่หายโมโหละก็แนะนำว่า ค่อย ๆ ลากเมาส์ไปที่ Delete แล้วบรรจงคลิ๊กด้วยความสะใจ อย่างนี้ดีที่สุด หรือว่าไงครับ ? ทีนี้ลองย้อนไปที่คำถามคุณจะตอบว่าอะไร ?
บุญรักษาครับ
|