News‎ > ‎

"สุวิทย์ เมษินทรีย์” แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ผนึกกำลังอาเซียน เพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก

posted ‎‎Jun 11, 2009 10:52 AM‎‎ by auttapong maesincee
"สุวิทย์ เมษินทรีย์” แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ผนึกกำลังอาเซียน เพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก 

Posted on Monday, June 02, 2008
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวนการศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Hard Topic ทาง Money Channel ว่า ขณะนี้โครงสร้างระบบเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยมีการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ดังนี้

1. การเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ กล่าวคือ ปัจจุบันโลกได้มีประเทศมหาอำนาจเพิ่มมากขึ้น เช่น จีน และอินเดีย จากเดิมที่มีสหรัฐฯ เป็นประเทศมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว โดยมีการคาดการณ์ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า 45% ของ GDP โลก จะมาจากเอเชีย แบ่งเป็นจีน 20% อินเดีย 15% และประเทศอื่น ๆ อีก 10% ซึ่งไทยสามารถใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้ด้วยการร่วมมือกับอาเซียน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง จากนั้นจึงค่อยขยายความร่วมมือไปยังจีน อินเดีย รวมถึงเอเชียต่อไป 

2. การเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากประเทศต่าง ๆ มีรายได้เพิ่มขึ้น ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น ความต้องการอาหารและน้ำมันจึงมีมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีของไทยเช่นกัน เนื่องจากไทยสามารถเพาะปลูกได้ทั้งพืชที่นำมาผลิตเป็นอาหาร และพืชที่นำมาผลิตเป็นพลังงาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาไทยไม่ได้เตรียมพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เนื่องจากความไม่ต่อเนื่องในเชิงนโยบาย การมีวิสัยทัศน์ที่ไม่กว้างไกล รวมถึงการดำเนินนโยบายของรัฐที่ผิดพลาด ทำให้โอกาสที่ดีของไทยในครั้งนี้อาจจะกลายเป็นวิกฤติได้ 

ดร.สุวิทย์เผยว่า ในยามที่ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวขึ้นเพิ่มขึ้น ภาครัฐควรจะมีมาตรการที่จะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากจุดนี้ให้มากที่สุด โดยเห็นว่ารัฐควรจะแก้ไขปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตชลประทานให้ผลผลิตที่ต่ำมาก นอกจากนี้รัฐควรจะให้ความสำคัญกับปุ๋ย และพันธุ์พืชด้วย ขณะเดียวกันแนวคิดเรื่องการปฏิรูปที่ดินก็อาจจะต้องนำมาใช้ เพราะจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรรายย่อยได้ 

ส่วนการที่ให้ทุนต่างประเทศมาทำการเพาะปลูกในไทยนั้น เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะการทำนาถือเป็นวิถีชีวิตของคนไทย โดยเห็นว่าหากรัฐต้องการช่วยเหลือชาวนา ก็ควรเข้าไปดูแลในส่วนของต้นน้ำ เช่น แหล่งน้ำ และพันธุ์พืช รวมถึงปลายน้ำ เช่น การแปรรูป และการส่งออก แต่รัฐไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเพาะปลูก 

ดร.สุวิทย์เผยว่า การที่ประเทศต่าง ๆ มีความมั่งคั่งมากขึ้น ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีของการส่งออกของไทยด้วยเช่นกัน เพราะจะทำให้ไทยมีโอกาสขยายตลาดส่งออกใหม่ ๆ ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันการที่ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น ก็ทำให้เกิดความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมากกว่าสินค้าที่มีราคาถูก ดังนั้น ไทยก็ควรที่จะปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรมให้ผลิตของที่มีคุณค่ามากขึ้น นอกจากนั้น ประเทศที่มีความมั่งคั่งมากขึ้นก็จะออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็ควรที่จะเตรียมวิธีรับมือด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ก็ได้ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย เนื่องจากทำให้สังคมแตกร้าว การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ลดลง การแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รวมถึงไม่มีการวางแผนที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ทำให้นักลงทุนไม่กล้าที่จะเข้ามาลงทุน ซึ่งถ้าการเมืองไทยยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ในอีก 3 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะไม่อยู่ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ ส่วนประชาชนและนักธุรกิจในประเทศ ก็ควรที่จะพึ่งพาตนเอง ไม่ควรที่จะพึ่งพาภาครัฐในทุกเรื่อง 

ดร.สุวิทย์มองว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงถือเป็นแนวคิดที่สามารถใช้ได้กับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบัน เพราะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสอนให้รู้จักป้องกันความเสี่ยง รู้จักการเกื้อกูล มีความพอประมาณ และมีเหตุมีผล 

ติดตาม 
Hard Topic ทาง Money Channel True Visions 80 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 13.00 – 14.00 น. 

ช่องทางการรับชม Money Channel: True Visions ช่อง 80, จานดาวเทียม Samart DTH ช่อง 08 และเคเบิลทีวีท้องถิ่นทั่วประเทศ ช่อง 30