ธรรมะ - ทำเว็บ

ธรรมะ

                                              ขอถวายความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

            ขาดไม่ได้อยู่แล้วครับ สำหรับหน้าบทความเผยแผ่พระธรรมของพระศาสดา  แม้ว่าเรื่องราวส่วนใหญ่ หรือ  theme  ของเว็บไซต์นี้

     จะเป็นเรื่องของการทำเว็บไซต์ก็ตาม แต่ในเมื่อสบโอกาส พบช่องทาง ที่จะเผยแผ่พระธรรม ในฐานะที่อาตมาก็เป็น ศากยบุตรพุทธชิโนรส

     จึงมิอาจปล่อยโอกาสให้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์ จัดทำหน้า นี้ขึ้น เพื่อรวบรวมบันทึกธรรมะ ชนิดเบา ๆ อ่านสบาย ๆ    ไม่เป็นทางการ

     ขนาดเป็นบทความได้ และบางครั้งเป็นแค่คำรำพึงรำพันเท่านั้น      หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์กับทุก ๆ คนบ้าง

ง้อแฟนเรื่องเล็ก

โพสต์‎‎18 ก.ย. 2551, 8:06‎‎โดยพระมหานัธนิติ สุมโน   [ อัปเดต ‎‎18 ก.ย. 2551, 8:09‎‎ ]

ได้รับเมลมาถามเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับการถูกตามจองล้างจองผลาญจากเจ้ากรรมนายเวร และการทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร เพื่อให้อโหสิต่อกัน เลยรีบลัดคิวมาตอบ

ในคำถามมีคำที่น่าสนใจอยู่หลาย ๆ คำ ที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อน คือ เจ้ากรรมนายเวร, ทำบุญ, อุทิศ, และ อโหสิ

เจ้ากรรมนายเวร เป็นอย่างไร ?

ในความหมายของผู้ถาม คงหมายถึง ใครสักคนที่เราเคยทำกรรมไม่ดีกับเขาไว้ แล้วเขาผูกใจเจ็บ อาฆาต เบียดเบียน ให้เราได้รับความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ซึ่งก็มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก หลาย ๆ เรื่อง เช่นเรื่องของเมียหลวง กับเมียน้อย ที่จองเวรจองกรรมกันหลายชาติ ผลัดกันฆ่าลูกของอีกฝ่าย จนได้พบพระพุทธเจ้า ได้ฟังพระธรรมเทศนา จึงเลิกแล้วต่อกัน อ่านต่อที่นี่

ในเมื่อเป็นอย่างนี้แสดงว่า เหตุเกิดเพราะเราเคยทำไม่ดีกับเธอไว้ก่อน ให้ตั้งไว้ในใจก่อนเลยว่า เป็นเพราะเรานั่นเอง เพื่ออย่างน้อยการผูกเวร จองเวร จะได้ไม่ผูกใจเจ็บต่อกันไปอีก ให้จบเสียในภพชาตินี้

นอกจากนี้ยังมีเจ้ากรรมนายเวรอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ต้องมีการผูกใจเจ็บ ได้แก่ กรรมของเราเอง ที่ได้มีเจตนากระทำลงไป เป็นเจ้ากรรมนายเวรตัวฉกาจ เพราะไม่มีการผูกเวร จองเวร อาฆาต แต่อย่างไร เป็นเรื่องของธรรมชาติ เรื่องของกฎแห่งกรรม ที่ทำกรรมย่อมได้รับผลของกรรม ตัวอย่างเช่นเรื่องของพระมหาโมคคัลานะ ท่าน Dhammasaro ได้เขียนไว้อย่างละเอียดแล้วใน ผู้สร้างมีจริงหรือ เป็นต้ัวอย่างที่ดีว่า พ่อแม่ท่านในชาติก่อน ไม่ได้ผูกเวร จองเวรไว้ แต่เวรกรรม ก็ยังตามสนองท่าน แม้จะหมดกิเลสบรรลุอรหัตตผลแล้วก็ตาม

ดังนั้นถ้าแบ่งเจ้ากรรมนายเวรเป็น ๒ อย่างแล้ว การทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรจะมีผลอย่างไรบ้าง ?

ในกรณีที่เจ้ากรรมนายเวร เป็นผู้ที่ผูกใจเจ็บ ต้องมาวัดกันละครับว่า เธอจะยอมรับ คือยอมอนุโมทนาหรือไม่ ถ้าเธอไม่ยอมรับ การจองเวรก็ยังมีอยู่  แต่ก็ไม่ใช่ว่าบุญที่ทำจะเสียเปล่าครับ จำกฎแห่งกรรมได้ไหม ใครทำกรรม ต้องรับผลของกรรม ไม่จำกัดเฉพาะฝ่ายกรรมชั่วเท่านั้น แม้ฝ่ายกรรมดีก็เหมือนกัน และอีกอย่างเจ้ากรรมนายเวร เจอกับบุญที่อุทิศไปให้บ่อย ๆ สักวันคงใจอ่อน เหมือนตามตื๊อจีบหนุ่ม จีบสาว หรือ ตามง้อแฟน นั่นแหละครับ น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน ( แต่หัวใจอ่อน ๆ ของเธอทำด้วยอะไร - ใครเกิดทันเพลงนี้บ้าง ? ) ง้อไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ใจอ่อนเอง ของอย่างนี้ต้องใช้เวลาครับ ไม่รู้ว่าเราไปทำอะไรให้เธอโกรธ เรื่องเล็ก หรือเรื่องใหญ่ก็ไม่รู้ อยู่ ๆ ก็งอนตุ๊บป่อง อาศัยความเพียรกันหน่อยนะครับ ทำบุญให้ครั้ง สองครั้ง ยังไม่หาย ก็ต้องทำอีก ทำเพิ่มไปเรื่อย ๆจนกว่าเธอจะใจอ่อน

ถ้ากรณีไม่มีบุคคลผู้จองเวร แสดงว่าเป็นเรื่องกรรมล้วน ๆ อย่างนี้ แก้ไม่ได้ แต่ว่าบรรเทาได้ครับ ลองเปรียบเทียบว่า กรรมชั่ว คือเกลือที่เค็มที่สุดในจักรวาล ทานเข้าไปแล้ว แทบจะไตวายในทันที เปรียบกรรมดี เป็นน้ำใสสะอาดเย็นชื่นใจ แล้วเราทำกรรมชั่วไว้ เท่ากับเกลือ ๑ ช้อน ทำกรรมดีไว้ เท่ากับน้ำ ๑ แก้ว เอาเกลือ ๑ ช้อน ใส่ในน้ำ ๑ แก้ว แล้วดื่มเข้าไป อะไรจะเกิดขึ้น ตอบได้เลยว่าเค็มปิ๊ดปี๋  ถ้าเกลือเท่าเดิม คือไม่ทำความชั่วเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มน้ำเข้าไป ด้วยการทำความดี หรือบุญเพิ่มขึ้น ความเข้มข้นของน้ำเกลือลดลง ก็เค็มน้อยลง ถ้าทำความดีมากกก เท่ากับน้ำ ๑ ตุ่ม ถามว่าเกลือยังมีอยู่ไหม ? ยังมี เค็มไหม ? เค็ม แต่เค็มน้อยลง  อธิบายอย่างนี้พอให้เห็นภาพนะครับ ว่ากรรมไม่ใช่เรื่องของคณิตศาสตร์ ที่ -๑ รวมกับ ๑ ได้ ๐    กรรมดี กรรมชั่ว หักล้างกันไม่ได้  หรือจะให้ชัดเจนอีกนิด เปลี่ยนจาก กรรมชั่วเป็นเกลือ มาเป็นพริกขี้หนู แล้วกรรมดี เป็นข้าวสวย  พริกขี้หนู ๑ เม็ด อยู่ในข้าว ๑ คำ กินข้าวคำนั้นเผ็ดทันที  พริก ๑ เม็ด อยู่ในข้าว ๑ จาน กินข้าวหลาย ๆ คำ กว่าจะเจอพริก  พริก ๑ เม็ด อยู่ในข้าว ๑ หม้อ อยู่ในข้าว ๑ กระทะใบบัว เพิ่มข้าวเข้าไปโอกาสที่จะเจอพริก ก็น้อยลง  เพิ่มมากเข้า มากเข้า จนผู้กิน ( คืออัตตา หรือความถือว่าเป็นตัวเป็นตน ) ตายไปซะก่อน ( คือบรรลุอรหัตตผล ) ก่อนที่จะเจอพริก ก็สบาย อย่างท่านพระมหาโมคคัลลานะ โดนทำร้ายขณะที่ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่ทุกข์ร้อน ไม่เผ็ดแล้ว แม้ความรู้สึกมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รู้สึกแล้ว เป็นเพียงสักแต่ว่าเจ็บ สักแต่ว่าเผ็ดเท่านั้นเอง

แล้วเราจะทำบุญอย่างไรดี ?

เวลาง้อแฟน เราพยายามหาทางทำอะไรที่ดีที่สุดให้เธอ ถูกไหมครับ ง้อเจ้ากรรมนายเวรก็เหมือนกัน ในบุญ ๓ กอง คือ ทานการให้ ศีล และภาวนา หรือ การเจริญสมาธิ และปัญญา   การภาวนาเป็นบุญมหาศาล ที่ดีที่สุด น่าจะเหมาะสำหรับการง้อเจ้ากรรมนายเวร  อ๊ะ อ๊ะ อย่าใจร้อนข้าม ทาน และศีล ไปนะครับ ทาน ศีล เป็นพื้นฐาน ที่ทำให้การทำสมาธิ และเจริญปัญญา ทำได้ดี ง่าย สะดวก เห็นผล  เริ่มจากรู้จักสละแบ่งปันให้กับผู้อื่น ( ไม่จำเป็นต้องเป็นพระ ) เพื่อลดความตระหนี่ของเราก่อน  รักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย ไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น จากนั้น มาทำสมาธิกันอย่างง่าย ๆ ไม่ต้องมีอุปกรณ์ แต่ได้ผลดี คือการรู้ลมหายใจเรานี่เอง ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ที่เราหายใจ เมื่อใดว่างจากการที่ต้องใช้ความคิดในการเรียน การทำงาน ก็หันมาเกาะอยู่กับลมหายใจเราไปเรื่อย ๆ จนชิน จนชำนาญ แล้วค่อยทำอย่างอื่นต่อไป ( ยังไม่บอกครับ ไปเป็นขั้น ๆ ดีกว่า ) ทำอย่างนี้ทุกวัน ทุกวัน ทำให้ครบ ทาน ศีล ภาวนา อย่าให้ขาด เราก็มีบุญเตรียมเอาไปง้อเจ้ากรรมนายเวรแล้วครับ

ส่งให้เจ้ากรรมนายเวรอย่างไร ?

ส่งของไปง้อแฟน มีหลายทางเลือกครับ ให้เองกับมือ ฝากเพื่อนไปให้ ส่งไปรษณีย์  สารพัดวิธี  แต่การส่งบุญนั้น ใช้วิธีกรวดน้ำ หรือ ตรวจน้ำ แล้วแต่ถนัดเรียก ค่อย ๆ รินน้ำเป็นสาย อย่าให้ขาด พร้อมทั้งอธิษฐาน "ขอให้บุญของเรานี้ จงมีแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายจงอนุโมทนา และงดโทษภัยที่มีแก่กันและกัน อย่าได้มีเวรภัยต่อกันอีกต่อไปเลย" ระวังอย่างให้น้ำขาดสาย เป็นอุบายเพื่อน้อมจิตให้เกิดสมาธิในขณะนั้น ๆ เสริมแรงเข้าไปอีก

ถ้าเจ้ากรรมนายเวรยอมคืนดีก็สบายไปครับ แต่ถ้าไม่ยอมก็ต้องรับกรรมกันต่อไปจนกว่ากรรมนั้นจะเป็นอโหสิกรรม หลาย ๆ คนเข้าใจว่าคำว่า อโหสิ แปลว่า ยกโทษให้  จริง ๆ อโหสิ แปลว่า ได้เป็นแล้ว อโหสิกรรม หมายถึง กรรมที่ส่งผลไปแล้วเรียบร้อย ไม่มีผลใด ๆ อีก  ดังนั้น กรรมทุก ๆ อย่างไม่ว่าดี หรือ ชั่ว เมื่อถึงเวลาที่ส่งผลหมดสิ้นแล้ว ก็จะกลายเป็นอโหสิกรรม โดยอัตตโนมัติ ไม่ต้องไปขอจากใคร ๆ  ครับ  ถ้าในความหมายของการขอให้เขายกโทษ ควรใช้คำว่าขอขมามากกว่า แต่อย่างไรก็ดี เรียกว่าขออโหสิก็ไม่ผิด เพราะถือว่าเป็นไปตามความนิยม และเป็นที่เข้าใจโดยทั่วกัน

เท่านี้ก่อนนะครับ ขอให้ง้อสำเร็จ คืนดีกันไว ๆ ง้อแฟนเรื่องเล็ก ง้อเจ้ากรรมนายเวร เรื่องใหญ่ครับ

บุญรักษาครับ

ตายกันแล้ว~จะต้องมีอีกกี่ศพ?~ศีลข้อแรก

โพสต์‎‎2 ก.ย. 2551, 1:19‎‎โดยพระมหานัธนิติ สุมโน   [ อัปเดต ‎‎2 ก.ย. 2551, 1:20‎‎ ]

กลับจากบิณฑบาตคุยกับคนงานวัด บอกว่ามีการปะทะกันระหว่างเหลือง กับแดง และมีการเสียชีวิตด้วย มีโอกาสจึงได้ตรวจสอบข่าวในเนท ปรากฏว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ทำ้ให้เกิดความสลดสังเวช และหวาดเสียวหวาดสะดุ้ง กลัวเหตุการณ์จะบานปลาย ตุลา ๑๖ ยังไม่เกิด ปี ๑๙ อายุ ๒ ขวบ แต่ว่าทันเหตุการณ์ปี ๓๕ ขณะนั้นเรียนมหาวิทยาลัยปี ๑  ยังจำได้ และไม่ต้องการให้มีการเสียเลือดเสียเนื่อคนไทยด้วยกันอีกเลย แม้แต่คนเดียว

เหตุการณ์ที่ผ่านมานั้นเบาใจอยู่อย่างว่าดูจากท่าทีของทหาร ตำรวจ และรัฐบาลแล้ว ไม่น่าจะมีความรุ่นแรง จนกระทั่งได้ทราบข่าวเมื่อเช้า ความเบาใจหายไป กลายเป็นความห่วงกังวล อยากจะบอกทุกฝ่ายว่า พอซะทีเถิด 

ได้ระบายหน่อยค่อยยังชั่ว มาเข้าเรื่องธรรมะกันดีกว่า ปรารภถึงการฆ่ากันเมื่อคืน หลาย ๆ คนทราบแล้วว่า ฆ่าสัตว์ เป็นบาป ผิดศีลข้อแรก ปาณาติปาตา ฯ  ดังนั้นโอกาสนี้ขอนำเรื่องปาณาติปาตา ฯ มาขยายให้รับทราบโดยทั่วกัน

ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปทัง สมาทิยามิ  แปลว่า ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบทคือเจตนาเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง แปลไทยเป็นไทยอีกทีว่า ข้าพเจ้าตั้งใจไม่ฆ่าสัตว์

การฆ่าสัตว์นั้น มีองค์ประกอบด้วยกัน ๕ ประการ คือ สัตว์นั้นมีชีวิต  รู้อยู่ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต  มีจิตคิดจะฆ่าสัตว์นั้น  มีความพยายามที่จะฆ่าสัตว์นั้น  และสุดท้ายสัตว์นั้นตายเพราะความพยายามนั้น  ถ้าครบทั้ง ๕ ประการจัดเป็นการฆ่าสัตว์ในศีลข้อ ๑  ผู้ที่รักษาศีลข้อที่ ๑ นี้ นอกจากเว้นจากการฆ่าสัตว์แล้ว ถ้าต้องการให้ศีลสมบูรณ์แบบ ไม่ด่าง ไม่พร้อย ไม่เศร้าหมอง ยังต้องเว้นจาก ฉายาปาณาติบาต ด้วย ถ้าเว้นจากการฆ่าอย่างเดียว แต่กระทำฉายาปาณาติบาต ศีลยังไม่ขาดแต่้ว่าด่างพร้อย เปรียบเสมือนกับ ผ้า ที่ไม่ขาดแต่สกปรก

ฉายาปาณาติบาต คืออะไร คือกรรม ๒ ประการได้แก่ การทำร้ายร่างกาย ทำให้ร่างกายของสัตว์เจ็บปวด พิกลพิการ ๑ และ การทรมาน อันประกอบด้วย การใช้งานสัตว์เกินกำลัง การกักขังในที่แคบจนเปลี่ยนอิริยาบถไม่ได้ การนำสัตว์ไปโดยวิธีทรมาน เช่น ลากไป และการผจญสัตว์ เช่น กัดปลา ตีไก่ ชนวัว  เหล่านี้อีก ๑

การฆ่าสัตว์ทุกชนิด ทำให้ศีลขาดเท่ากันหมด ไม่ว่า ฆ่ามนุษย์ หรือฆ่ายุง แต่ว่า บาปกรรมไม่เท่ากัน กำหนดบาปกรรมได้ด้วย การกำหนดวัตถุ ดัวยเจตนา และด้วยประโยค

กำหนดด้วยวัตถุ คือสัตว์ที่ถูกฆ่า สัตว์อย่างเดียวกันเช่น ฆ่ามนุษย์ บาปกำหนดด้วยคุณ เช่น ฆ่าบิดา มารดา มีบาปมากกว่าฆ่าบุคคลอื่น   ฆ่าพระบาปกว่าฆ่าเณร อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเป็นสัตว์ต่างอย่างกัน กำหนดด้วยคุณ หรือ ด้วยขนาดก็ได้ เช่น ฆ่าวัวบาปกว่าฆ่ายุง

กำหนดด้วยเจตนา คือความตั้งใจฆ่า ว่ากันดัวยโทสะ โทสะมาก โทษมาก โทสะนัอย โทษน้อย

กำหนดด้วยประโยค คือวัดที่ความพยายาม พยายามมาก โทษมาก อย่างเช่นการวางแผนลอบสังหารผู้นำประเทศ ถ้าทำสำเร็จ ย่อมมีบาปมากกว่า การฆ่าคนธรรมดา เพราะต้องมีการเตรียมการ มีการวางแผน มีความพยายามมากกว่า

โทษของปาณาติบาต อย่างหนักทำให้ไปเกิดในอบาย คือ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน อย่างเบาทำให้อายุสั้นเมื่อเกิดเป็นมนุษย์

การฆ่ากันตายในการปะทะกันของผู้ชุมนุมทั้ง ๒ ฝ่าย ดูยังไงก็เป็นปาณาติบาตแน่ ๆ และเข้าข่ายอย่างโทษหนักซะด้วย เพราะ สัคว์ที่ถูกฆ่าเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ที่มีคุณมาก ขณะฆ่าก็มีโทสะมาก และพยายามมากด้วย ครบทั้ง ๓ อย่าง ๓ ประการ เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องให้บอกว่าตายแล้วไปไหน เดาได้ไม่ยาก

ส่วนที่ทำร้ายกัน ไม่ถึงตาย ยังจัดเป็นฉายาปาณาติบาต มีผลในทางร้ายอีกเช่นกัน ถ้าจะอ้างว่าไม่ได้เจตนา ประมาท บันดาลโทสะ ฯลฯ อ้างได้ครับ แต่อ้างได้เฉพาะกับศาลคดีโลกเท่านั้น ท่านอาจจะปราณี แต่กับศาลกรรม ศาลทางธรรมแล้วละก็ ไม่มีอุทธรณ์ ไม่มีฎีกา ไม่มีคุ้มครองฉุกเฉิน ดีก็ว่าดี ชั่วก็ว่าชั่ว

พระเตือนแล้วนะครับ จะทำอย่างไรไปเลือกเอาเอง

บุญรักษาครับ 

 

ว่าด้วยเรื่องของโกร๊ทฮอร์โมน และโรคแก่

โพสต์‎‎1 ก.ย. 2551, 0:13‎‎โดยพระมหานัธนิติ สุมโน   [ อัปเดต ‎‎1 ก.ย. 2551, 0:14‎‎ ]

เข้าไปดู blog บินเดี่ยว : การผจญภัยในผ้าเหลือง ของท่าน Dhammasarokikku แล้วบังเอิญไปเจอกับ spam โกร๊ทฮอร์โมน นัยว่าเป็นโฆษณาขายยากันแก่ ยาแก้แก่ ก็ให้นึกสลดสังเวชใจว่า คนเรานี่หนา ช่างสรรหาอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้เสียจริง ๆ เรื่องแก่ เรื่องตายนั้น ถ้าลองได้เกิดแล้วละก็ต้องแก่ ต้องตายแน่ ๆ ไม่มีทางที่จะหนีพ้นได้เลย

ไม่แต่เฉพาะคนเราเ่ท่านั้นที่แก่ แม้แต่เทวดาก็แก่ได้เหมือนกัน เรื่องนี้มีปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ใน คัมภีร์ธรรมบท ขุททกนิกาย สุขวรรค ว่า คราวนั้นพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราท่านประทับอยู่ ณ บ้านเวฬุวคาม ทรงอาพาธด้วยโรคลงพระโลหิต ( ถ่ายเป็นเลือด ) ท้าวสักกะ หรือพระอินทร์ ผู้เป็นเทวราชาปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทรงทราบ จึงได้เสด็จลงมาปรนนิบัติพระศาสดาด้วยการนวดพระบาท และนำภาชนะรองรับพระบังคนหนัก ( กระโถนถ่าย ) ทูนศีรษะออกจากห้องประทับเพื่อเททิ้งและทำความสะอาดโดยไม่ทรงแสดงความ รังเกียจแม้แต่น้อย  ภิกษุทั้งหลายพากันชื่นชมท้าวสักกะเป็นอย่างมาก  พระศาสดาทรงทราบความจึงทรงไขข้อสงสัยของภิกษุทั้งหลายว่า

"ภิกษุทั้งหลาย ข้อซึ่งท้าวสักกเทวราชทำสิเนหาในเรานั้น ไม่น่าอัศจรรย์ เพราะท้าวสักกเทวราชนี้ฟังธรรมเทศนาแล้วเป็นโสดาบัน ละความเป็นท้าวสักกะชรา ถึงความเป็นท้าวสักกะหนุ่ม เหตุอาศัยเรา;
แท้จริง เมื่อท้าวเธอเสด็จนั่งในท่ามกลางเทพบริษัท ณ อินทสาลคูหา ในกาลเมื่อตนถูกมรณภัยคุกคาม ทำคนธรรพ์เทพบุตรชื่อปัญจสิขะข้างหน้า เสด็จมา เราได้กล่าวว่า :-

ดูก่อนท้าววาสวะ ท่านจงถามปัญหากะเรา
ท่านปรารถนาปัญหาข้อใดข้อหนึ่งในพระหฤทัย
เราจะทำที่สุดแห่งปัญหานั้นๆ ของท่านได้แน่แท้.
                                 
เมื่อจะบรรเทาความสงสัยของท้าวเธอ จึงได้แสดงธรรมเทศนา.
ในกาลจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ทั้งหลายประมาณ ๑๔ โกฏิ,ส่วนท้าวสักกเทวราชบรรลุโสดาปัตติผล ตามที่ประทับนั่งแล้วนั่นเอง เป็นท้าวสักกะหนุ่มแล้ว เรามีอุปการะเป็นอันมากแก่ท้าวสักกเทวราชนั้น ด้วยประการอย่างนี้ ชื่อว่าความสิเนหาในเราของท้าวสักกเทวราชนั้น ไม่น่าอัศจรรย์
ภิกษุทั้งหลาย ก็การพบเห็นเหล่าอริยบุคคลก็ดี การอยู่ ณ ที่เดียวกันกับเหล่าอริยบุคคลก็ดี ให้เกิดสุข แต่ว่า กิจเช่นนั้นกับพวกคนพาล ให้เกิดทุกข์ทั้งนั้น"

พระพุทธพจน์ยืนยันชัดเจนว่า เทวดาแม้เป็นถึงจอมเทพอย่างท้าวสักกะ ก็มีการแก่เหมือน ๆ เรานี่เอง เพราะอะไร ? เพราะว่าเทวดา ก็เป็นสัตว์ เป็นสังขาร ที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา ย่อมจะต้องอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ คือ

ไม่เที่ยง ( อนิจจัง ) มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรเปลี่ยนไป และดับสลายในที่สุด
ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ( ทุกขัง ) ทนเป็นเทวดาหนุ่มตลอดไปไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไปเป็นเทวดาแก่
ไม่ใช่ตัวตน ( อนัตตา ) ไม่อยู่ในอำนาจบังคับของตนเอง หรือของใคร ๆ จะสั่งตัวเองว่า ตัวเราเอ๋ยจงอย่าแก่ อย่างนี้ก็ไม่ได้

กฎ ๓ ข้อ ที่เรียกว่าไตรลักษณ์ นี้มีเสมอกันหมด ไม่ว่า สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา มาร พรหม ฉะนั้นอย่าไปกลัวแก่กันนะครับ ธรรมดา มันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าฮอร์โมน หรือยาอะไรก็ห้ามแก่ไม่ได้หรอกครับอย่าไปสนใจเลย

แต่ถ้ายังไม่อยากแก่ ไม่อยากตายอยู่ละก็ มีวิธีเดียวเท่านั้นครับ คือ ต้องไม่เกิด เพราะถ้าไม่เกิด ก็แน่นอนว่าไม่แก่ ไม่ตายแน่ ๆ  ส่วนวิธีการทำให้ไม่เกิดนั้นมีอยู่ในพระพุทธศาสนาแล้ว ถ้าสนใจก็บอกมานะครับ

ถ้าเขาเม้นท์มา แต่ไม่ถูกใจ คุณจะทำอย่างไร?

โพสต์‎‎30 ส.ค. 2551, 22:44‎‎โดยพระมหานัธนิติ สุมโน   [ อัปเดต ‎‎30 ส.ค. 2551, 22:49‎‎ ]

บทความนี้เขียนขึ้นเืพื่อลงใน blog ที่ http://dhamweb.exteen.com อย่างที่ทราบกันดีว่า blog เป็นที่ให้ผู้ใช้ได้เขียนบทความของตัวเอง เรียกว่า entry แล้วเมื่อผู้อื่นมาอ่านก็จะสามารถ แสดงความเห็น ( comment - ment - เม้ัน - เม้นท์ ) ได้ ซึ่งบางครั้งบางคราวอาจไม่ถูกใจกัน เกิดเป็นสงครามวาทะย่อย ๆ ได้  หยิบยกเอาเรื่องนี้มาเขียนในแนวทางแนะนำด้วยธรรมะ เพื่อเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น จึงนำมาไว้ที่นี่ และที่อื่น ๆ ด้วย
----------------------------------------------------------------------------------

คำถาม : "เราว่าเราเขียน entry อย่างดิบดีแล้วนะ มาเม้นท์กันแย่ ๆ อย่างนี้ได้อย่างไร"  ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ คุณจะทำอย่างไร ? ( เลือกข้อที่ถูกใจที่สุด ๑ ข้อ )


          1) ต้องมีปะทะคารมกันหน่อยแล้ว บังอาจมาก มาล่วงเกิน entry ฉัน ฉันจะไปถล่ม entryแกบ้าง
          2)  เปิดศึกด่ามันที่นี่ดีกว่า อย่างไรก็บ้านเรา ถิ่นเรา
          3) เขียน entry ใหม่ประจานมันซะเลย ให้รู้แล้วรู้รอด
          4) ถูกทุกข้อ
          5) ไม่มีข้อถูก

 

ก่อนตอบคำุถาม มาอ่านอะไรกันก่อนซักหน่อยนะครับ  เป็นธรรมดาเหลือเกินที่ระบบการสื่อสาร ๒ ทาง ของ blog ซึ่งมีการเปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้ แสดงความเห็นของตน จะนำมาซึ่งความร้าวฉานในกรณีที่ความเห็นไม่ตรงกันเกิดขึ้น  เราตั้งใจเขียนซะอย่างดิบดี แต่คนอื่นอาจว่าไม่ดี หรือมีมุมมองที่ต่างกัน  หรือบางทีก็แสดงความเห็นมาไม่ตรงกับเนื้อเรื่องเลยก็มี ถามอะไรก็ไม่รู้ วุ่นวาย ไร้สาระ หรืออีกอย่างก็พวก spam ทั้งหลายประมาณ ลดความอ้วนเห็นผลใน ๗ วัน  ทำงานผ่านเนท ไม่ต้องทำิอะไรก็รวยได้ ฯลฯ   ความเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เรารำคาญใจน่าดู

ที่เรารำคาญเพราะเรายังละกิเลสไม่ได้ เลยเกิดความเศร้าหมองขึ้นในจิตของเรา โลภ อยากได้ความเห็นดี ๆ ถูกใจ พอไม่ได้ ก็โกรธ ไม่พอใจ มีความหลงคิดว่า "เรา" กำลังถูกประทุษร้ายด้วยความเห็นของเขา ถ้าละตัวโลภ ตัวโกรธ ตัวหลงได้ ทุกอย่างก็จบ  เหมือนจะง่าย แต่ก็ไม่ธรรมดา เอาเป็นว่าปุถุชนอย่างเรา ๆ ยังละกิเลสได้ยาก คงต้องค่อย ๆ หัด ค่อย ๆ ขัดเกลากันไป  ส่วนเรื่องเฉพาะหน้านั้นเราต้องจัดการด้วยธรรมง่าย ๆ ๔ ขั้นตอน

๑ เริ่มแรกต้องปลุก ขันติ ความอดทน ก่อน ขันติ นั้นพระท่านสอนว่าเป็นธรรมที่ทำให้งาม คนที่ไม่มีขันติ ความอดทน ทำอะไรก็ดูไม่งาม ไม่เข้าท่า น่าเกลียด ลองนึกถึง สาวสวย หรือ หนุ่มหล่อ ที่ตรงสเปคเราที่สุด ถ้าเขาหรือเธอ ตกอยู่ในสถานการณ์เช่น ถ้าเป็นดารา แล้วมีแฟน ๆ มารุมขอลายเซ็นมาก ๆ อดทนไม่ได้ ขาดขันติ แสดงความโกรธออกมา หน้าแดง หูแดง ตาโปน แยกเขี้ยว กระทืบเท้า พร้อมกับพ่นคำหยาบคายออกมา อย่างนี้แล้ว เขาหรือเธอคนนั้นจะงามไหม เช่นเดียวกัน ถ้าอ่านความเห็นแล้วทนไม่ได้ โต้ตอบทันควัน ด้วยอำนาจโทสะ ความโกรธละก็ เราก็จะกลายเป็นคนที่น่าเกลียด ไม่งาม ดูไม่ได้ ไม่น่าคบ ไปทันที ดังนั้นอย่างแรกที่ควรทำคืออดทน

๒ สร้างสติ ความระลึกได้ จริง ๆ สติน่าจะมาเป็นอย่างแรกที่สุด เพราะถ้าไม่มีสติ เตือนว่าต้องขันตินะ คงจะหลุดด่าสวนไปแล้ว แต่ว่าที่จัดให้สติมาเป็นอันดับสอง เพราะว่าสติในที่นี้หมายถึงให้หวนระลึกดูว่า เอ เราเขียนอะไรไม่ดี ไม่ถูก เขาถึงแสดงความเห็นอย่างนี้ ให้ทบทวนข้อเขียนของเราเองก่อนเลย รวมไปถึงเรื่องเก่า ๆ และความเห็นที่เคยโต้ตอบกันมาก่อนหน้านี้ด้วย ว่ามีอะไรที่ผิดใจกันหรือเปล่า ใครเป็นคนเริ่มขาดขันติก่อน ถ้าเจอสาเหตุว่า อ้อ เรานี่เอง เคยไปแสดงความเห็นว่าเขาไว้ก่อน หรือเขียนบทความกระทบเขาไว้ ก็เป็นอันจบกันเราผิดเองที่ไปเริ่มก่อน จะว่าก็ต้องว่าตัวเอง ถ้าเขาเป็นคนเริ่มต้อง

๓ เจริญพรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา   พรหมวิหาร ๔ เป็นคุณธรรมของผู้ที่มีความเป็น "ผู้ใหญ่" ถึงเราจะอายุเ่ท่าไรก็ตาม ถ้ามีพรหมวิหารมากก็มีความเป็นผู้ใหญ่มาก ผู้่มีอายุมากบางคนขาดพรหมวิหารก็ไม่เป็นผู้ใหญ่  ผู้ใหญ่ต้องประกอบด้วย เมตตา มีความคิดอยากให้ผู้อื่นมีความสุข  กรุณา อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์  มุทิตา ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี อุเบกขา วางเฉยในเมื่อผู้อื่นต้องรับผลกรรมที่ก่อขึ้น  ในกรณีนี้ เราเจริญเมตตา กับกรุณาเป็นหลัก คือ คิดว่าเขามีัความสุข ไม่มีความทุกข์ได้ เพราะการแสดงความเห็นอย่างนี้ อย่างนี้ ก็ขอให้เขามีความสุข พ้นจากความทุกข์เถิด  ถ้าต่อไปในภายภาคหน้า blog ของเขาได้ hot post ก็ยินดีด้วยที่เขาประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเขาถูกคนอื่นรุมด่า เพราะเที่ยวเพ่นพ่านแสดงความเห็นแย่ ๆ ก็อุเบกขา อย่าไปซ้ำ อย่าไปสมน้ำหน้าเขา เ่ท่านี้ยังไม่พอเจริญพรหมวิหารแล้ว ยังต้อง

๔ สมาทานศีลข้อที่ ๔ มุสาวาทา เวระมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ ศีลข้อนี้เรื่องของการสื่อสารกันโดยเฉพาะครับ ไม่ได้ให้เว้นแต่การพูดปดอย่างเดียว เว้นการพูดส่อเสียดให้แตกสามัคคี เว้นการพูดหยาบ และเว้นการพูดเพ้อเจ้อไร้สาระด้วย  บางท่านอาจนึกในใจว่าไม่ได้พูดสักหน่อย พิมพ์เอาทั้งหมดเลย   พิมพ์ เขียน ชี้นิ้ว พยักหน้า ฯลฯ จัดว่าเป็นการพูดทั้งหมดครับ แล้วแต่ว่าออกมาทางไหน ออกมาทางวจีทวาร ก็มาเป็นเสียง ออกมาทางกายทวาร ก็มาเป็นอย่างอื่น เพียงแต่ให้เป็นการสื่อสารให้ผู้อื่นรู้เรื่องก็จัดเป็นการพูด ( วจีกรรม ) แล้วละครับ การสมาทานศีลไม่จำเป็นต้องไปหาพระนะครับ นึกเอาเองเลยว่าเราจะงดการพูดชั่วทั้ง ๔ อย่าง ยิ่งเหตุการณ์เฉพาะหน้าอย่างนี้ด้วย ท่านเรียกว่า สัมปัตตะวิรัติ ได้กุศลดีนะครับ เหมือนนายพรานเข้าป่าล่าสัตว์ เจอสัตว์เข้าแล้วเกิดคิดได้ไม่ฆ่าดีกว่าสงสาร หรือ กลัวบาป  สมาทานศีลแล้วให้รักษาด้วยนะ ไม่ใช่ว่าสมาทานปุ๊ป ผิดปั๊ปเลย  ข้อนี้ให้เน้นเรื่องการเว้นจากการพูดหยาบคายเป็นหลัก  การพูดหยาบคายไม่จำเป็นต้องเป็นคำหยาบเสมอไป บางคนใช้แต่คำสวย ๆ หรู ๆ แต่ฟังแล้วบาดหูจี๊ด ๆ ประมาณมีดโกนอาบน้ำผึ้ง จัดเป็นการพูดหยาบคายประเภทหนึ่งเหมือนกัน อย่างนี้ก็เว้นซะด้วยครับ

ถ้าทำตามขั้นตอน ๔ อย่างนี้แล้วจะเป็นผลดีอย่างไร ? ผลดีเกิดกับหลายฝ่ายครับ ตัวเราเองก็ดูงดงาม มีความสุขจากการได้ทำความดี ใคร ๆ ที่รู้จะชื่นชมว่า เป็น bloggerชั้นดี มีคุณภาพ มีคุณธรรม อยากคบหาสมาคมด้วย  สังคม blog ก็จะสดใส ไม่มัวหมอง เป็นสังคมที่อยู่กันอย่างมีความสุข ปราศจากความขัดแย้ง และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ เราเองได้ปฏิบัติฝึกหัดขัดเกลาเจ้ากิเลส ๓ กอง คือ โลภ โกรธ หลง ออกไปบ้างแล้วละครับ ขัดออก เกลาออก บ่อย ๆ มันก็หมด ถ้ามันหมดเมื่อไรก็คือนิพพาน ไม่ต้องทุกข์อีกต่อไป ( โอ้ !! ปฏิบัติธรรมใน blog ก็ได้ แจ๋วจริง ๆ )

แต่ถ้าทำตามแล้วยังไม่หายโมโหละก็แนะนำว่า ค่อย ๆ ลากเมาส์ไปที่ Delete แล้วบรรจงคลิ๊กด้วยความสะใจ อย่างนี้ดีที่สุด หรือว่าไงครับ ? ทีนี้ลองย้อนไปที่คำถามคุณจะตอบว่าอะไร ?

บุญรักษาครับ
๓๑ ส.ค. ๕๑
๑๐.๔๐


เคล็ดไม่ลับ กับการจัดสังฆทาน

โพสต์‎‎30 ส.ค. 2551, 2:33‎‎โดยพระมหานัธนิติ สุมโน   [ อัปเดต ‎‎30 ส.ค. 2551, 2:35‎‎ ]

ชั่งใจอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้หรือไม่ เพราะว่าล่อแหลมเหลือเกิน ด้วยความที่มีพระวินัยห้ามพระไม่ให้เอ่ยปากขอ แม้แต่จะบอกเป็นนัย ๆ เท่านั้นก็ไม่เหมาะไม่ควร ยกเว้นกับญาติ หรือกับปวารณา ( ผู้ที่บอกกับพระไว้ล่วงหน้าว่าให้ขอได้ )  บอกตรง ๆ ว่ากลัวอาบัติ กลัวผิดศีล

คิดอีกที่ เราไม่ได้บอกให้คนที่อ่านนำมาถวายเรานี่นา แค่ให้เป็นข้อมูลเป็นความรู้ไว้เผื่อจะไปถวายสังฆทานที่ไหน จะได้ไม่ต้องคิดมาก ดังนั้นลุยเลยแล้วกันครับ

สังฆทาน คือ อะไร? สังฆทาน มาจากคำว่า สงฺฆ แปลว่า หมู่ คณะ +ทาน แปลว่า ให้  ดังนั้น สังฆทาน คือ การให้แก่หมู่คณะ หมายถึง การถวายปัจจัย ๔ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ หลาย ๆ อย่าง แด่ พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง หรือ หลาย ๆ รูป โดยไม่เจาะจงผู้รับ ( หากเจาะจงผู้รับเรียกว่า ปาฏิปุคคลิกทาน-บุญน้อยกว่า )

แล้วถังเหลือง ๆ คือ อะไร? คือวัตถุทาน หรือ ของที่นำมาถวาย ดังนั้นอย่าไปยึดติดว่าถวายสังฆทานต้องเป็นถังเหลือง ๆ เท่านั้น นั่นเป็นแค่ package จะใส่กาละมัง ถังเขียว ถังแดง หรือ ถุงก๊อบแก๊บ ก็ยังได้ เชื่อหรือไม่ ด้วยความที่ยังเป็นปุถุชน ยังละกิเลสไม่ได้ วันไหนรับสังฆทานเป็นถังเหลือง ๆ รู้สึกเฉย ๆ แต่ถ้าเห็นโยมหิ้วถุงก๊อบแก๊บมาแล้วใจมันตื่นเต้น อยากรู้อยากเห็นว่าอะไรอยู่ในถุงหนอ และก็ทุกครั้งไปที่ของในถุงจะเป็นของที่ได้ใช้ซะด้วย

ถวายได้ทั้งวันหรือไม่? ต้องดูเป็นอย่าง ๆ ไป ครับ หลักการมีอยู่ว่า      ๑ อาหารสดที่ต้องฉันในวันนั้น ถวายได้ไม่เกินเที่ยงวัน      ๒ อาหารแห้งที่เก็บไว้ได้ หลังเที่ยงแล้วไม่ควรถวายพระโดยตรง ควรฝากผู้อื่นเช่น ถ้ามีโรงครัวของวัด ก็ฝากแม่ครัว พ่อครัว ให้ทำถวายในวันอื่น ๆ หรือฝากลูกศิษย์พระไว้ถวายท่านวันรุ่งขึ้นก็ได้        ๓ เภสัชห้าอย่าง มี น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำมัน เนยข้น เนยใส ถวายได้ทั้งวัน    ๔ ของใช้อื่น ๆ ถ้าไม่มีกฎเกณฑ์ในพระวินัยกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้ถวายได้ตลอด  สังเกตดูดี ๆ ในถังเหลือง จะพบว่ามีของต่าง ๆ ปะปนกันทั้งอาหารสด เช่น เงาะกระป๋อง อาหารแห้ง เช่น ข้าวสาร พระท่านก็จำต้องรับไว้ให้ ยอมเป็นอาบัติ ให้โยมได้ทำบุญ ดีว่าเป็นอาบัติประเำำภทที่แก้ไขได้ง่าย ถ้าแก้ยากคงยุ่งน่าดูครับ

จะนำอะไรมาถวายดี? วิธีง่าย ๆ คือ หันมองรอบ ๆ ตัวครับ ว่า ที่บ้านเราใช้อะไรบ้าง พระก็ใช้เหมือน ๆ กันครับ ถ้าให้แบ่งเป็นหมวด ๆ ก็ได้ โดยยึดว่าถวาย "ปัจจัย ๔" จึงแบ่งออกเป็น ๔ หมวด

หมวดที่ ๑ คืออะไร? หมวดที่ ๑ ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม บอกกันตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมว่า ผ้าไตรจีวรที่ โยมถวายกันมานั้นแม้จะเป็นของดีมาก ๆ ก็ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะของที่ใช้อยู่ยังดี ยังใช้ได้อยู่ ส่วนมากถ้าไม่ได้ถวายต่อ ก็เก็บไว้ช่วยงานศพครับ พระในเมืองมีผ้าเยอะครับ ไม่ขาดแคลน นอกเสียจากว่ารับถวายมาพอดีกับที่ผ้าผืนเก่าหมดสภาพแล้วจริง ๆ จึงจะได้ใช้ แต่ยังมีเงื่อนไขอีก เช่น สี ส่วนมากแล้ว แต่ละวัด จะมีระเบียบเรื่องสีจีวรอยู่ อย่างเช่นสีพระราชนิยม ก็ใช้สีพระราชนิยมทั้งวัด  สีเหลืองทอง สีกรัก สีกรักน้ำหมาก แล้วแต่ ถ้าโยมถวายผ้าผิดสี ก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี ทางที่ดี แอบสังเกตก่อนว่าวัดที่จะนำไปถวายใช้สีอะไร แล้วจัดหามาให้ถูกสีเป็นดีที่สุด ขนาด จีวรมีหลายขนาด เหมือนกันกับเสื้อผ้าที่มี S M L XL จีวรจะวัดขนาดด้วยความสูง ( ด้านกว้าง ) ๑๗๕ ซ.ม. เล็กที่สุด ๑๘๕ ,๑๙๕ ,๒ เมตร และ ๒ เมตร ๑๐ เป็นขนาดใหญ่สุดที่หาได้  ใหญ่กว่าก็มีแต่หายากหน่อย ขนาดที่เหมาะสมคือ ความสูง+๓๐ ซ.ม. ดังนั้น ผ้าขนาด ๑๗๕ จึงเหมาะกับพระ หรือเณรที่สูงไม่เกิน ๑๔๕-๑๕๐ ซ.ม. เท่านั้นเอง แบบ อาจ สงสัยว่า จีวรมีหลายแบบหรือ แบบเดียวครับ ต่างกันที่รายละเอียดบางเจ้าอาจตัดเย็บมาไม่ถูกต้องตามพระวินัยซะทีเดียว ขาดรายละเอียด เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น รังดุม ลูกดุม ที่เห็นว่าถูกต้องมีอยู่ ๒-๓ เจ้า คือ ที่ใกล้ ๆ วัดอโศการาม วัดเศวตฉัตร และอีกเจ้าที่นครสวรรค์ แต่เจ้าอื่น ๆ ที่ไม่รู้จักยังมีอีก เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ต้องเคร่งครัดมากนักครับ เนื้อผ้า ผ้าที่เหมาะสมกับสภาพอากาศที่หนาวเย็น เช่น เหนือ อิสานตอนบน ควรเป็นผ้าหนา ๆ หน่อย แต่ภาคกลางลงไปอากาศไม่หนาว ควรเป็นผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี บาง ๆ แต่ก็ไม่ใช่บางซะจนห่มทีเดียวขาด ( เคยเห็นมาแล้วครับ ห่มทีเดียวจริง ๆ ขาดคามือเลย )           จากเรื่องผ้า มาถึงสิ่งสำคัญที่ใช้บ่อยกว่าผ้า และจำเป็นมาก ๆ ด้วย คือ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า จะเป็นผงซักฟอก หรือ น้ำยาซักผ้า ก็มีประโยชน์ทั้งสิ้น แม้กระทั่งน้ำยาปรับผ้านุ่ม ไม่ได้ใช้เพราะอยากให้ผ้านุ่ม หรือ หอมหรอกครับ แต่ถ้ามีก็ใช้ ผ้าจะได้ไม่เก่าเร็วช่วยถนอมผ้า  ถัง หรือ กาละมัง ผ้า จีวรพระขนาดพอ ๆ กับผ้าห่มครับ อย่างผืนที่ใช้อยู่ กว้าง ๒.๑๐ เมตร ยาวประมาณ ๓ เมตร ถังเล็ก ๆ หรือ กาละมังเล็ก ๆ ใส่ไม่ได้หรอกครับ ต้องใบเขื่อง ๆ หน่อย ขนาดถังเหลืองที่ว่าใหญ่สุดในท้องตลาด ก็ยังแค่พอดี ๆ พอใช้ได้เท่านั้นเอง  ไม้หนีบผ้า ไม่ค่อยมีใครถวายครับ สมัยเป็นฆารวาสก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน รองเท้าแตะ เพราะพระไม่ใช้่รองเท้าหุ้มส้น ต้องเป็นรองเท้าแตะ จะหนีบ หรือจะไขว้ ก็ได้ เลือกสีให้เข้าหน่อย เช่นสีน้ำตาล สีกรัก โดยส่วนตัวแล้วแอบชอบตราช้างดาวครับ ทนดี หมวดนี้คงหมดแค่นี้ครับ

หมวดที่ ๒ อาหาร อาหาร เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ไม่มีก็อยู่ไม่ได้ มีมากไป ก็ไม่ดี แกงกะทิ ของมัน ๆ ขนมหวาน ๆ ทำให้สุขภาพไม่ดี โยมยังขวนขวายหาอาหารเพื่อสุขภาพทานกันเองได้ พระทำไม่ได้ ต้องอาศัยอาหารโยมตามมีตามได้  แล้วแุถมธรรมเนียมความเชื่อเรื่องการทำบุญนั้น อาหารหลักที่เจอทุกงานคือ ลาบ อันนี้พอได้ไม่ทำลายสุขภาพเท่าำไร ขนมจีน น้ำยากะทิหรือเปล่า หรือน้ำยาป่า  แกงกะทิ นี้เต็ม ๆ ขนมบังคับก็ ทองทั้งหลาย ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง อันนี้เป็นเรื่องของความเชื่อครับ ลาบ พ้องเสียงกับคำว่า ลาภ ขนมทองทั้งหลาย ก็มีคำว่าทอง นัยว่าจะให้มีลาภ มีทองเยอะ ๆ ส่วนขนมจีนนี่ เชื่อว่าอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรที่เป็นเปรต เปรตปากเท่ารูเข็ม กินได้แต่ขนมจีน  ลองพิจารณาอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพอย่างน้ำพริกกับผักสด หรือผักต้ม  สลัด ส้มตำ สุกี้ คือให้มีผักเยอะ ๆ หน่อยครับ อย่างไรก็ดีอาหารเหล่านี้อย่าลืมว่าต้องถวายก่อนเที่ยงนะ เลยเที่ยงแล้วพระไม่รับ เพราะรับไปก็ฉันไม่ได้ เป็นอาบัติ แถมเสียของด้วย  อีกอย่างที่อยู่ในหมวดอาหาร ได้แก่ น้ำดื่ม ไม่ต้องพูดถึงน้ำดื่มในถังเหลือง รับรองว่าดื่มไม่ได้เลย เพราะว่าใส่มากับสบู่ ผงซักฟอก กลิ่นมันลงไปอยู่ในน้ำหมดเลยครับ แยกมาต่างหากดีกว่า อย่างอื่นก็น้ำปานะ วัดไหนที่มีลูกศิษย์ชงถวาย ก็ให้ถวายเข้าโรงครัวไปเลยครับ ถ้าไม่มี ก็ุถวายท่านไว้เลยก็ได้   ในหมวดนี้ต้องบวกอุปกรณ์ประกอบการฉันด้วย  แก้ว จาน ชาม ช้อน ส้อม ปิ่นโต กาน้ำ ฯลฯ คงมีกันหมดแล้ว แต่จะถวายก็ได้ ท่านมีแล้วไม่ใช้ก็นำไปไว้โรงครัว ที่สำคัญคือ น้ำยาล้างจาน และฟองน้ำล้างจาน เป็นของสิ้นเปลือง และต้องใช้ทุกวันครับ

หมวดที่ ๓ ที่อยู่อาศัย คงไม่ได้หมายถึงให้ถวายกุฏินะครับ เพราะนั่นจัดเป็นวิหารทาน นอกประเด็นของเรา แต่เรามาว่ากันเรื่องสิ่งที่ใช้ในที่อยู่อาศัย ที่เห็น ๆ ก็มี อุปกรณ์ทำความสะอาด จำพวก ไม้กวาด ไม้ถูพื้น น้ำยาถูพื้น น้ำยาขัดห้องน้ำ แปรงขัดห้องน้ำ น้ำยาเช็ดกระจก ผ้าขี้ริ้ว ผ้าเช็ดเท้า จิปาถะ ลองหันไปดูรอบ ๆ ตัวก็ได้ ว่าที่บ้านมีอะไรบ้าง แล้วก็จัดมาตามนั้นก็ได้ อุปกรณ์ซ่อมแซม เช่น ตะปู ตะปูเกลียว ค้อน เลื่อย ไขควง ฯลฯ อุปกรณ์ไฟ เช่น หลอดไฟ ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย เทียน ไม้ขีด ไฟแช็ก ตามความเหมาะสม อุปกรณ์น้ำ อะไหล่ประปาต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นของมีประโยชน์ทั้งสิ้นครับ

หมวดที่ ๔ ยารักษาโรค คงเป็นยาสามัญประจำบ้านธรรมดา ๆ นี่เอง แต่อยากให้พิจารณาว่า ชนิดที่จัดสำเร็จ มียาอะไรบ้าง ที่วัด ยาเหลือง ยาแดง ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เต็มตู้ยาประจำวัดไปหมด เวลาเจ้าหน้าที่อนามัยมาทีก็โดนดุทีว่า ยาพวกนี้ในวงการแพทย์เขาเลิกใช้กันแล้ว เหมือนกับว่าร้านค้าที่จัดชุดยาไม่รู้จะขายใคร จึงนำมาจัดใส่กล่อง ให้คนซื้อถวายพระซะงั้น

หมวดพิเศษ เพื่อสุขอนามัย เช่น สบู่ อันนี้จำเป็น แชมพู พระก็ใช้บ้างนะครับ แชมพู พระส่วนใหญ่มีกำหนดปลงผมเดือนละ ๑ ครั้ง ช่วงใกล้ ๆ ถึงวันโกน ผมจะยาวประมาณ ๑ นิ้ว คือมีผม ไม่ใช่ไม่มีผมเลย จึงต้องใช้แชมพูบ้างบางครั้ง ยาสีฟัน แปรงสีฟัน กระดาษชำระ ไม้จิ้มฟัน กรรไกรตัดเล้บ กรรไกรตัดขนจมูก มีดโกนหนวด มีดโกนผม พิเศษที่มีดโกนผม ส่วนมากใช้ด้ามยิลเลตต์รุ่นเก่าดูรูปดีกว่า

ใช้คู่กับใบมีดโกนตราขนนกของญี่ปุ่น เพราะว่าใบของยิลเลตต์เองนั้นคมจริง แต่ว่าทื่อเร็ว ปลงผมไม่ทันหมด ดันหมดคมซะก่อน

สรุป นึกออกเท่านี้ครับ จริง ๆ แล้วไม่ยาก จำไว้แค่ว่า โยมใช้อะไรที่บ้าน พระอยู่วัดก็ใช้เหมือน ๆ กัน เท่านี้ การจัดของถวายพระก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไใช่ไหมครับ

ของแถม คำอาราธนาศีล ๕

 มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
(ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๕ ข้อพร้อมทั้งพระรัตนตรัยเพื่อประโยชน์แก่การจะรักษาต่างๆกัน)

คำถวายสังฆทาน ( สามัญ )

อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุโน ภันเต ภิกขุสังโฆ
อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ
(ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายซึ่งภัตตาหารกับของที่เป็นบริวาร ทั้งหลายเหล่านี้แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับซึ่งภัตตาหารกับของที่เป็นบริวารทั้งหลาย เหล่านี้เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญ)( หลังเที่ยงให้เปลี่ยน ภัตตานิ เป็น ทานวัตถูนิ   เปลี่ยน ภัตตาหาร เป็น ทานวัตถุ )

จัดเสร็จแล้ว ไปที่วัดใกล้ ๆ บ้าน เน้น ว่าใกล้ ๆ บ้าน ไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ต้องไปวัดดัง ๆ วัดใกล้บ้านดีที่สุด บางคนวัดอยู่หน้าบ้านไม่เคยเข้าเลย ไปแต่วัดไกล ๆ ดัง ๆ พอถึงตอนตาย เข้าไปวัดหน้าบ้าน สมภาร เกิดจำไม่ได้งงว่าคนที่ไหน ไม่ให้เอาศพไว้ที่วัดจะลำบากลูกหลานนะครับ ไปถึงแล้วเข้าไปหาพระรูปไหนก็ได้อย่าเจาะจง ว่าต้องถวายพระรูปไหน ต้องถวายสมภาร หรือต้องเป็นพระแก่ ๆ พระหนุ่ม ๆ ไม่เอา ถ้าำกำหนดอย่างนี้ไม่เป็นสังฆทาน เจอพระรูปไหนก็ให้ถวายท่านเลย ถ้าท่านเป็นพระใหม่ยังรับไม่เป็น ให้พรไม่ได้ ท่านจะบอกเราเองว่าควรไปถวายที่ไหน   ก่อนถวายก็จัดการสมาทานศีล ๕ ให้เรียบร้อย ทำใจให้สบาย ๆ ให้จิตใจดีทั้งก่อนถวาย ขณะถวาย แล้วประเภทว่าพอพระบอกให้ยกประเคนได้เกี่ยงกัน เอาซิ เธอถวายซิ ไม่เอานะครับ อย่าเกี่ยงกัน ช่วยกันยกถวายทั้งหมดที่มาเลย ให้ทานด้วยมือตนเอง กับ ให้คนอื่นให้แทนนี้อานิสงส์ต่างกันอยู่มากนะครับ  ถวายเสร็จแล้วก็ทำใจให้ดี ให้ขาดจากของที่ถวาย ไม่ต้องสนใจว่าพระจะเอาไปทำอะไร มันเป็นของพระแล้ว ไม่ใช่ของเราแล้ว ให้มีใจดีครบ ๓ เวลา ก่อน ขณะ และหลังถวาย รับรองว่าบุญมหาศาลครับ

พรุ่งนี้วันอาทิตย์ เปลี่ยนจากไปดูหนัง ไปเดินห้าง เป็นไปถวายสังฆทานกันดีไหมครับ ?

บุญรักษาครับ

๓๐ ส.ค. ๕๑

๑๖.๑๖ น.

โกนผม ห่มเหลือง เปลืองข้าวสุก

โพสต์‎‎29 ส.ค. 2551, 0:06‎‎โดยพระมหานัธนิติ สุมโน   [ อัปเดต ‎‎29 ส.ค. 2551, 0:07‎‎ ]

 
มีมาเรื่อย ๆ ครับ ข่าวประเภทนี้ แถมขายดิบขายดีเสียด้วย ทำให้เสื่อมเสียวงการผ้าเหลืองกันไปทั้งหมด เข้าตำรา "ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นไปทั้งข้อง" ต้องทำใจน่าดูในฐานะที่สีเดียวกัน แต่เมื่อมาย้อนนึกถึงเรื่องราวในพุทธประวัติแล้ว จะเห็นได้ว่า พวกเหลืองโล้น ( ค่อนข้างกระดากถ้าต้องเรียกพวกนี้ว่าพระ ) หรือเรียกสั้น ๆ ว่าพวกโล้น มีมานานมากแล้วครับ มีหลาย ๆ เรื่อง
 
ที่ชัด ๆคือเรื่องเดียรถีย์ ( นักบวชลัทธิอื่นในสมัยนั้น ) ปลอมบวช  คือในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช นั้นศาสนาพุทธรุ่งเรืองมาก ลาภสักการะ ข้าวปลาอาหาร ปัจจัย ๔ มีผู้ถวายมากมาย แต่ลัทธิเดียรถีย์กลับอดอยากปากแห้ง  ทำให้เกิดความคิดชั่วร้ายขึ้น ว่าปลอมตัวเป็นพระดีกว่า ว่าแล้วพวกนี้ก็พากันปลอมเป็นพระโดยโกนหัว นุ่งห่มเหลืองกันเองก็มี  ผ่านพิธีก็มีรวม ๆ เรียกว่า "ปลอมบวช" เข้ามาแล้วก็แสวงหาลาภสักการะบ้าง แสดงธรรมวินัยผิดเพี้ยน อ้างคำสอนของลัทธิตนเองว่าเป็นพุทธศาสนาบ้าง ทำให้พระแท้ ๆ เกิดความรังเกียจ พวกโล้นพวกนี้ ไม่ยอมทำสังฆกรรมด้วยกันเพราะการทำสังฆกรรมนั้น ท่านอนุญาตให้เฉพาะพระด้วยกันเท่านั้น ที่จะร่วมกันทำได้ ถ้ามีผู้อื่นมาร่วมด้วย ถือว่ากรรมนั้นเสีย หรือ วิบัติ  พอถึงวันพระใหญ่ ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ ที่พระจะต้องประชุมกันฟังสวดพระปาฏิโมกข์ พวกโล้นไม่คิดอะไรมาก เข้าโบสถ์ไปนั่งรอแต้อยู่ แต่ว่าพระท่านรังเกียจ ว่าไม่ใช่พระด้วยกัน ทำให้กรรมเสีย พระท่านจึงไม่ลงทำอุโบสถกรรม (  ชื้อเป็นทางการของการลงฟังสวดพระปาฎิโมกข์ )
 
เรื่องรู้เข้าถึงหูพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์จึงให้คนไปจัดการให้พระลงทำสังฆกรรมด้วยกัน พระสมัยนั้น รักศีล ยิ่งกว่าชีวิตครับ ทหารบังคับให้ลงโบสถ์ก็ไม่ยอมลงเพราะผิดศีล แม้จะต้องตายก็ไม่ลง  ปรากฏว่าพระดี ๆ ถูกประหารไปหลายรูปครับ  ส่วนพวกโล้นสบายเลยเพราะว่าไม่ห่วงเรื่องอะไรอยู่แล้ว ใครให้ทำอะไรก็ทำ ของให้ได้ลาภสักการะ ได้ข้าว ได้น้ำ ก็พอ  ร้อนถึงพระเจ้าอโศกอีกแล้ว เพราะพระดี ๆ โดนทหารฆ่าไปเยอะ พระองค์ทรงเปลี่ยนวิิธีใหม่ ให้พระเถระชื่อว่าโมคคัลลีบุตรติสสะจัดการแทน โดยการถามปัญหาเรื่องพระธรรม พระวินัย ใครตอบไม่ได้ หรือตอบผิดมาก ๆ ประมาณว่าคนละเรื่องเลย ก็จัดการให้ปลงผ้าเหลืองออก ( ไม่เรียกว่าสึก เพราะไม่ได้เป็นพระ เป็นแค่โล้นห่มเหลือง ) ปรากฎว่าจัดการไปได้ประมาณ ๖๐,๐๐๐ ตัว เอ๊ย คน
 
หลังจากนั้นได้ทำการสังคายนาพระธรรมวินัยขึ้น  นับว่าเป็นครั้งที่ ๓ ของพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดม  ขณะนั้นพระพุทธเจ้าของเราปรินิพพานแล้ว ๒๓๕ ปี หรือ พ.ศ. ๒๓๕ นั่นเอง สังคายนาเสร็จ ได้มีการส่งพระภิกษุผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ออกไปเผยแผ่ในทิศต่าง ๆ ๙ สายด้วยกัน ๑ ในนั้น มาสุวรรณภูมิ หรือปัจจุบันคือประเทศไทยของเรานี่เอง
 
ผ่านมาสองพันกว่าปี เรื่องอย่างนี้ก็ยังมีอยู่ พวกโล้น ก็ยังมีอยู่ และยังคงนำความเสื่อมเสียมาสู่วงการผ้าเหลืองอย่างสม่ำเสมอ จนหลาย ๆ คนเกิดความเบื่อหน่าย ระอา ระแวง ไปจนถึงขั้นรังเกียจ บุคคลที่โกนผม ห่มผ้าเหลือง ไปเสียหมด เห็นที่ไหนแทบจะเบือนหน้าหนี ไม่ต้องพูดถึงความเคารพนับถือ เพราะว่ารู้สึกว่าพวกนี้เป็นกาฝาก เป็นเหลือบ เป็นไร ในสังคม ไม่ทำอะไรวัน ๆ คอยแต่รับทรัพย์ จนบางคนมีเงินทองมากมาย มีบ้าน มีรถหรู เรียกว่า กินดีอยู่ดีกว่าโยมที่ใส่บาตรเสียอีก  ไป ๆ มา ๆนอกจากเสืือมศรัทธาในพระแล้ว ยังพาลเสื่อมศรัทธาความเชื่อ ปสาทะความเลื่อมใส ในพระธรรมวินัย พระศาสนา อีกด้วย
 
เสื่อมศรัทธาในพระ ไม่เป็นไร อย่าเสื่อมศรัทธาในสิ่งที่ควรศรัทธาก็แล้วกันครับ  แล้วเราควรศรัทธา หรือ เชื่ออะไร ? เชื่อในความจริง ๔ ประการครับ  แล้วความจริง ๔ ประการคืออะไรบ้าง ? ให้เวลาคิด ๑ นาที.........หมดเวลาครับ
 
เฉลย ไม่ใช่อริยสัจ ๔ นะครับ อริยสัจจ์ ๔ ไม่ต้องเชื่อก็ได้ แค่สร้างเหตุให้เกิด เดี๋ยวก็ประจักษ์เองครับ แต่เฉลยที่ถูกคือ
 
          ๑ เชื่อเรื่องของกรรม เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง  ข้อนี้ไ่ม่ยากเท่าไรครับ  ก่อนอื่นรู้จักกรรมก่อน
                     กรรม = การกระทำ+เจตนา
              สมการง่าย ๆ แค่นี้ครับ ทำอะไรด้วยเจตนาเรียกว่ากรรมทั้งหมด เช่น ทานข้าวก็เป็นกรรม  
          ๒ เชื่อเรื่องผลของกรรม  กรรมทุกอย่างที่กระทำย่อมต้องมีผลตามมา คล้าย ๆ กับฟิสิกส์ ที่ว่า
                     แรงกิริยา = แรงปฏิกริยา
                     กรรม = ผลของกรรม
              ง่าย ๆ อีกแล้วคือ จากข้อ ๑ ทำกรรม คือ ทานข้าวแล้วเรียบร้อย ผลกรรมที่ตามมาคืออิ่ม
          ๓ เชื่อเรื่องกรรมเป็นของเฉพาะตัว นาย A ทำกรรม นาย A ก็ต้องรับกรรม mahaoath ทำกรรม mahaoath ก็ต้องรับกรรม ให้คนอื่นรับแทนไม่ได้ จากข้อ ๑ นาย A ทำกรรม คือ ทานข้าว นาย A ก็ต้องเป็นผู้ที่อิ่ม  จะให้ mahaoath อิ่มแทนก็ไม่ได้
          ๔ เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ข้อนี้ต้องพิจารณากันมากหน่อยนะครับ เพราะว่าผู้ที่ไม่ได้รู้เห็นธรรมด้วยตนเองคงจะเชื่อยากสักหน่อย เอาเป็นว่าลองศึกษาและพิจารณาธรรมที่พระองค์สอนในเรื่องง่าย ๆ ที่เห็นได้ไม่ยากนักก่อน เช่นเรื่องศีล ที่ทรงสอนว่าทำให้เกิดความสงบสุข เอาแค่ศีล ๕ ก่อน ลองคิดดูว่าถ้าคนเราทุกคน มีศีล ๕ สังคมจะสงบสุขแค่ไหน รวมไปถึงธรรมอื่น ๆ ที่พระองค์ทรงสอน ลองทำดูเอาแค่ธรรมที่เป็นเรื่องโลก ๆ นี่แหละครับ ยังไม่ต้องถึงกับมรรค ผล นิพพานหรอก แล้วจะพบได้ว่าเป็นอย่างที่พระองค์ทรงสอนทุกประการ แล้วถ้าพระองค์ไม่ได้ตรัสรู้จริง ๆ คงไม่สามารถคิดแต่งธรรมต่าง ๆมากมายถึง ๘๔,๐๐๐ อย่างมาสอนพวกเราหรอกครับ
 
เบื้องต้นเชื่อแค่นี้ก็พอแล้วครับในพระพุทธศาสนา อย่าปล่อยให้การกระทำของโล้นเหลือง ที่แอบแฝงมา ทำให้เราต้องเสียประโยชน์อย่างยิ่งของเราเลย  บางคนเห็นข่าวพวกโล้นแล้วก็เหมารวมเอาเลยว่า พระไม่ดี พระเลว ลามปามไปถึงศาสนาพุทธไม่ดี ศาสนาพุทธเลว ปลาเน่าต้วเดียว เทปลาทิ้งทั้งข้อง ก็อดกินปลากันพอดี  แยกให้ออกครับ ทำใจให้สบาย ๆ ถ้ารู้แน่ชัดว่าพวกโล้นแน่ ๆ ก็ไม่ต้องไปยุ่ง ไม่ต้องใส่บาตร ไม่ต้องทำบุญด้วย  แต่ว่าถ้ายังไม่แน่ ให้ยึดหลักนิติศาสตร์ที่ว่าผู้ถูกกล่าวหาถ้ายังไม่ถูกตัดสิน ก็ยังเป็นแค่ผู้ถูกกล่าวหา ยังไม่เป็นผู้ผิดแต่อย่างไร
 
เวลาทำบุญ ตักบาตร ถวายทานอะไรก็แล้วแต่ ให้คิดว่าถวายแก่ส่วนรวม ถวายแก่ผ้าเหลือง ถวายแก่พระพุทธศาสนา อย่าไปมองหน้าว่าถวายใคร แล้วใจจะสบายขึ้นเยอะ ใจสบาย ใจใส เป็นใจบุญนะครับส่วนพวกโล้นก็ปล่อยให้กรรมจัดการเถิดครับ เดี๋ยวนี้กรรมตามเร็ว เป็นกรรมติดจรวด เป็นกรรม adsl 4 Mb ซะด้วย อย่าไปเสี่ยงไปหลงว่าพระดี ๆ ว่าเป็นโล้น มันจะเข้าตัวนะครับ
 
บุญรักษาครับ
๒๙ ส.ค. ๕๑
๑๓.๕๙ น.
 

เสียดาย คน(ฆ่าตัว)ตายไม่ได้อ่าน

โพสต์‎‎27 ส.ค. 2551, 22:46‎‎โดยพระมหานัธนิติ สุมโน   [ อัปเดต ‎‎27 ส.ค. 2551, 22:48‎‎ ]

"กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ"

"การได้เกิดเป็นมนุษย์ยากนัก"

เป็นพระพุทธพจน์ที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงแสดงไว้ครับ  เราลองมาพิจารณาดูว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์ยากจริงหรือไม่  เฉพาะแค่ในประเทศไทยเราก็พอ จำนวนประชากรไทย วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๐ ตามที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ระบุว่า มีทั้งหมด ๖๓,๐๓๘,๒๔๗ คน อยู่กันในพื้นที่ ๓๒๐ ล้านกับอีก ๗ แสนกว่าไร่ เฉลียแล้ว ในพื้นที่ ๕ ไร่ จะมีมนุษย์อยู่ ๑ คน   ในพื้นที่ ๕ ไร่ มีสัตว์อยู่เท่าไร ไม่ต้องคิด ดูง่าย ๆ แค่ในห้องนอนเราก็พอแล้วครับ ในห้องนอนเรามียุงกี่ตัว มีจิ้งจก แมลงสาบ กี่ตัว ( ห้องนอนหรือสวนสัตว์ ? ) ในพื้นที่เท่า ๆ กัน สัตว์เดรัจฉานมีจำนวนมากกว่ามนุษย์นัก เ่ท่านี้ก็คงจะพอเทียบให้เห็นได้ว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกนั้นย่อมมีสัตว์มากกว่ามนุษย์แน่นอน

 หรือจะพิจารณาจากกำเนิดของสัตว์ก็ได้ สัตว์ทั้งปวง หมายถึงทั้งหมดจริง รวมมนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก เทวดา มาร พรหม ทุกอย่าง รวมแล้วมีการเกิดได้ ๔ อย่างด้วยกัน คือ เกิดในครรภ์ เช่นมนุษย์ เกิดในไข่ เช่น ไก่ เป็ด เกิดในเถ้าไคลสิ่งสกปรก เช่นหนอน และผุดเกิดขึ้น เช่น เทวดา และสัตว์นรก  มนุษย์เรานี้เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของสัตว์ในกำเนิดทั้ง ๔ อย่าง

ลองมาคิดค่าความน่าจะเป็นดูเล่น ๆ ถ้าสมมติให้สัตว์ที่เกิดในกำเนิดทั้ง ๔ มีปริมาณอย่างละเท่า ๆ กัน เฉพาะแค่ได้เกิดในครรภ์ ซึ่งรวมไปถึงสัตว์เดรัจฉานด้วยแล้ว ก็ได้แค่ ๑ ใน ๔  หรือร้อยละ ๒๕ เท่านั้น ยังไม่ได้แบ่งย่อย ๆ อีกว่า ในบรรดาสัตว์ที่เกิดในครรภ์ มีที่จะเกิดเป็นมนุษย์ได้สักเท่าไหร่กัน ดังนั้นการเกิดเป็นมนุษย์จึงยากแสนยากอยางที่พระองค์ตรัสไว้จริง ๆ ด้วย

การที่จิตดวงใดจะได้มาเกิดเป็นมนุษย์ หรือสัตว์อื่น ๆ นั้น จำแนกด้วยกรรม ที่ได้กระทำมา กว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ได้นั้น อย่างน้อยต้องเป็นผู้ไม่ดุร้าย ไม่มือไว ไม่ใจเร็ว ไม่พูดปด ไม่หมดสติ หรือในทางศาสนาพุทธเรียกว่าตั้งตนอยู่ในศีล ๕ ( ไม่ว่ามีศาสนาพุทธหรือไม่ก็ตาม ถ้าปฏิบัติตนตามนี้ก็จัดว่าเข้าข่ายครับ ) รวม ๆ ก็คือว่าได้เป็นมนุษย์นี่ก็ต้องอาศัยบุญโขอยู่แล้ว

เป็นมนุษย์ดีอย่างไร? ดีกว่าเป็นสัตว์หลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะโอกาสในการปฏิบัติขัดเกลาให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด  ยกตัวอย่างเช่น ดีกว่าสัตว์นรก พวกนี้ไม่มีเวลาขัดเกลา เพราะต้องรับโทษทัณฑ์อยู่ตลอดเวลา ดีกว่าเปรต เพราะเปรตหิวโหยตลอดเวลา ดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน เพราะพวกมันไม่รู้จักการขัดเกลา อาศัยอยู่ด้วยสัญชาตญาน ดีกว่าเทวดา เพราะเทวดาเสพกามคุณอันเป็นทิพย์ หลงติดอยู่ได้ง่ายกว่า เป็นต้น มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีอยู่กลาง ๆ ระหว่างสัตว์นรก กับ เทวดา มีความรู้สึกสุข ทุกข์ ให้เห็น ให้พิจารณา เป็นระยะ ๆ ถ้าทุกข์ตลอด อย่างสัตว์นรก ก็ไม่รู้จักสุข ไม่มีโอกาสได้หาความสุขแท้  เทวดา ไม่ค่อยเห็นทุกข์ แุุถมอายุยืนด้วย ไม่ค่อยเห็นความไม่เที่ยง เป็นมนุษย์ เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวสุข พอให้มีข้อเปรียบเทียบว่าสุขเป็นอย่างไร ทุกข์เป็นอย่างไร มีอายุไม่มากเท่าไร พอให้เห็นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้ชัดเจน จึงมีโอกาสที่จะเข้าถึงธรรมที่พระศาสดาทรงนำมาสอน มีโอกาสที่จะเห็นอนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความทุกข์ และอนัตตา ความไม่ใช่ตัวตน ที่จะทำให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ และได้ง่ายกว่าสัตว์อื่น ๆ

อย่างที่บอกว่ามนุษย์เห็นทุกข์ได้ง่ายกว่าเทวดา ทำให้หลาย ๆ คน ต้องประสบกับความทุกข์กาย หรือทุกข์ใจบางอย่างที่คิดว่าหนักหนาสาหัสเหลือเกิน ไม่สามารถจะทนอยู่ต่อไปได้ คิดหาทางพ้นจากทุกข์ด้วยการ ฆ่าตัวตาย โดยเข้าใจว่า การฆ่าต้วตายนั้นจะทำให้พ้นทุกข์ แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย  ในการเวียนว่ายตายเกิด สิ่งที่จะกำหนดว่าตายแล้วไปไหน ก็คือ จิต ดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า "จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคติ ปาฏิกงฺขา" "เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้" "จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา" "เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้" ทุคติ คือไปชั่ว ไปเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน สุคติ คือไปดี ไปเป็นมนุษย์ เทวดา พรหม จนกระทั้งนิพพาน

คนที่ฆ่าตัวตายนั้น มีจิตเศร้าหมองทุกคนครับ เศร้าหมองด้วยกิเลสใหญ่ อย่างน้อย ๒ ตัว  ตัวแรกคือ โมหะ ความหลง ไม่รู้จริง คิดคาดเดาไปข้างหน้า ประสบกับเหตุการณ์อะไรสักอย่าง ก็มาคิดต่อไปข้างหน้าว่าต้องเป็นอย่างโน้น เป็นอย่างนี้ ยิ่งเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาแล้วยิ่งคิดไปว่าต่อไปปัญหาต้องคงอยู่ หรือ ต้องเพิ่มขึ้น วนเวียนหลงคิด หลงคาดเดาอยู่อย่างนี้ ไม่เห็นความจริงว่า ปัญหาทุกอย่างเป็นอนิจจัง คือ ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้ว ไม่อยู่คงที่ อาจเพิ่มขึ้นได้ ลดลงได้ แต่ที่สุดก็ต้องหมดไป คิดแต่ว่าปัญหานั้นแก้ไม่ได้ ทำให้เกิดกิเลสอีกตัวคือโทสะ คิดประทุษร้ายตัวเอง โกรธตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธสังคม โกรธไปหมด โกรธจนกระทั่งสามารถทำลายตัวเองได้

โมหะ นำไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ส่วนโทสะนำไปเกิดเป็นสัตว์นรกครับ ภูมิของสัตว์เดรัจฉานก็ดี ของสัตว์นรกก็ดี เป็นภูมิที่ต้องอยู่ในภพที่ลำบากกว่ามนุษย์มากมายนัก ซึ่งคงจะไม่อธิบายในคราวนี้ก่อน เพียงแต่อยากจะให้เป็นข้อมูลเบื้องต้นไว้ก่อนการตัดสินใจ

ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจครับ ว่าจะอยู่สู้ชีวิตต่อไป หรือจะเสี่ยงฆ่าตัวตายให้พ้นปัญหาปัจจุบัน แต่ก็เหมือนการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ทุก ๆ เรื่อง ที่สมควรจะต้องมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้มากที่สุด ได้แต่หวังว่าผู้ที่คิดจะฆ่าตัวตาย ถ้าได้อ่านเรื่องนี้แล้วจะได้ข้อมูลบ้าง ส่วนจะตัดสินใจอย่างไรนั้นตามสบายครับ ขอยืมสำนวนของท่าน Dhammasarokikku แห่ง blog บินเดี่ยว : การผจญภัยในผ้าเหลือง ที่ว่า ขนาดพ่อ ( พระพุทธเจ้า ) ยังทรงว่าพระองค์เป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น ( อกฺขาตาโร ตถาคตา - ตถาคตเป็นผู้บอกทางเท่านั้น ) แล้วลูกกระจ๊อกอย่างเราคงได้เท่านี้เองครับ

บุญรักษาครับ

๒๘ ส.ค. ๒๕๕๑

๑๒.๔๓ น.

ขึ้นบ้านใหม่

โพสต์‎‎27 ส.ค. 2551, 4:18‎‎โดยพระมหานัธนิติ สุมโน   [ อัปเดต ‎‎27 ส.ค. 2551, 4:21‎‎ ]

เป็นธรรมเนียมว่าเวลาที่ขึ้นบ้านใหม่จะต้องมีการทำบุญบ้านเพื่อเป็นศิริมงคล ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว โอกาสที่วันนี้ขึ้นบ้านใหม่ที่ exteen ก็ขอสร้างบุญสร้างกุศลสักหน่อยเพื่อให้เป็นศิริมงคลสักหน่อย

การขึ้นบ้านใหม่นั้นทำบุญอุทิศให้กับเทวดาที่อยู่ภาคพื้นดินที่เรียกว่า ภุมเทวดา หรือ พระภูมิเจ้าที่นั้นเอง ภุมเทวดา เป็นเทวดาในสังกัดของท้าวธตรฐ ๑ ใน ๔ ท้าวจตุโลกบาล คือในสวรรค์ชั้นที่ ๑ ที่เรียกว่าชั้นจาตุมมหาราชิกา นี้ปกครองโดยมหาราชเทวา ๔ องค์ด้วยกัน คือ ธตรฐ วิรุฬหก วิรูหปักข์ และ กุเวร แบ่งฝ่าย แบ่งสรรพื้นที่กันอย่างดี ท่านท้าวธตรฐหัวหน้าของพระภูมิดูแลด้านทิศตะวันออก คุมกำลัง ภุมเทวา รุกขเทวา อากาสเทวา ตลอดถึงคนธรรพ์ในป่าหิมพานต์ด้วย

การทำบุญให้เทวดานั้นเพื่อให้เทวดาคุ้มครองตอบ ตามเรื่องราวในพุทธประวัติว่า พระศาสดาคราวเสด็จไปบ้านปาฏลิคาม ในแคว้นมคธ ทรงรับนิมนต์ของพระสินิธพราหมณ์และวัสสการพราหมณ์  เพื่อรับภัตตาหารพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์  ครั้นแล้วพระองค์ทรงอนุโมทนาด้วยคาถาว่า  “ยสฺมึ  ปเทเส  กปฺเปติ  วาสํ  ปณฺฑิตชาติโย”  มีความว่า “กุลบุตรผู้มีชาติแห่งบัณฑิตสำเร็จการอยู่ในประเทศที่ใด  พึงนิมนต์พรหมจารีผู้มีศีลสำรวมดีให้ฉัน  ณ ที่นั้นแล้ว  อุทิศทักษิณาเพื่อเทวดาผู้สิงสถิต ณ ที่นั้น  เทวดาทั้งหลายนั้นอันกุลบุตรนั้นบูชาแล้ว  ย่อมบูชาตอบ  อันกุลบุตรนั้นนับถือแล้ว  ย่อมนับถือตอบ  แต่นั้นย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรนั้นด้วยเมตตาดุจมารดากับบุตร  กุลบุตรนั้นอันเทวดาอนุเคราะห์แล้ว  ย่อมเห็นผลอันเจริญทุกเมื่อ"  เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ทรงอนุญาตให้ทำเทวตาพลี

 ทีนี้ว่าขึ้นบ้านใหม่ที่ exteen วันนี้ คงไม่ได้นิมนต์พระมาฉันใน exteen เป็นแน่แท้ แต่ก็ขอทำบุญอย่างอื่นอุทิสให้เทวดาผู้สิงสถิตใน exteen  (ถ้าเป็นบาลีคงเรียกว่า สากลชฺชาลเทวา ( สากล=inter ชาล=บ่วง หรือตาข่าย=net) แปลว่าเทวดาที่สถิตย์อยู่บนอินเตอร์เนท)   ด้วย วิธีที่ไม่ต้องลงทุนมากเท่าไร คือการทำบุญให้เกิดขึ้นนั้น แบ่งกว้าง ได้ ๓ วิธี คือ ทาน การให้ ศีล การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย และภาวนา การเจริญสติสมาธิตลอดจนปัญญา

ทาน การให้ ยังแบ่งได้อีกเป็น ๓ อย่าง คือ อามิสทาน การให้สิ่งของ  อภัยทาน การให้อภัย และ ธรรมทาน การให้ธรรมะ  วันนี้ขอเลือกการให้ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า "สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ" "การให้ธรรมะ ย่อมชนะการให้ทั้งปวง" ไม่ ต้องลงทุนอะไรมาก แค่ให้ธรรมะเท่านั้นเอง เพราะอะไรการให้ธรรมะถึงชนะการให้อย่างอื่น ๆ  คำตอบคือ เพราะว่าถ้าไม่ได้ธรรมะแล้ว คนเราจะไม่รู้จักให้อย่างอื่น  ตามธรรมดาของคนที่ยังมีกิเลส ยังมีความตระหนี่ หวงแหน สิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นของเรา ถ้าไม่ได้ใครสอนให้รู้จักการให้ ก็ย่อมจะหวงไว้ ยึดไว้ ไม่สามารถ ให้ใคร ๆ ได้ง่าย ๆ ดังนั้นการให้ธรรมะ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่จะนำมาซึ่งการให้อยางอื่น ๆ

เห็นไหมครับง่ายนิดเดียวกับการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ในวันนี้ เผลอแป๊ปเดียวให้ธรรมะไปแล้วเรียบร้อย สำเร็จเสร็จเป็นบุญไว้อุทิสให้เทวดาประจำเนทแล้วเรียบร้อย ขอเทวดาทั้งหลายจงมาอนุโมทนาเถิด ท่านทั้งหลายที่ยังไม่เป็นเทวดาจะอนุโมทนาเอาบุญด้วยก็ได้นะครับ

บุญรักษาครับ

--------------------------------------------

วันนี้สร้าง blog ใหม่ ที่ exteen.com เลยทำบุญขึ้นบ้านใหม่ซะหน่อย  ไปดูบ้านใหม่ได้ที่ http://dhamweb.exteen.com ครับ

Tsunami

โพสต์‎‎26 ส.ค. 2551, 1:33‎‎โดยพระมหานัธนิติ สุมโน   [ อัปเดต ‎‎26 ส.ค. 2551, 1:35‎‎ ]


เชื่อว่าทุก ๆ คน คงเคยได้ยินคำสุภาษิตที่ว่า " สามัคคี คือ พลัง " กันมาบ้างแล้ว

คำว่าสามัคคี มาจากคำว่า ส หรือ สห ที่แปล ว่า ร่วม  บวกกับคำว่า มคฺค แปลว่า

ทาง  แปลกันตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมว่า ร่วมทาง หมายถึงว่า ร่วมไปในทางเดียวกัน

เป็นปกติ   ดูจากความหมายแล้วจะเห็นได้ว่า คำว่าสามัคคีนั้นโดยตัวของมันเอง

ไม่ได้แสดงถึงความดี หรือความร้าย เป็นเพียงแต่บอกว่าไปร่วมทางเดียวกัน จะไป

ทางดี หรือจะไปทางร้าย ก็ยังไม่แน่นอน แต่ไม่ว่าจะไปทางไหนก็ตาม ย่อมเกิด

พลังไปในทางนั้น ๆ เหมือนกับน้ำ น้ำน้อย ๆ ไหลไปทางเดียวกัน มีพลังน้อย แต่ถ้า

มาก ๆ อย่างเช่นน้ำป่า หรือแม้แต่คลื่นซึนามิ ที่ไหลร่วมไปในทางเดียวกันมาก ๆ

ทุก ๆ คนคงจะทราบกันดีถึงพลังของมันได้เป็นอย่างดี


 กำลังของน้ำ ที่ถูกบังคับให้ไหลไปในทางเดียว ภายใต้การควบคุมอย่างดี สามารถ

เกิดประโยชน์มหาศาล   อย่ างเช่น การนำไปสร้างกระแสไฟฟ้าเป็นต้น  น้ำถูกกัก

ให้รวมกันไว้ให้เกิดพลังงานศักย์สะสมตามสมควร แล้วจึงถูกปล่อยผ่านช่องทาง

ที่กำหนดเพื่อไปหมุนกังหันที่มีแกนต่อไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้า  แต่ถ้าน้ำที่ไหลไป

ในทางเดียวกันโดยไม่อยู่ในความควบคุมละ กำลังมหาศาลก็จะทำให้เกิดความ

เสียหายพินาศอย่างที่ไม่อาจจะประมาณได้ อย่างเช่นกรณีเขื่อนแตก หรือว่า คลื่น

ยักษ์ซึนามิ เป็นต้น


เช่นเดียวกับพลังของคลื่นซึนามิ ความสามัคคีของคนในหมู่คณะ หรือ ในพวก

พ้องกลุ่มเดียวกัน ก็ย่อมมีกำลังมหาศาล แต่ว่าจะเป็นพลังในทางที่ดี หรือ พลัง

ในทางที่ร้าย ก็ขึ้นอยู่กับการควบคุมพลังนั้น หรือ ว่าการเลือกว่าจะนำพลังนั้น ไป

ใช้ในทางใด ถ้านำไปใช้ในทางดี ก็เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย แต่ถ้าใช้ในทางร้าย

ประโยชน์ย่อมไม่เกิดกับผู้ใดเลย ทั้งยังให้โทษอีกด้วย


การรวมตัวของคนเราในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวของนักเรียน นักศึกษา

เพื่อทำกิจกรรมบางอย่างเช่น การรวมตัวเป็นชมรม สมาคม องค์กรนักศึกษา  การ

รวมตัวของคนในชุมชน เช่น กลุ่มแม่บ้าน สหกรณ์  หรือ ว่าการรวมตัวใหญ่ ๆ เป็น

หมื่น ๆ แสน ๆ คน ด้วยเหตุผลทางการเมือง ก็ตาม เมื่อการรวมตัวทำให้เกิดพลัง

มหาศาล สิ่งที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ ผู้นำ ผู้ที่จะเลือกว่า จะนำน้ำไปปั่นไฟฟ้า หรือ จะ

นำน้ำไปทำลายบ้านเรือน ถ้าผู้นำ นำไปในทางที่ดี พลังมหาศาลย่อมก่อให้เกิดผล

ดีมหาศาล  แต่ถ้านำไปในทางที่ไม่ดี ย่อมได้รับผลเสียอย่างมหาศาลเพราะผู้นำ

เป็นเหมือนกับผู้ที่เลือกว่าจะผันน้ำในเขื่อนไปในทางใด ไปปั่นไฟฟ้าหรือว่าไป

ท่วมบ้านเรือน


ผู้นำที่ดี ต้องประกอบด้วยคุณธรรม ๑๐ ประการ ที่เรียกว่า ทศพิธราชธรรม ซึ่งบาง

คนเข้าใจว่าเป็นธรรมเฉพาะของพระราชา แต่จริง ๆ แล้ว ใช้ได้และดี กับผู้นำใน

ทุกระดับชั้น ตั้งแต่ หัวหน้าห้องชั้น ป.๑ ไปจนถึง ผู้นำประเทศมหาอำนาจ ถ้าผู้นำ

ทุกคนมีราชธรรม ๑๐ ละก็ รับรองได้เลยว่า จะมีความสงบสุข ร่มเย็น ตั้งแต่ห้อง

เรียนประถม ไปถึงสังคมโลก  ธรรม ๑๐ ประการได้แก่ ทานการให้ ศีลการระวัง

กายวาจาให้เรียบร้อยเป็นระเบียบ บริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร

ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน และความเที่ยงธรรม โดยเฉพาอย่าง

หลัง ความเที่ยงธรรม คือ ความเที่ยงในธรรม คือเที่ยงในธรรมอันดี ไม่ผิด ไปจาก

ธรรมอันเป็นฝ่ายกุศล ที่เป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจนำพาหมู่คณะไปในทางที่

ดี ที่ถูกต้อง ถ้าขาดความเที่ยงธรรมแล้ว อาจจะพาพลังมหาศาล ไปทำความล่มจม

ให้กับตนเอง และผู้อื่น


ตัวอย่างด้านเลวร้ายมีให้เห็นมากมายทั้งในอดีต และปัจจุบัน และในหลาย ๆ ระดับ

เด็กเล็ก ๆ ก็มีกลุ่ม มีแก๊งค์ แก๊งค์ไอติม บ้าง แก๊งค์แฟนฉันบ้าง ถ้าผู้นำไม่ดี ก็ไปเที่ยว

ซน ลักมะม่วงวัด จับปลาวัด โตมาหน่อย ก็เป็นแก๊งค์เด็กแว้น โตอีกนิดรุ่นนักศึกษา

มหาวิทยาลัยก็มีการรวมกลุ่ม เบ่งอำนาจ เบียดเบียนผู้ที่ไม่ใช่พวกพ้อง โตมาก ๆ ก็

รวมกลุ่มกันโกงบ้านกินเมือง เป็นผู้มีอิทธิพล


กลุ่มเหล่านี้สามัคคี มีพลังเยอะครับ ถ้านำมาใช้ในทางที่ดี ก็จะเป็นแรงขับ ให้สังคม

เราไปในทิศทางที่ดี  แต่ถ้ายังรวมกลุ่มสามัคคีกันทำเรื่องร้าย ๆ อยู่ละก็ คงไม่ต่าง

อะไรกับ ซึนามิ คลื่นยักษ์ที่นำความพินาศมาสู่มนุษย์  ใช่ไหมครับ ?


สาธุ บุญรักษาครับ
๒๖ ส.ค. ๕๑
๑๕.๓๐ น.

SOTUS 2

โพสต์‎‎21 ส.ค. 2551, 22:32‎‎โดยพระมหานัธนิติ สุมโน   [ อัปเดต ‎‎21 ส.ค. 2551, 22:34‎‎ ]

มาต่อภาค ๒ กันดีกว่า

     ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับ SOTUS ก่อน  คำว่า SOTUS มาจากคำ ๕ คำ ได้แก่

Seniority คือ ความรู้จักเด็ก รู้จักผู้ใหญ่ รู้จักอาวุโส เคารพในรุ่น     Order คือ  ความมี

ระเบียบวินัย    Tradition รักษาประเพณีอันดีงาม   Unity ความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจ

เดียวกัน และ Spirit  ความมีน้ำใจ   เมื่อนำตัวอักษรตัวแรก จากคำทั้ง ๕ มารวมกัน ก็

จะได้เป็นคำว่า SOTUS    ซึ่งถ้ามองอย่างเป็นกลาง และตัดความคิดที่ว่า SOTUS กับ

ว้าก เป็นอย่างเดียวกันออกไปเสีย จะพบว่า หลักการสำคัญทั้ง ๕ นั้น เป็นคุณธรรมที่

หากมีอยู่ในสังคมใด ๆ ก็ตาม สังคมนั้น ๆ น่าจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ความเจริญ

แต่เนื่องจากผู้ที่ต้องการปลูกฝัง SOTUS ได้นำระบบวิธีการว้ากมาใช้ ทำให้หลาย ๆ คน

เข้าใจผิด คิดว่า SOTUS กับ ว้าก คืออย่างเดียวกัน

     แล้วการว้ากคืออะไร ? การว้าก หรือ ที่เรียกกันเป็นทางการว่าการประชุมเชียร์ นั้น

เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่รุ่นพี่ กระทำกับรุ่นน้องโดยการสร้างความกดดัน ให้เกิดความ

เกลียด ความกลัว รวมก็คือ ทำให้เห็นว่าพี่ ๆ ที่เป็น ว้ากเกอร์ นั้น เป็น ศัตรู เพราะว่า

การว้ากนั้น ใช้แนวคิด ทฤษฎีพื้นฐานว่า คนที่มีศัตรูเดียวกัน จะสามัคคีกัน   ให้รุ่นพี่

ทำตัวเป็นศัตรูกับรุ่นน้อง เพื่อให้รุ่นน้องสามัคคีกัน โดยอาวุธ ที่จะกำจัดศัตรูได้ คือ

การที่รุ่นน้องได้แสดง SOTUS ในตัวออกมา เมื่อใดที่รุ่นน้องมี SOTUS เมื่อนั้น ศัตรู

ที่ร้ายกาจ ก็จะกลับกลายเป็นมหามิตร  ที่ว่ามาทั้งหมด เป็นการว้ากชนิดที่มีกุศล หรือ

ความดี เป็นเหตุเป็นปัจจัย

     ยังมีรุ่นพี่อีกประเภท ที่อาศัย SOTUS ปลอม ๆ มาบังหน้า มีอกุศลเป็นเหตุ แสวงหา

ความสนุก ความสะใจ ส่วนตัว หาเรื่อง แกล้งน้อง รังแกน้อง แล้วอ้างว่า เป็น  SOTUS

พวกนี้เอง ที่ทำให้คำว่า SOTUS คำว่ารับน้อง คำว่าประชุมเชียร์ ต้องตกเป็นจำเลยของ

สังคม

     ความจริงการสร้าง SOTUS นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นการว้ากเสมอไป โดยเฉพาะยุค

สมัยที่ สิทธิ เสรีภาพ เบ่งบาน  การว้าก คงกลายเป็นเรื่องล้าสมัย ไม่เหมาะสมแล้ว ก็

เป็นหน้าที่ของรุ่นพี่ ที่จะต้องเปิดใจ ให้กว้าง อย่ายึดติดกับรูปแบบ วิธีการ แม้ T ใน

SOTUS จะมาจาก Tradition หรือ ประเพณี ก็ตาม แต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องยึดติด ประเพณี

ที่ดี ขึ้นอยู่กับสภาพสังคม ยุค สมัย ด้วย  อย่างประเพณีคลุมถุงชนในสมัยโบราณ ถาม

ถามคนสมัยใหม่ คงว่าไม่ดี ไม่มีสิทธิ เสรีภาพ   ( แต่ก็เห็นกันอยู่จะจะ ว่า การหย่าร้าง ใน

ปัจจุบัน ที่เลือกจับคู่กันเองนั้น สูงกว่ารุ่นปู่ รุ่นย่า ขนาดไหน ) สมัยนี้สิทธิ เสรีภาพ ของ

คนทุกคน ได้รับความคุ้มครองมากกว่าแต่ก่อน ว้ากไปว้ากมาอย่างแต่ก่อน อาจมีความ

ผิดทางกฎหมายได้ง่าย ๆ

     วิธีการหลาย ๆ อย่างที่ถูกนำมาแทนที่การว้าก เช่น การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์

ร่วมกัน ก็ดูจะได้ผลดี   ในทางธรรม SOTUS สามารถ สร้างได้ด้วยธรรมะหลาย ๆ อย่าง

เช่น ธรรม ๔ ประการ ที่ทำให้ระลึกนึกถึงกันในทางที่ดี คือ การให้ปัน การทำตัวให้เป็น

ประโยชน์  การพูดจาน่าฟัง และ การทำตนเสมอต้นเสมอปลาย สามารถสร้าง Seniority

ได้ถ้ารุ่นพี่มีธรรมทั้ง ๔ กับรุ่นน้อง  Order ระเบียบวินัย มีได้ด้วยศีล ไม่ต้องมาก แค่ ๕ ข้อ

ก็เพียงพอแล้ว พี่ ๆ เป็นตัวอย่างที่ดี นำน้อง ๆ รักษาศีล  Tradition ประเพณีที่ดี เลือกรักษา

ประเพณีไว้ด้วยหลัก รู้ ๗ อย่าง คือ รู้จัก เหตุ ผล ตน ประมาณ กาลเวลา บุคคล และ ชุมชน

คือ ต้องรู้ทั้ง ๗ เรื่องนี้ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่า ประเพณีไหนดี น่าเก็บไว้ ประเพณี

ไหนเป็นไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ ก็ยกเสีย     Unity ความสามัคคี สร้างด้วยธรรม ๗

ประการที่กล่าวไว้ในเรื่อง SOTUS 1 มีการหมั่นประชุมเป็นเนืองนิตย์ เป็นต้น  และ

สุดท้าย Spirit ความมีน้ำใจ สร้างด้วยพรหมวิหารธรรม ๔ คือ เมตตา ความรักใคร่

กรุณา สงสาร มุทิตา ร่วมยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี และ อุเบกขา วางเฉยในเมื่อผู้อื่นจำเป็นต้อง

รับผลกรรมที่ตนก่อขึ้น โดยที่เราไม่สามารถช่วยได้  นี่แค่ตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ นะ

     ที่สำคัญคือ รุ่นพี่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับรุ่นน้อง แนะนำ ชักชวนไปในทางที่ดี

อยากให้น้องเป็นอย่างไร มี SOTUS แค่ไหน ถ้ารุ่นพี่ยังไม่มี ก็เท่านั้น เราต้องมีเองก่อน

ถึงจะให้ผู้อื่นได้ ถูกหรือไม่ครับ

     เรียนจบมา ๑๓ - ๑๔ ปี ยังคงคิดว่าประชุมเชียร์ทุกครั้ง การว้ากทุกคราว ทั้งที่เป็น

ฝ่ายโดน และเป็นฝ่ายทำ เป็นประสบการณ์ เป็นกำไร เป็นสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของ

ชีวิตครับ

     บุญรักษาครับ
     ๒๒ ส.ค. ๕๑
     ๑๒.๓๐ น.

 
   

‹ ก่อนหน้า    1-10 จาก 23    ถัดไป ›

ความคิดเห็น (1)

พระมหานัธนิติ สุมโน - 16 ส.ค. 2551, 4:00

เรื่องต่อไป
เทวธรรม, คุณธรรมของพ่อค้า