วิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบนี้แม้จะเกิดมาเกือบ 2 ปีแล้ว แต่ยังมีประเด็นร้อนที่ต้องจับตามองตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง "หัวเลี้ยวหัวต่อ" ของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจที่เริ่มปรากฏสัญญาณที่ดีให้เห็น แต่ไม่มีใครกล้าฟันธงว่า สัญญาณที่ดีขึ้นนั้นเป็นของจริงหรือของเทียม ดังนั้นเวทีสัมมนาและเสวนาเกี่ยวกับเศรษฐกิจจึงยังให้ความสำคัญกับเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (23 ก.ค.) มีการจัดงานสัมมนาและเสวนาถึง 2 งานในวันเดียวกันเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย และทางรอด โดยช่วงเช้ามีการสัมมนาประจำ ปี 2552 ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ครั้งที่ 6 ในหัวข้อ "ทางรอดเศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก" มีกูรูด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมเสวนา คือ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการ Sasin Institute for Global Affairs สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ ขณะที่ช่วงค่ำเป็นงานของสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ประเทศไทย ซึ่งจัดสัมมนาเรื่อง "วิกฤตประเทศไทย แสงสว่างปลายอุโมงค์ : ของจริงหรือสิ่งลวงตา" โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นองค์ปาฐกพิเศษ และมีผู้เข้าร่วมเสวนา คือ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช อดีตประธานร่าง พ.ร.บ. รัฐธรรมนูญ นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้า แห่งประเทศไทย และ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) การจัดสัมมนาและเสวนาทั้ง 2 งาน ได้ชี้ให้เห็นถึงมุมมองของ ผู้เข้าร่วมเสวนาที่มีความคิดเห็นที่หลากหลายในสถานการณ์ความ ไม่แน่นอนและภัยคุกคามที่เป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ต้องระวัง โดยมีประเด็นที่น่าสนใจสรุปได้ดังนี้ ต้องอยู่กับวิกฤตยาว ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) มองว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่มีในตำรา และโลกทุกวันนี้เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ขณะที่การแก้ปัญหาของอเมริกาและประเทศอื่นๆ ก็เหมือนกัน คือใช้นโยบายการคลังขาดดุลงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่มีอะไรใหม่ และระบบการเงินของอเมริกากำลังเผชิญปัญหากับดักสภาพคล่อง ดังนั้นลืมไปได้เลยว่าเศรษฐกิจอเมริกาจะฟื้น ส่วนเศรษฐกิจไทยหากจะดึงให้ฟื้นตัวต้องทำคือ การส่งออกและการท่องเที่ยว เพราะไม่ว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร หรือการใช้เงิน 2-3 พันล้านบาท ถือว่าน้อยมาก ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า "ถั่วลิสง" คือแทบไม่มีผลอะไรต่อเศรษฐกิจเลย นอกจากนี้ควรเลิกมาตรการที่ผิดพลาด เช่น การจำนำสินค้าเกษตร ซึ่งเห็นด้วยที่รัฐบาลหันมาใช้การประกันราคาสินค้าเกษตรแทน "ต้องผลักดันการส่งออกในรูปแบบต่างๆ แต่สิ่งสำคัญคือค่าเงิน ที่ผมกลุ้มใจมากที่สุดคือ ธปท.พูดว่าค่าเงินบาทไม่เกี่ยวกับการส่งออกและการท่องเที่ยว ไม่ทำไม่ว่ายยังมาพูดอีก ทำให้คนแก่กลุ้มใจ" ดร.วีรพงษ์มองว่า เศรษฐกิจเอเชียซึ่งมีประเทศหลักๆ คือ จีน อินเดีย น่าจะปรับตัวดีขึ้นเพราะใช้นโยบายมหภาคถูกต้อง ดังนั้นนโยบายของเราควรหันมาที่จีนมากขึ้น และประคับประคอง ต้องอย่าหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเร็ว โดยวัฏจักรเศรษฐกิจปกติจะขึ้น 6 ปี ลง 6 ปี รัฐบาลมองไปข้างหน้า 4-5 ปีอย่างไร และประกาศให้ภาคธุรกิจรู้ว่าเรามียุทธวิธีอย่างไร แล้วแปรเป็นมาตรการให้ชัดเจน เพราะเราต้องอยู่กับวิกฤตอีกหลายปี ไม่ใช่แค่ 5-6 เดือน ที่หนังสือพิมพ์ตะวันตกเขาหลอกเรา ภูมิคุ้มกันเสื่อมหนี้พุ่ง ด้าน ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) มองว่า เศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปจะขาด "ภูมิคุ้มกัน" เนื่องจากยุทธวิธีของทุกประเทศโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่ม G-20 ที่ใช้นโยบายการคลังรับภาระหนี้แทนเอกชน จะส่งผลให้ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า รัฐบาลทุกประเทศจะเป็นหนี้ โดยไอเอ็มเอฟคาดหนี้สาธารณะในประเทศกลุ่ม G-20 ว่าจะเพิ่มขึ้น 17-18% ของจีดีพี และจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 100% ของจีดีพีในปี 2011-2012 ทั้งนี้จากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จะทำให้เศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัวเร็วนัก ฉะนั้นหากประเทศใดประเทศหนึ่งบริหารหนี้สาธารณะไม่ได้ ภาวะเศรษฐกิจจะมีลักษณะเป็นตัว "W" นอกจากนี้มีการคาดว่าเศรษฐกิจโลกในอีก 4-5 ปีข้างหน้าโตเฉลี่ยประมาณ 3.5-3.6% ขณะที่การเปลี่ยนขั้วขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกจากประเทศพัฒนา แล้วเป็นประเทศกำลังพัฒนาจะเร็วแค่ไหน โดยเฉพาะจีน อินเดีย และรวมถึงประเทศในอาเซียน พร้อมกันนี้แสดงความเป็นกังวลคือ ปัญหาผู้สูงอายุของประเทศพัฒนาแล้ว โดยกลุ่ม Baby boom กำลังเกษียณอายุ ซึ่งจะเป็นภาระทางการคลังของอเมริกา โดยมีการประมาณการภาระประกันสังคมและประกันสุขภาพในปี 2050 จะเพิ่มขึ้นเป็น 200% ของจีดีพี ซึ่งยังไม่รู้จะหาเงินจากที่ไหน เพราะฉะนั้นปัญหาทางการคลังของอเมริกาไม่ใช่แค่ 4-5 ปี แต่จะเป็นไปถึง 30 ปีข้างหน้า ต้องรื้อท่องเที่ยว ด้าน นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชี้ว่า 6 เดือนแรกนักท่องเที่ยวลดลงถึง 36% คาดว่าในปี 2552 นักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าไทย จะลดลงจาก 14.1 ล้านคน เหลือ 10.8 ล้านคน หรือลดลง 22% และทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศหายไป 1.9-2 แสนล้านบาท "อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่แนวโน้มการท่องเที่ยวจะเน้นที่คุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่ชะโงกทัวร์ ดังนั้นผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องปรับตัวเตรียมพร้อมดึงตลาดการท่องเที่ยวกลับมา" นายกงกฤชกล่าว ขณะที่ ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ชี้ว่า เป็นสภาวะที่น่าเป็นห่วงเนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างมาก และมีความสับสนอยู่ แต่ก็เริ่มมีสัญญาณบ่งบอกการฟื้นตัว โดยรัฐบาลทำหน้าที่กระตุ้นเศรษฐกิจใช้นโยบายการขาดดุลงบประมาณ การสั่งธนาคารของรัฐอัดฉีดสินเชื่อ นี่คือสูตรสำเร็จของการแก้ปัญหา ทำให้ไตรมาส 4 ปีนี้เศรษฐกิจจะโตเป็นบวกได้ แต่คงไม่ฟื้นตัวเร็วนัก วิกฤตซ้ำซาก ส่วน ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการ Sasin Institute for Global Affairs สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ มองว่า วิกฤตที่เราเจอเป็นวิกฤตที่ซ้ำซาก และเมื่อมองไปข้างหน้าโครงสร้างความสัมพันธ์ของโลกาภิวัตน์จะเปลี่ยนไปจากโครงสร้างที่แข็งกลายเป็นโครงสร้างที่ไม่มีความแน่นอน ผันผวนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเราต้องปรับตัวเตรียมพร้อมในการบริหารความเสี่ยง และต้องมีกรอบความคิดที่ชัดเจนกล้าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความคิดในทุกเรื่อง โดยเฉพาะพื้นฐานทางสังคมที่สำคัญคือ เรื่องความโปร่งใสชัดเจนในสังคม การดูแลทุกภาคส่วนของสังคม ความเป็นธรรมในสังคม และการมีส่วนร่วมของสังคม "ปัญหาพื้นฐานทางสังคมเป็นเรื่องที่ต้องซ่อมก่อนที่จะคิดถึงการสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน ไม่งั้นเราจะต้องอยู่กับความเรื้อรังของโรควิกฤตซ้ำซากต่อไปเรื่อยๆ" ดร.สุวิทย์กล่าว ต้องก้าวข้ามวิกฤตให้ได้ ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนต้องเดินสายทำความเข้าใจกับกลุ่มต่างๆ ยิ่งในภาวะวิกฤตที่มีหลายปัญหาทำให้เกิดความสับสนยิ่งมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจ บางครั้งสิ่งนี้ถูกมองข้ามไป แต่ต้องยอมรับความล้มเหลวของสื่อสารของผู้รับผิดชอบในหลายปีที่ผ่านมาก็เป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บ้านเมืองมีวิกฤต "หัวข้อที่ผมไม่ชอบใจนิดหนึ่งคือคำว่า แสงสว่างปลายอุโมงค์ เหตุผลเพราะไปจำการ์ตูนที่คนอยู่ในอุโมงค์มองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์แล้ววิ่งไปจนถูกชนถูกทับเรียบร้อย แต่คิดดูก็เป็นสิ่งซึ่งอยากให้ทุกคนทบทวนว่า หลายครั้งที่พบแสงสว่างแล้ววิ่งเข้าหาหรือไม่จนทำให้บาดเจ็บครั้งแล้วครั้งเล่า" นายอภิสิทธิ์ไม่เชื่อว่าจะมีคนกำหนดอนาคตให้เรา มันจะสว่างหรือพ้นจากจุดนี้หรือไม่อยู่ที่ตัวเราเองมากกว่า ถ้าเราสามารถหลอมรวมพลัง มีทิศทางในการเดินร่วมกัน แม้เศรษฐกิจจะมีปัญหา มีปัจจัยหลายสิ่งหลายอย่างกระทบเรา เราก็เดินได้แต่อาจจะช้า อาจลำบากหน่อย แต่มันคือสิ่งที่เราสามารถทำได้ ตอนนี้เราไม่ควรมาถกเถียงหรือวิเคราะห์ว่า ตกลงปีหน้าเศรษฐกิจจะฟื้นหรือไม่ฟื้น การเมืองไทยจะสงบหรือไม่สงบ แต่ตัวเราเองต้องตั้งคำถามว่าจะทำอะไรให้เศรษฐกิจฟื้น ให้การเมืองสงบ ให้สังคมไทยดีขึ้น "ประเด็นคือเรามองไปข้างหน้า จึงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรก และระยะที่ 2 ภายใต้ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง โดยมุ่งหวังว่าเมื่อไรมีแสงสว่างของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยก็มีความพร้อมในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น" อดทนอย่าใจร้อน ด้าน ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช อดีตประธานร่าง พ.ร.บ. รัฐธรรมนูญ เห็นว่า การจะหาทางออกหรือผ่านพ้นวิกฤตไปได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับลักษณะทางสังคมและการเมือง ซึ่งทั้งสองปัจจัยดังกล่าวสำหรับประเทศไทยถือว่าไม่อยู่ในลักษณะที่พร้อมจะทำให้เราฝ่าวิกฤตไปได้ "การเมืองของเราเต็มไปด้วยความฉ้อฉลและแสวงหาผลประโยชน์ในระยะสั้น ยิ่งในปัจจุบันการคอร์รัปชั่นแพร่กระจายมี การใช้อำนาจเพื่อแสวงหาประโยชน์อย่างมาก การแก้ปัญหาการเมืองไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง แต่อยู่ที่พฤติกรรมของนักการเมืองมากกว่า" ดังนั้น เมื่อมีวิกฤตกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้สังคมไทยขาดประสบการณ์ร่วมกันที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น การรู้จักตกลงประนีประนอมมีค่อนข้างต่ำ ความขัดแย้งเกิดขึ้นมากมาย ส่วนจะแก้ไขได้อย่างไร บอกได้อย่างเดียวคือคงไม่ใช่ในระยะสั้น และต้องไม่ใจร้อน เราต้องทนและเสนอแนวทางที่ต้องทำควบคู่ไปกับการ ที่ต้องทน คือทางด้านกฎหมายต้องบังคับใช้กฎหมายที่หนักกับนักการเมืองที่มีความผิดทางการเมือง อีกด้านหนึ่งคือให้การศึกษากับเด็กแต่ต้องทำอย่างจริงจัง และการสื่อสารทางการเมืองให้ ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่ออย่างถูกต้องครบถ้วน "แสงสว่างมี แต่ขณะนี้เราไม่ได้อยู่ในอุโมงค์ แต่เราอยู่ใน นรกหลุมเท่าไรไม่รู้ เหมือนอยู่ในหลุมดำ เกือบจะมองไม่เห็น แสงสว่างเพราะพื้นฐานทางสังคมและการเมืองทำให้เราต้องใช้เวลา" ดร.ชัยอนันต์กล่าว เอกชนต้องพึ่งรัฐน้อยลง ด้าน นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า นักธุรกิจต้องอดทน ซึ่งเชื่อว่าตลาดจะกลับมา ดีขึ้น เราต้องเตรียมความพร้อม ประวิงเวลาไม่ปลดคนงานออกไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อรอตลาดกลับมาดีขึ้นแล้วเราจะได้ประโยชน์ และคนที่อยู่รอดจะเป็นคนที่เข้มแข็ง คนที่อ่อนแอจะล้มหายไปหมด เอกชนต้องพึ่งตนเองมากขึ้น และพึ่งภาครัฐให้น้อยลง "แสงสว่างมีแต่คงไม่เจิดจ้า มันจะค่อยๆ เห็นแสงสว่างขึ้นในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ต้องอดทนรอไปอีก 2-3 ปีเศรษฐกิจจะดีขึ้นกลับมาที่เดิมแล้วเราจะได้ประโยชน์" นายดุสิตกล่าว ขณะที่ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีส่วนในการช่วยแก้วิกฤตได้ โดยการปฏิรูปการศึกษาให้คนคิดเป็น คิดถูก คิดดี บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุมีผล ที่สำคัญต้องลงทุนสร้างความรู้อย่าง เพียงพอโดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนา แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังลงทุนด้านนี้น้อยมาก |