search

 

 

โรคหัวใจขาดเลือดคืออะไร

หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดโลหิต เลี้ยงร่างกาย โดยอาศัยการบีบตัว ของกล้ามเนื้อหัวใจ ตัวกล้ามเนื้อหัวใจ เองนั้นก็ต้องอาศัยเลือด ไปเลี้ยงเช่นกัน โดยผ่านทางหลอดเลือด ไปเลี้ยงเช่นกัน โดยผ่านทางหลอดเลี้ยงหัวใจ ที่มีชื่อว่า "โคโรนารี่" หลอดเลือดนี้มี 2 เส้น ขวาและซ้าย แตกแขนงออกไป เลี้ยงทุกส่วน ของกล้ามเนื้อหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นเนื่องจาก หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ หรือตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจ มีเลือดไปเลี้ยงลดลง หรือไม่มีเลยเป็นผลให้ การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ผิดปกติ หากรุนแรง ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจ ตายบางส่วนได้

 

 

           การที่หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ เกิดการตีบหรือตันนั้น ส่วนใหญ่แล้วเกิดจาก หลอดเลือดแข็งตัวขึ้น เนื่องจากมีไขมันสะสม ในผนังด้านในของหลอดเลือด เป็นผลให้ทางที่เลือดไหน ผ่านแคบลง เลือดไหลไม่สะดวก กล้ามเนื้อหัวใจ จึงได้รับเลือดน้อยกว่าปกติ นอกจากนั้น ยังอาจเกิดจากเกร็ดเลือด และลิ่มเลือดอุดตันอีกด้วย

 

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคนี้

หากท่านมีสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เรียกว่าท่านมี "ปัจจัยเสี่ยง" ในการเกิดโรคนี้ ยิ่งมีมากข้อ โอกาสเกิดโรคก็มากขึ้นด้วย ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ได้แก่

  • เพศชาย หรือ เพศหญิงในวัยหมดประจำเดือน
  • ประวัติครอบครัวมีโรคนี้
  • ความดันโลหิตสูง
  • เบาหวาน
  • ไขมันในเลือดสูง (โคเลสเตอรอลรวม หรือ โคเลสเตอรอล แอล ดี แอล ชนิดร้าย)
  • ไขมันโคเลสเตอรอล เอช ดีแอล (ชนิดดี) ต่ำ
  • การสูบบุหรี่
  • ขาดการออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • บุคคลิกภาพชนิด เจ้าอารมณ์ โกรธ โมโห ง่าย เครียดเป็นประจำ
  • นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งเสริมโรคนี้ เช่นกัน เช่น ความอ้วน ไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง

 

มีอาการอย่างไร

อาการที่สำคัญ ของภาวะหัวใจขาดเลือด คือ อาการเจ็บ แน่นหน้าอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะออกแรง พักแล้วดีขึ้น โดยจะรู้สึกแน่น ๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอก หรือ ค่อนมาทางซ้าย เจ็บลึก ๆ หายใจไม่สะดวก อาจมีอาการ อื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตก ใจสั่น หน้ามืด บางรายนอกจาก แน่นบริเวณหน้าอกแล้ว ยังอาจเจ็บร้าว ไปที่หัวไหล่ แขน หรือ คอ

 

ตรวจอย่างไร ถึงจะทราบว่าเป็นโรคนี้

แพทย์จะซักประวัติ โดยละเอียด ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และดูดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ขณะพักนั้น บ่อยครั้ง ที่ให้ข้อมูลไม่เพียงพอ ที่จะวินิจฉัยโรค แพทย์ จะแนะนำให้ตรวจ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ขณะออกกำลังเพิ่มเติม เรียกว่า "Exercise Stress Test" จากนั้น แพทย์จะนำข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ มาวิเคราะห์ดูว่า มีโอกาส เป็นโรคหัวใจขาดเลือด มากน้อยเพียงใด

 

 

รักษาอย่างไร

แนวทางการรักษาที่สำคัญมี 3 ประการ คือ รักษาด้วยยา รักษาโดยการ ขยายหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ เพื่อให้เลือดไหลผ่านได้มากขึ้น โดยอาจใช้ลูกโป่ง หรือ วิธีอื่น ๆ และสุดท้ายรักษา โดยการผ่าตัด ทำทางเบี่ยงให้เลือด ไปเลี้ยงหัวใจ เรียกว่าทำ "บายพาส" (Bypass Graft) โดยมากแล้วแพทย์ จะเริ่มต้นการรักษาด้วยยา ก่อนเสมอ เมื่อไม่ได้ผลดีด้วยยา แพทย์จะแนะนำให้ ตรวจดูหลอดเลือดโดยตรง โดยการเอกซเรย์ เรียกว่า "การฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ" (Angiogram) จะได้ทราบว่าตีบ หรือตันจุดใดบ้าง เพื่อเลือกวิธีรักษา ให้เหมาะสม ในผู้ป่วยแต่ละราย

 

จะป้องกันไม่ให้เป็นได้อย่างไร

ท่านสามารถลดโอกาสเสี่ยง ที่จะเป็นโรคนี้ โดยการหลีกเลี่ยงหรือ ลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น

  • ไม่สูบบุหรี่
  • ควบคุมความดันโลหิต และเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • บริโภคอาหารไขมันต่ำ หรือ รับประทานยาลดไขมันในรายที่จำเป็น
  • ควบคุมน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ
  • ออกกำลังกายแบบ แอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ
  • ฝึกสมาธิ ทำจิตใจให้ผ่องใส

หากท่านโชคร้าย เกิดโรคขึ้นมาแล้ว การปฎิบัติตัวดังกล่าว อย่างเคร่งครัด จะช่วยชลอการดำเนินโรค ให้รุนแรงช้าลงได้

 

 แหล่งที่มา  :   http://www.thaiclinic.com/mi.html

 

 

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน (โรคหัวใจขาดเลือด)

 

Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)

 

             โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เป็นโรคที่พบบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทย โดยเฉพาะในขณะนี้พบว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เป็นสาเหตุ ที่ทำให้ มีจำนวนคนไทยเสียชีวิตมากเป็นอันดับสองรองจากการประสบอุบัติเหตุ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ท่าน ผู้อ่านควรมีความรู้ความเข้าใจ ถึงอาการ ที่สำคัญของโรคนี้  หัวใจคนเราเป็นอวัยวะที่ต้องทำงานหนักที่สุดอวัยวะหนึ่ง หัวใจมีการเต้น การบีบตัวตั้งแต่แรกเกิดจนวินาทีสุดท้ายที่เราหมดลมหายใจ ดังนั้นหัวใจจึง ต้องมีหลอดเลือดซึ่งทำหน้าที่นำเลือดจากหลอดเลือดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วย สารอาหาร พลังงาน และ ออกซิเจนไปเลี้ยง กล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อให้ กล้าม เนื้อหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะ ส่วนต่างๆของร่างกายได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ถ้ามี ปัญหาเกิดขึ้นกับหลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจ ไม่ว่า จะเป็นการตีบหรือการอุดตันของหลอดเลือด ก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจที่ถูกหล่อเลี้ยง โดยหลอดเลือดนั้นขาดเลือดหรือตายไป ทำให้กล้ามเนื้อ หัวใจบีบ ตัวได้ไม่ดี ผลที่ตามมาคือหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยง อวัยวะต่างๆได้เพียงพอ และอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

 

normalcoronary.jpg (71527 bytes) 


ภาพตัดขวางของหลอดเลือดหัวใจที่ปกติ

 

stenoticcoronary.jpg (95320 bytes)


ภาพตัดขวางของหลอดเลือดหัวใจที่ตีบกว่าปกติ

 

  

เหตุใดหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงหัวใจจึงมีการตีบตัน

           ถ้าจะเปรียบไปแล้ว หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงหัวใจก็เปรียบเหมือนกับท่อส่งน้ำหรือท่อระบายน้ำ ซึ่งเมื่อมีการใช้งานไปนานๆก็ย่อม เกิดการอุดตันขึ้น จากเศษตะกอนต่างๆ หลอดเลือดแดงของหัวใจก็เช่นเดียวกัน การตีบของหลอดเลือดแดงนั้น ส่วนหนึ่งเกิดเมื่อ คนเราอายุมากขึ้น โดยธรรมชาติ ผนังหลอดเลือดก็จะมีการหนาตัวขึ้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจึงเป็นโรคของผู้ใหญ่วัยกลางคน และวัยสูงอายุเป็นส่วนใหญ่ แต่ในคนบางคนมีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ เมื่ออายุยังไม่มาก เนื่องจากมีปัจจัยบางประการที่ส่งเสริมให้ผนังหลอดเลือด มีการตีบและหนาตัวเร็วขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ ภาวะไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และบุหรี่ นอกจากนี้ ผู้ชายก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ มากกว่าผู้หญิง และผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วก็มีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนอยู่

 

ผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องหลอดเลือดหัวใจตีบตันและทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือตายจะมีอาการอย่างใด

          อาการที่สำคัญที่สุดคืออาการเจ็บ หรือแน่นหน้าอก เหมือนมีอะไรมาทับหรือบีบรัด อาการเตือนในระยะแรกๆคือ มีอาการ เจ็บแน่นหน้าอกขณะที่ออก แรงมากๆ เช่น เล่นกีฬา เดินขึ้นที่สูงๆ หรือเวลาออกไปเดินหลังจากทานอาหารอิ่ม เมื่อหลอดเลือด มีการตีบมากขึ้น อาการเจ็บหน้าอกก็จะเป็นได้ง่ายขึ้น เช่น เดินเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ขึ้นบันไดเพียง 1-2 ชั้น อาบน้ำเย็นๆ และสุดท้าย อยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไรก็เจ็บหน้าอก อาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากกล้าม เนื้อหัวใจ ขาดเลือดจะเป็นอยู่นานเพียง 5-10 นาที เวลาพัก หรือ อมยาขยายหลอดเลือดแล้วจะดีขึ้น แต่อาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย จะเจ็บรุนแรงกว่า นานกว่า อมยาขยาย หลอดเลือดก็ไม่ดีขึ้น และอาจมีอาการเหนื่อยหอบ เหงื่อแตกอย่างมากร่วมด้วย

นอกจากอาการเจ็บหน้าอก ซึ่งเป็นอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันแล้ว ผู้ป่วยอาจมาด้วยเรื่องเหนื่อยง่าย เหนื่อยผิดปกติ ดังนั้น จึงใคร่ขอแนะนำ ให้ท่านผู้อ่านที่มีอาการดังกล่าวข้างต้นไปขอรับการปรึกษาจากแพทย์ ซึ่งแน่นอนที่สุดถ้าผู้ป่วยมาพบแพทย์ในขณะ ที่อาการต่างๆยังไม่รุนแรงมาก โอกาส ในการรักษาให้ดีขึ้นก็สามารถกระทำได้โดยง่าย แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จนอาการรุนแรงมากๆ อาจทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

 

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันจะทำได้อย่างไร

          การรักษาอาจแบ่งง่ายๆเป็นการใช้ยา การผ่าตัดต่อหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ (เรียกว่าผ่าตัด "บายพาส") และ ใช้ลูกโป่งเพื่อขยายหลอดเลือดที่ตีบ ทั้งนี้และทั้งนั้นการรักษาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งจะเหมาะสมกับผู้ป่วยรายใด ก็คงต้องอยู่ใน ดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา และ ความต้องการของผู้ป่วยด้วย

สุดท้ายนี้คงต้องควบคุมปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้หลอดเลือดตีบได้ง่ายขึ้นด้วย เช่น การงดสูบบุหรี่ การลดน้ำหนัก และการควบคุมอาหาร การลดไขมันในเลือด และการควบคุมเบาหวานให้ดีด้วย

 

newcoronartdisease.gif (145095 bytes)


ภาพ Animation แสดงการตีบ ตัน ของหลอดเลือเลี้ยงหัวใจ
แผ่นสีเหลืองที่เห็นคือแผ่นไขมันที่เกาะบนผนังหลอดเลือด

 

 

          แหล่งที่มา :    http://www.thaiheartweb.com/cad.htm

 

 

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

 

                โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดเนื่องจากชีวิตความเป็นอยู่เช่นการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ทำให้โรคนี้พบมากขึ้น โรคหัวใจเป็นโรคใกล้ตัวคุณอาจเป็นคนหนึ่งที่เสี่ยงและเป็นโรคหัวใจหากคุณตั้งอยู่บนความประมาท ขอเชิญชวนท่านผู้อ่านร่วมกันทำบุญโดยคุณอ่านบทความนี้จนจบ โปรดแนะนำญาติ คนใกล้ชิด หรือคนรู้จักให้รู้ถึงปัจจัยเสี่ยง วิธีป้องกันความเสี่ยง รวมทั้งอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หากท่านผู้อ่านสามารถให้ความรู้และป้องกันการเสียชีวิตได้หนึ่งรายจะทำญาติให้ผู้ป่วยมีความสุขมากน้อยแค่ไหน เนื้อหาที่จะกล่าวจะแบ่งเป็นส่วนๆดังนี้

โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันเป็นโรคที่กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเนื่องจากมีลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายอาจจะเกิดหัวใจวายหรือหัวใจเต้นผิดปกติ

เอกสารอ้างอิง

  • Advanced Clinical Cardiology,First Edition, อภิชาต สุคนธสรรพ์ บรรณาธิการ 2845 , ISBN 974-656-762-4
  • กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน,นิธิ มหานนท์ ,ปิยะมิตร ศรีธรา,สรณ บุญใบชัยพฤกษ์, บรรณาธิการ ISBN 974-85995-7-4

      แหล่งที่มา : http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/heart_disease/ami/main.htm

 

 

โรคหัวใจขาดเลือด

                                                                                                                                                         ( โดย หมอต้วง )
 

           ปัจจุบันนี้ โรคหัวใจขาดเลือด เป็นโรคที่เราๆท่านๆทั้งหลายควรจะทำความรู้จักเพราะว่าเป็นโรคที่พบได้บ่อยและมีแนวโน้มว่าจะพบมากขึ้นเรื่อยๆบางท่านอาจจะยังสงสัยว่า  หัวใจมีหน้าที่สูบฉีดเลือด แล้วจะขาดเลือดได้ยังไง?  หรือบางท่านอาจจะมีบุคคลที่รู้จักได้เข้ารับการรักษาโรคหัวใจขาดเลือด ไม่ว่าจะเป็นการทำบอลลูนหรือการทำบายพาส   ดังนั้นในฉบับนี้เราจะมาคุยกันแบบสบายๆกึ่งๆวิชาการ เกี่ยวกับ เรื่องใกล้ตัว เรื่องนี้ หัวใจขาดเลือด  ขาดอย่างไร? ทำไมจึงขาดเลือด?  ขาดแล้วมีผลอย่างไร?  อาการเป็นอย่างไร?  ป้องกันได้อย่างไร?  มีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง?  และเชื่อว่าคงมีอีกหลายคำถามในใจของแต่ละท่าน เชิญค้นหาคำตอบได้เลยครับ

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับอวัยวะสำคัญอันนี้กันก่อน  หัวใจประกอบด้วยกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ทำหน้าที่หดแล้วก็คลายตัว การหดและคลายตัวนี้เองทำให้มีการเคลื่อนที่ของเลือด โดยมี valve คอยบังคับให้เลือดไหลไปทางเดียวการทำงานของหัวใจก็เปรียบได้กับ การทำงานของปั๊มน้ำนั่นเอง มีความสามารถสูบฉีดเลือดได้ประมาณ3-5 ลิตรต่อนาที  หัวใจเต้นตุ๊บนึงก็จะมเลือดออกจากหัวใจไปเลี้ยงร่างกายประมาณ 60-80ซีซี  (ประมาณขวดยาคูลท์) โดยที่ขณะพักในหนึ่งนาทีหัวใจจะเต้นประมาณ  60-80ครั้ง กล้ามเนื้อหัวใจจะต้องออกแรงดันเลือดไปเลี้ยงร่างกายภายใต้ความดันเฉลี่ยประมาณ 90-100มม ปรอท( ที่เรามักพูดกันว่าความดันโลหิตปกติ 120/80  นั่นคือ ตอนpeakคือบีบตัว 120 มม.ปรอท  ตอนคลายตัวก็จะลดลงมาเหลือ80 มม.ปรอท )     อย่างที่กล่าวว่าหัวใจเปรียบได้กับปั๊มน้ำ  ดังนั้นกล้ามเนื้อหัวใจจึงต้องใช้พลังงาน พลังงานก็มาจากวัตถุดิบซึ่งได้แก่ น้ำตาลกลูโคสออกซิเจน และสารอาหารอื่นๆ   วัตถุดิบนี้ถูกส่งมาทางหลอดเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจ หรือศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า หลอดเลือดโคโนารี(coronary artery) จากนั้นวัตถุดิบเหล่านี้ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ตัวกล้ามเนื้อหัวใจ              

                เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ (coronary artery) เป็นแขนงแรกที่ออกมาจากเส้นเลือดแดงใหญ่ aorta หลอดเลือดcoronary นี้  มีขนาดกว้างประมาณ 3-4มม. ที่ต้นทาง และ 1-2 มม.  (เท่าก้านไม้ขีด) ที่ปลายๆทาง  โดยจะวิ่งไปตามผิวด้านอกของหัวใจและแตกแขนงลงไปตามกล้ามเนื้อหัวใจ (ดังภาพ)    หัวใจจะมีแรงบีบตัวมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับเส้นเลือดขนาดเท่ก้านไม้ขีดอันนี้ อย่างที่กล่าวแล้วว่าหลอดเลือด coronary นี้มีขนาดค่อนข้างเล็ก  ดังนั้นเมื่อมีไขมันไปเกาะที่บริเวณผิวด้านในของหลอเลือด จึงทำให้การไหลของเลือดเป็นไปได้ด้วยความยากลำบาก ขึ้นกับความหนาของไขมันที่ไปเกาะ และนอกจากนี้ ไขมันบาส่วนอาจแตกออก ทำให้เกร็ดเลือด(มีหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด)เข้าใจว่าเกิดบาดแผลขึ้น จึงกรูกันเข้าไปอุด ทำให้เกิดการอุดตันเฉียบพลันของหลอดเลือดนั้นๆ  

อันที่จริงแล้วโดยธรรมชาติ เส้นเลือดฝอยๆเล็กๆมักสานกันเป็นร่างแหถ้ามีเส้นเลือดเส้นใดเส้นหนึ่งอุดตัน เลือดก็ยังอาจจะมาเลี้ยงส่วนที่อยู่ปลายต่อการอุดตันนั้นได้ โดยอ้อมมาทางเส้นเลือดอื่นๆ(collateral circulation)  แต่ในบางที การอุดตันที่เป็นเฉียบพลันหรือบริเวณนั้นมี collateral ไม่มากพอ  ก็อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจส่วนนั้นตายไป  การตายของกล้ามเนื้อไม่จำเป็นว่าจะต้องตายทั้งหมดอาจจะตายเพียงบางส่วน โดยที่กล้ามเนื้อเซลอื่นๆยังอาจบีบตัวเพื่อทำหน้าที่สูบฉีดเลือดต่อไปได้เช่นนี้ ผู้ป่วยก็จะมีโอกาสมาถึงมือแพทย์   แต่หากว่ากล้ามเนื้อเสียไปมาก หรือ เซลที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับจังหวะการเต้นของหัวใจเสียหาย อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตกระทันหันได้

 

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด?

ปัจจัยเสี่ยงหลักๆได้แก่

1 ชายที่อายุมากกว่า 45ปี หรือ หญิงที่อายุมากกว่า 55 ปี
2 ใครก็ตามที่มีคุณพ่อเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ก่อนที่คุณพ่ออายุ 55ปี(หมายถึงกล้ามเนื้อหัวใจตายไปบางส่วนไม่จำเป็นว่าคนที่เป็นจะต้องเสียชีวิตหรือไม่ ) หรือ มีคุณแม่เป็นโรคนี้ก่อนอายุ 65ปี หรือพี่น้องสายตรงของพ่อหรือแม่
3 สูบบุหรี่
4 เป็นโรคความดันโลหิตสูง
5  HDL (ไขมันชนิดดี) น้อยกว่า 35 mg% เวลาตรวจโรคประจำปีก็ดูๆกันไว้บ้างนะครับ
6  เป็นเบาหวาน

           ที่กล่าวมานี้คือปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอีก เช่นไขมันในเลือดชนิดไม่ดี(LDL ) สูง ซึ่งก็มักพบร่วมกับปัจจัยเสี่ยงที่ 5 สูตรคร่าวๆในการคำนวนเรื่องไขมันในเลือดก็คือ total cholesteral-HDL- (trigleceride/5) = LDL ถ้า  LDL / HDL  มากกว่า 3 ก็จะเริ่มมีความเสี่ยงดังนั้นถ้ายิ่งมีปัจจัยเสี่ยงหลายอัน ก็มีโอกาสเกิดโรคได้มากขึ้น

โรคนี้เกิดได้อย่างไร อย่างที่กล่าวไว้คือ เมื่อ รูของเส้นเลือดแคบลงจากไขมันที่ไปพอกเลือดก็ไหลได้ไม่สะดวก ถ้าในขณะที่เราพัก หัวใจยังไม่ต้องการเลือดมาเลี้ยงมากนัก ก็อาจจะไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้  ตรวจก็ไม่พบ(เหมือน idle thrust ถ้า fuel filter อุดตันบางส่วน เราอาจจะไม่รู้เลย แต่ถ้า toga thrust เมื่อไหร่ก็จะแสดงอาการออกมา) ดังนั้น การไปนอนนิ่งๆแล้วตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะพัก(EKG,ECG)แล้วผลออกมาว่าปกติ ไม่ได้แปลว่าไม่ได้เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ นี่คือที่มาของการตรวจด้วยการเดินสายพาน( EST =exercise stress test) คือการค่อยๆแกล้งให้หัวใจทำงานหนัก แล้วตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะที่หัวใจถูกแกล้งให้ทำงานหนักก็เปรียบเสมือน การเร่งเครื่อง ของหัวใจนั่นเอง ถ้าหากมีการตีบหรือตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจก็จะ ตรวจพบคลื่นไฟฟ้าที่ผิดปกติขณะที่หัวใจทำงานหนักแต่ก็มีบางรายที่การตีบตันมาก แม้ในขณะพัก เลือดก็ยังไปเลี้ยงไม่พอ  คนไข้กลุ่มนี้จะแน่นหน้าอกบ่อยมากแม้ในขณะที่ไม่ได้ออกแรง คลื่นไฟฟ้าหัวใจก็ผิดปกติแม้ในขณะพัก กล้ามเนื้อหัวใจที่ดีๆก็จะค่อยๆตายไปเรื่อยๆเพราะเลือดไปเลี้ยงไม่พอ สิ่งที่ควรทราบก็คือ การทำEST แล้วผลออกมาปกติ ไม่ได้รับประกัน100%ว่าท่านไม่ได้เป็นโรคนี้

อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า   ถ้าในกรณีที่เริ่มมีไขมันมาอุดตันแต่ว่ายังตีบไม่มากนัก เลือดก็ยังอาจจะไปเลี้ยงเพียงพอ แม้ว่าหัวใจทำงานหนักทำให้ตรวจด้วย EST ผลออกมาปกติ   ที่ต้องกล่าวเช่นนี้เพราะว่า มีผู้ป่วยกลุ่มนึง ที่มีไขมันอุดตันเพียงเล็กน้อย แต่เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตสาเหตุก็คือ ไขมันเพียงเล็กน้อยที่มีอยู่นี้ เกิดปริแยกออกมาจากผนังเส้นเลือดที่มันเกาะอยู่ ทำให้เกร็ดเลือด(มีหน้าที่ช่วยการแข็งตัวของเลือด)    คิดว่ามีแผลเกิดขึ้นจึงกรูกันเข้าไปอุด แต่ด้วยความหวังดีประสงค์ร้ายของเจ้าเกร็ดเลือดนี้เอง ที่ทำให้เส้นเลือดอุดตันกระทันหัน ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหรือบางทีอาจถึงกับเสียชีวิต  ที่มีการแนะนำให้กินยาเบบี้แอสไพรินวันละเม็ดก็เพราะแอสไพรินมีฤทธิ์ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือดได้บางส่วน  อีกสาเหตุนึงที่ EST ตรวจไม่พบความผิดปกติก็คือ  คนไข้บางคน  มีปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆเช่นมีโรคปวดเข่าก็อาจเดินมากไม่ได้ ต้องหยุดเดินเพราะปวดขา ทำให้แกล้งให้หัวใจทำงานหนักไม่ได้มากนัก ก็เลยตรวจไม่พบ

ส่วนเมื่อหัวใจขาดเลือดแล้วนั้นจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ถ้าขาดน้อยๆ หรือเลือดสามารถวิ่งอ้อมมาจากทางแขนงอื่นได้(เส้นเลือดฝอยเล็กๆมักจะประสานกันคล้ายๆร่างแห = collateral circulation) กล้ามเนื้อหัวใจก็อาจแค่ขาดเลือด(ischemia) ซึ่งมีโอกาสกลับฟื้นคืนดีได้ใหม่ถ้าได้รับการรักษาให้เลือดมาเลี้ยงเพียงพอ แต่ถ้าขาดเลือดเฉียบพลันแล้วไม่มีcollateralมาเลี้ยงหรือขาดเป็นระยะเวลานานมากๆ กล้ามเนื้อหัวใจส่วนนั้นก็จะตายอย่างถาวร(infarction)  และจะอยู่นิ่งๆเฉยๆไม่มีการบีบตัว ถ้าบริเวณที่กล้ามเนื้อตายเป็นบริเวณที่กว้างมาก(มักเกิดจากการอุดตันแขนงใหญ่ๆหรือต้นๆทาง)ก็อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตกระทันหัน เพราะกล้ามเนื้อหัวใจที่เหลืออยู่บีบตัวไม่ไหว

 

อาการเป็นอย่างไร?

          อาการของผู้ที่เป็นโรคนี้ ก็มีได้หลายแบบ ที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการ แน่นหน้าอก หรือบางทีอาจแน่นลิ้นปี่     อาจสังเกตุว่าจะมีอาการตอนที่ทำงานหนักๆหรือขณะกำลังออกแรงโดยลักษณะอาการแน่นนี้ จะคล้ายมีคนมานั่งทับ จะรู้สึกหนักๆ  ถ้ามีเหงื่อแตกใจสั่นร่วมด้วยยิ่งบ่งบอกว่าน่าจะใช่อาการของหัวใจขาดเลือด
ลักษณะอาการของโรคหัวใจขาดเลือดนี้จะไม่ใช่เจ็บแบบจี๊ดๆ หรือแปล๊บๆ จะชี้ไปจุดเดียวก็บอกไม่ได้ว่าตรงไหนรู้แต่ว่าอยู่แถวๆบริเวณไหน  บางคนอาจจะมีร้าวๆ หรือเมื่อยๆ ไปที่แขน หรือ หัวไหล่ หรือ คอ กราม คาง
ถ้ากล้ามเนื้อหัวใจเสียไปเยอะก็จะมีหอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานและมีโรคหัวใจขาดเลือด บางคนจะไม่มีอาการแน่นหน้าอก   เพราะเส้นประสาทบางส่วนเสียไปจากเบาหวาน   จริงๆแล้ว อาการแน่นนี้เปรียบเสมือน warning ที่ดีที่จะทำให้รีบไปพบแพทย์ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่มีอาการแน่น มักจะมาพบแพทย์ด้วยเรื่องเหนื่อยหอบ เพราะว่ากล้ามเนื้อหัวใจเสียไปมากแล้ว

การที่จะยืนยันได้ว่ามีเส้นเลือดหัวใจตีบนั้น ปัจจุบันใช้วิธีการที่เรียกว่า สวนหัวใจ(cardiac catheterization)หรือบางท่านอาจเรียกว่าฉีดสี   คือการใส่สายเส้นเล็กๆ ขนาดเท่าๆก้านไม้ขีด แต่ว่ายาวมากใส่เข้าไปทางเส้นเลือดแดง ที่ขาหนีบหรือที่ข้อมือ    ให้ปลายสายไปจ่ออยู่ที่ปากทางของเส้นเลือดcoronary แล้วฉีดสารทึบแสงพร้อมๆกับเอกซเรย์ดู ก็จะเห็นว่าสารทึบแสงนี่วิ่งไปอย่างไร เร็วหรือช้า  มีรอยคอดตรงไหน ตีบหรือตันตรงไหน  แต่ว่าการที่จะนำคนไข้ทุกคนไปฉีดสารทึบแสงกันหมดก็คงจะคล้ายขี่ช้างจับตั๊กแตนและก็มีความเสี่ยงจากหัตถการอยู่บ้างดังนั้นแพทย์ก็จะพิจารณาเป็นรายๆไป ส่วนมากก็จะให้ผู้ป่วยลองไปเดินสายพาน(EST)ก่อน หรือบางรายถ้ามีปัจจัยเสี่ยงมาก    หรือมีอาการชัดเจนมาก ก็อาจให้ไปสวนหัวใจเลยก็ได้

 

รักษาอย่างไร?


วิธีการรักษา   ขอแยกคร่าวๆเป็นสองวิธีก่อนนะครับคือ   

1   วิธีที่ไม่ต้องการการผ่าตัด (non operative management ) กับ
2   วิธีผ่าตัด (operative management)


แพทย์ที่ทำการรักษาโรคหัวใจนั้นแบ่งสองกลุ่มคือ


1 อายุรแพทย์ โรคหัวใจ (cardiologist) มีหน้าที่ตรวจวินิจฉัย สวนหัวใจหรือบางทีเรียกว่าฉีดสี (cardiac catheterization and coronary angiogram)เพื่อดูตำแหน่งที่ตีบ ให้การรักษาด้วยยา หรือแม้กระทั่งการทำบอลลูน(PTCA=percutaneous transluminal coronary angioplasty)  รวมถึงการให้ยาควบคุมความดัน ให้ยาลดไขมันชนิดไม่ดี(LDL) ให้ยาละลายลิ่มเลือด  สรุปว่าแพทย์กลุ่มนี้ให้การรักษาแบบที่ไม่ต้องการการผ่าตัด

2 ศัลยแพทย์ทรวงอก (cardio vascular thoracic surgeon) มีหน้าที่ให้การผ่าตัดรักษา หรือ ที่เรียกว่าทำบายพาสเส้นเลือดหัวใจ (CABG= coronary artery bypass graft) 
       
          จริงๆแล้วหากหลีกเลี่ยงได้  คงไม่มีใครอยากได้รับการผ่าตัด แต่ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นกับ ลักษณะของโรค 
ความรุนแรงของโรค ตำแหน่งและจำนวนเส้นที่ตีบ รวมถึงว่ามีโรคแทรกซ้อนอื่นร่วมด้วยหรือไม่เช่นลิ้นหัวใจรั่ว จากกล้ามเนื้อที่ยึดลิ้นหัวใจขาดเลือดดังนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองกลุ่มข้างต้นจะเป็นผู้พิจารณาและให้คำแนะนำผู้ป่วยแต่ละรายว่าควรได้รับการรักษาอย่างไร

การรักษาโดยที่ไม่ต้องการการผ่าตัดนั้น ขอเริ่มกล่าวถึงการใช้ยาก่อน  มักเป็นผู้ป่วยที่มีตำแหน่งที่ตีบไม่มากนัก อาการแน่นหน้าอกไม่มาก ไม่มีอาการแน่นหน้าอกขณะพัก  ตำแหน่งที่ตีบก็จะไม่อันตรายมาก เช่นตีบส่วนกลางๆค่อนมาทางปลายๆเพียงหนึ่งหรือสองแห่ง  หากอาการเจ็บหน้าอกสามารถควบคุมได้ด้วยยา
ก็อาจใช้วิธีรับประทานยาร่วมกับดูแลรักษาสุขภาพ จำกัดอาหารประเภทไขมัน ออกกำลังกาย เลิกสูบบุหรี่
หากตำแหน่งที่ตีบอยู่ในส่วนที่สำคัญมากซึ่งถ้าหากเกิดการอุดตันอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต
และอาการเจ็บหน้าอกยังควบคุมไม่ได้ด้วยยา ก็อาจต้องเลือกวิธีที่เรามักเรียกกันว่า ทำบอลลูน
         วิธีนี้ไม่ต้องดมยาสลบและผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1-2 วันหลังการรักษา วิธีการทำก็คือใส่สายเข้าไปเรื่อยๆโดยดูจากเครื่องเอกซเรย์ภาพเคลื่อนไหว  หลังจากปลายสายไปจ่อที่ปากทางเข้า
ของเส้นเลือดแดงcoronary ก็ฉีดสี แล้วดูจากภาพเอกซเรย์ หลังจากนั้นเมื่อรู้ว่าตีบตรงไหน
ก็ใส่สายเส้นเล็กๆเข้าไปทางเส้นเลือดแดงcoronary ไปยังตำแหน่งที่ตีบ ที่ปลายสายจะมีลูกโป่งเล็กๆ ซึ่งจะพองตัวออกเมื่อดันน้ำเข้าไป เมื่อเราทำให้ลูกโป่งพองออก เจ้าลูกโป่งนี้ก็จะไปเบียดผนังซึ่งเคยตีบแคบจากไขมัน ให้ถ่างกว้างขึ้น รวมถึงทำให้ผนังเส้นเลือดถูกยืดให้กว้างทำให้เลือดไหลผ่านสะดวกขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า ไขมันที่ยังเกาะอยู่  ก็ยังคงอยู่ที่เดิมนั่นเองดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะกลับมาตีบอีกค่อนข้างสูง
คือประมาณ25%ในปีแรก และ 40% ใน 5ปี

        บางตำแหน่งอายุรแพทย์โรคหัวใจอาจจะพิจารณาใส่ (stent) ซึ่งคล้ายขดลวดเล็กๆ เอาไว้ดามผนังหลอดเลือดและช่วยดันไขมันที่เกาะอยู่ไม่ให้ปริแยกออกมา แม้ว่าระยะหลังๆมีการนำเครื่องมีที่เรียกว่า rotablator ซึ่งมีลักษณะคล้ายหัวกรออันเล็กๆจิ๋วๆเข้าไปกรอไขมันที่เกาะอยู่ แต่วิธีนี้ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักเพราะว่าต้องการความชำนาญและเครื่องมือมีราคาแพง มีใช้อยู่ในไม่กี่แห่งและยังอาจมีปัญหาที่เกิดจากเศษไขมันที่หลุดลอยไปอุดตันส่วนอื่นๆได้อีกนอกจากนี้ ยังมีการให้ยาละลายลิ่มเลือด (คนละตัวกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด) ในผู้ป่วยบางรายที่มีเส้นเลือดอุดตันแบบกระทันหัน ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายๆไป


 วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัด


         ผู้ป่วยไม่สามารถหลีกเลี่ยงการผ่าตัดได้นั้นเช่น มีการตีบตันหลายเส้น หรือว่าเป็นตำแหน่งที่ต้นทางมากๆ หรือมีโรคแทรกซ้อนจากเส้นเลือดหัวใจตีบเช่น ลิ้นหัวใจรั่ว เพราะกล้ามเนื้อที่ยึดลิ้นหัวใจขาดเลือด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาและหรือบอลลูน ได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ
อายุรแพทย์โรคหัวใจก็จะส่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มาพบศัลยแพทย์ทรวงอก พร้อมกับผลการฉีดสีหลังจากประเมินสภาพผู้ป่วยและให้คำแนะนำว่าควรต้องผ่าตัดแล้วก็จะเตรียมผู้ป่วยให้พร้อมสำหรับการผ่าตัด

          การผ่าตัดที่เรียกว่า”บายพาส”นั้น มีชื่อเป็นทางการว่า CABG= coronary artery bypass graftก็คือการสร้างทางเดินของเลือดขึ้นใหม่ ให้เลือดไปเลี้ยงส่วนปลายที่ขาดเลือดได้ทางเดินใหม่ของเลือดก็นำมาจากเส้นเลือดที่ตำแหน่งอื่นๆหลายที่ แต่ที่ยอมรับกันว่าดีที่สุดคือเส้นเลือดที่อยู่หลังกระดูกกลางหน้าอกที่เรียกกันว่า  IMA(internal mammary artery) แต่มีจำนวนจำกัดคือมีแค่สองเส้น   ที่ว่าเส้นเลือดนี้ดีกว่าเส้นเลือดอื่นๆก็คือ โอกาสที่เส้นเลือดนี้จะกลับมาตีบตันในอนาคตมีค่อนข้างน้อยคือ 10% ใน10ปี ที่เหลือ 90%ยังคงทำหน้าที่ของมันได้ดีเส้นเลือดอื่นๆที่นำมาใช้ได้อีก   ได้แก่เส้นเลือดแดงที่แขน(radial artery)ซึ่งก็ใช้ได้ดี และมีอายุการใช้งานได้นานแต่ยังเป็นรองจาก  IMAเส้นเลือดอีกแห่งที่เป็นที่นิยมกันมากคือเส้นเลือดดำที่ขา ( greater saphenous vein) ซึ่งยาวตลอดขา ตั้งแต่ตาตุ่มจนถึงเกือบๆขาหนีบสามารถเลาะออกมาได้ง่าย มีความยาวเพียงพอ   มีขนาดใหญ่ ง่ายแก่การต่อ แต่อายุการใช้งานจะสั้นกว่าเส้นเลือดแดงเพราะเส้นเลือดดำ ธรรมชาติไม่ได้ออกแบบมาให้ทนแรงดันสูงๆดังนั้นที่ 10ปี โอกาสตีบตันมีสูงถึง 30-50%ต่อไปก็จะขอกล่าวถึงวิธีการผ่าตัด


การผ่าตัดแบ่งเป็นสองวิธีใหญ่ๆคือ 


1 ใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม (cardio-pulmonary bypass) หรือที่ศัลยแพทย์ชอบเรียกสั้นๆว่าpump
2  ไม่ใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม (OPCABG= off pump coronary artery bypass graft) สองวิธีนี้ก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน

วิธีการผ่าตัดโดยใช้เครื่องปอดหัวใจเทียมก็คือ จะเย็บต่อท่อพลาสติกเข้ากับเส้นเลือดแดงใหญ่เพื่อไปเลี้ยงร่างกาย และอีกท่อสำหรับเส้นเลือดดำใหญ่ เพื่อให้เลือดไหลกลับลงมายัง pump โดยทั้งสองท่อนี้จะต่อสายยางลงมายังpump ซึ่งจะทำหน้าที่      ไหลเวียนเลือด ,แลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์           ส่งเลือด ไปยังอวัยวะต่างๆ โดยผ่านทางท่อพลาสติก หลังจากนั้นก็จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า clamp หนีบตำแหน่งที่เส้นเลือดใหญ่ออกจากหัวใจ และให้ยาและสารอาหารที่ทำให้หัวใจหยุดพัก คือจะนิ่งๆ แล้วก็ทำการเย็บต่อเส้นเลือด ข้อดีของการใช้ pumpก็คือ เป็นวิธีที่แพร่หลาย ทำมานาน และสามารถทำให้หัวใจหยุดเต้นขณะที่ทำการเย็บต่อเส้นเลือดได้ ง่ายต่อการเย็บ แต่ข้อเสียก็คือ ผู้ป่วยต้องได้รับยาที่ทำให้หัวใจหยุดพัก  และระหว่างที่หยุดพักหัวใจจะไม่ได้รับเลือด แต่เนื่องจากหัวใจได้รับยาที่ทำให้หยุดพักดังนั้นหัวใจจะไม่ต้องใช้พลังงานมากนัก ศัลยแพทย์จะให้ยาที่ทำให้หัวใจพักทุกๆ 20-30นาทีที่ทำการผ่าตัด
ข้อเสียอีกอย่างก็คือ การที่ใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม จะเป็นการรบกวนระบบสรีรของร่างกาย ในหลายๆระบบ เช่นระบบการแข็งตัวของเลือด ระบบการทำงานของไต และ ระบบ ประสาท แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ ความรู้และเทคโนโลยีด้านการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก จึงทำให้การผ่าตัดด้วยเครื่องปอดหัวใจเทียมค่อนข้างปลอดภัย

ส่วนอีกวิธีคือการผ่าตัดโดยไม่ใช่ pump   ขณะที่ทำการผ่าตัดหัวใจก็ยังเต้นอยู่ การเย็บจะค่อนข้างยากกว่าเพราะหัวใจจะขยับเล็กน้อย โดยมีเครื่องมือที่เรียกว่า stabilizer ช่วยให้เย็บได้ง่ายขึ้น ข้อดีก็คือ ไม่ต้องทำให้หัวใจหยุดเต้น ไม่รบกวนระบบต่างๆมากนัก  ผู้ป่วยสามารถพักฟื้นและกลับบ้านได้เร็วขึ้นเล็กน้อย ส่วน ภาวะแทรกซ้อนและอัตราการเสียชีวิตหลังผ่าตัด ไม่แตกต่างกันกับกลุ่มที่ใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม   ข้อเสียของวิธีนี้ก็คือ การเย็บจะค่อนข้างยาก และต้องอาศัยประสบการณ์สูง อีกทั้งยังไม่สามารถทำได้ในผู้ป่วยทุกราย เนื่องจากบางราย อาจต้องการเครื่องปอดหัวใจเทียม เช่นผู้ป่วยที่อาการค่อนข้างมากก่อนผ่าตัด ความดันเลือดและการเต้นของหัวใจไม่ stable หรือ อาจต้องทำการซ่อมลิ้นหัวใจ ส่วนผลการรักษา ทั้งสองวิธี(off pump vs on pump)ก็ไม่ต่างกันมากนัก อัตราการสูญเสียจากการผ่าตัดมีประมาณ 2-5%
เวลาที่ใช้ในการผ่าตัดเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 3-5ชั่วโมงหลังผ่าตัด ผู้ป่วยจะนอนที่ icu ประมาณ 1-2วัน และกลับบ้านได้ใน 5-10วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน

 

จะป้องกันอย่างไร?

การป้องกันที่ดีที่สุดคือ ลดปัจจัยเสี่ยง
ควบคุมไขมัน (total cholesteral ให้น้อยกว่า 200 mg%)
ไขมันชนิดไม่ดี(LDL) ไม่ควรเกิน

160 mg% ในกลุ่มที่มี 0-1 ปัจจัยเสี่ยง
130 mg% ในกลุ่มที่มี 2 ปัจจัยเสี่ยง
100 mg%  ในกลุ่มที่ เป็นโรคหัวใจขาดเลือด

หากควบคุมด้วยอาหารไม่ได้ผล ก็อาจต้องใช้ยาลดไขมัน     ซึ่งก็ต้องปรึกษาแพทย์
ส่วนไขมันชนิดดี (HDL) ควรจะมีไม่น้อยกว่า 40 mg% ไขมันชนิดดี จะเพิ่มขึ้นได้จาการออกกำลังกาย
งดสูบบุหรี่ และรับประทานอาหารที่มีคุณค่าเช่นเนื้อปลาทะเล (ยกเว้นปลาหมึก)
 

การออกกำลังกาย       

          ก่อนออกกำลังกายควรตรวจสุขภาพก่อน เพื่อจะได้จัดโปรแกรมและเลือกวิธีออกกำลังกายให้เหมาะสม การออกกำลังกายที่ดี ควรเริ่มจากน้อยๆและค่อยๆเพิ่มขึ้น มีความสม่ำเสมอ คือทุกวันหรือวันเว้นวันหรืออย่างน้อย สัปดาห์ละสามครั้ง  ระยะเวลาการออกกำลังกายแต่ละครั้ง ประมาณ 30-45นาที  ความหนักของการออกกำลังกาย ก็ใช้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นเกณฑ์ โดย ออกกำลังให้ได้อัตราเต้นของหัวใจ เป็น 60-85%ของอัตราเต้นหัวใจสูงสุด  (อัตราเต้นหัวใจสูงสุด เท่ากับ 220-อายุของผู้ออกกำลังกาย)การออกกำลังกายทุกครั้งต้อง warm up และ cool down หลังจากเสร็จสิ้นการออกกำลังกายพักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้เบิกบานผ่องใส 
          สรุป โรคหัวใจขาดเลือดพบได้บ่อย และมีแนวโน้มที่จะพบมากขึ้นเรื่อยๆ โรคนี้เป็นโรคที่ป้องกันได้ในระดับนึง และหากเป็นแล้วก็มีหนทางในการรักษา  หากท่านหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่สงสัยให้รีบนำส่ง รพ  อย่าชะล่าใจรอดูอาการ แม้ว่า อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพราะปรากฎว่ามีผู้ป่วยจำนวนนึงซึ่ง มีอาการแน่นซ้ำในอีกไม่กีนาทีต่อมาแล้วเสียชีวิตกระทันหัน  ดังนั้นหากส่งผู้ป่วยถึงมือแพทย์แล้วปรากฎว่าอาการที่สงสัยเป็นเพียอาการของโรคกระเพาะ ก็ไม่มีอะไรเสียหายมากมาย    แต่หากว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดจริงๆแล้วรอดูอาการอยู่ที่บ้าน อาจจะสายเกินไปเมื่อถึงมือแพทย์ และปัจจุบันนี้ รพ. ทุกโรงมีระบบส่งต่อหลังจากให้การปฐมพยาบาล
         
ข้อมูลน่าสนใจ


--- ที่ USA    การผ่าตัดบายพาสเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ทำกันมากที่สุดในแต่ละปี
--- ประเทศไทยมีศัลยแพทย์ทรวงอกที่ผ่าตัดหัวใจประมาณ 100  คน ต่อประชากร 60 ล้านคน
--- มีโรงพยาบาล(ทั้งรัฐบาลและเอกชน)ที่ผ่าตัดหัวใจได้ประมาณสามสิบแห่งทั่วทั้งประเทศไทย
--- ไหมที่ใช้เย็บเส้นเลือดcoronary มีขนาดเล็กกว่าเส้นผม
--- ศัลยแพทย์ต้องใช้แว่นตาติดกล้องขยาย 2.5-4เท่าเพื่อความปราณีต ในการเย็บ
---- หัวใจของคนที่อายุ 30ปี เต้นมาแล้ว 1 พันล้านครั้ง โดยไม่หยุดพัก!!!

 

          แหล่งที่มา : http://www.thaipa.net/mambo/index.php?option=com_content&task=view&id=51&Itemid=36

 

 

อาหาร กับ การป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด

             ปัจจุบัน นิยมบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง สัดส่วนอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมันไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลายๆชนิด โรคหนึ่งที่สำคัญคือ โรคหัวใจขาดเลือดเนื่องจากเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบตัน มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า Coronary Heart Disease ( Coronary artery คือเส้นเลือดแดงที่หล่อเลี้ยงหัวใจ )

 

ทางเลือกในการป้องกันตนเองจากภาวะไขมันในเลือดสูง คือ

  • ควบคุมการกินอาหารให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสม ลดไขมันให้น้อยลง เพื่อควบคุมระดับคลอเรสเทอรอบในเลือดให้น้อยกว่า 200 mg/dl และไตรกลีเซอไรด์ให้น้อยกว่า 150 mg/dl
  • การออกกำลังกาย ซึ่งเป็นการเพิ่ม HDL

หลักสำคัญในการควบคุมอาหาร

  1. ลดปริมาณการกินไขมันให้น้อยลงในแต่ละวันไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานอาหารทั้งหมด หรือไม่เกินวันละ 3-4 ช้อนโต๊ะของน้ำมันพืชที่ใช้ปรุงอาหาร รวมทั้งกะทิ และเนย
  2. ลดปริมาณการกินกรดไขมันอิ่มตัวให้น้อยลงจากอาหาร ได้แก่ เนื้อสัตว์ติดมัน ไข่แดง น้ำมันหมู เนย นม และผลิตภัณฑ์จากนม รวมทั้งน้ำมันพืชจำพวกน้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว
  3. เพิ่มการทานกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันถั่วเหลือง รำข้าว ข้าวโพด มะกอก ซึ่งมีกรดไลโนเลอิคที่จำเป็นต่อร่างกาย
  4. ทานอาหารที่มีคอเลสเทอรอลให้น้อยลงไม่เกินวันละ 300 mg อาหารที่มีคลอเลสเทอรอลมากได้แก่ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ไข่ปลา กุ้ง หอย ปู ปลาหมึก
  5. เพิ่มการทานเส้นใยอาหารจากพืชผัก ผลไม้ ธัญพืช เปลี่ยนจากข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง เนื่องจากเส้นใยอาหารมีความสามารถจับคลอเลสเทอรอบและน้ำดีในลำไส้เล็กไว้ ทำให้ถูกดูดซึมเข้าร่างกายน้อยลง ถูกขับออกทางอุจจาระมากกว่าผู้ที่ไม่ทานเส้นใยอาหาร
  6. ลดปริมาณอาหารให้น้อยลง เพื่อลดพลังงานสำหรับผู้ที่อ้วนหรือน้ำหนักเกิน ออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยลดไขมันส่วนเกิน ไตรกลีเซอไรด์และคลอเรสเทอรอล และช่วยเพิ่ม HDL (High Density Lipoprotein) ซึ่งทำหน้าทีพอคลอเลสเทอรอบขับออกจากร่างกาย
  7. งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท งดสูบบุหรี่

 

          แหล่งที่มา : http://www.geocities.com/HotSprings/Bath/8143/food_coronary_heart.html