Published Article

What Thailand Means to Me? Co-Operation between BrandAge-Sasin Institute for Global Affairs

posted ‎‎Jun 17, 2009 7:07 AM‎‎ by auttapong maesincee

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ 

ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในเวทีโลก

หากเราพูดถึงพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก จะพบว่าในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา โครงสร้างทางเศรษฐกิจของโลกนั้นได้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมีนัยะ กระแสโลกาภิวัตน์ได้ก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายของทุนสินค้าและบริการ ตลอดจนผู้คน กระบวนการดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการกระจายความมั่งคั่ง กระจายโอกาส จากประเทศที่พัฒนาแล้วไปสู่ประเทศที่กำลังพัฒนา โดยส่วนแบ่งของ Global GDP ระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว กับประเทศที่กำลังพัฒนานั้น ณ ขณะนี้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันแล้ว

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น ในการประชุมของกลุ่มผู้บริหารระดับโลกที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ในที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันว่า จากนี้ไปจะเป็นยุคของเอเชีย โดยจีนจะทะยานขึ้นเป็น

มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แทนสหรัฐอเมริกาในอีกไม่เกิน 15 ปีข้างหน้า มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2015เอเชียจะมีสัดส่วนของ Global GDP ถึง45% จีนประเทศเดียวครอบครองกว่า 20% ตามมาด้วยอินเดีย และญี่ปุ่น

คำถาม คือ ส่วนแบ่ง Global GDP ของไทยนั้นมีอยู่เท่าไหร่พอดีตัวเลขนี้เป็นการวิเคราะห์ก่อนที่ประเทศไทยจะเผชิญวิกฤตอันเนื่องมาจากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง

ในยุคที่เอเชียจะกลับมา มีการพูดถึงหัวมังกรว่าจะอยู่ที่จีนท้องมังกรอยู่ที่อินเดีย ส่วนหางมังกรพาดผ่านไทย หลายคนเลยโทษว่าเป็นเพราะหางมังกรสะบัดไปสะบัดมา ก็เลยทำให้ไทยต้องอยู่ในสภาวะเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ควบคู่ไปกับโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยน ผู้เล่นก็เปลี่ยนไปด้วย เมื่อก่อนหากพูดถึงมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ จะมีอยู่ 3 กลุ่มประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น แต่นับจากนี้ไปมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกนั้น จะต้องนับจีนเข้าไปด้วย ไม่นับไม่ได้แล้ว

ก่อนหน้านี้ จีนถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ BRIC อันประกอบด้วย B-Brazil, R-Russia, I-India และ C-China ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศผู้ท้าชิงในความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ BRIC ตอนนี้ไม่มีจีนเพราะจีนขยับขึ้น

สู่ Premier League แล้ว จึงต้องหาประเทศอื่นมาแทน และประเทศที่มาแทน คือ เม็กซิโก ยังแอบนึกอยู่ในใจว่า ถ้าเป็น 5 ปีที่แล้ว จะต้องเป็น BRIT ไม่ใช่ BRIM คือ ควรจะเป็นประเทศไทย ไม่ใช่เม็กซิโก แต่ตอนนี้คงหมดสิทธิ์แม้แต่จะคิด

เมื่อประมาณกลางปี 2006 ผมกับ Professor Dipak C. Jain คณบดีของ Kellogg School of Management, Northwestern University ได้ร่วมกันเขียนบทความชิ้นหนึ่งว่าด้วย “The New USA” โดย USAในที่นี้ไม่ใช่ United States of America แต่เป็น United States of Asia” ความหมายก็คือ ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของเอเชียกำลังจะกลับมา บทความนี้นำเสนอโมเดลการสร้างความมั่งคั่งของประเทศ โดยมี 5 ประเทศในเอเชีย

เป็นต้นแบบ ประกอบด้วย S-Singapore, T-Thailand, I-India, C-China, และ K-Korea รวมกันเรียกว่าSTICK Model

ร่างแรกของบทความได้ถูกนำไปส่งให้กับ Reviewers มี Reviewer บางท่านเสนอให้ตัดประเทศไทยออกจาก STICK Model โดยอ้างเหตุผลว่าประเทศไทยเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ผมและ Dean Jain จึงตัดสินใจถอนบทความนั้นออก และตอบกลับไปว่า ถ้าเอาประเทศไทยออกจาก STICK Model จะกลายเป็น SICK Model!

นี่คือภาพสะท้อนจากโลกภายนอกที่มองสถานภาพของประเทศไทยได้เปลี่ยนไป ภายหลังจากมีการปฏิวัติรัฐประหาร จึงเกิดคำถามขึ้นว่าตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในเวทีโลกเป็นอย่างไร

นี่เป็นแรงดลใจในการตั้งคำถามที่ว่า What Thailand Means to the World?

 

การตัดสินใจครั้งสำคัญ

หากเราพูดถึงประเด็นท้าทายที่จำเพาะของแต่ละประเทศ สิ่งที่หลายประเทศเผชิญอยู่นั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาความยากจน หรือการยก

ระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่เป็นเรื่องการตัดสินใจครั้งสำคัญ (Big Decision) ของประเทศนั้นๆ

อย่าง Big Decision ของสหราชอาณาจักร ไม่ใช่เรื่องของการก่อการร้ายระหว่างประเทศ เพราะอย่างน้อยในเรื่องนั้นก็มีสหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรร่วม แต่เป็นเรื่องสกอตแลนด์ เพราะสกอตแลนด์กำลังจะแยกตัวเป็น ประเทศอิสระ” จริงๆ แล้วเขาสามารถแยกออกได้เลย แต่อยู่ที่รัฐสภาของสกอตแลนด์ว่าจะExercise เรื่องนี้หรือไม่

ในทำนองเดียวกับอิตาลี พรมแดนทางตอนเหนือของอิตาลี กำลังจะแยกตัวเป็นอิสระ กลายเป็นประเทศ Costazzurra ซึ่งประกาศตัวเป็น Hub of Mediterranean

ในการประชุมสมัชชาประชาชนล่าสุดของจีน เริ่มมีการพูดถึง ประชาธิปไตย” เรื่องนี้จะกลายเป็นBig Decision ของจีนนับจากนี้ไป หลังจากการที่ประสบความสำเร็จในปริมณฑลทางเศรษฐกิจ จีนจะมียุทธศาสตร์

ในการก่อให้เกิดการพัฒนาในปริมณฑลทางการเมือง ในทิศทางที่ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรง เหมือนในกรณีเทียนอันเหมินในอดีตได้อย่างไร ?

ในทำนองเดียวกัน Big Decision ของอินเดีย ณ ขณะนี้ คือ การยกเลิกวรรณะ” ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่กำลังเป็นเรื่องที่ผู้นำอินเดียต้องร่วมกันขบคิด เพราะอินเดียพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจไปสู่อีกขั้นหนึ่งแล้ว

นี่คือ Big Decision ที่มีลักษณะจำเพาะของแต่ละประเทศ

มองเขาแล้วหันกลับมามองตัวเรา การตัดสินใจครั้งสำคัญ (Big Decision) ของประเทศไทย ณ ขณะนี้ คืออะไร?

 

จาก Positive Sum Society

สู่ Negative Sum Society

 

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตทางการเงิน เราเห็นสถาบันการเงินหลายแห่งต้องปิดกิจการลง เห็นผู้ประกอบการ นักธุรกิจหรือธุรกิจหลายต่อหลายรายล้มละลาย เห็นผู้คนตกงานมากมาย แต่หลังวิกฤตเราได้เห็นความร่วมมือร่วมใจของผู้คน ระดมเงินทองมาช่วยกัน เราคงจำภาพของหลวงตามหาบัวได้ติดตา เพราะฉะนั้น ทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ วิกฤตในขณะนั้นได้ก่อให้เกิด Positive Sum Game เสริมส่งให้เกิด Positive Sum Society โดยไม่ตั้งใจ

เมื่อหันกลับมาดูในช่วงสองปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง เกมได้เปลี่ยนไปจาก Positive Sum Game ที่ทุกคนมุ่งมั่นว่าประเทศไทยจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจและทะยานสู่ความเป็นหนึ่งในผู้นำอย่างน้อยของภูมิภาคนี้ กลับกลายเป็นเกิด Zero Sum Society ขึ้น โดยเริ่มต้นจากการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลของนายกฯ ทักษิณ กับกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตย จนเกิดทิฐิว่า ถ้าคนหนึ่งได้ อีกคนหนึ่งต้องเสีย จึงยอมกันไม่ได้ ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง

ผมคิดว่า หลังการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยา สังคมไทยได้เคลื่อนจาก Zero Sum Society เข้าสู่Negative Sum Society แล้ว กล่าวคือ ความคิดอ่านอะไรก็ตามที่ทำลงไป ไม่ว่าจาก ขั้วอำนาจเก่า” หรือขั้วอำนาจใหม่” เพื่อที่จะเอาชนะโค่นล้มอีกฝ่ายหนึ่งได้ก่อเกิดความเดือดร้อนกับประชาชนอย่างถ้วนหน้าแล้ว

การเปลี่ยน Negative Sum Society ที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันนั้น ให้กลับมาเป็น Positive Sum Society ได้หรือไม่ ตรงนี้เป็นประเด็นที่ท้าทาย นี่เป็นแรงดลใจแรกที่อยากจะตั้งคำถามกับทั้ง “ขั้วอำนาจเก่า” และ “ขั้วอำนาจใหม่” ว่า What Thailand Means to Them?

 

กับดักสังคมไทย

ขอย้อนกลับไปปี 1997 อีกครั้ง วิกฤตทางการเงินครั้งนั้น บ่งบอกถึงช่องว่างเชิงยุทธศาสตร์อย่างน้อยประการด้วยกัน

เราจะทำการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ออกจากวิกฤตได้อย่างไร จะป้องกันการหดตัวของเศรษฐกิจได้อย่างไร

มิเพียงเท่านั้น เรายังมีความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กันด้วย

อย่างไรก็ดี แทนที่จะเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เรากลับทำแค่เรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยทุ่มเททรัพยากรและเวลาน้อยมากในเรื่องของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีอยู่นั้น ให้มีความพร้อมเพียงพอที่จะไปสู่สังคมฐานความรู้ในอนาคต

ขณะนี้พวกเราอยู่ที่นี่ ณ วันนี้ ปัญหาประเทศไทยก็เหมือนกับภูเขาน้ำแข็ง ที่ดูผิวเผินเหมือนมีเท่าที่เห็น แต่หารู้ไม่ว่าในใต้ทะเลลึกนั้น ยังมีปมปัญหาต่างๆ ที่ซุกซ่อนสะสมอยู่จำนวนมาก

ในความเห็นของผม ภายใต้ภูเขาน้ำแข็งชิ้นมหึมานี้ ปรากฏอย่างน้อย 4 กับดัก ที่หน่วงเหนี่ยวการสร้างความมั่งคั่งของประเทศเราอยู่

1. กับดักแห่งความสับสน (Confusion Trap)

เราติดอยู่ในกับดักของความสับสนวุ่นวาย เชื่อหรือไม่ ในช่วงหลังการปฏิวัติ 19 กันยา ก็มีการพูดถึงว่าจะมีการปฏิวัติซ้อน ปฏิวัติซ้ำ หลังการปฏิวัติไปแล้ว 9 เดือน ยังมีการพูดว่าอาจจะไม่มีการเลือกตั้ง จนกระทั่งวันนี้เราค่อยเห็นความชัดเจนในเรื่องการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่มีใครกล้ายืนยันว่ารัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งจะมีความมั่นคงและอยู่ยาว ความไม่ชัดเจนดังกล่าวไม่ได้ส่งผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

2. กับดักแห่งความขัดแย้ง (Conflict Trap)

เป็นกับดักของความขัดแย้งที่ไม่เคยรุนแรงขนาดนี้มาก่อน ไม่ได้เป็นความขัดแย้งที่นำไปสู่การยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง เพื่อร่วมกันค้นหาทางออก แต่เป็นความขัดแย้งที่นำไปสู่การเผชิญหน้า ระหว่างขั้วอำนาจเก่ากับใหม่ นี่คือประเด็นปัญหาใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยในขณะนี้

3. กับดักแห่งความเหลื่อมล้ำ (Disparity Trap)

การเหลื่อมล้ำมีมานานแล้ว แต่ความเหลื่อมล้ำในอดีตเป็นช่องว่างความมั่งคั่งระหว่างคนจนและคนรวย แต่ในปัจจุบัน ช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรู้และคนไม่รู้ ระหว่างคนได้โอกาสกับคนด้อยโอกาสมีมากขึ้นทุกขณะ ความเหลื่อมล้ำต่างๆ ดังกล่าว เป็นอุปสรรคขัดขวางกระบวนการสร้างความสมานฉันท์ ทำให้สังคมไทยมีความเปราะบางเวลาเผชิญกับประเด็นปัญหาที่ท้าทายต่างๆ

4. กับดักแห่งความถดถอย (Uncompetitive Trap)

สังคมไทยมีความถดถอยมานาน เรามีการลงทุนเพื่ออนาคต อาทิ การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา ที่จำกัด และที่สำคัญไม่มีประสิทธิผลเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งขันในภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นมาเลเซียและสิงคโปร์ ซ้ำร้ายกว่านั้น มีความไร้ประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด เพราะมีการรั่วไหลและคอรัปชั่นในหลายต่อหลายโครงการ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องอนาคตของชาติ

กับดักนั้นมีการสั่งสมพอกพูนจนเหมือนภูเขาน้ำแข็ง ซ้ำร้ายกว่านั้น คือ เป็น 4 กับดักที่พันกันเอง ก่อตัวขึ้นจนเกิด วิกฤตเชิงซ้อน” (Compounding Crisis) อย่างที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน

วิกฤตครั้งล่าสุดจึงเกินความสามารถของฝ่ายการเมืองที่จะเข้าไปเยียวยาแก้ไขเพียงฝ่ายเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่ได้เสริมสร้างความเข้มแข็งของฝ่ายการเมือง รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ ไร้เสถียรภาพ มองสั้น เน้นประชานิยม เพื่อรักษาหรือขยายฐานเสียงสำหรับการเลือกตั้งคราวต่อไป การเมืองข้างหน้าจึงยังต้องล้มลุกคลุกคลานอีกอย่างน้อย 10 ปีกว่าที่จะพัฒนาขึ้นไปสู่อีกระดับหนึ่ง

 

ระหว่าง Chaos กับ Chance to Change

ในเวลาเพียงช่วง 10 ปี ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตถึงสองครั้งคือวิกฤตทางการเงิน ในปี 1997และวิกฤตเชิงซ้อนในปัจจุบัน แสดงว่าประเทศนี้มีระดับความอ่อนแอ มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยต่างๆ ทั้งจาก

ภายนอกและภายในสูงมาก

อย่างไรก็ดี หากเทียบวิกฤตครั้งนี้กับวิกฤตทางการเงินเมื่อ 10 ปีที่แล้ว จะเห็นว่าวิกฤตทางการเงินครั้งนั้น เป็นวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับการลดน้อยถอยลงหรือเสื่อมค่าลงของทุนกายภาพ (Physical Capital) และทุนการเงิน (Financial Capital) ซึ่งหากเรามีการบริหารจัดการที่ดี สามารถสร้างความมั่นใจ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น ก็สามารถกู้ทุนกายภาพและทุนการเงินดังกล่าวให้กลับคืนมาได้

ในทางตรงกันข้าม วิกฤตเชิงซ้อนครั้งล่าสุดนี้ เป็นวิกฤตที่ทำลายทุนสังคม (Social Capital)และทุนมนุษย์ (Human Capital) ของคนไทยไปอย่างน่าเสียดาย ทุนสังคมและทุนมนุษย์นี้เป็นทุนที่

ต้องใช้เวลาในการสร้าง ใช้เวลาในการเยียวยารักษาที่ยาวนาน

ทุนสังคมและทุนมนุษย์นี้ เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่ง

ประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความมั่งคั่งของชาติ ปัจจุบันมีดัชนีชี้วัดต่างๆ มากมาย ไล่ตั้งแต่

• ดัชนีความโปร่งใสของประเทศ (Opacity Index)

• ดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness Index)

• ดัชนีความเหลื่อมล้ำ (Inequality Index) และ

• ดัชนีความเป็นสากลของประเทศ (Globalization Index)

หากพิจารณาดูทีละตัว เริ่มด้วยดัชนีที่เกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาลและความโปร่งใส จำง่ายๆ คือคำว่าCLEAR โดย C : Corruption, L : Legal System, E : Enforcement, A : Accounting Transparency และ R :

Regulatory Quality and Enforcement

 

คำถามคือ ประเทศไทยสามารถเคลียร์ตัวเองได้หรือไม่

จากการสำรวจทั้งหมด 60 ประเทศทั่วโลก พบว่าในเรื่องคอรัปชั่นประเทศไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 58แต่ในเรื่อง Accounting Transparency หรือเรื่อง Regulatory Quality and Enforcement ประเทศไทยอยู่ในอันดับประมาณที่ 20- 21 โดยรวมแล้ว เราอยู่อันดับที่ 20 ก็มีเรื่องที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจังคือเรื่องคอรัปชั่น อีกหลายเรื่องที่เราต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็เป็นธรรมดา

หากพิจารณาดูดัชนีวัดขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งมีด้วยกันหลายมิติ ตั้งแต่ระดับมหภาคไปสู่ระดับจุลภาค จะพบตัวเลขที่น่าสนใจว่าหลังจากเกิดความวุ่นวายทางการเมือง ลำดับของประเทศไทยเกือบทุกตัวตกหมด

จากการสำรวจทั้งสิ้น 55 ประเทศ ขีดความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของไทยตกจากลำดับที่ 25ในปี 2005 มาเป็นลำดับที่ 29 ในปี 2006 และลำดับที่ 33 ในปี 2007 ตัวเลขของความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ

มหภาค ตกจากอันดับ 7 ในปี 2005 มาเป็นลำดับที่ 19 และ 15 ในปี 2006 และ 2007 ตามลำดับ ประสิทธิภาพของภาครัฐตกจากลำดับที่ 14 ในปี 2005 มาเป็นลำดับที่ 20 และ 27 ในปี 2006 และ 2007 ตามลำดับ ส่วน

ประสิทธิภาพของภาคเอกชนตกจากลำดับที่ 25 ในปี 2005 และ 2006 มาเป็นลำดับที่ 34 ในปี 2007 มิเพียงเท่านั้น เรื่องโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างยิ่ง เพราะอยู่ลำดับท้ายๆ มาโดยตลอด จากลำดับที่ 39ในปี 2005 มาเป็นลำดับที่ 42 ในปี 2006 และลำดับที่ 48 ในปี 2007

หากมาดูเรื่องความเท่าเทียม เราจะเห็นว่าประเทศไทยนั้น มุ่งเน้นพัฒนาด้านการเติบโตเพียงอย่างเดียว โดยไม่ค่อยให้ความสนใจเรื่องการกระจายรายได้ กระจายโอกาส และกระจายอำนาจที่มากพอ สิ่งที่สะท้อนออกมาคือ 10% ของคนที่รวยที่สุด ครอบครองไปกว่า 34% ของรายได้ ขณะที่ 10% ของคนที่จนที่สุด ครอบครองเพียงแค่ 0.7% ของรายได้ เพราะฉะนั้น ถ้าหากเราพูดถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ตัวเลขนี้จะเป็นตัวที่เราจะต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษในอนาคต เพราะมันจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความยากง่ายในการสร้างความ “สมานฉันท์” ให้เกิดขึ้นในสังคม บ่งชี้ถึงโอกาสที่จะเกิดความตึงเครียดต่างๆ ทางสังคม ได้อยู่ตลอดเวลา

ตัวสุดท้าย คือ Globalization Index ซึ่งเป็นดัชนีบ่งชี้ว่าประเทศนั้นมีระดับของการบูรณาการหรือเชื่อมโยงกับโลกภายนอกมากน้อยเพียงใด ซึ่งประเมินกันใน 4 มิติ ได้แก่ บทบาททางการเมืองโลก การติดต่อของผู้คน การเชื่อมโยงทางเทคโนโลยี และการบูรณาการทางเศรษฐกิจ

จะพบว่าสิงคโปร์เป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องมาหลายปี ในขณะที่ไทยจะอยู่อันดับท้ายๆ คืออันดับที่ 45 จาก60 ประเทศ เราอาจจะดีใจว่าอย่างไรเสียลำดับของเราก็ดีกว่าจีน แต่จีนเขาเปิดประเทศมากี่สิบปีเอง ที่สำคัญจีนอยู่ในช่วงขาขึ้น และประเทศไทยไม่รู้จะขึ้นต่อหรือเปล่า หรือจะลงก็ยังไม่ทราบ

นี่คือประเด็นที่ท้าทายรัฐบาลใหม่ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ประเทศเรานั้น ถ้ามองเหมือนเอกชน ณ ขณะนี้ ประเทศไทยจัดเป็น The Nation at Risk เพราะตัวเลขต่างๆ มันค่อนข้างจะออกมาในแนวลบ ถ้าปล่อยเป็นเช่นนี้ต่อไป ประเทศไทยก็จะไม่ Attractive พอในแง่การลงทุนสินค้าที่เราผลิตออกมาก็ไม่ Competitive มิเพียงเท่านั้น คนของเราที่ผลิตออกมา จะไม่ Productive พอด้วยเช่นกัน

ก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งนั้น จะมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงปัญหา และตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาในระดับรากเหง้า มากกว่าที่จะมองอะไรสั้นๆ เน้นประชานิยม ซึ่งเป็นผลจากการที่ทุกคนคาดว่าการเมืองจากนี้ไป จะอยู่อีกไม่นาน ก็อาจจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่

เพราะฉะนั้น เรามีทางเลือกไม่มาก จะปล่อยให้ประเทศไทยเป็นChaotic Economy หรือขอให้มีโอกาสที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Chance to Change)

เปลี่ยนจาก “สังคมแห่งความสับสน” ไปสู่ “สังคมแห่งอนาคต

เปลี่ยนจาก “สังคมแห่งความเหลื่อมล้ำ” ไปสู่ “สังคมที่เป็นธรรม

เปลี่ยนจาก สังคมแห่งความขัดแย้ง ไปสู่ สังคมแห่งความปรองดอง

เปลี่ยนจาก “สังคมแห่งความถดถอย” ไปสู่ “สังคมที่สามารถ

 

National DNA

ด้วยเหตุนี้ What Thailand Means to Me? จึงเกิดขึ้น เพราะเห็นปัญหา และอยากจะรู้รากของปัญหา แม้พอรู้รากของปัญหา ก็อยากรู้วิธีการที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถหวนกลับคืนมาเหมือนเดิม ในการสร้างความมั่งคั่ง มีศักดิ์ศรีและบทบาทในเวทีโลก บนแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน

จึงต้องหันกลับมาทบทวน ไม่เพียงแต่ในเรื่องของยุทธศาสตร์การพัฒนา เรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขัน ต้องมาวิเคราะห์วิจัยค่านิยมและอุดมการณ์ของความเป็นชาติ ที่เดิมเคยมี แต่ถูกละเลย หรือสูญเสียไป ต้องกลับไปที่ความดั้งเดิม มาที่รากเหง้าของวัฒนธรรมไทย

แน่นอนทีเดียว ทุกวัฒนธรรมมีทั้งบวกและลบ มีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง ต้องสำรวจตัวเองดูว่าเราบกพร่องในเรื่องของคุณค่าร่วม เรื่องของอุดมการณ์ของความเป็นชาติหรือเปล่า

ในเรื่องของอุดมการณ์ของความเป็นชาติ รากเหง้าวัฒนธรรมของชาติไทย ในหนังสือ คนไทยในอุดมคติ” ศาสตราจารย์ลิขิต ธีรเวคินบอกว่าวัฒนธรรมไทยมาจาก 4 ฐานรากด้วยกัน คือ วัฒนธรรมของสังคม

เกษตรดั้งเดิม วัฒนธรรมจีน วัฒนธรรมอินเดียกับวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้ามาในตอนหลัง

ถ้าเรารู้เพียงแค่นี้ แต่ไม่นำไปคิดต่อ ไม่สามารถโยงใยเพื่อมองไปข้างหน้าได้ ก็ไม่มีประโยชน์

เรื่องที่เป็นฐานรากของประเทศจึงเป็นเรื่องสำคัญ

เราอาจต้องหันกลับมาดู 2-3 เรื่องใหญ่ๆ

เรื่องของทุนสังคม และทุนมนุษย์ ซึ่งผสมผสานกันเป็นคุณค่าร่วม เป็นวัฒนธรรม เป็นอุดมการณ์ ทั้งสองทุนเป็นส่วนผสมสำคัญอันยิ่งยวดในอนาคต จะไปแข่งกับใครในโลก จะแข่งกันที่สองตัวนี้อยู่แล้ว

ถ้าหาส่วนผสมนี้ไม่เจอ เราก็จะพยายามหยิบยืมแนวคิดแบบตะวันตกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดว่าด้วย Free Trade, Liberalization, Accountability, Transparency, Good Governance หรือแม้แต่เรื่องของ

Corporate Social Responsibility โดยที่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไรไปหยิบผลผลิตเขามาใช้ แต่ไม่ได้เอาเมล็ดพันธุ์เขามาด้วย

เพราะฉะนั้น ต้องกลับมาค้นหาเมล็ดพันธุ์ของตัวเอง กลับสู่ตัวตน สู่ความดั้งเดิมของความเป็นไทย ความเป็นชาติไทย ความเป็นคนไทย ถึงนำมาสู่ What Thailand Means to Me? โดยให้คนไทยมามอง

ดูว่าเขาคิดอย่างไร เราไม่ต้องการคำตอบเบ็ดเสร็จ แต่ต้องการรู้ว่าตัวตนเอกลักษณ์ และคุณค่าแห่งความเป็นชาติของคนไทยคืออะไร

แต่ต้องเป็นตัวตน เอกลักษณ์ และคุณค่าแห่งความเป็นชาติไทย ในบริบทของโลก

‹ Prev    1-1 of 1    Next ›