News‎ > ‎

เปิดแผล-เปิดใจ-อดทน - ประชาชาติ - ธุรกิจ

posted ‎‎Jun 17, 2009 6:54 AM‎‎ by auttapong maesincee
เปิดแผล-เปิดใจ-อดทน

คอลัมน์ I tell you the truth ขอบอกคุณตามความเป็นจริง

โดย บุญลาภ ภูสุวรรณ boonlarp@matichon.co.th




โครงการสุชนสโมสร ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2552 ในโอกาสที่ น.ส.พ.ประชาชาติธุรกิจขึ้นปีที่ 33 ท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจกับการขับเคลื่อนประเทศไทย ชี้ให้เห็นปัญหาโครงสร้างรากฐานของประเทศว่ามีปัญหาต้องรื้อกันใหม่ทั้งในเรื่องคน เรื่องอุตสาหกรรม-บริการ และระบบราชการ ซึ่งการรื้ออาจจะต้องเจ็บปวดเพิ่มขึ้นจากที่เจ็บปวดอยู่แล้ว แต่ก็ต้องทำและต้องอดทนเพื่อฟันฝ่าความยากลำบากเหล่านี้ไปให้ได้ นี่คือเป้าหมายที่ทุกคนต้องร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยกัน

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า "วันนี้เราต้องรู้จักใช้ของดีให้เป็น (จุดแข็งของประเทศไทย) และกล้าเผชิญว่าตรงไหนในอดีตที่เป็นจุดด้อยบกพร่อง อย่าไปซ่อน ให้ยอมรับ ฟันฝ่า แก้ไขปัญหาเหล่านั้นไปด้วยกัน มันต้องใช้เวลา ความอดทน แต่ต้องมั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ว่าเราจะเดินไปในทิศทางไหนและไม่ยอมให้ปัญหาอุปสรรคและสถานการณ์เฉพาะหน้ามาทำให้เราเสียสมาธิกับทิศทางที่เราจะเดิน ความสำเร็จจะรออยู่ข้างหน้า"

และตรงกับหลายเวทีต่างเห็นตรงกันว่า วันนี้ประเทศไทยต้องกล้าเผชิญความจริง ต้องเปิดแผลของประเทศออกมาให้เห็นจะจะ ว่ามีอะไรบ้าง โดยจะต้องใช้ความอดทนและใช้เวลาในการสร้างฐานรากกันใหม่

นี่คือโจทย์ว่าจะสร้างประเทศไทยใหม่อย่างไร ซึ่งหนังสือสุชนสโมสรได้รวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้นำทางความคิดเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย อาทิ ศ.น.พ.เกษม วัฒนชัย, คุณอานันท์ ปันยารชุน, ดร.ไสว บุญมา, ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์, ดร.วิรไท สันติประภพ เป็นต้น

เพราะความเสี่ยงของประเทศไทยที่ถูกสะสมมาอย่างต่อเนื่อง วันนี้มันระเบิดออกมาแล้ว จากความแตกแยกที่เราเห็นกันอยู่ เกิดความไม่สมดุลในทุกภาคส่วน

งานวิจัยที่สำรวจออกมาพบว่าคนไทยกลายเป็นพวกอำนาจนิยม พวกพ้องนิยม และสุขนิยม ปรากฏออกมาในพฤติกรรมเห็นแก่ตัว มองแคบๆ มองใกล้ตัว มองอะไรผิวเผิน ฉาบฉวย คิดแค่ใครได้ใครเสีย ขาดจิตสำนึก ซึ่งเกิดจากการมองคนอื่นอย่างไม่เป็นมิตร ไม่ไว้วางใจกัน แต่วางใจเฉพาะกลุ่มของตัวเอง

เมื่อเร็วๆ นี้ได้คุยกับนักการเมืองรายหนึ่งถึงโครงการลงทุนของภาครัฐ และบอกว่า รัฐลงทุนไปเถอะ ลงไป 100 บาท ประชาชนได้ 10 บาท ก็โอเคแล้ว อย่าคิดมาก เพราะหน้าที่รัฐคือการลงทุน ส่วนลงทุนแล้วจะได้ผลแค่ไหน ไม่สำคัญ รัฐลงทุนมันต้องสูญเสียบ้าง...(ถ้าสูญเสีย 90% มันก็น่าคิด !!!!) นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของผู้ที่มีอำนาจที่กุมเงินก้อนใหญ่ไว้ในมือ แต่สุขนิยมในหมู่พวกพ้อง

จึงมีการเรียกร้องจิตสำนึกของผู้นำต่อความรับผิดชอบในผลประโยชน์ส่วนรวม ผลประโยชน์ของประเทศชาติที่ต้องมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตน พวกพ้อง 

บางคนก็บอกว่า ขอแค่ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเองและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

แต่สิ่งที่อยากจะเรียนตรงนี้ก็คือ คนที่คิดว่าตัวเองรู้หน้าที่ของตัวเอง แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เขารู้ จริงๆ เขาอาจจะไม่รู้ เขาอาจจะเข้าใจใน "หน้าที่" ของเขาผิดๆ (หรือแกล้งโง่เข้าใจหน้าที่ตัวเองผิดๆ) เมื่อเขาไม่รู้เขาทำในหน้าที่ของเขาอย่างที่เขาเข้าใจ ก็รู้สึกว่าสิ่งที่เขาได้ทำนั้น เขาได้ทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว และภาคภูมิใจกับสิ่งที่ได้ทำ คนประเภทอย่างนี้มีเยอะในประเทศไทย เราจะแก้ตรงนี้อย่างไร อันนี้ต่างหากที่เป็นห่วง

ไม่งั้นก็ได้แต่พูดว่า ทุกคนต้องรู้หน้าที่และต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แต่ทำอย่างไรล่ะที่จะให้คนรู้ก่อนว่าหน้าที่ที่ถูกที่ควรคืออะไร ไม่งั้นก็จะหลงทางไปกันใหญ่ เพราะทุกคนต่างคิดว่าทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ 

ถ้าทำหน้าที่แล้ว ทำไมประเทศไทยยังเดินถอยหลัง อันนี้น่าจะเป็นคำตอบ !!!!

เหมือนกระแสที่คนส่วนใหญ่ทำตาม ทั้งๆ ที่บางครั้งกระแสนั้นมันผิด หรือเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดคิดว่า "ถูกต้องแล้ว-ดีแล้ว" ขณะที่คนที่ทำอะไรทวนกระแสนั้นกลายเป็นแกะดำของสังคมไป ก็มีเช่นนี้เสมอๆ ในสังคมไทย และสังคมก็นิยมเอากระแสมากดดัน "คน-สังคม-รัฐบาล" จนต้องทำอะไรที่บิดเบี้ยว บิดเบือน หลงทางกันไป การแก้ปัญหาแทนที่จะเร็วกลับถูกลากยาวออกไปอีก

ประเด็นนี้เหมือนกับที่ท่านนายกฯกล่าวข้างต้นว่า ถ้าจะแก้ปัญหารากฐานของประเทศ เราต้องมีความมั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง อย่าเสียสมาธิกับทิศทางที่จะเดินไปสู่เป้าหมาย เหมือนโครงสร้างรากฐานบางเรื่องมันเป็นเรื่องระยะยาว อย่างการสร้างคน เป็นต้น คนในประเทศต้องเห็นในทิศทางเดียวกัน เข้าใจตรงกัน ต้องช่วยกันสร้าง ต้องช่วยกันทำ 

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยศศินทร์ บอกว่า วันนี้เราอยู่ในโลกยุค liquid phase วิกฤตต่างๆ จะเกิดมากขึ้นตลอดเวลา และมันสะวิงไปสะวิงมาอย่างรวดเร็ว

เมื่อคุณมีความรู้คุณสามารถอยู่อย่างอิสระได้ เมื่อคุณมีจริยธรรม คุณจะอยู่กับคนอื่นได้ คนจะมีอิสระมากขึ้น แต่ต้องพึ่งพิงกับคนอื่นมากขึ้น ทุกคนมีสิทธิมากมายแต่คุณต้องมีหน้าที่ด้วย

ดร.สุวิทย์บอกว่า "เราวน เราหลงอยู่ในโลกของเรา ต่างคิดว่าปัญหาของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน แต่จริงๆ ปัญหามันเหมือนกัน ในโลกนี้ไม่มีปัญหาอะไรใหม่ เพียงแต่สะวิงไปสะวิงมาจนไม่มีศูนย์รวมอีกต่อไปแล้ว ความเป็นชาติเริ่มหายไป ประเทศต่างๆ ต้องการรวมศูนย์เพื่อมีที่ยึด แต่ของเรามีดีอยู่แล้วแต่กลับไม่รักษาไว้"

ยิ่งประเทศไทยจิตสาธารณะมันหายไป คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น การแก้ปัญหาคือการเปิดใจ ยอมรับความเป็นจริง เปิดจุดด้อยออกมาแก้ไขและร่วมมือกันสร้างจิตสำนึก จิตสาธารณะให้กลับคืนมา 

เป็นโจทย์ที่ทุกๆ คนต้องจูงใจกันและกัน เป็นการบ้านที่ทุกคนต้องทำ เพราะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้